เช้ามืดวันจันทร์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ ผมออกไปเดินออกกำลังพร้อมกับฟังยูทูป เรื่อง Transformative governance : experimenting, learning, changing  โดย Prof. James Evans, University of Manchester, UK   และเรื่อง How do universities lead strategic change? จัดโดยหน่วยงาน Universities UK   นำสู่ชื่อประเด็นการสะท้อนคิด ... มุมมองใหม่เรื่องการพลิกโฉม (transformation) ที่จะต้องทำเป็นวงจรการริเริ่ม – ดำเนินการ - เรียนรู้ - ปรับปรุง - เปลี่ยนแปลงระบบ    โดยต้องมีทั้ง change management  และ change governance   ด้วยท่าที proactive   ต้องละจากวัฒนธรรม reactive เน้นกฎระเบียบ แบบราชการไทย   ทำให้ผมคิดต่อว่า ในยุคนี้องค์กรต่างๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัย ต้องเป็นทั้ง Learning / High Performance Organization  และ Transforming Organization  แสดงบทบาททั้งพลิกโฉมสังคม หรือชุมชน หรือวงการใดวงการหนึ่ง  พร้อมกับพลิกโฉมตนเองไปในเวลาเดียวกัน    รวมทั้งต้องดำเนินการแบบ co-creation  คือดึงตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครบทุกฝ่าย เข้าร่วมดำเนินการสร้างสรรค์ 

ผมสงสัยว่า แนวคิดเข่นนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่    ยังมีประเด็นสำคัญอื่นๆ อะไรบ้างที่จะช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาพลิกโฉมตนเอง    ให้มีคุณค่าต่อสังคมเพื่อการดำรงอยู่ของตนเอง    มีคำแนะนำจุดคานงัด และวิธีดำเนินการพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษาอะไรบ้าง    มีอะไรบ้างที่ประเทศไทยทำได้ดีอยู่แล้ว  อะไรบ้างที่ไทยต้องลงมือเดี๋ยวนี้    สิ่งที่ต้องทำ และสิ่งที่ต้องไม่ทำ มีอะไรบ้าง         

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามแปดสหายเอไอของผม    ได้รับคำตอบที่มีประโยชน์มาก    ขอนำคำตอบมาลงไว้บันทึกละ ๒ เอไอ   บันทึกที่ ๔ (สุดท้าย) ของชุดนี้ เป็นคำตอบของ You.com และ Claude ดังต่อไปนี้ 

 

You.com:

การพลิกโฉม (Transformation) ของสถาบันอุดมศึกษา: ความเหมาะสม ประเด็นสำคัญ จุดคานงัด และข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย

 

 1. แนวคิดวงจรการริเริ่ม – ดำเนินการ – เรียนรู้ – ปรับปรุง – เปลี่ยนแปลงระบบ (Iterative Transformation Cycle) พร้อม Change Management, Change Governance และ Co-Creation: ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

     ความเหมาะสมของแนวคิด

แนวคิดที่ให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการพลิกโฉมแบบเป็นวงจร (iterative cycle) ที่ประกอบด้วยการริเริ่ม ดำเนินการ เรียนรู้ ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงระบบ พร้อมทั้งมีการบริหารและธรรมาภิบาลการเปลี่ยนแปลง (change management & change governance) ด้วยท่าที proactive และดำเนินการแบบ co-creation นั้น **ถือว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวโน้มสากล** ในการปฏิรูปมหาวิทยาลัยยุคใหม่  .

 

  • การดำเนินการแบบวงจร (Iterative/Continuous Improvement):     สอดคล้องกับแนวคิดขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) และองค์กรสมรรถนะสูง (High Performance Organization) ที่เน้นการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
    • Change Management & Governance:    การมีทั้งการบริหารและธรรมาภิบาลการเปลี่ยนแปลงช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นระบบ ไม่ใช่แค่โครงการชั่วคราว และลดความเสี่ยงจากการต่อต้านหรือความล้มเหลว
      • Proactive Approach:     การเปลี่ยนจาก reactive (รอปัญหาแล้วค่อยแก้) เป็น proactive (คาดการณ์และเตรียมพร้อม) เป็นหัวใจของการอยู่รอดและสร้างคุณค่าในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว
        • Co-Creation:     การดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย (stakeholders) มาร่วมออกแบบและดำเนินการ เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าช่วยให้การเปลี่ยนแปลงมีความยั่งยืนและตอบโจทย์สังคมจริง   

 

     สอดคล้องกับโมเดลสากล

  • แนวคิดนี้ตรงกับโมเดล “Transformative University” และ “Civic/Engaged University” ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ การมีส่วนร่วมของสังคม และการสร้างคุณค่าทางสังคม (social value creation)  .
    • สอดคล้องกับแนวคิด “Triple/Quadruple Helix” ที่เน้นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม รัฐ และภาคประชาสังคม 

 

 2. ประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาพลิกโฉมตนเองให้มีคุณค่าต่อสังคม

         2.1 การวางนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง (Student-Centric Transformation)

  • มหาวิทยาลัยต้องออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์นักศึกษาในยุคใหม่ เช่น personalized learning, flexible pathways, digital engagement

         2.2 การบูรณาการดิจิทัล (Integrated Digital Strategy)

  • ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ต้องมี digital strategy ที่เชื่อมโยงกับพันธกิจและเป้าหมายของสถาบัน 

          2.3 การสร้างคุณค่าทางสังคม (Social Value Creation)

  • มหาวิทยาลัยต้องขยายบทบาทจาก “โรงงานผลิตความรู้” ไปสู่ “ตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม” เช่น การวิจัยเพื่อแก้ปัญหาสังคม การสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน 

         2.4 การพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่ตลาดแรงงานต้องการ

  • การออกแบบหลักสูตรและ microcredentials ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

         2.5 การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรม

  • ส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษากล้าทดลอง ล้มเหลว เรียนรู้ และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง 

         2.6 การบริหารจัดการข้อมูลและการตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-Driven Decision Making)

  • ใช้ข้อมูลและ AI เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียนและประเมินผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง

          2.7 การสร้างพันธมิตรและความร่วมมือข้ามภาคส่วน

  • การร่วมมือกับอุตสาหกรรม รัฐบาล ชุมชน และต่างประเทศ เพื่อขยายขอบเขตและผลกระทบของมหาวิทยาลัย 

 

 3. คำแนะนำจุดคานงัด (Leverage Points) และวิธีดำเนินการพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษา

     จุดคานงัดสำคัญ

  • Student Experience: ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับนักศึกษา
    • Digital Transformation: วางกลยุทธ์ดิจิทัลที่ครอบคลุมทั้งองค์กร
    • Workforce-Relevant Credentials: สร้างหลักสูตรและใบรับรองที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
    • Cross-Functional Collaboration: สร้างทีมข้ามสายงานและข้ามคณะ
    • Stakeholder Co-Creation: ดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มมาร่วมออกแบบและดำเนินการ
    • Continuous Learning: สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

     วิธีดำเนินการ

  • เริ่มจากโครงการนำร่อง (pilot) ที่มีผลกระทบสูง แล้วขยายผล
    • สร้างที่ปรึกษาและคณะกรรมการร่วมกับภาคีภายนอก
    • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการพัฒนาบุคลากร
    • สร้างระบบประเมินผลและ feedback loop ที่ชัดเจน
    • สื่อสารและสร้าง buy-in กับทุกกลุ่มในองค์กร
    • สร้างความโปร่งใสและวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน (ROI, social impact) .

 

 4. สิ่งที่ประเทศไทยทำได้ดีอยู่แล้ว

 

  • การขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ (Thailand 4.0, Education 4.0):     มีทิศทางชัดเจนในการเน้นนวัตกรรมและเศรษฐกิจฐานความรู้
    • การสร้าง ecosystem นวัตกรรม:     เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ และความร่วมมือกับอุตสาหกรรม
    • การพัฒนาหลักสูตรและทักษะใหม่:     มีการปรับปรุงหลักสูตรให้เน้นทักษะคิดวิเคราะห์ นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม
    • การขยายโอกาสการเข้าถึง:     มีการกระจายโอกาสทางการศึกษาไปยังภูมิภาคผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏและโครงการต่างๆ

 

 5. สิ่งที่ไทยต้องลงมือเดี๋ยวนี้

  • ลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและโอกาส:    สนับสนุนมหาวิทยาลัยภูมิภาคและกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงทรัพยากรและโอกาสเท่าเทียม
    • พัฒนาบุคลากรและผู้นำการเปลี่ยนแปลง:    ลงทุนในการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ soft skills ของอาจารย์และบุคลากร
    • สร้างระบบ co-creation ที่เป็นรูปธรรม:    ตั้งกลไกความร่วมมือกับอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง
    • ปรับระบบประเมินผลและแรงจูงใจ:    ให้รางวัลและยกย่องผลงานที่สร้างคุณค่าทางสังคม ไม่ใช่แค่ผลงานวิชาการ
    • เร่งสร้าง digital infrastructure และ data governance:    เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและการตัดสินใจบนฐานข้อมูล

 

 6. สิ่งที่ต้องทำ และสิ่งที่ต้องไม่ทำ

     สิ่งที่ต้องทำ

  • วางกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
    • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง
    • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาคน
    • สร้างความร่วมมือและ co-creation กับทุกภาคส่วน
    • วัดผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
    • ให้ความสำคัญกับ social value และความยั่งยืน

 

     สิ่งที่ต้องไม่ทำ

  • อย่ามุ่งเน้นเทคโนโลยีโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพการเรียนรู้และผลกระทบต่อผู้เรียน
    • อย่าทำโครงการแยกส่วน (siloed projects) ที่ขาดการบูรณาการ
    • อย่ามองข้ามการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    • อย่าละเลยการสื่อสารและการสร้าง buy-in ภายในองค์กร
    • อย่ามองข้ามประเด็นจริยธรรม ความเท่าเทียม และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
    • อย่าคาดหวังผลลัพธ์ในระยะสั้นโดยไม่ลงทุนในระยะยาว

 

สรุป

แนวคิดการพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษาแบบวงจร พร้อม change management, change governance และ co-creation เป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมกับบริบทโลกและประเทศไทยในปัจจุบัน     การพลิกโฉมที่ประสบความสำเร็จต้องเน้นการสร้างคุณค่าทางสังคม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การบูรณาการดิจิทัล และการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง     ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้าน แต่ยังต้องเร่งแก้ไขจุดอ่อนและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง    โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ และการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และความร่วมมือข้ามภาคส่วน    .

หมายเหตุ: หากต้องการตัวอย่างกรณีศึกษาหรือโมเดลเชิงลึกเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้เพื่อขยายรายละเอียดในประเด็นที่สนใจ

 

Claude:

การสะท้อนคิดของคุณจากการฟังบรรยายทั้งสองเรื่องนั้นถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทของสถาบันอุดมศึกษาไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายมิติ ผมขอเสนอมุมมองเพิ่มเติมดังนี้:

ประเด็นสำคัญเพิ่มเติมสำหรับการพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษา

1. การสร้าง "Adaptive Capacity"

  • พัฒนาความสามารถในการรับรู้สัญญาณการเปลี่ยนแปลง (sensing)
  • สร้างกลไกตอบสนองอย่างรวดเร็ว (rapid response mechanisms)
  • ฝังระบบการทดลองและเรียนรู้ (experimentation culture) เข้าในโครงสร้างองค์กร

2. การพัฒนา "Strategic Agility"

  • ระบบธรรมาภิบาลที่ยืดหยุ่น แต่มีความรับผิดชอบ (accountable flexibility)
  • การกระจายอำนาจตัดสินใจไปที่หน่วยงานหน้างาน (distributed decision-making)
  • กรอบการทำงานแบบ portfolio approach: มีทั้งโครงการระยะสั้น-ยาว, เสี่ยงสูง-ต่ำ

3. การสร้าง "Ecosystem Mindset"

  • มองตนเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษาและนวัตกรรม
  • สร้างความร่วมมือแบบ multi-stakeholder partnerships
  • พัฒนา "boundary spanning capabilities" เชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ

4. การใช้ "Data-Informed Decision Making"

  • ระบบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้เรียน ตลาดงาน สังคม
  • การวิเคราะห์แนวโน้มและสถานการณ์เชิงรุก (foresight)
  • แต่ต้องสมดุลกับ wisdom และ values-based decisions

 

คำแนะนำจุดคานงัดและวิธีดำเนินการ

จุดคานงัดสำคัญ (Leverage Points)

ระดับนโยบายและธรรมาภิบาล:

  1. ปฏิรูปคณะกรรมการบริหาร - เพิ่มสมาชิกจากภายนอกที่หลากหลาย ลดอำนาจราชการ
  2. สร้าง Innovation Labs - หน่วยงานขนาดเล็กที่มีอิสระทดลองแนวทางใหม่
  3. ระบบงบประมาณแบบ "Challenge-Based" - จัดสรรงบตามความท้าทายที่แก้ ไม่ใช่แค่โครงสร้างเดิม

ระดับบุคลากร: 

4. พัฒนา "Change Agents Network" - คัดเลือกและเสริมพลังบุคลากรที่มีใจเปิดกว้าง

5. ระบบประเมินผลแบบใหม่ - รวมการสร้างผลกระทบสังคม การทดลองนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ตีพิมพ์ 

6. โครงการแลกเปลี่ยนบุคลากร - ส่งอาจารย์/บุคลากรไปทำงานกับภาคอุตสาหกรรม ชุมชน

ระดับหลักสูตรและการเรียนรู้: 

7. Modular & Stackable Credentials - หลักสูตรที่ยืดหยุ่น เรียนได้ตลอดชีวิต 

8. Problem/Challenge-Based Learning - ให้นักศึกษาทำโครงการจริงแก้ปัญหาจริง 

9. Co-Creation Curriculum - ออกแบบหลักสูตรร่วมกับนายจ้าง ชุมชน

วิธีดำเนินการแบบ Step-by-Step

Phase 1: สร้างความพร้อม (6-12 เดือนแรก)

  • จัดกระบวนการ appreciative inquiry หาจุดแข็งและโอกาสขององค์กร
  • สร้าง transformation team แกนนำจากทุกระดับ
  • ศึกษาดูงาน best practices ทั้งในและต่างประเทศ
  • จัด scenario planning workshops วิเคราะห์อนาคต

Phase 2: ทดลองและเรียนรู้ (ปีที่ 1-2)

  • เริ่มโครงการนำร่อง (pilots) 3-5 โครงการในพื้นที่ต่างกัน
  • ใช้ rapid cycle testing: plan-do-study-act ทุก 2-3 เดือน
  • สร้าง learning communities แลกเปลี่ยนบทเรียน
  • สื่อสารความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง สร้าง momentum

Phase 3: ขยายผลและฝังระบบ (ปีที่ 2-4)

  • ขยายแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ
  • ปรับโครงสร้าง กระบวนการ ระบบธรรมาภิบาลอย่างเป็นทางการ
  • พัฒนาระบบรองรับ (infrastructure) ที่จำเป็น
  • สถาบันนำร่องไปเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดี

 

สิ่งที่ประเทศไทยทำได้ดีอยู่แล้ว

  1. ความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์ - คนไทยปรับตัวเก่ง มี "jugaad" แบบไทยๆ
  2. ความสัมพันธ์และเครือข่าย - วัฒนธรรมการช่วยเหลือกัน การทำงานเป็นกลุ่ม
  3. การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ - ประสบการณ์การศึกษานอกห้องเรียน
  4. ความเข้มแข็งของชุมชน - มีฐานชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง เหมาะกับ community engagement
  5. Digital adoption - คนไทยรับเทคโนโลยีใหม่เร็วมาก

 

สิ่งที่ไทยต้องลงมือเดี๋ยวนี้ (Urgent Actions)

1. ทำลายกำแพงระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคม

  • เปิดพื้นที่มหาวิทยาลัยให้เป็น community hub
  • สร้างโครงการแก้ปัญหาชุมชนที่ยั่งยืน
  • เชิญผู้ปฏิบัติจากภาคส่วนต่างๆ มาเป็นอาจารย์พิเศษจริงจัง

2. ปฏิรูประบบราชการในมหาวิทยาลัย

  • ลดขั้นตอน ลดการขออนุมัติที่ซ้ำซ้อน
  • ให้อำนาจคณะ/ภาควิชาในการตัดสินใจเร็วขึ้น
  • สร้าง "sandbox" พื้นที่ทดลองไม่ต้องผ่านกฎเกณฑ์เดิม

3. พัฒนาทักษะอาจารย์อย่างจริงจัง

  • ไม่ใช่แค่อบรมสั้นๆ แต่เป็น ongoing professional development
  • รวม coaching, mentoring, action learning
  • สร้างชุมชนการเรียนรู้ของอาจารย์

4. ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและข้อมูล

  • ระบบการเรียนรู้ออนไลน์ที่ทันสมัย
  • data analytics capabilities
  • digital literacy สำหรับทุกคน

5. สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย

  • แชร์ทรัพยากร หลักสูตร บุคลากร
  • ลดการแข่งขันแบบ zero-sum
  • สร้าง consortia ตามความเชี่ยวชาญ

สิ่งที่ต้องทำ (Do's)

  • สร้างวัฒนธรรมการทดลอง - ยอมรับความล้มเหลวเป็นบทเรียน
    • ฟังเสียงนักศึกษา - ทำให้พวกเขาเป็น co-designers จริงๆ
    • วัดผลกระทบระยะยาว - ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์เชิงปริมาณระยะสั้น
    • ลงทุนในคน – อาจารย์และบุคลากรคือทรัพยากรสำคัญที่สุด
    • สื่อสารอย่างโปร่งใส - แชร์ทั้งความสำเร็จและความท้าทาย
    • เชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น - ไม่ลอกเลียนแบบต่างประเทศทั้งหมด
    • สร้างระบบข้อมูลเชิงประจักษ์ - ตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่ assumption

สิ่งที่ต้องไม่ทำ (Don'ts)

  • อย่าทำ "transformation theater" - เปลี่ยนแค่ชื่อเรียก ป้ายหน้าอาคาร แต่ระบบเดิม
  • อย่าเร่งรีบเกินไป - transformation ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป
  • อย่าลืมคน - เทคโนโลยีและระบบเป็นแค่เครื่องมือ คนคือหัวใจ
  • อย่าทิ้งคนที่ยังไม่พร้อม - ต้องพาทุกคนไปด้วยกัน มี support systems
  • อย่ามุ่งแต่อันดับโลก - ไล่ตาม ranking จนลืมพันธกิจแท้จริง
  • อย่าทำคนเดียว - การพลิกโฉมต้องอาศัย ecosystem ไม่ใช่ lone hero
  • อย่ายึดติดโครงสร้างเดิม - บางครั้งต้องกล้า dismantle เพื่อสร้างใหม่
  • อย่าเพิกเฉยต่อ politics - ต้องเข้าใจ power dynamics และทำงานกับมัน

ข้อคิดปิดท้าย

การพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษาไทยต้องเดินสองขาพร้อมกัน: ขาหนึ่งคือการพลิกโฉมตัวเอง (internal transformation) และ อีกขาคือการพลิกโฉมสังคม (societal transformation) ทั้งสองขานี้เสริมกันและกัน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความกล้าเริ่มต้น แม้ในขณะที่ยังไม่มีคำตอบทุกข้อ เพราะเราจะเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำ (learning by doing) และที่สำคัญคือ ความอดทน เพราะการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและระบบองค์กรต้องใช้เวลาหลายปี

คุณคิดว่าในบริบทของสถาบันที่คุณอยู่ หรือที่คุณสนใจ ประเด็นไหนที่เป็น quick win ที่จะเริ่มต้นได้เลย และประเด็นไหนที่เป็น strategic priority ระยะยาว?

 

  ทั้ง ๘ เอไอ ให้ความเห็นเชิงแนวคิดและทิศทางว่าเห็นด้วย    โดยแนะนำวิธีดำเนินการแตกต่างกัน แต่เสริมกันได้ดีมาก    เราต้องตีความตามบริบทของแต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละพื้นที่ของ stakeholders   แล้วริเริ่มดำเนินการแบบทำไปเรียนรู้ไปปรับตัวไป    ประเด็นสำคัญคือ ต้องปรับเชิงระบบ และเชิงปรับความคิดและทักษะของคนไปพร้อมๆ กัน       

วิจารณ์ พานิช

 ๖ ต.ค. ๖๘