เธอเดินสำรวจดวงไฟบนแนวรั้ว แล้วนับจำนวนอีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไรผมก็จำไม่ได้ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะเอาจริง เพราะเธอเห็นว่าในยามค่ำคืนยังสว่างไสวไม่เพียงพอ

สุขใครสุขมัน

          เราสองคนต่างตกลงปลงใจว่าต่อไปนี้จนถึงเวลาที่ชีวิตจะหาไม่ เราสองจะไม่ปลูกสร้างหรือต่อเติมบ้านที่อยู่อาศัย ให้มันมากเรื่องมากความและมากตัวเงินที่จะต้องนำมาใช้จ่ายให้หนักหนาสาหัส

          เพราะวัสดุอุปกรณ์สิ่งก่อสร้างราคาแพงและเรี่ยวแรงของเราทั้งสองก็ลดน้อยลงทุกขณะ

          ควรมิควรก็ลองพิจารณา โดยใช้เวลาที่มีอยู่มากมายไตร่ตรองดูก็แล้วกัน อยู่กันแค่สองคน ลูกๆก็ไปทำงานสร้างฐานะของเขากับคู่ชีวิต เราก็ควรคิดเอาเงินสดที่พอมีอยู่เก็บไว้กินยามแก่เฒ่าน่าจะดีกว่าไหม?

          ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากผมพูดแบบนี้เป็นต้องคุยกันยาวต่อปากต่อคำ แล้วก็ขัดคอกัน ลามไปถึงขัดอกขัดใจไม่ต้องพูดคุยไปอีกหลายชั่วยาม แต่ตอนหลังเธอฟังมากกว่าพูด เหมือนมีนัยสำคัญไปในทิศทางเดียวกันแบบว่าเอาไงก็เอา     

           นี่คือสัจธรรมที่เขากล่าวกันไว้ว่า กาลเวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน เพื่อใช้วันเวลาหลังเกษียณในแบบที่ต้องปล่อยวางบ้างและสร้างความสุข ตามสมควรแก่ฐานะ

          อย่างน้อยๆเธอก็พิสูจน์ให้เห็น จากร่องรอยหลักฐานตรงรั้วหน้าบ้าน ที่เธอเคยคิดจะนำไม้ดอกไม้ประดับที่ขึ้นชื่อลือชาและราคาแพงมาปลูกประดับรั้ว ซึ่งเป็นรั้วอมตะที่เธอรอมานานนับ ๑๐ ปี

          ผมโอ้โลมปฏิโลมเธอว่าอย่าได้ปลูกแบบนั้นเลย ดูแลยากและสิ้นเปลืองไปเปล่าๆ สู้เราใช้ไม้ดอกบ้านๆ ใช้ไม้ประดับที่มีอยู่ปักชำเอาก็ได้ ขึ้นก็ง่ายดูแลก็ง่าย งดงามเหมือนกัน

          เธอรับฟังอย่างเงียบๆ แล้วก็ถอยร่นความคิดนั้นออกไป คงคาดว่ายังไงเสียผมก็คงไม่ให้ความร่วมมือ

          วันนี้ ไม้ดอกที่ว่าจ้าแจ่มและงามสะพรั่ง ทอสีสันท้าแสงเงินแสงทองยามเช้าตลอดแนวรั้ว เห็นแล้วชื่นใจยิ่งนัก เธอก็มักจะมาตัดหญ้าเติมดินและใส่ปุ๋ยหมักลงไป กลายเป็นรั้วหลากหลายสายพันธุ์ไปแล้ว

          ในส่วนของประตูรั้วที่ลงทุนน้อย ใช้เหล็กดัดของเก่ากับแผ่นไม้มาตัดต่อกันให้กลมกลืน ผ่านไปยังไม่ถึงปี สีไม้เริ่มซีดผมก็เลยนำสีมาทาซ่อมให้ดูสดใสน่ามอง เธอเดินมาเห็นผมทำงานแทนที่จะช่วยกลับบอกว่า

          “พ่อไปทาทำไมเหนื่อยเปล่าๆ สีไม้เดิมๆดูเป็นธรรมชาติดี”    ผมนิ่งเฉย ลงมือทาสีแผ่นไม้ต่อไป

          เธอเดินสำรวจดวงไฟบนแนวรั้ว แล้วนับจำนวนอีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไรผมก็จำไม่ได้ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะเอาจริง เพราะเธอเห็นว่าในยามค่ำคืนยังสว่างไสวไม่เพียงพอ

          “แม่ว่าจะติดดวงไฟเพิ่ม ให้ห่างกันสองช่องรั้วต่อดวงไฟ ๑ ดวง พ่อเห็นเป็นไง”

          “พ่อเห็นว่าพอเถอะ เท่าที่ติดอยู่ก็ดูดีและพอเพียงแล้วล่ะ”

          “ติดเพิ่มขึ้นอีกหน่อย กลางคืนเวลามันสว่างก็ดูสวยดีนะ”

          “แม่มาช่วยพ่อทาสีขาวที่เหล็กดัดดีกว่าจะได้เสร็จเร็วๆ” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย

          “ไม่ล่ะ แม่จะขึ้นบ้านไปดูซีรีส์”

          เป็นอันว่าดวงไฟในแนวรั้วหน้าบ้านทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้นก่อน ค่อยคุยกันใหม่แต่เมื่อไรไม่รู้ ผมก็ทิ้งงานทาสีแผ่นไม้เอาไว้เหมือนกัน ไม่ต้องรีบร้อนมากนัก ทุกอย่างไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องเสร็จเรียบร้อย มันจะเหนื่อยเกินไป

          ผมขึ้นบ้านเพื่ออาบน้ำและพักผ่อนตามปกติ กำลังคิดว่าจะดูข่าวในทีวี แต่ตอนนี้เธอจับจองทีวีและนอนดูด้วยใจจดจ่อ สายตาเพ่งมองหนังจีนแบบตาไม่กะพริบ เป็นหนังย้อนยุคที่ดูกันยาวๆ ๓๐ - ๔๐ ตอนถึงจะจบ

          “พระเอกนางเอกอยู่ในป่า ทำไมทาปากแดงจัง” ผมพูดขึ้นลอยๆ เธอนิ่ง ไม่พูดอะไร “แม่อ่านทันหรา ตัวหนังสือมันไปเร็วมากเลยนะ” ผมหมายถึงซับไตเติลที่เขาพิมพ์ภาษาไทยไว้ด้านล่าง

          “ดูทุกวันอ่านทันอยู่แล้ว ช่วยให้แม่ฝึกสายตาไปด้วย”

          “แม่ดูหนังจีนไม่เบื่อบ้างเลยหรา”  ผมถาม

          “ก็เหมือนพ่อนั่นแหละ เขียนหนังสือไม่เบื่อบ้างหรา” 

          เจอดอกนี้เข้าไป ผมไปไม่เป็นเลย ก็จริงของเธอ เราชอบกันคนละอย่าง มีความสุขกันคนละแบบ ช่วงเวลาหลังเกษียณ ย่อมมีเวลาให้เราใช้เหลือเฟือ สมควรเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ที่คิดว่าใช่และดีต่อใจก็แล้วกัน 

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๑  พฤศจิกายน  ๒๕๖๘