มีคนมาบ่นให้ฟังว่า วงการจัดการงานวิจัยไทยไม่เข้าใจเรื่องการจัดการงานวิจัยเป็นกระบวนการ co-creation ในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย ซึ่งก็ตรงกับข้อสังหรณ์ใจของผมว่า ทีมงานที่มีเงินทุนสนับสนุนการวิจัยอยู่ในมือ ทำตัวเป็น “ผู้รู้” ประกาศให้ทุน โดยกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้ได้ผลงานตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อได้รับข้อเสนอโครงการวิจัย ก็จัดให้มีผู้ประเมิน แล้วให้ทุนตามผลการประเมินนั้น โดยผู้รับทุนต้องส่งรายงานความก้าวหน้า เพื่อให้มีการประเมินว่าโครงการดำเนินไปตามเป้าหมายและมีความก้าวหน้าอย่างเหมาะสมหรือไม่ การจัดการงานวิจัยแนวนี้มักได้รับรายงานผลการวิจัย แต่มักมีผลกระทบต่อสังคมน้อย เพราะขาดวิธีการตั้งโจทย์ที่มีพลัง ที่จะต้องมีตัวแทนของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายผู้ใช้ผลงานวิจัย และฝ่ายนักวิจัยจากหลากหลายสาขา มาร่วมตั้งโจทย์กับฝ่ายจัดการงานวิจัย (ไม่ใช่แค่จัดการทุนวิจัย)
ผมมีข้อสังเกตว่า หากไม่ระวัง ฝ่ายที่มีเงินอยู่ในมือ คือฝ่ายจัดการทุนวิจัย มักเผลอคิดว่าตนทำหน้าที่จัดการ “เงิน” วิจัย ซึ่งที่ถูก ต้องคิดว่า ตนรับผิดชอบการจัดการ “งาน” วิจัย และงานวิจัยต้องส่งผลดีต่อบ้านเมือง มิฉนั้นประชาชนผู้เสียภาษีก็จะไม่เห็นคุณค่าของการลงทุนสนับสนุนงานวิจัย และไม่สนับสนุนหรือเรียกร้องให้รัฐลงทุนวิจัยในระดับที่ควรจะลงทุน เป็นสาเหตุหลักของการที่ระบบ ววน. ไทยอ่อนแอมาจนปัจจุบัน
หลักการ และการจัดการงานวิจัยแบบ co-creation นอกจากมีประโยชน์ด้านการได้โจทย์วิจัยที่ตรงความต้องการของ demand-side แล้ว ยังได้บทบาทของหลากหลายฝ่าย เข้ามาช่วยหนุน ให้ผลงานวิจัยมีคุณภาพสูง และตอบโจทย์ของผู้ใช้อย่างตรงเป้า รวมทั้งทำให้ระบบ ววน. เป็นระบบที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นระบบเปิด น่าเชื่อถือในความซื่อสัตย์สุจริต และทำเพื่อส่วนรวม มีความโปร่งใส ไม่เอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางที่เอื้อประโยชน์ของคนบางคนหรือบางกลุ่ม อย่างที่มีผู้กล่าวหาในรัฐสภา ว่า สกสว. เอาเงินไปซื้อเครื่องมือราคาแพงแจกโรงพยาบาล ๑๐ แห่ง เพื่อเอื้อประโยชน์แก่นักการเมือง ซึ่งไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ แต่คำกล่าวหาก็บอกชัด ว่าหากระบบ ววน. อยู่ในมือของคนไม่ตรงไปตรงมา และเป็นระบบที่ไม่มีกลไกตรวจสอบความโปร่งใส ก็จะเกิดกรณีที่มีการกล่าวหาได้ง่าย
ผมอยากได้ความเห็นว่า แนวคิดข้างต้นเหมาะสมถูกต้องหรือไม่ ส่วนใดที่ควรมีการปรับให้เหมาะสม มีส่วนใดที่ควรเพิ่ม เพื่อให้ระบบ ววน. ของไทย ทำประโยชน์ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และจิตใจของของคนไทย และระบบเศรษฐกิจของไทย ให้ก้าวสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศอื่นๆ ที่ได้ใช้กลไก ววน. ยกระดับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี อย่างไรบ้าง
ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามสหายเอไอ ได้รับคำตอบที่เป็นประโยชน์ยิ่ง ในบันทึกที่ ๒ ของชุดนี้ขอนำคำตอบของ DeepSeek และ Perplexity มาลงไว้ และจะนำคำตอบของเอไอเจ้าอื่นๆ มาลงในตอนต่อไป
DeepSeek:
ขอชื่นชมกับความคิดและข้อสังเกตของท่านครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดที่ว่านี้ และคิดว่าท่านวิเคราะห์ปัญหาได้ตรงจุดมาก
สรุปสั้นๆ: แนวคิดของท่าน เหมาะสมและถูกต้องแล้วเป็นอย่างมาก และกำลังเป็นแนวทางหลักในการจัดการวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศชั้นนำทั่วโลก
ตอนนี้ผมขอขยายความและเพิ่มเติมมุมมองดังนี้
1. การวินิจฉัยปัญหาของท่านถูกต้องแล้ว
ปัญหาหลักของระบบจัดการวิจัยไทยในอดีต (และส่วนใหญ่ในปัจจุบัน) คือการทำงานแบบ **"Supply-Push"** หรือ **"Linear Model"** ล้วนๆ:
**รัฐให้เงิน -> นักวิจัยทำวิจัย -> ได้ผลงาน -> ส่งรายงาน -> จบโครงการ**
แบบจำลองนี้ล้าสมัยแล้ว เพราะมันขาด "Feedback Loop" ที่สำคัญจากผู้ใช้จริง (Demand-Side) ทำให้งานวิจัยจำนวนมากตกอยู่ในหอคอยงาช้าง
การที่ "ฝ่ายจัดการทุน" ทำตัวเป็น "ผู้รู้" ที่คอยชี้นิ้วและตรวจสอบเพียงอย่างเดียว เป็นวัฒนธรรมแบบ **"ผู้ให้ทาน"** ซึ่งสร้างช่องว่างและความรู้สึกไม่เท่าเทียมระหว่าง "ผู้ให้ทุน" กับ "ผู้รับทุน" แทนที่จะเป็น **"หุ้นส่วน"** ในการแก้ปัญหาร่วมกัน
2. Co-creation คือทางออกที่ตรงกับรากของปัญหา
หลักการ Co-creation ใน Research Management ที่ท่านเสนอ ไม่ใช่แค่เรื่องการ "ตั้งโจทย์ร่วมกัน" เท่านั้น แต่ควรกินลึกไปถึงทุกขั้นตอน:
- **การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ร่วมกัน:** ต้องมีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม ภาคสังคม หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง (End-Users) และนักวิจัยจากหลายสาขา มานั่งร่วมวงเดียวกันเพื่อกำหนดทิศทางวิจัยของประเทศ
- **การออกแบบกลไกการให้ทุน:** แทนที่จะประกาศ Call for Proposal แบบกว้างๆ หรือเฉพาะทางเกินไป ควรออกแบบเป็น "ข้อท้าทายเชิงนโยบาย/อุตสาหกรรม" (Grand Challenges) ที่ชัดเจน และเปิดให้เกิดการรวมทีมจากหลายฝ่ายมาตอบโจทย์นั้น
- **การดำเนินโครงการวิจัย:** ผู้ใช้ผลงานควรมีส่วนร่วมในทีมวิจัย ไม่ใช่แค่เป็น "ที่ปรึกษา" เท่านั้น การทดลองหรือการสร้างนวัตกรรมควรเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมจริง (Living Lab) โดยมีผู้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
- **การประเมินผลและต่อยอด:** การประเมินไม่ควรดูแค่จำนวน論文 แต่ต้องดู **"Impact"** ที่เกิดขึ้นจริง เช่น สินค้าใหม่ นโยบายใหม่ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งต้องให้ผู้ใช้เป็นผู้ประเมินผลนี้ร่วมด้วย
3. ส่วนที่ควรเพิ่มเติมและปรับให้เหมาะสม
แม้แนวคิดจะดีแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและกลไกสนับสนุน:
- **การสร้าง "วัฒนธรรม" แห่งการร่วมมือ:** นี่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะนักวิจัยไทยคุ้นกับระบบ Individual Grant ภาคอุตสาหกรรมไม่ไว้ใจว่าระบบราชการ/มหาวิทยาลัยจะช่วยได้จริง ส่วนราชการก็ทำงานแบบแยกส่วน การสร้างวัฒนธรรมนี้ต้องเริ่มจาก "โครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จ" เพื่อเป็นต้นแบบ และต้องมี "ผู้ facilitate กระบวนการ" ที่มีความสามารถสูง
- **การปรับระบบการประเมินผลงานนักวิจัย:** ระบบ "ตีพิมพ์หรือพินาศ" (Publish or Perish) เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อ Co-creation เพราะงานวิจัยที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมหรือสังคมโดยตรง อาจไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาชั้นสูงเสมอไป ต้องมีการยอมรับ "ผลกระทบ" ประเภทอื่นใน KPIs ของนักวิจัยและมหาวิทยาลัย (เช่น สิทธิบัตร นโยบายสาธารณะ Startup ฯลฯ)
- **การพัฒนาศักยภาพของ "ฝ่ายจัดการงานวิจัย":** บุคลากรใน สกสว. หรือหน่วยให้ทุน ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ตรวจสอบ" เป็น **"ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator), "ผู้เชื่อมโยงเครือข่าย" (Networker)** และ **"ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ"** ที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยี ความต้องการของตลาด และนโยบายของรัฐ
- **การจัดการความคาดหวังและความขัดแย้ง:** เมื่อมีหลายฝ่ายมาร่วมงาน ความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องธรรมดา ต้องมีกลไกที่ชัดเจนในการจัดการความขัดแย้งและสร้างฉันทามติ
4. เรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศอื่นๆ
หลายประเทศใช้ระบบ ววน. เป็นเครื่องยนต์หลักในการพัฒนาประเทศ โดยมี Co-creation เป็นหัวใจ:
- ฟินแลนด์ & ประเทศนอร์ดิก: มีระบบ "Innovation Platform" หรือ "Triple Helix" ที่รัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน ทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่น ผ่านองค์กรเช่น Business Finland ที่ไม่ใช่แค่ให้ทุน แต่ช่วยออกแบบโครงการและหาคู่ค้าให้
- สิงคโปร์: หน่วยงานเช่น Enterprise Singapore และ A*STAR ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนด Roadmap การวิจัย เน้นการCommercialize ผลงาน และสร้าง Ecosystem ที่นักวิจัยสามารถออกไปก่อตั้ง Startup หรือทำงานในอุตสาหกรรมได้อย่างสะดวก
- อิสราเอล: หน่วยงาน Israel Innovation Authority (IIA) มีโปรแกรมสนับสนุนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับแต่ละช่วงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท Startup และ SME โดยมีเงื่อนไขการร่วมทุนและแบ่งปันความเสี่ยงกับภาคเอกชนอย่างชัดเจน
- เกาหลีใต้: การพัฒนาอุตสาหกรรมก้าวกระโดดของเกาหลี มาจากการที่ Chaebol ( conglomerate) อย่าง Samsung, LG ทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยของรัฐ (เช่น ETRI) อย่างลึกซึ้ง โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนทุนในโครงการใหญ่ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง
บทเรียนที่สำคัญ จากประเทศเหล่านี้คือ:
1. รัฐเป็นผู้ลงทุนและสร้างความมั่นใจ (De-risker) ในโครงการวิจัยที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีผลกระทบใหญ่
2. มีหน่วยงานกลางที่คล่องตัวและมีอำนาจ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมและอำนวยความสะดวก
3. ระบบมุ่งเน้นที่ "ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม" เป็นเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่แค่จำนวนผลงานวิจัย
4. มีการลงทุนใน "คน" และ "สถาบัน" อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ
5. ข้อสรุปและทางเดินไปข้างหน้า
แนวคิดของท่านเป็นพื้นฐานที่ถูกต้องสำหรับการปฏิรูประบบ ววน. ไทย เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจสู่เทคโนโลยีสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม:
- สร้าง "เรื่องเล่า" (Narrative) ใหม่: เปลี่ยนจากการวิจัยเพื่อ "ตีพิมพ์" เป็นการวิจัยเพื่อ "แก้ปัญหา" และ "สร้างผลกระทบ" ให้เป็นวาระแห่งชาติ
- ปฏิรูปโครงสร้างการให้ทุน: เพิ่มสัดส่วนเงินทุนในรูปแบบ "Mission-Oriented Research" และ "Innovation Partnership" ที่บังคับให้ต้องมี End-User เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ต้น
- ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายบุคลากร: ส่งเสริมให้นักวิจัยไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม一เป็นการชั่วคราว และ vice-versa เพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
- เน้นการสื่อสารสาธารณะ: นำเสนอความสำเร็จของงานวิจัยที่เกิดจาก Co-creation และสร้าง Impact จริงให้ประชาชนเห็นคุณค่า เพื่อสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองและสังคมต่อเนื่อง
การจะทำสำเร็จต้องอาศัย "ความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will)" ในระดับสูง และการทบทวนกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค (เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบพัสดุ ฯลฯ) อย่างจริงจัง
สรุปคือ ท่านมาถูกทางแล้ว และความคิดของท่านนี้แหละคือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของระบบ ววน. ไทยให้ทำงานเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
Perplexity:
แนวคิดเรื่องการจัดการงานวิจัยแบบ co-creation ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ใช้ผลงานวิจัยและนักวิจัยจากหลายสาขาร่วมตั้งโจทย์ร่วมกับฝ่ายจัดการงานวิจัย แทนการเน้นเพียงการจัดการ "เงินทุน" เพื่อผลักดันผลงานตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดจากบนลงล่างนั้น เหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางสากลของการเปลี่ยนแปลงระบบวิจัยที่เน้นผลกระทบต่อสังคมและการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ความเห็นต่อแนวคิดและข้อเสนอแนะการปรับระบบ ววน. ไทย
- แนวคิดนี้ถูกต้องในแง่ที่ว่าการจัดการงานวิจัยต้องบริหาร "งานวิจัย" ให้เกิดผลกระทบที่ดีต่อสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนและติดตามผลลัพธ์เชิงปริมาณ
- ควรสนับสนุนการทำงานแบบเครือข่าย (networked governance) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ผลงาน นักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางและติดตามผลอย่างจริงจัง
- เพิ่มมาตรการความโปร่งใสและการตรวจสอบที่เข้มงวด ป้องกันการใช้เงินทุนในทางที่เอื้อประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ
- ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทั้งในด้านวิชาการ ความสามารถทางการจัดการ และจริยธรรมเพื่อบริหารงานวิจัยอย่างมืออาชีพและโปร่งใส
การเพิ่มองค์ประกอบเพื่อยกระดับระบบ ววน.
- เพิ่มการฝึกอบรมเรื่องการทำงานแบบ co-creation และการสื่อสารข้ามสาขาวิชาให้กับผู้บริหารและนักวิจัย
- ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการความรู้และความโปร่งใส เช่น แพลตฟอร์มเปิดข้อมูลวิจัยที่ประชาชนเข้าถึงได้
- กระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมในการตั้งโจทย์และประเมินผลกระทบ
- เพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการวิจัยที่มีผลกระทบในด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยีสูงและความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม
เรียนรู้จากต่างประเทศ
- ตัวอย่างเช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์และเยอรมนี ที่ใช้ระบบวิจัยแบบ co-creation โดยเน้นการร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและสังคมได้จริงyoutube
- สิงคโปร์ใช้กลไกการวิจัยที่บูรณาการกับนโยบายรัฐและการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีstou
- ฟินแลนด์เน้นการเปิดเผยข้อมูลวิจัย ระบบตรวจสอบและการสนับสนุนความร่วมมือข้ามสาขาและชุมชน เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์และสังคมru
สรุป
แนวคิด co-creation ในการจัดการงานวิจัยเป็นแนวทางที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับระบบ ววน. ของไทย เพื่อให้เกิดผลกระทบจริง จับใจความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจไทยที่มุ่งสู่นวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยต้องปรับโครงสร้าง กฎเกณฑ์ ทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมการทำงานให้สอดคล้อง พร้อมเรียนรู้จากระบบวิจัยของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงสังคมและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
Netherlands Innovation System (OECD Reports)youtube
Singapore Research and Innovation Strategy (Government of Singapore)stou
Finnish Innovation Fund (Sitra)แนวคิดการจัดการงานวิจัยแบบ co-creation ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้ใช้ผลงาน นักวิจัยหลากหลายสาขา และฝ่ายจัดการงานวิจัยร่วมกันตั้งโจทย์และติดตามผลนั้น เหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางสากลที่ต้องการผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนru
ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะสำหรับการปรับระบบ ววน. ไทย
- ควรเปลี่ยนมุมมองจากการ “จัดการเงินทุน” เป็นการ “จัดการงานวิจัย” โดยยึดเป้าหมายหลักคือการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตประชาชน
- ส่งเสริมการทำงานแบบเครือข่าย (network governance) เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดโจทย์วิจัย ไปจนถึงการติดตามประเมินผล
- เสริมสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เช่น การเปิดข้อมูลวิจัยสู่สาธารณะ และมีกลไกตรวจสอบการใช้เงินทุนให้ปลอดจากผลประโยชน์ทับซ้อน
- พัฒนาบุคลากรทั้งนักวิจัย ผู้บริหาร และกรรมการทุน ให้มีความเข้าใจแนวคิด co-creation และจริยธรรมการบริหารงานวิจัย
- สร้างแรงจูงใจในการวิจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเทคโนโลยีสูงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงเป้าหมายวิจัยกับนโยบายชาติ
บทเรียนจากต่างประเทศ
- เนเธอร์แลนด์และเยอรมนีใช้ระบบวิจัยแบบ co-creation ร่วมมือกันระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคชุมชน ทำให้นวัตกรรมตอบโจทย์ตลาดและสังคมจริง
- สิงคโปร์เน้นการบูรณาการการวิจัยกับนโยบายรัฐและพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
- ฟินแลนด์มีระบบเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบ และสนับสนุนความร่วมมือข้ามสาขาและชุมชน เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
สรุป
ระบบ ววน. ไทยควรปรับโครงสร้างและวัฒนธรรมการทำงานมาเป็น co-creation ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายร่วมกันกำหนดและขับเคลื่อนการวิจัย มุ่งผลกระทบที่แท้จริงต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับความโปร่งใสและจริยธรรม โดยเรียนรู้จากประเทศที่มีระบบวิจัยที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนและยั่งยืนอย่างแท้จริง
- https://www.youtube.com/watch?v=wc5QhMhoc9w
- https://www.stou.ac.th/offices/oes/oespage/new/km/download/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87.pdf
- https://www3.ru.ac.th/mpa-abstract/files/2565_1687859505_6314832052.pdf
ย้ำว่าต้องจัดการงานวิจัย ไม่ใช่จัดการเงินวิจัย และจัดการให้เกิด Co-creation ของภาคีหรือ stakeholders ที่หลากหลายครบถ้วน รวมทั้งจัดการอย่างโปร่งใส ไร้การแสวงประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนกลุ่ม
วิจารณ์ พานิช
๕ ต.ค. ๖๘