ว่าด้วยตายนเทพบุตร

ตายนสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๘. ตายนสูตร

ว่าด้วยตายนเทพบุตร

             [๘๙] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

             ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป ตายนเทพบุตรผู้เคยเป็นเจ้าลัทธิมาก่อน มีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

พราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแส (หมายถึงกระแสแห่งตัณหา)

                          จงบรรเทากามเสียเถิด

                          เพราะหากมุนีไม่ละกาม

                          ย่อมเข้าถึงความมีจิตแน่วแน่ (หมายถึงฌาน) ไม่ได้

                          ถ้าบุคคลจะทำความเพียร

                          พึงทำความเพียรนั้นจริงๆ

                          พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่นคง

                          เพราะว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน

                          ย่อมโปรยธุลีคือกิเลสให้แปดเปื้อนยิ่งขึ้น

                          ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า

                          เพราะทำแล้วย่อมเดือดร้อนภายหลัง

                          ความดีใดทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง

                          ทำความดีนั้นดีกว่า

                          หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี

                          ย่อมบาดมือแน่นอน ฉันใด

                          ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี

                          ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น

                          กรรมที่ย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรที่เศร้าหมอง

                          และพรหมจรรย์ที่พึงระลึกถึงด้วยความระแวงสงสัย

                          ทั้ง ๓ นั้นไม่มีผลมาก

             ตายนเทพบุตรครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง

ครั้นเมื่อราตรีนั้นล่วงไปแล้ว พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

             “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ ตายนเทพบุตรผู้เคยเป็นเจ้าลัทธิมาก่อน มีวรรณะงดงามยิ่งนัก เมื่อราตรีผ่านไป เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของเราว่า

                          พราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแส

                          จงบรรเทากามเสียเถิด

                          เพราะหากมุนีไม่ละกาม

                          ย่อมเข้าถึงความมีจิตแน่วแน่ไม่ได้

                          ถ้าบุคคลจะทำความเพียร

                          พึงทำความเพียรนั้นจริงๆ

                          พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่นคง

                          เพราะว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน

                          ย่อมโปรยธุลีคือกิเลสให้แปดเปื้อนยิ่งขึ้น

                          ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า

                          เพราะทำแล้วย่อมเดือดร้อนภายหลัง

                          ความดีใดทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง

                          ทำความดีนั้นดีกว่า

                          หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี

                          ย่อมบาดมือแน่นอน ฉันใด

                          ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี

                          ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น

                          กรรมที่ย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรที่เศร้าหมอง

                          และพรหมจรรย์ที่พึงระลึกถึงด้วยความระแวงสงสัย

                          ทั้ง ๓ นั้นไม่มีผลมาก

             ตายนเทพบุตรครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้อภิวาทเรา กระทำประทักษิณแล้วหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง เธอทั้งหลาย จงศึกษา เล่าเรียน ทรงจำตายนคาถาไว้ ภิกษุทั้งหลาย ตายนคาถาประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ (หมายถึงมรรคพรหมจรรย์)”

ตายนสูตรที่ ๘ จบ

--------------------

อรรถกถาตายนสูตรที่ ๘

         ตายนเทพบุตรนี้ได้ให้อาหารในวันอุโบสถเป็นต้น เริ่มตั้งอาหารไว้สำหรับคนอนาถา ทำที่พัก ให้ขุดสระโบกขรณีทั้งหลายได้ทำความดีมากแม้อย่างอื่น. เพราะผลวิบากแห่งความดีนั้น เขาจึงบังเกิดในสวรรค์.
         แต่เขาไม่รู้ว่า พระศาสนาเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์. เขามายังสำนักพระตถาคต ด้วยประสงค์จะกล่าวคาถาคำร้อยกรอง ประกอบด้วยความเพียรอันเหมาะแก่พระศาสนา จึงกล่าวคาถาดังนี้.

---------------------