มีคนมาบ่นให้ฟังว่า วงการจัดการงานวิจัยไทยไม่เข้าใจเรื่องการจัดการงานวิจัยเป็นกระบวนการ co-creation ในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย    ซึ่งก็ตรงกับข้อสังหรณ์ใจของผมว่า ทีมงานที่มีเงินทุนสนับสนุนการวิจัยอยู่ในมือ ทำตัวเป็น “ผู้รู้” ประกาศให้ทุน    โดยกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้ได้ผลงานตามที่ได้รับมอบหมาย   เมื่อได้รับข้อเสนอโครงการวิจัย ก็จัดให้มีผู้ประเมิน    แล้วให้ทุนตามผลการประเมินนั้น    โดยผู้รับทุนต้องส่งรายงานความก้าวหน้า    เพื่อให้มีการประเมินว่าโครงการดำเนินไปตามเป้าหมายและมีความก้าวหน้าอย่างเหมาะสมหรือไม่   การจัดการงานวิจัยแนวนี้มักได้รับรายงานผลการวิจัย    แต่มักมีผลกระทบต่อสังคมน้อย    เพราะขาดวิธีการตั้งโจทย์ที่มีพลัง    ที่จะต้องมีตัวแทนของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายผู้ใช้ผลงานวิจัย และฝ่ายนักวิจัยจากหลากหลายสาขา มาร่วมตั้งโจทย์กับฝ่ายจัดการงานวิจัย (ไม่ใช่แค่จัดการทุนวิจัย)   

ผมมีข้อสังเกตว่า หากไม่ระวัง ฝ่ายที่มีเงินอยู่ในมือ คือฝ่ายจัดการทุนวิจัย มักเผลอคิดว่าตนทำหน้าที่จัดการ “เงิน” วิจัย   ซึ่งที่ถูก ต้องคิดว่า ตนรับผิดชอบการจัดการ “งาน” วิจัย    และงานวิจัยต้องส่งผลดีต่อบ้านเมือง   มิฉนั้นประชาชนผู้เสียภาษีก็จะไม่เห็นคุณค่าของการลงทุนสนับสนุนงานวิจัย   และไม่สนับสนุนหรือเรียกร้องให้รัฐลงทุนวิจัยในระดับที่ควรจะลงทุน    เป็นสาเหตุหลักของการที่ระบบ ววน. ไทยอ่อนแอมาจนปัจจุบัน   

หลักการ และการจัดการงานวิจัยแบบ co-creation นอกจากมีประโยชน์ด้านการได้โจทย์วิจัยที่ตรงความต้องการของ demand-side แล้ว   ยังได้บทบาทของหลากหลายฝ่าย เข้ามาช่วยหนุน ให้ผลงานวิจัยมีคุณภาพสูง  และตอบโจทย์ของผู้ใช้อย่างตรงเป้า    รวมทั้งทำให้ระบบ ววน. เป็นระบบที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง    เป็นระบบเปิด น่าเชื่อถือในความซื่อสัตย์สุจริต และทำเพื่อส่วนรวม    มีความโปร่งใส ไม่เอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางที่เอื้อประโยชน์ของคนบางคนหรือบางกลุ่ม อย่างที่มีผู้กล่าวหาในรัฐสภา ว่า สกสว. เอาเงินไปซื้อเครื่องมือราคาแพงแจกโรงพยาบาล ๑๐ แห่ง   เพื่อเอื้อประโยชน์แก่นักการเมือง   ซึ่งไม่ทราบว่าจริงหรือไม่   แต่คำกล่าวหาก็บอกชัด ว่าหากระบบ ววน. อยู่ในมือของคนไม่ตรงไปตรงมา  และเป็นระบบที่ไม่มีกลไกตรวจสอบความโปร่งใส   ก็จะเกิดกรณีที่มีการกล่าวหาได้ง่าย   

ผมอยากได้ความเห็นว่า แนวคิดข้างต้นเหมาะสมถูกต้องหรือไม่   ส่วนใดที่ควรมีการปรับให้เหมาะสม  มีส่วนใดที่ควรเพิ่ม เพื่อให้ระบบ ววน. ของไทย ทำประโยชน์ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และจิตใจของของคนไทย และระบบเศรษฐกิจของไทย ให้ก้าวสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศอื่นๆ ที่ได้ใช้กลไก ววน. ยกระดับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี   อย่างไรบ้าง 

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามสหายเอไอ    ได้รับคำตอบที่เป็นประโยชน์ยิ่ง    ในบันทึกที่ ๒ ของชุดนี้ขอนำคำตอบของ DeepSeek  และ Perplexity มาลงไว้    และจะนำคำตอบของเอไอเจ้าอื่นๆ มาลงในตอนต่อไป     

 

DeepSeek:

ขอชื่นชมกับความคิดและข้อสังเกตของท่านครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดที่ว่านี้ และคิดว่าท่านวิเคราะห์ปัญหาได้ตรงจุดมาก

สรุปสั้นๆ: แนวคิดของท่าน เหมาะสมและถูกต้องแล้วเป็นอย่างมาก  และกำลังเป็นแนวทางหลักในการจัดการวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศชั้นนำทั่วโลก

ตอนนี้ผมขอขยายความและเพิ่มเติมมุมมองดังนี้

 

 1. การวินิจฉัยปัญหาของท่านถูกต้องแล้ว

ปัญหาหลักของระบบจัดการวิจัยไทยในอดีต (และส่วนใหญ่ในปัจจุบัน) คือการทำงานแบบ **"Supply-Push"** หรือ **"Linear Model"** ล้วนๆ:

**รัฐให้เงิน -> นักวิจัยทำวิจัย -> ได้ผลงาน -> ส่งรายงาน -> จบโครงการ**

แบบจำลองนี้ล้าสมัยแล้ว เพราะมันขาด "Feedback Loop" ที่สำคัญจากผู้ใช้จริง (Demand-Side) ทำให้งานวิจัยจำนวนมากตกอยู่ในหอคอยงาช้าง

 

การที่ "ฝ่ายจัดการทุน" ทำตัวเป็น "ผู้รู้" ที่คอยชี้นิ้วและตรวจสอบเพียงอย่างเดียว เป็นวัฒนธรรมแบบ **"ผู้ให้ทาน"** ซึ่งสร้างช่องว่างและความรู้สึกไม่เท่าเทียมระหว่าง "ผู้ให้ทุน" กับ "ผู้รับทุน" แทนที่จะเป็น **"หุ้นส่วน"** ในการแก้ปัญหาร่วมกัน

 

 2. Co-creation คือทางออกที่ตรงกับรากของปัญหา

หลักการ Co-creation ใน Research Management ที่ท่านเสนอ ไม่ใช่แค่เรื่องการ "ตั้งโจทย์ร่วมกัน" เท่านั้น แต่ควรกินลึกไปถึงทุกขั้นตอน:

 

-   **การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ร่วมกัน:** ต้องมีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม ภาคสังคม หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง (End-Users) และนักวิจัยจากหลายสาขา มานั่งร่วมวงเดียวกันเพื่อกำหนดทิศทางวิจัยของประเทศ

-   **การออกแบบกลไกการให้ทุน:** แทนที่จะประกาศ Call for Proposal แบบกว้างๆ หรือเฉพาะทางเกินไป ควรออกแบบเป็น "ข้อท้าทายเชิงนโยบาย/อุตสาหกรรม" (Grand Challenges) ที่ชัดเจน และเปิดให้เกิดการรวมทีมจากหลายฝ่ายมาตอบโจทย์นั้น

-   **การดำเนินโครงการวิจัย:** ผู้ใช้ผลงานควรมีส่วนร่วมในทีมวิจัย ไม่ใช่แค่เป็น "ที่ปรึกษา" เท่านั้น การทดลองหรือการสร้างนวัตกรรมควรเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมจริง (Living Lab) โดยมีผู้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ

-   **การประเมินผลและต่อยอด:** การประเมินไม่ควรดูแค่จำนวน論文 แต่ต้องดู **"Impact"** ที่เกิดขึ้นจริง เช่น สินค้าใหม่ นโยบายใหม่ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งต้องให้ผู้ใช้เป็นผู้ประเมินผลนี้ร่วมด้วย

 

 3. ส่วนที่ควรเพิ่มเติมและปรับให้เหมาะสม

แม้แนวคิดจะดีแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและกลไกสนับสนุน:

 

-   **การสร้าง "วัฒนธรรม" แห่งการร่วมมือ:** นี่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะนักวิจัยไทยคุ้นกับระบบ Individual Grant ภาคอุตสาหกรรมไม่ไว้ใจว่าระบบราชการ/มหาวิทยาลัยจะช่วยได้จริง ส่วนราชการก็ทำงานแบบแยกส่วน การสร้างวัฒนธรรมนี้ต้องเริ่มจาก "โครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จ" เพื่อเป็นต้นแบบ และต้องมี "ผู้ facilitate กระบวนการ" ที่มีความสามารถสูง

-   **การปรับระบบการประเมินผลงานนักวิจัย:** ระบบ "ตีพิมพ์หรือพินาศ" (Publish or Perish) เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อ Co-creation เพราะงานวิจัยที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมหรือสังคมโดยตรง อาจไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาชั้นสูงเสมอไป ต้องมีการยอมรับ "ผลกระทบ" ประเภทอื่นใน KPIs ของนักวิจัยและมหาวิทยาลัย (เช่น สิทธิบัตร นโยบายสาธารณะ Startup ฯลฯ)

-   **การพัฒนาศักยภาพของ "ฝ่ายจัดการงานวิจัย":** บุคลากรใน สกสว. หรือหน่วยให้ทุน ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ตรวจสอบ" เป็น **"ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator), "ผู้เชื่อมโยงเครือข่าย" (Networker)** และ **"ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ"** ที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยี ความต้องการของตลาด และนโยบายของรัฐ

-   **การจัดการความคาดหวังและความขัดแย้ง:** เมื่อมีหลายฝ่ายมาร่วมงาน ความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องธรรมดา ต้องมีกลไกที่ชัดเจนในการจัดการความขัดแย้งและสร้างฉันทามติ

 

 4. เรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศอื่นๆ

หลายประเทศใช้ระบบ ววน. เป็นเครื่องยนต์หลักในการพัฒนาประเทศ โดยมี Co-creation เป็นหัวใจ:

 

-   ฟินแลนด์ & ประเทศนอร์ดิก: มีระบบ "Innovation Platform" หรือ "Triple Helix" ที่รัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน ทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่น ผ่านองค์กรเช่น Business Finland ที่ไม่ใช่แค่ให้ทุน แต่ช่วยออกแบบโครงการและหาคู่ค้าให้

-   สิงคโปร์: หน่วยงานเช่น Enterprise Singapore และ A*STAR ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนด Roadmap การวิจัย    เน้นการCommercialize ผลงาน    และสร้าง Ecosystem ที่นักวิจัยสามารถออกไปก่อตั้ง Startup หรือทำงานในอุตสาหกรรมได้อย่างสะดวก

-   อิสราเอล: หน่วยงาน Israel Innovation Authority (IIA) มีโปรแกรมสนับสนุนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับแต่ละช่วงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท Startup และ SME โดยมีเงื่อนไขการร่วมทุนและแบ่งปันความเสี่ยงกับภาคเอกชนอย่างชัดเจน

-   เกาหลีใต้: การพัฒนาอุตสาหกรรมก้าวกระโดดของเกาหลี มาจากการที่ Chaebol ( conglomerate) อย่าง Samsung, LG ทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยของรัฐ (เช่น ETRI) อย่างลึกซึ้ง    โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนทุนในโครงการใหญ่ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง

 

บทเรียนที่สำคัญ จากประเทศเหล่านี้คือ:

1.  รัฐเป็นผู้ลงทุนและสร้างความมั่นใจ (De-risker) ในโครงการวิจัยที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีผลกระทบใหญ่

2.  มีหน่วยงานกลางที่คล่องตัวและมีอำนาจ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมและอำนวยความสะดวก

3.  ระบบมุ่งเน้นที่ "ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม" เป็นเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่แค่จำนวนผลงานวิจัย

4.  มีการลงทุนใน "คน" และ "สถาบัน" อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ

 

 5. ข้อสรุปและทางเดินไปข้างหน้า

แนวคิดของท่านเป็นพื้นฐานที่ถูกต้องสำหรับการปฏิรูประบบ ววน. ไทย เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจสู่เทคโนโลยีสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม:

  • สร้าง "เรื่องเล่า" (Narrative) ใหม่:    เปลี่ยนจากการวิจัยเพื่อ "ตีพิมพ์" เป็นการวิจัยเพื่อ "แก้ปัญหา" และ "สร้างผลกระทบ" ให้เป็นวาระแห่งชาติ
  • ปฏิรูปโครงสร้างการให้ทุน:    เพิ่มสัดส่วนเงินทุนในรูปแบบ "Mission-Oriented Research" และ "Innovation Partnership" ที่บังคับให้ต้องมี End-User เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ต้น
  • ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายบุคลากร:   ส่งเสริมให้นักวิจัยไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม一เป็นการชั่วคราว    และ vice-versa เพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • เน้นการสื่อสารสาธารณะ:    นำเสนอความสำเร็จของงานวิจัยที่เกิดจาก Co-creation และสร้าง Impact จริงให้ประชาชนเห็นคุณค่า เพื่อสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองและสังคมต่อเนื่อง

 

การจะทำสำเร็จต้องอาศัย "ความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will)" ในระดับสูง     และการทบทวนกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค (เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบพัสดุ ฯลฯ) อย่างจริงจัง

 

สรุปคือ ท่านมาถูกทางแล้ว และความคิดของท่านนี้แหละคือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของระบบ ววน. ไทยให้ทำงานเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

 

Perplexity:

แนวคิดเรื่องการจัดการงานวิจัยแบบ co-creation ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ใช้ผลงานวิจัยและนักวิจัยจากหลายสาขาร่วมตั้งโจทย์ร่วมกับฝ่ายจัดการงานวิจัย แทนการเน้นเพียงการจัดการ "เงินทุน" เพื่อผลักดันผลงานตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดจากบนลงล่างนั้น เหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางสากลของการเปลี่ยนแปลงระบบวิจัยที่เน้นผลกระทบต่อสังคมและการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ความเห็นต่อแนวคิดและข้อเสนอแนะการปรับระบบ ววน. ไทย

  • แนวคิดนี้ถูกต้องในแง่ที่ว่าการจัดการงานวิจัยต้องบริหาร "งานวิจัย" ให้เกิดผลกระทบที่ดีต่อสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนและติดตามผลลัพธ์เชิงปริมาณ
  • ควรสนับสนุนการทำงานแบบเครือข่าย (networked governance) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ผลงาน นักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางและติดตามผลอย่างจริงจัง
  • เพิ่มมาตรการความโปร่งใสและการตรวจสอบที่เข้มงวด ป้องกันการใช้เงินทุนในทางที่เอื้อประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ
  • ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทั้งในด้านวิชาการ ความสามารถทางการจัดการ และจริยธรรมเพื่อบริหารงานวิจัยอย่างมืออาชีพและโปร่งใส

การเพิ่มองค์ประกอบเพื่อยกระดับระบบ ววน.

  • เพิ่มการฝึกอบรมเรื่องการทำงานแบบ co-creation และการสื่อสารข้ามสาขาวิชาให้กับผู้บริหารและนักวิจัย
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการความรู้และความโปร่งใส เช่น แพลตฟอร์มเปิดข้อมูลวิจัยที่ประชาชนเข้าถึงได้
  • กระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมในการตั้งโจทย์และประเมินผลกระทบ
  • เพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการวิจัยที่มีผลกระทบในด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยีสูงและความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม

เรียนรู้จากต่างประเทศ

  • ตัวอย่างเช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์และเยอรมนี ที่ใช้ระบบวิจัยแบบ co-creation โดยเน้นการร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและสังคมได้จริงyoutube
  • สิงคโปร์ใช้กลไกการวิจัยที่บูรณาการกับนโยบายรัฐและการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีstou
  • ฟินแลนด์เน้นการเปิดเผยข้อมูลวิจัย ระบบตรวจสอบและการสนับสนุนความร่วมมือข้ามสาขาและชุมชน เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์และสังคมru

สรุป

แนวคิด co-creation ในการจัดการงานวิจัยเป็นแนวทางที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับระบบ ววน. ของไทย     เพื่อให้เกิดผลกระทบจริง จับใจความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจไทยที่มุ่งสู่นวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน     โดยต้องปรับโครงสร้าง กฎเกณฑ์ ทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมการทำงานให้สอดคล้อง พร้อมเรียนรู้จากระบบวิจัยของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงสังคมและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

 

Netherlands Innovation System (OECD Reports)youtube
Singapore Research and Innovation Strategy (Government of Singapore)stou
Finnish Innovation Fund (Sitra)แนวคิดการจัดการงานวิจัยแบบ co-creation ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้ใช้ผลงาน นักวิจัยหลากหลายสาขา และฝ่ายจัดการงานวิจัยร่วมกันตั้งโจทย์และติดตามผลนั้น เหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางสากลที่ต้องการผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนru

 

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะสำหรับการปรับระบบ ววน. ไทย

  • ควรเปลี่ยนมุมมองจากการ “จัดการเงินทุน” เป็นการ “จัดการงานวิจัย” โดยยึดเป้าหมายหลักคือการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตประชาชน
  • ส่งเสริมการทำงานแบบเครือข่าย (network governance) เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดโจทย์วิจัย ไปจนถึงการติดตามประเมินผล
  • เสริมสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เช่น การเปิดข้อมูลวิจัยสู่สาธารณะ และมีกลไกตรวจสอบการใช้เงินทุนให้ปลอดจากผลประโยชน์ทับซ้อน
  • พัฒนาบุคลากรทั้งนักวิจัย ผู้บริหาร และกรรมการทุน ให้มีความเข้าใจแนวคิด co-creation และจริยธรรมการบริหารงานวิจัย
  • สร้างแรงจูงใจในการวิจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเทคโนโลยีสูงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงเป้าหมายวิจัยกับนโยบายชาติ

บทเรียนจากต่างประเทศ

  • เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีใช้ระบบวิจัยแบบ co-creation    ร่วมมือกันระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคชุมชน    ทำให้นวัตกรรมตอบโจทย์ตลาดและสังคมจริง
  • สิงคโปร์เน้นการบูรณาการการวิจัยกับนโยบายรัฐและพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
  • ฟินแลนด์มีระบบเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบ และสนับสนุนความร่วมมือข้ามสาขาและชุมชน    เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

 

สรุป

ระบบ ววน. ไทยควรปรับโครงสร้างและวัฒนธรรมการทำงานมาเป็น co-creation ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายร่วมกันกำหนดและขับเคลื่อนการวิจัย มุ่งผลกระทบที่แท้จริงต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับความโปร่งใสและจริยธรรม โดยเรียนรู้จากประเทศที่มีระบบวิจัยที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนและยั่งยืนอย่างแท้จริง

  1. https://www.youtube.com/watch?v=wc5QhMhoc9w
  2. https://www.stou.ac.th/offices/oes/oespage/new/km/download/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87.pdf
  3. https://www3.ru.ac.th/mpa-abstract/files/2565_1687859505_6314832052.pdf

 

ย้ำว่าต้องจัดการงานวิจัย ไม่ใช่จัดการเงินวิจัย   และจัดการให้เกิด Co-creation ของภาคีหรือ stakeholders ที่หลากหลายครบถ้วน   รวมทั้งจัดการอย่างโปร่งใส ไร้การแสวงประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนกลุ่ม   

วิจารณ์ พานิช 

๕ ต.ค. ๖๘