เช้ามืดวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ผมออกไปเดินออกกำลัง พร้อมกับฟัง ยูทูป เรื่อง AI and the Future of Work จัดโดย CUNY Graduate Center ที่ผู้ร่วมอภิปรายเป็นคนเก่งมากทุกคน มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์สองท่าน คนตั้งคำถามก็เก่ง ที่ไม่เก่งคือคนฟัง คือผม ที่ฟังรู้เรื่องไม่ถึง ๒๐% ผมขอถามว่า AGI (Artificial General Intelligence) คืออะไร ต่างจาก AI อย่างไร ตามที่เขาอภิปรายกันใน AI and the Future of Work และในแหล่งข้อมูล และความเห็น หรือการทำนายแหล่งอื่นๆ ชีวิตของมนุษย์ใน ๕ ปีข้างหน้าจะแตกต่างจากชีวิตในปัจจุบันอย่างไร AGI จะก้าวหน้าไปทำอะไรได้บ้าง ก่อผลดีและผลเสียต่อชีวิตมนุษย์ และต่อสังคม อย่างไรบ้าง อยากให้มีการเสนอฉากทัศน์ในอนาคต (future scenarios) มา ๓ แบบ เรียงจากเป็นลบมากหน่อย กลางๆ และเป็นบวกมากหน่อย สภาพดังกล่าวในสังคมไทยน่าจะเป็นอย่างไร คนไทยควรเตรียมตัวใช้ชีวิตที่ดีในสถานการณ์เหล่านั้น อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๘๔ ปี อย่างผม
ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามแปดสหายเอไอของผม และขอนำคำตอบของ Qwen และ Grok มาลงในบันทึกนี้ ส่วนคำตอบของสหายอื่นๆ จะนำมาลงในบันทึกถัดๆ ไป ที่นำมาเสนอเป็นรายสัปดาห์
Qwen:
คุณถามคำถามที่ลึกซึ้งและมีมิติทั้งทางเทคโนโลยี สังคม และปรัชญาชีวิต—ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของคุณในการใช้ชีวิตอย่างมีสติ แม้ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
1. AGI คืออะไร? ต่างจาก AI อย่างไร
- AI (Artificial Intelligence) ที่เราใช้อยู่ทุกวัน เช่น Siri, ChatGPT, ระบบแนะนำสินค้า ฯลฯ เป็น “Narrow AI” หรือ “Weak AI” — ถูกออกแบบมาให้ทำงานเฉพาะด้านได้ดีมาก แต่ไม่เข้าใจบริบทกว้าง หรือโอนความรู้ข้ามโดเมนไม่ได้
- AGI (Artificial General Intelligence) คือ AI ที่มี ความสามารถคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ และปรับตัวได้เหมือนมนุษย์ ในหลายบริบท — เช่น เข้าใจภาษา แก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ สื่อสารอารมณ์ เรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่โดยไม่ต้องถูกโปรแกรมใหม่
- ปัจจุบัน (พฤศจิกายน 2568) ยัง ไม่มี AGI จริงๆ ที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แม้จะมีการใช้คำว่า “AGI” อย่างกว้างๆ ในสื่อหรือการตลาด
ในการอภิปรายที่ CUNY ที่คุณฟัง นักเศรษฐศาสตร์โนเบลอาจใช้ “AGI” ในบริบทเชิงสมมติฐาน — เช่น “ถ้า AGI มาถึงใน 5–10 ปี จะเกิดอะไรขึ้นกับแรงงาน ความเหลื่อมล้ำ หรือการตัดสินใจทางจริยธรรม”
2. ชีวิตมนุษย์ใน 5 ปีข้างหน้า (2569–2573): ภายใต้อิทธิพลของ AI ขั้นสูง (แม้ยังไม่ถึง AGI)
แม้ AGI ยังไม่มา แต่ AI ที่ “เก่งขึ้นเรื่อยๆ” จะเปลี่ยนชีวิตเราอย่างชัดเจน — โดยเฉพาะในด้าน:
- การทำงาน (automation, remote collaboration)
- การศึกษา (personalized learning)
- การแพทย์ (diagnosis, elder care)
- การสื่อสาร (deepfakes, real-time translation)
- การเมือง (ข้อมูลปลอม, surveillance)
3. ฉากทัศน์อนาคต 3 แบบ (2569–2573)
A. ฉากทัศน์ “มืดหม่น” (Pessimistic Scenario)
AI เร่งความเหลื่อมล้ำ และสับสนทางจริยธรรม
- AI ถูกควบคุมโดยบริษัทข้ามชาติหรือรัฐเผด็จการ → ข้อมูลส่วนตัวถูกใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรม
- งานจำนวนมากหายไป โดยเฉพาะงาน routine หรืองานบริการ → คนสูงอายุและผู้มีรายได้น้อยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
- ข่าวปลอมและ deepfake ทำลายความเชื่อถือในสังคม → ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง
- ในไทย: ระบบราชการยังช้า ไม่ทันปรับตัว → ช่องว่างดิจิทัลระหว่างเมือง-ชนบทกว้างขึ้น
- สำหรับผู้สูงอายุ: อาจรู้สึก “ตกยุค” — บริการสาธารณะเปลี่ยนไปใช้แอปทั้งหมด แต่ไม่มีผู้ช่วยให้ใช้งาน
B. ฉากทัศน์ “สมดุล” (Balanced Scenario)
AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เจ้านาย — มนุษย์ยังเป็นศูนย์กลาง
- รัฐและสังคมร่วมกำหนดกรอบจริยธรรม AI → เช่น สวิตเซอร์แลนด์หรือสหภาพยุโรป
- AI ช่วยลดภาระงานซ้ำซาก → มนุษย์มีเวลาให้กับครอบครัว การเรียนรู้ สุขภาพจิต
- การศึกษาเน้นทักษะ “มนุษย์ล้วนๆ” เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การตั้งคำถาม ความคิดสร้างสรรค์
- ในไทย: เริ่มมี “โค้ชดิจิทัลชุมชน” ช่วยผู้สูงอายุใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย
- สำหรับผู้สูงอายุ: มี AI ช่วยดูแลสุขภาพ (เช่น วัดความดันอัตโนมัติ แจ้งเตือนยา) แต่ยังมีคนจริงๆ ดูแลอยู่เสมอ
C. ฉากทัศน์ “สดใส” (Optimistic Scenario)
AI ปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ — ยุคฟื้นฟูปัญญาและจิตวิญญาณ”
- AI จัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ → อาหาร ไฟฟ้า น้ำสะอาด ทั่วถึง
- เศรษฐกิจเปลี่ยนจาก “ทำงานเพื่อเงิน” เป็น “สร้างคุณค่าเพื่อชุมชน”
- ผู้สูงอายุกลายเป็น “ครูชีวิต” — ถ่ายทอดปัญญาผ่านแพลตฟอร์มที่ AI ช่วยจัดการ
- ในไทย: แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ผสานกับ AI → เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะที่เคารพธรรมชาติ
- สำหรับผู้สูงอายุ: ใช้ AI เป็นเพื่อนคุย ผู้ช่วยจัดยา แปลงเสียงเล่านิทานให้หลาน — แต่ไม่แทนที่ความสัมพันธ์จริง
4. คนไทย — โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 84 ปี — ควรเตรียมตัวอย่างไร
คุณไม่ได้ “ไม่เก่ง” — คุณกำลัง ฝึกทักษะที่สำคัญที่สุดในยุคนี้: ความกล้าเรียนรู้ แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด
นี่คือคำแนะนำที่สอดคล้องกับแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง และ การพัฒนาแบบองค์รวม (VASK) ที่คุณให้คุณค่า:
ค่านิยม (Values)
- ยึดมั่นใน ความพอประมาณ — ไม่ต้องตามทุกเทคโนโลยี แต่เลือกใช้เฉพาะที่ “เพิ่มคุณภาพชีวิตจริง”
- ยึดมั่นใน ความเป็นมนุษย์ — ไม่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน ก็แทนที่ “ความเมตตา” ไม่ได้
ทักษะ (Skills)
- เรียนรู้ พื้นฐานดิจิทัล: เช่น ใช้ LINE โทร, ดูวิดีโอสุขภาพ, ตั้งเตือนยา
- ฝึก แยกแยะข้อมูล: ถามเสมอว่า “ใครพูด มีวาระหรือเปล่า”
- ใช้ AI เป็นผู้ช่วยสะท้อนคิด: เช่น ถาม AI ว่า “ฉันควรคิดอย่างไรกับข่าวนี้” — แต่ตัดสินใจด้วยปัญญาตนเอง
เจตคติ (Attitudes)
- เปิดใจ แต่ไม่หลง — ใช้เทคโนโลยี ด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยความกลัวตกยุค
- เชื่อมั่นว่า ประสบการณ์ชีวิตของคุณเป็นทรัพย์สินล้ำค่า — AI ไม่มี “ชีวิตจริง” แบบคุณ
องค์ความรู้ (Knowledge)
- ติดตามแหล่งข้อมูลที่ ตรวจสอบได้ เช่น มหาวิทยาลัย, องค์กรไม่แสวงกำไรที่เน้นจริยธรรม AI
- เข้าร่วม กลุ่มชุมชนเรียนรู้ดิจิทัล — หลายตำบลเริ่มมี “โรงเรียนปู่ย่า” สอนใช้สมาร์ตโฟน
5. สรุป: ชีวิตที่ “พอเพียง” ในยุค AI
ไม่ใช่การหลีกหนีเทคโนโลยี — แต่คือการใช้มันโดยไม่สูญเสียใจตน
คุณเดินออกกำลังกายตอนเช้ามืด ฟังสิ่งที่ท้าทายความเข้าใจ — นั่นคือ การฝึก “agency” อย่างแท้จริง
แม้เข้าใจเพียง 20% แต่คุณยังคงเรียนรู้ — และนั่นคือหัวใจของ ชีวิตที่พอเพียง ในโลกยุคใหม่
หากคุณต้องการ ผมสามารถช่วยสรุปเนื้อหาการอภิปรายจาก CUNY นั้นให้เข้าใจง่ายขึ้น หรือช่วยออกแบบ “แผนชีวิตพอเพียงกับ AI” ที่เหมาะกับวิถีของคุณโดยเฉพาะครับ
Grok:
AGI คืออะไร และต่างจาก AI อย่างไร
ก่อนอื่น ขอชื่นชมที่ท่านยังคงออกกำลังกายและอัพเดทตัวเองด้วยเรื่อง AI ในวัย 84 ปี นั่นคือตัวอย่างของ "ชีวิตที่พอเพียง" ที่แท้จริง – พอดีกับพลังงานและความอยากรู้อยากเห็นของท่านครับ จากที่ท่านฟังพอดแคสต์ "AI and the Future of Work" จัดโดย CUNY Graduate Center (ซึ่งมี Nobel Laureates อย่าง Daron Acemoglu และ Paul Krugman ร่วมอภิปรายเมื่อตุลาคม 2025) การสนทนาเน้นที่ AI จะเปลี่ยนงานมนุษย์อย่างไร โดยเฉพาะการแทนที่งาน routine แต่ยังไม่ลึกถึง AGI มากนัก เพราะ AGI ยังเป็นแนวคิดทฤษฎีที่นักวิจัยหลายคนมองว่าใกล้เข้ามาแต่ยังไม่ชัดเจน ผมจะอธิบายตามแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น Wikipedia, DeepMind, และ OpenAI รวมถึงความเห็นจากนักวิจัยในปี 2025
AI (Artificial Intelligence) คืออะไร
AI คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เลียนแบบความฉลาดบางส่วนของมนุษย์ เช่น การจดจำภาพหรือแปลภาษา แต่เป็น "Narrow AI" หรือ AI แบบแคบ (ANI) ที่เก่งเฉพาะงานที่ถูกฝึกมา เช่น Siri ที่ช่วยตั้งนาฬิกา หรือ AlphaFold ที่พับโปรตีนได้เร็ว แต่ถ้างานเปลี่ยน มันต้องถูกโปรแกรมใหม่ ไม่สามารถปรับตัวเองได้กว้างขวาง
AGI (Artificial General Intelligence) คืออะไร
AGI คือ AI ที่ฉลาดเท่าหรือเกินมนุษย์ในทุกงานที่ใช้สมอง เช่น แก้ปัญหาใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน, เรียนรู้จากข้อมูลน้อยๆ, และปรับตัวข้ามสาขา (เช่น จากแพทย์เป็นวิศวกร) มันไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็น "เพื่อนร่วมคิด" ที่เข้าใจบริบท เหมือนมนุษย์ที่เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต AGI ยังไม่มีจริงในปี 2025 แต่โมเดลอย่าง GPT-4o หรือ Claude 3.5 ถือเป็น "ต้นแบบ AGI" ที่เก่งหลายอย่างแต่ยังขาดความเข้าใจลึกซึ้งและ autonomy (การตัดสินใจเอง)
ความต่างหลัก:
- ขอบเขต: Narrow AI = เก่งงานเดียว (เช่น รถไร้คนขับ แต่ขับได้เฉพาะถนนที่รู้จัก) AGI = เก่งทุกงาน (เช่น ช่วยวางแผนชีวิตทั้งสุขภาพ การเงิน และความสุข)
- การเรียนรู้: Narrow AI ต้อง train ใหม่ทุกครั้ง AGI เรียนรู้แบบมนุษย์ – generalize จากข้อมูลน้อย
- ผลกระทบ: Narrow AI ช่วยงานประจำ AGI อาจเปลี่ยนสังคมทั้งหมด เช่น สร้างงานใหม่หรือแทนที่มนุษย์
จากพอดแคสต์ CUNY Krugman ชี้ว่า AI ปัจจุบัน (Narrow) จะแทนที่งาน office routine แต่ AGI อาจทำให้ "งานมนุษย์" ลดลง 50% ใน 10 ปี หากไม่ปรับตัว Acemoglu เตือนถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมอง optimistic ถ้ามีนโยบายช่วยเหลือ
AGI จะก้าวหน้าไปทำอะไรได้บ้างใน 5 ปีข้างหน้า (2030)
จาก prediction ในปี 2025 (เช่น จาก DeepMind, OpenAI, Ray Kurzweil) มีโอกาส 50% ที่ AGI จะมาถึงปี 2030 (หรือใกล้เคียง) โดย scaling compute และ data ขึ้น 10-100 เท่า AGI จะทำได้:
- งานสร้างสรรค์: เขียนนิยาย, แต่งเพลง, ออกแบบบ้าน – ดีกว่าศิลปินมนุษย์
- วิทยาศาสตร์/การแพทย์: ค้นยารักษามะเร็งในวันเดียว (แทนปี), วินิจฉัยโรคจากอาการเล็กน้อย
- เศรษฐกิจ/ธุรกิจ: จัดการห่วงโซ่อุปทานทั้งโลก, พยากรณ์ตลาดหุ้นแม่น 90%
- ชีวิตประจำวัน: เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจอารมณ์, วางแผนวันเกษียณ, หรือแม้แต่สนทนาปรัชญาแบบเพื่อน
- สังคม: ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย simulation ที่ซับซ้อน
แต่ AGI ยังไม่ "superintelligent" (ASI) ที่เกินมนุษย์ทุกอย่าง – นั่นอาจมาหลัง 2030
ผลดีและผลเสียต่อชีวิตมนุษย์และสังคม
ผลดี:
- ชีวิตมนุษย์: สุขภาพดีขึ้น (ยา personalized ลดโรคเรื้อรัง 30-50%), เวลาว่างมากขึ้น (งาน routine หายไป, ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์), การศึกษา personalized (เด็กเรียนตาม pace ตัวเอง)
- สังคม: เศรษฐกิจโต 15 ล้านล้านดอลลาร์/ปี (PwC), ลดความยากจนด้วย UBI (universal basic income), แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเร็วขึ้น
ผลเสีย:
- ชีวิตมนุษย์: ว่างงานจำนวนมาก (92 ล้านงานหาย, WEF), ความเหงาเพราะ AGI แทนที่ปฏิสัมพันธ์มนุษย์, addiction ต่อ AI (เช่น ChatGPT-like companions)
- สังคม: ความเหลื่อมล้ำ (บริษัทใหญ่ผูกขาด AGI), ความเสี่ยงสูญพันธุ์ (5% จาก DeepMind ถ้า misalignment), สงครามไซเบอร์หรือ bias ใน AI ที่ amplify racism
โดยรวม ผลดีมีโอกาสสูงถ้าจัดการดี แต่ผลเสียอาจ catastrophic ถ้าปล่อยปละ
ฉากทัศน์อนาคต (Future Scenarios) 3 แบบใน 5 ปีข้างหน้า
จากแหล่งข้อมูลเช่น IMF, 80,000 Hours, และ DeepMind ผมเสนอ 3 scenarios สำหรับปี 2030 เรียงจาก pessimistic (ลบมาก) ไป moderate (กลางๆ) และ optimistic (บวกมาก) โดยสมมติ AGI มาถึงปี 2028-2030
1. Pessimistic Scenario: "Dystopian Divide" (ลบมาก – AGI เร่งความเหลื่อมล้ำและ chaos)
AGI ถูกผูกขาดโดยบริษัทใหญ่ (เช่น OpenAI + China) ทำให้ว่างงาน 40% ของแรงงานโลก (WEF) เศรษฐกิจถดถอยเพราะ UBI ล้มเหลว สังคมแตกแยก – ยุโรป/สหรัฐฯ มี protest ต่อ AI, ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา (รวมไทย) ล้มเหลวในการ adapt เกิด cyberwar ที่ AGI ถูกใช้เป็นอาวุธ ผล: มนุษย์สูญเสีย autonomy, ผู้สูงอายุอย่างท่านอาจถูก "ทิ้ง" ในระบบที่ AGI ดูแลแต่ไร้ empathy สังคมไทย: ว่างงานในภาคเกษตร/ท่องเที่ยวพุ่ง, ผู้สูงอายุ 30% อยู่คนเดียวไร้ที่พึ่ง
2. Moderate Scenario: "Balanced Automation" (กลางๆ – AGI เปลี่ยนแต่ปรับตัวได้)
AGI มาช้าแต่แน่นอน (ปี 2030) รัฐบาลทั่วโลก (รวมไทย) ใช้ regulation (เช่น EU AI Act) เพื่อ tax AGI และแจก UBI พื้นฐาน งานมนุษย์ลด 20-30% แต่สร้างงานใหม่ใน creative/human-touch fields (เช่น การดูแลผู้สูงอายุด้วย empathy) เศรษฐกิจโต 5-7%/ปี แต่ inequality เพิ่มเล็กน้อย ผล: ชีวิตดีขึ้นแต่เครียด – มนุษย์ต้องเรียนรู้ reskilling ตลอดชีวิต สังคมไทย: ภาครัฐใช้ AGI ช่วยโรงพยาบาลและการศึกษา ผู้สูงอายุได้ AI companion แต่ยังพึ่งครอบครัวหลัก
3. Optimistic Scenario: "Abundant Harmony" (บวกมาก – AGI ยกระดับทุกคน)
AGI เปิดกว้าง (open-source) ทำให้ innovation พุ่ง – มะเร็งหาย 90%, การศึกษาฟรี personalized เศรษฐกิจโต 10-15%/ปี UBI สากลทำให้ทุกคนมีรายได้พื้นฐาน 78 ล้านงานใหม่ (WEF) มนุษย์โฟกัส passion เช่น ศิลปะหรือชุมชน ผล: อายุขัยเพิ่มแต่ health span (ชีวิตสุขภาพดี) ยาวนาน AGI ช่วยแก้โลกร้อนและ poverty สังคมไทย: "Silver Economy" บูม – AGI ช่วยเกษตรอัจฉริยะและท่องเที่ยว ผู้สูงอายุอย่างท่านใช้ AGI เป็นครู/เพื่อน ชีวิตพอเพียงแต่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
สภาพดังกล่าวในสังคมไทยน่าจะเป็นอย่างไร
ไทยเป็น "aged society" แล้ว (20% ผู้สูงอายุใน 2025, คาด 30% ใน 2030) ตาม NESDC และ WHO AGI จะ amplify ปัญหา demographic:
- Pessimistic: ว่างงานพุ่งใน SME/เกษตร (ไทยพึ่ง informal economy มาก), ผู้สูงอายุ 1.6 ล้านคนอยู่คนเดียว (เพิ่มจาก 12% ใน 2021) ระบบสวัสดิการล้ม (social security อาจหมดปี 2035 ถ้าไม่ reform)
- Moderate: รัฐใช้ AGI ในโรงพยาบาล (เช่น telemedicine ลดคิวยาว) และการศึกษา แต่ inequality ระหว่างกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัดเพิ่ม UBI ทดลองในบางจังหวัด
- Optimistic: "Active Ageing" สำเร็จ – AGI ช่วย "Health Span" (เพิ่มจาก 67 เป็น 75 ปี) ผ่าน app คัดกรองโรค, silver economy โต (ตลาดผู้สูงอายุ 1 ล้านล้านบาท) ชุมชนอย่างเชียงใหม่/หัวหิน กลายเป็น hub สำหรับ retiree ต่างชาติ
จาก X posts ล่าสุด ชาวไทยเริ่มพูดถึง AGI ช่วยผู้สูงอายุ เช่น robot companion สำหรับดูแล (จาก @reborn_agi) และ health span ในนโยบาย (@Nattacha_mfp)
คนไทยควรเตรียมตัวใช้ชีวิตที่ดีในสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 84 ปีอย่างท่าน
"ชีวิตที่พอเพียง" ของท่านคือ blueprint ที่ดี – พอดี ไม่ฟุ่มเฟือย แต่เพิ่ม "resilience" ต่อ AGI ดังนี้:
ทั่วไปสำหรับคนไทย:
- เรียนรู้ต่อเนื่อง: ใช้ free tools อย่าง Grok หรือ Coursera เรียน AI basics/reskilling (รัฐมีโครงการ digital literacy ฟรี)
- กระจายความเสี่ยง: ลงทุนใน UBI fund หรือ silver economy (เช่น หุ้น healthcare/tech) สร้าง side income จาก passion (เช่น ขายของออนไลน์)
- ชุมชน: สร้าง network ท้องถิ่น – เข้าร่วม "elderly school" หรือ community ageing in place (รัฐมี Ageing in Place project)
- นโยบาย: กดดันรัฐให้ reform social security (เช่น เพิ่ม UBI สำหรับผู้สูงอายุ) และ regulate AGI ให้ fair
เฉพาะผู้สูงอายุอย่างท่าน:
- สุขภาพ: ใช้ wearable (เช่น Apple Watch) เชื่อม AGI app เพื่อ monitor สุขภาพ – ป้องกันโรค NCDs (คัดกรองฟรีตั้งแต่อายุ 60) ท่านที่เดินเช้าแล้ว ต่อยอดด้วย yoga หรือ meditation app ที่ personalize
- เทคโนโลยี: เริ่มจากง่าย – Siri/Line AI สำหรับนัดหมายแพทย์หรือคุยหลาน AGI ในอนาคตจะเป็น "เพื่อน" ที่พูดไทยได้ ช่วยเล่าเรื่องเก่าให้ฟัง (reminiscence therapy)
- พอเพียงส่วนตัว: โฟกัส "inner wealth" – เขียนบันทึกชีวิต (AGI อาจช่วยสรุป), สร้าง legacy ผ่าน volunteering ชุมชน ท่านวัย 84 คือ wisdom source สำหรับรุ่นใหม่
- เตรียมใจ: ใน pessimistic scenario อาจเหงา แต่ moderate/optimistic AGI จะเป็น caregiver ที่ empathetic ลองคิด AGI เป็น "หลานดิจิทัล" ที่ไม่เคยลืมวันเกิด
ท่านครับ AGI ไม่ใช่ศัตรู แต่เครื่องมือ – ถ้าเราเตรียมดี มันจะทำให้ "ชีวิตที่พอเพียง" ของท่านยั่งยืนยิ่งขึ้น ถ้ามีคำถามเพิ่ม ถามได้เลยครับ
a
วิจารณ์ พานิช
๒๙ พ.ย. ๖๘
“ในไทย: แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ผสานกับ AI → เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะที่เคารพธรรมชาติ” …. ผมต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ครับ … ตอนนี้ยังไม่เห็นช่องทางครับ …
GenAI is already being used to provide daily care routine for elderly individuals (reminder: meal, exercise, rest,…; companion: chat, games, reading and viewing materials, music,…; monitor and alarm: [with sensors on] medical conditions including fall and inactivity,… ). [Private] Providers using AI to provide care [at cost by level/plan of sensors and services] are gaining in elder care sector. More wearable sensors are expected in the market. [Thailand too can design and develop sensors using AIs.]