อรรถการ สัตยพาณิชย์
การโปรโมทตัวเองให้คนอื่นรู้ว่า “เราทำอะไร” หรือ “เราเก่งอย่างไร” นับเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างพอดิบพอดี และมีศิลปะ ในภาษาอังกฤษมีสำนวนหนึ่งบอกไว้ว่า “อย่าเป่าทรัมเป็ตตัวเอง” หรือ “Don’t blow your own trumpet” สำนวนนี้คล้ายคลึงกับของไทยที่ว่า “กลองดัง ระฆังดี ต้องมีคนตี ถึงจะดัง” และมีการต่อขยายความเพิ่มเติมว่า แต่ถ้ากลองหรือระฆังใดส่งเสียงดังขึ้นมาได้เอง โดยไร้คนตี กลองหรือระฆังนั้น อัปรีย์เต็มทน
ไม่ว่าจะเป็นสำนวนฝรั่งหรือสำนวนไทย ต่างมีความหมายเหมือนกันคือ “อย่าโอ้อวดความสำเร็จของตัวเอง” มากจนเกินงาม เพราะกลองดัง ระฆังดี ไม่ควรที่จะดังโดยไร้คนตี เฉกเช่นเดียวกับทรัมเป็ต ถ้าทรัมเป็ตดี ก็ไม่ควรเปล่งเสียงออกมาโดยไม่มีคนเป่าเช่นกัน

โลกของสื่อเปลี่ยน: PR ตัวเองบน Social Media ก็ต้องเปลี่ยน
โลกของสื่อในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก เพราะสมัยก่อน เราจะคุ้นเคยกับช่องทางการสื่อสารแบบดั้งเดิมหรือ Traditional Media เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แต่ปัจจุบัน ใคร ๆ ก็สามารถสื่อสาร หรือเผยแพร่ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มสื่อ เช่น Facebook, YouTube, TikTok, X, IG ฯลฯ ได้ด้วยตนเอง
ความแตกต่างระหว่างสื่อดั้งเดิม กับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Media ที่เห็นได้ชัดก็คือ ช่องทางการสื่อสารในยุคอดีตมักเป็นการสื่อสารทางเดียว (One way communication) แต่ทุกวันนี้ แพลตฟอร์มใน Social Media เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two way communications) ทั้งสิ้น
ช่องทางการสื่อสารแบบดั้งเดิม เมื่อเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว การตอบกลับก็จะช้า มิหนำซ้ำอำนาจในการตอบกลับก็ขึ้นอยู่กับ “นายประตูข่าวสาร” หรือ “Gatekeeper”ว่าจะมีรีแอคชั่นอย่างไร ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าผู้อ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารส่งจดหมายหรือโทรศัพท์ไปยังผู้สื่อข่าว หรือบรรณาธิการ เมื่อผู้สื่อข่าว หรือบรรณาธิการได้รับข้อมูลข่าวสารแล้ว จะนำมาตีพิมพ์ในหน้าสื่อสิ่งพิมพ์หรือไม่ ก็สามารถทำได้ หรือจะนำมาเผยแพร่บางส่วนก็ทำได้ หรือจะไม่สนใจเลยก็สามารถทำได้เช่นกัน
แต่ในปัจจุบัน การที่เราอยู่ในยุคแพลตฟอร์ม ทุกอย่างจะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง แถมผู้รับสาร และผู้ส่งสารยังสามารถตอบกลับได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ช่องทางการสื่อสารยุคเก่าจะมี “นายประตูข่าวสาร” เป็นผู้คัดกรองข้อมูลข่าวสาร ซึ่งในโลกออนไลน์ยุคปัจจุบัน บทบาทของนายประตูข่าวสารก็ลดความสำคัญลงไป เพราะทุกคนต่างต้องทำหน้าที่เป็น “นายประตูข่าวสาร” ด้วยตัวเอง นั่นคือ จะต้องรู้เท่าทันสื่อหรือ Media Literacy ให้มากขึ้น เพื่อที่จะประเมินได้ว่าข้อมูลใดเชื่อถือได้ หรือเชื่อถือไม่ได้ ข่าวไหนเท็จ หรือข่าวไหนจริง
ดังนั้นการโปรโมทตัวเองในยุคที่คนส่วนใหญ่หันมาเปิดรับหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์กันอย่างทะลักทะลาย จึงทำให้การสื่อสารต้องมีศิลปะ เพราะถ้าพูดหรือเขียนอะไรไม่เข้าหูไม่เข้าตาผู้อ่านหรือผู้ชม ก็อาจจะเกิดทัวร์ลง อันเนื่องมาจากการคุยโวโอ้อวดตัวเองมากจนเกินไป ซึ่งจะทำให้การมีเจตนาดีที่ต้องการสื่อสารให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี อาจกลับกลายเป็นภาพลบที่ทำให้คนไม่รักได้
7 วิธีโปรโมทตัวเองอย่างมีชั้นเชิง
การสื่อสารผลงานตนเองที่เผยแพร่ผ่าน Social Media อย่างมีชั้นเชิง จึงต้องไม่ใช่การสื่อสารแบบคนขี้โม้ แต่จะต้องใช้เทคนิคการสื่อสารที่ดี ที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถรับรู้ในสิ่งที่เราทำได้อย่างไม่รู้สึกว่าเราคุยเรื่องของตัวเอง จนทำให้คนอ่านหรือคนฟังต้องจิกเท้าว่าทำไมสิ่งที่เผยแพร่นั้น ถึงกับยกยอปอปั้นตัวเองได้ถึงขนาดนี้
มาดูกันว่าเทคนิคการสื่อสารเพื่อสร้างภาพลักษณ์ตัวเองผ่าน Social Media ที่มีความเหมาะสม และพอดีพองามนั้น มีแนวทางอย่างไร
1) แทนที่จะพูดว่า “ฉันเก่งอะไร” ให้เล่าว่า “ฉันกำลังแก้ปัญหาอะไรให้ใคร”
โดยธรรมชาติ คนเรามักไม่ค่อยหมั่นไส้คนที่ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม แต่จะหมั่นไส้คนที่ชอบพูดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นอย่างไร ตัวอย่างคำพูดที่คนมักไม่ค่อยชอบ เช่น
“ผมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้าน…”
“ผมพัฒนาระบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน…”
แต่ถ้าเปลี่ยนไปเขียนหรือพูดประโยคอย่างมีศิลปะในการสื่อสาร และคนสามารถยอมรับได้ เช่น
“เราพยายามลดเวลารอคอยหน้าห้องตรวจ เพราะไม่อยากให้คนไข้สูงอายุนั่งรอเกิน 2 ชั่วโมง ผมเลยลองจัดคิวแบบใหม่กับทีม พอเริ่มใช้จริง แรก ๆ ยังมีสะดุด แต่ตอนนี้เหลือเฉลี่ย 1 ชั่วโมง 20 นาทีแล้วครับ”
จะสังเกตได้ว่า คำพูดนี้เป็นการสื่อความให้เห็นว่า “ผมเป็นคนทำ” และกำลังโฟกัสปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เวลารอของคนไข้ที่ยาวนาน อีกทั้งยังพยายามหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอยู่ โดยไม่ได้พยายามบอกว่าตนเองมีบทบาทหน้าที่ในตำแหน่งอะไร นับได้ว่าเป็นการพูดถึงผลงานของตัวเองอย่างมีศิลปะ เริ่มจากการบอกถึง
ปัญหาที่เราเห็น → สิ่งที่เราลงมือทำ → ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น
จะเห็นได้ว่าแทบไม่ต้องมีคำว่า “ผมเก่ง” เลย แต่คนอ่านหรือคนฟังจะสรุปได้เองว่า “คนนี้เป็นคนทำงานเป็น” นับเป็นวิธีการสื่อสารแบบ “ฉันตีระฆังเพื่อบอกเวลาให้คนในวัดรู้” ไม่ใช่ “ฉันตีระฆังเพื่ออวดว่าระฆังฉันดังแค่ไหน”
2) ใช้เสียง “เรา / ทีม / หน่วยงาน” มากกว่าเสียง “ฉัน”
ในวัฒนธรรมและระบบราชการไทย การให้เครดิต “ทีมงาน” ถือว่ามีความสำคัญมาก และจะช่วยลดโทนความตั้งใจในการโปรโมทความเก่งกาจของตัวเองได้ ดังนั้นในการสื่อสารอาจใช้คำว่า
“ทีมเราเพิ่งทดลอง…”
“หน่วยงานเรากำลังทำโครงการ…”
“วันนี้ได้ประชุมร่วมกับ… เพื่อ…”
“ขอบคุณทุกคนที่อยู่จนดึกเพื่อเคสนี้สำเร็จ” ฯลฯ
นับเป็นการให้เครดิตกับทีมงานได้อย่างสวยงาม ในขณะเดียวกันคนอ่านก็ยังคงรับรู้ได้ว่าเราคือ เจ้าของผลงานตัวจริง เพราะเราเป็นคนเล่าเรื่อง แต่เป็นการเล่าที่เราไม่ตั้งตัวเองเป็น “พระเอกคนเดียว” หรืออาจจะพูดได้ว่า “ระฆังดังได้ เพราะมีหลายมือช่วยยก ไม่ใช่เรายืนกลางลานวัด แล้วตีเองคนเดียว”
3) ให้คนอื่นพูดแทน แทนการยกหางตัวเอง
เทคนิคข้อนี้เหมือนกับ “กลองดัง ระฆังดี ต้องมีคนตีถึงจะดัง” เป็นการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา เพราะแทนที่จะเขียนว่า “ผมได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง… เพราะผมเชี่ยวชาญด้านนี้” ก็เปลี่ยนไปใช้รูป หรือข้อความจากคนอื่นเป็นหลักฐาน เช่น ภาพหนังสือเชิญ คำขอบคุณหลังจบงาน สไลด์คำชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงาน หรือคอมเมนต์รีแอคชั่นจริง ๆ ในแชต แล้วอาจนำมาใส่แคปชั่นเล่าเรื่องในทำนองว่า
“เมื่อเช้าได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมพยาบาลจากหลายจังหวัด เรื่องการจัดบริการผู้ป่วยนอกแบบลดความแออัด ใจชื้นมากที่หลายแห่งเริ่มลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่คุยในกระดาษ ขอบคุณที่ให้เกียรติเชิญมาคุยครับ”
จะเห็นได้ว่าประโยคที่เราสื่อสารออกไป ไม่ได้พูดว่า “ฉันเก่ง” แต่โลกเห็นเองว่าเราได้รับเชิญให้ไปสอน ไปบรรยาย ในฐานะผู้รู้ นับเป็นการสื่อสารที่ปลอดภัย นุ่มนวล และทรงอิทธิพลกว่าการประกาศว่า “ฉันเชี่ยวชาญระดับประเทศ” และเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับการใช้ใน Facebook, Line OA, เว็บไซต์หน่วยงาน หรือภาพข่าวกิจกรรม
4) สื่อสารสิ่งที่เราได้ “เรียนรู้” มากกว่าสิ่งที่เรา “สั่งสอน”
ธรรมชาติของคนเราไม่ชอบให้มีใครมาสั่งสอน ดังนั้นจึงต้องทำให้ผู้อ่าน หรือผู้ฟังรู้สึกว่ากำลังเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากสิ่งที่เราสื่อสารออกมา ตัวอย่างเนื้อหาที่สามารถนำไปโพสต์แล้วเป็นประโยชน์แก่คนอื่น เช่น
“บทเรียนของวันนี้: นโยบายจะดีแค่ไหน ถ้าไม่ฟังหน้างานจริง ๆ ก็ไปไม่รอด วันนี้ได้คุยกับคุณลุงคนไข้เบาหวาน เขาบอกตรง ๆ ว่า ‘ผมไม่ได้กลัวหมอ ผมกลัวคิว’ ฟังแล้วสะอึกเลยครับ เราคุยเรื่องควบคุมระดับน้ำตาล แต่เขากังวลเรื่องต้องนั่งรอเกินครึ่งวัน ทีมเรากำลังแก้อยู่ครับ เพราะ feedback แบบนี้มีค่ากว่าตัวชี้วัดสวย ๆ บนกระดาษเยอะมาก”
สิ่งที่สื่อสารออกไปในลักษณะเช่นนี้ หน่วยงานก็ได้ทั้งภาพลักษณ์ ขณะเดียวกันคนสื่อสารที่เป็นเจ้าของผลงานก็ได้เครดิตอย่างแนบเนียน เพราะคนอ่านก็รับรู้ได้ว่า คนนี้อยู่หน้างานจริง คนนี้ฟังคนไข้ คนนี้ทำงานโดยคิดเชิงระบบ และเป็นคนที่มีความคิดในการพัฒนางานอยู่ตลอดเวลา นับป็นวิธีสร้าง Personal Branding โดยที่เราไม่ต้องเป่าแตรตัวเองเลย
5) แชร์เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์สวย ๆ
การสื่อสารให้เห็นโลกการทำงานจริง เป็นการฉายภาพที่สื่อถึง “ความพยายามระหว่างการเดินทาง” ไม่ใช่ “ภาพถ่ายการตัดริบบิ้น” เทคนิคการเล่าเรื่องเบื้องหลังแบบนี้ คนก็ไม่รู้สึกเกลียด ไม่ว่าจะเป็นการเล่าถึงกระบวนการลองผิดลองถูก ปัญหาที่เจอระหว่างทาง หรือความเหนื่อยแบบมีเหตุมีผล เช่น ต้องรอข้อมูล ต้องรอการอนุมัติ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น
“เบื้องหลังตัวเลข ‘รอพบแพทย์ไม่เกิน 90 นาที’ ที่เห็นในสไลด์ คือการนั่งไล่จับเวลาด้วยสต็อปวอชทีละคนในวันจันทร์เช้า คนแน่นสุดของสัปดาห์ แล้วมานั่งไล่เทียบกับแฟ้มเวชระเบียนทีละใบ ใครที่เคยทำจะรู้เลยว่ามันไม่สนุกเลย แต่เรายอมทำ เพราะมันคือเวลาจริงของคนไข้ ไม่ใช่เวลาจากระบบ”
เมื่อคนอ่านอ่านจบจะรู้สึกทันทีว่า คนเขียนเป็นมือโปรตัวจริง อีกนัยหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเป็นคนที่ทำงานเอง ไม่ใช่แค่สั่ง แถมยังซื่อสัตย์กับข้อมูล อีกทั้งยังมีอารมณ์ขันนิด ๆ และมีความเป็น “มนุษย์” ที่ไม่ใช่เป็นแค่ “หุ่นยนต์ที่มาทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์” สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นได้สูงกว่าการโพสต์ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
6) รักษาโทน “ภาคสนาม” ไม่ใช่โทน “ประกาศรางวัล”
เวลาที่เราสื่อสารแบบ “ผมขอขอบคุณที่ทำให้ผมได้รับ…” จะดูคล้ายกับการประกาศเกียรติคุณบนเวที ซึ่งคนอ่านหรือคนฟังก็จะไม่รู้สึกอิน แต่เทคนิควิธีที่ควรจะเป็นก็คือ การใช้โทนการสื่อสารโดยเล่าเหตุการณ์เหมือนอยู่ใน “ภาคสนาม” แทน เช่น
“ได้ไปเจอทีมโรงพยาบาลชุมชนเล็กมาก แต่ไฟแรงมาก ขอยืมพลังกลับมาหน่อย”
“วันนี้เป็นวันที่รู้สึกว่าระบบต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ให้บุคลากรต้องยอมเหนื่อยไปเรื่อย ๆ”
“เห็นน้องพยาบาลยืนกินข้าวกล่องข้างโต๊ะบันทึกเวชระเบียน เพราะไม่มีเวลาไปโรงอาหาร แล้วมันชัดเลยว่างานเราไม่ได้จบที่เคสคนไข้ แต่มันรวมถึงสภาพการทำงานของคนดูแลด้วย”
น้ำเสียงที่ใช้สื่อสารออกไปทำนองนี้จะทำให้ภาพของเราออกมาในบทบาทของ “คนทำเพื่อระบบ” ไม่ใช่ “คนสะสมเหรียญเชิดชูเกียรติ” นับเป็นการพูดแบบเห็นอกเห็นใจ ให้เกียรติ และสุภาพ ถ้าจะเปรียบเปรยก็คือ เราไม่ตีระฆังเพื่ออวดว่าเสียงดังแค่ไหน แต่เราตีเพื่อเรียกคนให้มาช่วยกันซ่อมศาลาวัด
7) ให้พื้นที่กับคนอื่นในโพสต์ของเรา
การแบ่งปันพื้นที่โดยที่เราไม่ต้องเป็นพระเอกคนเดียว นับเป็นการให้เครดิตคนอื่น และเป็นสิ่งที่ทำให้โลกใบนี้ดูสวยงาม มีพลัง รวมทั้งยังเป็นการป้องกันเสียงครหานินทาจากคนอื่นว่าเราประสงค์ที่จะดังเดี่ยว โดยไม่แบ่งปันความดีความชอบให้คนอื่น
เทคนิคในการสื่อสารแบบง่าย ๆ เช่น แท็ก หรือเอ่ยชื่อคนที่ทำงานเงียบ ๆ แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงให้คนอื่นได้รับรู้ ก็จะเป็นการยกเครดิตในเชิงเนื้อหาแบบระบุคน ไม่ใช่แค่ “ขอบคุณทุกคนแบบลอย ๆ” เช่น
“เรื่องจัดคิววันนี้ ต้องยกเครดิตให้พี่มอเลยครับ พี่มอเป็นคนแรกที่กล้าบอกว่า ‘ระบบนี้คนไข้จะงงนะ’ แล้วพอเราแก้ตามที่พี่มอเสนอ ปรากฏว่าคนไข้เดินงานเองได้จริง ๆ เกือบหมดเคส high risk เลย วันนี้เดินจบใน 1 ชั่วโมงครึ่ง ไม่มีใครต้องยืนรอถือแฟ้มเกิน 20 นาที”
เมื่อคนอ่านเห็นประโยคที่เราเขียนก็จะรู้สึกได้ว่าเราเป็นผู้นำที่ยอมให้คนอื่นเด่นในพื้นที่ของเรา และใจกว้างมากพอ ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นว่า เราเป็น “ผู้นำที่ยกคนอื่นขึ้น” ไม่ใช่ผู้นำประเภทที่เล่าแต่ความสำเร็จของตัวเอง ที่สำคัญการที่เราแบ่งปันความสำเร็จไปให้คนทำงานคนอื่น ๆ บรรยากาศในทีมก็จะดีขึ้น คนทำงานก็จะรักเรา ผลที่ตามมาก็คือ ทีมจะ “ตีระฆัง” แทนเราโดยสมัครใจ และเป็นการใช้กลองหรือระฆังที่คนอื่นเต็มใจตีให้ ซึ่งจะดังไกลกว่าเสียงที่เราตีเองเยอะ และทำให้คนศรัทธาได้มากกว่า
ในยุคที่ใคร ๆ ก็เป่าทรัมเป็ตโชว์ตัวเองตลอดเวลา แต่สำนวนโบราณของไทย ‘กลองดัง ระฆังดี ต้องมีคนตี ถึงจะดัง’ ก็ยังคงไม่ล้าสมัย อย่างไรก็ตามในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่าคนทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น ไม่จำเป็นต้องตะโกนว่าตัวเองยิ่งใหญ่ทุกชั่วโมง เพราะสิ่งที่ควรส่งเสียงก็คือ ปัญหาที่เราพยายามแก้ พร้อมกับผลที่คนได้รับประโยชน์จริง โดยไม่ลืมเล่าถึงบทเรียนที่ได้จากหน้างาน และชื่อของคนข้าง ๆ ที่ทุ่มแรงไปด้วยกัน นับเป็นวิธีการสื่อสารตัวเองที่สวยสดงดงาม เพราะไม่ใช่แค่การบอกเพียง “ผมเก่งกว่าใคร” แต่เป็นการบอกเล่าว่าเรากำลังพยายามทำอะไรให้ใคร เทคนิคการสื่อสารเหล่านี้ก็ทำให้คนอ่านคนฟังลืมไปได้ว่าเรากำลังเล่าเรื่องของตัวเองอยู่.....
-------------------------------
Tips:
การโพสต์เกี่ยวกับงาน/ความสำเร็จ/บทบาทของตัวเอง ให้เช็ก 7 ข้อนี้สั้น ๆ ก่อนโพสต์
- ฉันกำลังเล่าปัญหา/เป้าหมายสาธารณะ หรือกำลังเล่าความเก่งของฉัน?
- ฉันใช้คำว่า “เรา/ทีม” มากกว่า “ฉัน” หรือยัง?
- มีหลักฐานจากคนอื่นแทนคำอวยตัวเองไหม? (คำเชิญ/คำขอบคุณ/ผลลัพธ์ที่เห็นจริง)
- ฉันเล่าบทเรียนที่ได้เรียนรู้หรือยัง? (ไม่ใช่แค่คำสั่งสอนคนอื่น)
- ฉันเล่าความจริงเบื้องหลัง หรือเล่าแต่รูปตอนตัดริบบิ้น?
- น้ำเสียงฉันเป็นน้ำเสียงทำงานหน้างาน หรือเป็นน้ำเสียงประกาศรางวัล?
- ในโพสต์ฉัน มีการยกคนรอบตัวขึ้นบ้างไหม?
ถ้าโพสต์ผ่านเช็กลิสต์นี้ได้ จะ “ดูเก่ง” โดยที่เราไม่ต้องพูดว่า “ฉันเก่ง” เลย