“ผมรู้สึกภูมิใจที่คนของบริษัทเรารู้รักสามัคคี เห็นอกเห็นใจกัน มีหัวใจมุ่งมั่นพัฒนางาน” เสียงของผู้จัดการดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

ด้วยรักและขอบคุณ

          ถึงแม้อานนท์จะไม่มีพ่อ แต่เขาก็มีแม่คอยดูแลอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ส่งเสียให้อานนท์เรียนจบในคณะที่เขาปรารถนา ดีกรีของเขาไม่ธรรมดาเลย เกียรตินิยมอันดับ ๑ ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาแมคคาทรอนิกส์ พร้อมใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมเครื่องกลเพิ่มเติม  จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศที่ใครหลายคนใฝ่ฝันที่จะเข้าไปเรียนและจบออกมาหางานทำ

          อานนท์ยังไม่ทันจะเข้ารับปริญญา ทางมหาวิทยาลัยบอกว่ามีบริษัทใหญ่ๆทั้งในและต่างประเทศ มาจองตัวเขาอยากให้ไปทำงานด้วย เสนอเงินเดือนให้ ๓๕,๐๐๐ – ๔๐,๐๐๐ บาท โบนัสและสวัสดิการอีกต่างหาก อานนท์จึงคิดว่าเขาโชคดีที่มีสิทธิ์เลือกได้ โดยที่ไม่ต้องดูหนังสือเพื่อสอบคัดเลือกเข้าทำงานในที่ต่างๆ 

          แม่ของอานนท์ดูเหมือนจะไม่พอใจเขาเท่าไรนัก แต่ไม่แสดงอาการมากมาย เพียงพูดสั้นๆอยู่ไม่กี่คำ ที่อยากให้เขาสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ ซึ่งดูจะมีความมั่นคงระยะยาว

          “พี่ชายของลูกทำงานบริษัทไปคนหนึ่งแล้ว แม่ก็อยากเห็นลูกของแม่สักคนได้รับราชการ มีสวัสดิการรองรับและได้ทำงานจนเกษียณ”  แม่พูดกับอานนท์ในวันที่เขาเตรียมตัวจะไปสัมภาษณ์งาน

          “ผมขอทำงานเก็บเงินสัก ๔ - ๕ ปีนะครับแม่ ผมอยากซื้อบ้านหลังใหม่ให้แม่ครับ”

          “บ้านที่อยู่นี้เป็นยังไงหรือ” แม่ถามลูกชายคนเล็กด้วยความแปลกใจ เพราะบ้านที่อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นบ้านจัดสรรที่พ่อกับแม่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอบริบจนซื้อมาได้แล้วก็ผ่อนจนหมด แม้จะหลังเล็กและเก่าไปหน่อย แต่ก็พอซ่อมแซมและต่อเติมได้ อยู่กันแค่สองคนแม่ลูกเท่านั้น

          “บ้านเราทรุดโทรมมากเลยนะแม่ อยู่ในซอยลึกด้วย ฝนตกหนักทีไรท่วมทุกที”

          “เดี๋ยวพี่เขาจะมาปรับปรุงบ้านให้ เขารับปากแม่ไว้นานแล้ว” แม่ค่อยๆพูดเพื่อโน้มน้าวลูกชาย

          “พี่เอนกเขามีครอบครัว เราอย่าไปรบกวนเขาเลย เดี๋ยวผมจะซื้อบ้านใหม่ให้แม่เองครับ”

          อานนท์พูดตัดบทไว้แค่นั้นแล้วเดินจากไปเพื่อทำธุระของตน ปล่อยให้ผู้แม่นั่งถอนใจและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะไม่พูดเรื่องงานกับลูกอีกแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาที่จะคิดพิจารณาเอง เขาจะได้เป็นตัวของตัวเองและเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้า       

          การไปสัมภาษณ์งานของอานนท์ผ่านไปอย่างไม่ยากเย็น มีบริษัทให้เขาเลือกตัดสินใจถึง ๔ แห่ง แต่เขาเลือกที่จะทำงานในบริษัทที่ผ่านการสัมภาษณ์เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยใช้เวลาเพียง ๑ ชั่วโมงเท่านั้น การพูดคุยซักถามความรู้ความสามารถของเขาเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด จากเจ้านายฝรั่งเจ้าของบริษัทที่เดินทางมาพร้อมฝ่ายบุคคลจากต่างประเทศ

          อานนท์เคยเห็นโครงสร้างงานของบริษัทต่างๆมาบ้างแล้ว จากที่เขาเคยไปฝึกงานในโรงงานตอนที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังมีความรู้สึกตื่นเต้นบ้างเล็กน้อย เมื่อเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของสถานที่ทำงานแห่งแรก ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนและเครื่องจักรที่ทันสมัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเดินกันขวักไขว่ อาจเป็นเพราะฝ่ายบริหารและพนักงานมาให้การต้อนรับผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้เชี่ยวชาญของบริษัท ที่ร่วมเป็นกรรมการสัมภาษณ์เขา จึงดูเหมือนเป็นบรรยากาศพิเศษ ที่ทุกคนโดยรวมของบริษัทนี้กำลังให้ความสำคัญกับตำแหน่งของเขาที่รอมาหลายเดือนแล้ว

          เขากลับบ้านในบ่ายวันนั้น พกเอาความสุขและความอิ่มเอมใจเข้าบ้าน ก่อนที่จะเตรียมเอกสารหลักฐานสำคัญ เพื่อไปยื่นให้บริษัทสำหรับการรายงานตัวเข้าทำงานในวันรุ่งขึ้น เขาทิ้งเรื่องราวและความรู้สึกตื้นเต้นดีใจที่ได้งานทำเอาไว้ชั่วครู่ เข้าไปสวมกอดแม่ผู้สร้างการเจริญเติบโตและความก้าวหน้าให้แก่ชีวิตของเขาตลอดมา

          อานนท์บอกแม่ถึงสาเหตุที่เลือกทำงานที่นี่ โดยไม่ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทอื่นอีกแล้ว เพราะถูกใจคุณลักษณะของงานที่ตรงกับคณะวิชาที่เขาเรียนมา และได้ค่าตอบแทนสูง บริษัทให้เขาเดือนละ ๓๖,๐๐๐ บาท ค่าทำงานล่วงเวลาอีกต่างหาก เดือนนึงเขามีรายได้ไม่ต่ำกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท สิ้นปีมีโบนัสให้ ที่สำคัญมากก็คือสถานที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน บริษัทมีรถบัสรับส่งพนักงานขับผ่านปากซอยบ้านเขาพอดี ถ้ารถไม่ติดมากจะใช้เวลาเดินทางไม่ถึง ๔๐ นาที ซึ่งถือว่าสะดวกสบายมากแล้วสำหรับเขา

          “ลูกเอารถไปใช้ก็ได้นะ” แม่บอกลูกชาย เพราะเห็นว่ารถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านไม่ค่อยได้ใช้ขับไปไหน ตอนเรียนหนังสืออานนท์เคยขับไปมหาวิทยาลัยในบางครั้ง และขับพาแม่ไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าบ้างเท่านั้น

          “ครับแม่ ผมขอขับรถไปทำงานในบางวัน ถ้าได้ขึ้นรถรับส่งของบริษัทจะประหยัดกว่ากันมากเลยครับ”

          เหตุผลของลูกชายที่แม่ฟังแล้วก็เข้าใจได้และไม่อยากจะเซ้าซี้ เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของความคิดที่เขาถอดแบบมาจากพ่อผู้รักความซื่อสัตย์และมัธยัสถ์ เมื่อพูดอะไรก็ต้องทำให้ได้ ที่พูดว่าจะค่อยๆเก็บเงินเอาไว้ซื้อบ้านหลังใหม่ ก็คงจะทำให้ได้อย่างที่พูดเอาไว้

          งานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่ที่ชื่ออานนท์ผ่านพ้นไป ในบริษัทที่มีสายงานการผลิตเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรที่ใหญ่อันดับต้นๆของประเทศ เพื่อป้อนเครื่องยนต์กลไกที่ก้าวล้ำเทคโนโลยีสู่โรงงานในเครือข่ายอุตสาหกรรมทั่วโลก อานนท์เรียนรู้งานได้เร็ว ทั้งงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และงานพิเศษอื่นๆที่หัวหน้างานหยิบยื่น ตลอดจนงานทางสังคมของบริษัท ที่เขาจะต้องมีส่วนร่วมปฏิสัมพันธ์กับฝ่ายอื่นๆอยู่เสมอ

          การทำงานของอานนท์ผ่านไปหลายเดือน นอกจากเขาจะปรับตัวเข้ากับคนและงานได้แล้ว เขายังได้คำตอบหลายสิ่งหลายอย่างจากสิ่งที่เขาสงสัยในการบริหารจัดการของบริษัท เขาเฝ้าสังเกตและหาคำตอบเอง แต่บางครั้งหัวหน้าของเขาที่มาถามไถ่ติดตามงาน จะช่วยอธิบายในสิ่งที่เขายังไม่เคยรู้

          อานนท์เคยแปลกใจ บริษัทใหญ่ที่มีหลายแผนกและมีพนักงานนับพันคน  แต่ทุกคนมาทำงานกันแต่เช้า มีความเอาใจใส่ต่องาน ทั้งที่ผู้จัดการใหญ่ที่เป็นคนไทยตัวแทนของนายฝรั่งก็มิได้ลงมาตรวจงานอย่างใกล้ชิด แต่เขาก็เลิกคิดสงสัย เพราะตัวเขาเองก็ชอบที่จะทำตัวเหมือนพนักงานคนอื่นๆ

          หรืออาจเป็นเพราะทุกคนได้แรงบันดาลใจจากคำขวัญ"United in love and driven to improve."  " ที่ติดอยู่หน้าตึกใหญ่ด้านหน้า ที่พนักงานเดินผ่านเข้ามาก็ต้องเห็นกันอยู่ทุกวัน อานนท์คิดว่าเป็นสโลแกนที่ดีเมื่อทุกคน "รู้รักสามัคคี มีหัวใจพัฒนางาน” คงไม่เพียงแค่จดจำต่อเมื่อได้ทำเป็นกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเรื่อยมา จนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรแห่งนี้ไปแล้ว 

          แต่ยังมีเรื่องที่ทำให้เขาแปลกใจอยู่ดี ที่ฝ่ายงานของเขามีคนทำงานกันแค่ ๑๐ คนเท่านั้น อายุเฉลี่ยราว ๓๐ - ๔๐ ปี เงินเดือนค่อนข้างสูงกันทุกคน เขาอายุน้อยที่สุดแต่เงินเดือนเป็นรองแค่หัวหน้างานเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่พี่ทุกคนก็เป็นกันเองและเป็นมิตรไมตรีกับอานนท์ เวลาเขามีปัญหาหรือสงสัยในงานใด จะเดินเข้าไปสอบถามใครก็ได้ เขาจะได้รับคำตอบอย่างเต็มใจ ได้รับการช่วยเหลือในทันที เขาจึงมีความรู้สึกที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน จึงตอบแทนด้วยการเข้าไปช่วยเหลืองานรุ่นพี่ในบางครั้ง เมื่อเขาทำงานเสร็จและมีเวลาว่างพอ

          ผ่านไปเกือบปีอานนท์ได้รับรู้ความจริงอย่างหนึ่ง ที่เขารู้สึกภาคภูมิใจและจะเก็บรักษามันไว้ให้นานเท่านาน เมื่อหัวหน้างานของเขาขอพบพูดคุยเป็นการส่วนตัว

          “พี่และทุกคนชื่นชมน้องที่ทำงานได้ดีมาก ผลงานเข้าตาผู้จัดการและนายฝรั่งเข้าแล้ว ตำแหน่งของน้องงานจะมากหน่อยนะ ปีที่แล้วก็ลาออกไป ๒ คน เพราะสู้ไม่ไหว ไหนจะต้องดูแลในฐานะวิศวกรออกแบบเครื่องจักรกล ควบคุมทั้งกระบวนการผลิตและการซ่อมบำรุงด้วย ก็อย่างที่น้องเห็นนั่นแหละ บางทีก็ต้องทำงานกันมืดค่ำและต้องทำวันเสาร์ด้วย”

          “ไม่เป็นไรครับ ผมสู้ไหว” อานนท์ยิ้มให้หัวหน้าด้วยความรู้สึกที่จริงใจ เพราะเขารักตำแหน่งงานนี้จริงๆ

          “มีสิ่งใดให้พี่แนะนำช่วยเหลือก็บอกนะ พี่ทำงานมาเกือบ ๒๐ ปี บริษัทนี้ดีที่สุดแล้วน้อง”

          อานนท์ขอบคุณหัวหน้าที่เขาให้ความเคารพเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง เขาโชคดีแล้วที่ได้ร่วมงานกับคนใจดี รู้หน้าที่และมีความรับผิดชอบกันทุกคน ทำให้เกิดความรักความอุ่นใจอบอวลอยู่ในบรรยากาศของการทำงานตลอดเวลา

          อานนท์ทำงานล่วงเวลาในวันเสาร์เดือนละ ๒ ครั้ง วันเสาร์ที่ผ่านมาเขาผิดสังเกตที่หัวหน้างานของเขาพาครอบครัวมาด้วย ซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน สีหน้าท่าทางของหัวหน้าไม่สู้ดี ภรรยากับลูกชาย ๒ คนนั่งซึมเศร้าอยู่ในห้องรับแขกที่อยู่ติดกันกับห้องทำงานของเขา ทุกคนในสายงานต่างก็ให้ความสนใจครอบครัวของหัวหน้า แต่ไม่มีใครพูดอะไร บางคนก็มองมาที่อานนท์เหมือนอยากจะบอกความจริงอะไรบางอย่างให้เขารับรู้

          “มีอะไรกันหรือครับ” อานนท์ถามพี่ที่นั่งโต๊ะข้างๆ ในช่วงเย็นจนเกือบจะค่ำ เขารอให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานในฝ่ายกลับกันจนเกือบหมด

          “ผู้จัดการเรียกพบหัวหน้า บอกว่าให้คัดคนในฝ่ายของเราออกจากงาน ๑ คน เพราะนายใหญ่มองเห็นศักยภาพของน้องและจะขึ้นเงินเดือนให้น้องเป็นกรณีพิเศษด้วย หัวหน้าไม่กล้าตัดสินใจ ก็เลยเศร้ากันไปหมด ภรรยาก็เลยเป็นห่วง มานั่งให้กำลังใจอยู่ทั้งวัน” 

          “อ้าว ! มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ” อานนท์อุทานออกมาอย่างลืมตัว

          อานนท์กำลังครุ่นคิดถึงการทำงานในสถานการณ์ที่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างที่เขาไม่ทันตั้งตัว เขาจะปล่อยวางได้อย่างไร ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับเขาด้วยส่วนหนึ่ง หลายคนในฝ่ายงานของเขาเริ่มวิตกกังวล บางคนกำลังจะตกงาน หัวหน้างานที่เขารักต้องแบกความรับผิดชอบไว้ขนาดไหน

          “ผมจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นนะครับแม่” อานนท์บอกแม่ หลังจากเล่าเรื่องในบริษัทให้แม่ฟังทั้งหมด

          “แล้วลูกจะทำยังไง”

          “ผมจะเข้าพบผู้จัดการพูดคุยกันให้รู้เรื่อง เพราะเท่าที่ผมรู้มา บริษัทไม่ได้ขาดสภาพคล่อง หรือถ้าผมมีส่วนที่ทำให้บริษัทต้องหนักใจ ก็ไม่ควรจะขึ้นเงินเดือนให้ผม เงินค่าทำงานล่วงเวลาผมไม่รับก็ได้ ขอให้ทุกคนในทีมอยู่ครบไม่ต้องมีใครต้องออกจากงานทั้งนั้น” อานนท์พูดอย่างมั่นใจ แม้ในส่วนลึกเขาต้องรับรู้ถึงการสูญเสียรายได้ รวมทั้งโครงการซื้อบ้านหลังใหม่ให้แม่จำเป็นต้องวางไว้ก่อน

          “ถ้าลูกมั่นใจว่าถูกต้องก็ทำเลย แต่ทำอะไรก็อย่าให้ตัวเองต้องเดือดร้อนก็แล้วกัน”

          อานนท์เข้าพบผู้จัดการในบ่ายวันจันทร์ เขาพยายามตั้งสติ ระงับอารมณ์ที่ขุ่นมัว ก่อนจะพรั่งพรูคำพูดพร้อมเหตุผลโน้มน้าวให้ผู้มีอำนาจของบริษัท ยกเลิกการคัดคนออกจากฝ่ายงานของเขา 

          “ผมขอรับไว้พิจารณา แล้วจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ในวันศุกร์ นายฝรั่งจะมาเป็นประธานการประชุมด้วยตัวเอง” ผู้จัดการพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนหรือวิตกกังวลแต่อย่างใด

          “แล้วพวกเราจะทราบผลได้ตอนไหนครับ” อานนท์ถาม

          “บ่ายสองโมงของวันศุกร์ คุณไปที่ห้องประชุมก็แล้วกัน”

          กว่าจะถึงวันศุกร์ จึงเป็นช่วงเวลาที่อานนท์จดจ่ออยู่กับความคิดเพียงเรื่องเดียว ความคิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตัวเอง แต่เขาคิดถึงทีมงานและหัวหน้า ที่ทุกคนกำลังปิดปากเงียบ เขาคิดว่าจะทำทุกวิถีทางและช่วยเพื่อนร่วมงานให้ถึงที่สุด

          วันเวลาที่เขารอคอยก็มาถึง อานนท์หยุดยืนอยู่หน้าห้องประชุม ค่อยๆเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องประชุมเปิดไฟแค่ดวงเดียว จึงมองดูสลัวลาง เหมือนว่าไม่มีใครอยู่เลย หรือก่อนหน้านี้ไม่มีการประชุมใดๆเกิดขึ้น

          “ผมรู้สึกภูมิใจที่คนของบริษัทเรารู้รักสามัคคี เห็นอกเห็นใจกัน มีหัวใจมุ่งมั่นพัฒนางาน” เสียงของผู้จัดการดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

          ““This activity does not aim to create heroes, but I want to test people. You are a good and capable person we need.” เป็นเสียงพูดของนายฝรั่งที่ดังมาจากเก้าอี้ประธาน

          อานนท์ยืนงงอยู่ในวงล้อมแห่งความมืดมัว สักครู่แสงไฟทุกดวงก็สว่างจ้าขึ้น พร้อมเสียงปรบมือดังก้องยาวนาน เขากวาดสายตาพร้อมสีหน้าที่เลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่เขาจะครึ่งวิ่งครึ่งเดินออกจากห้องประชุมนั้น เขาได้ยินเสียงผู้จัดการพูดกับเขา

          “ดีใจด้วยครับคุณอานนท์ คุณได้รับแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าฝ่ายเป็นที่เรียบร้อย”

          อานนท์ออกมายืนสงบใจ ใบหน้าเริ่มมีรอยยิ้มพร้อมน้ำตาไหลรินอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว เขาไม่ได้ยินดีกับตำแหน่งใหม่ แต่เขาภูมิใจที่ได้แสดงออกซึ่งบางสิ่งบางอย่างจากใจที่ไม่มีใครบังคับ        เขากลับเข้าไปในห้องประชุมอีกครั้ง เดินเข้าไปกอดหัวหน้า โดยที่ไม่มีคำพูดใดๆออกมา

          “ขอบใจมากนะอานนท์ พี่และทีมงานซาบซึ้งในสิ่งที่น้องทำ ทุกคนยอมรับและภูมิใจในตัวของน้องมาก”

           อานนท์เดินไปยกมือไหว้ขอบคุณนายฝรั่งและผู้จัดการ นายฝรั่งยืนขึ้น ส่งยิ้มพร้อมยื่นมือมาให้เขาจับแล้วตบที่หัวไหล่ของเขาเบาๆ     

        “ Thank You อานนท์”

เพชร สุวรรณผา

๒๒  พฤศจิกายน  ๒๕๖๘