GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทบทวนตัวเอง : 1 ปี 3 หัวโขน 3 เนื้องาน แต่ ใจเดียว

กายเนื้อจะเปลี่ยนไปอย่างไรไม่สำคัญ เพราะเราเลือกไม่ได้ ขอเพียงเรามีจุดยืนอยู่ที่กายทิพย์เท่านั้นเป็นพอ

           ปีจอที่ผ่านมา ถือว่าเกิดอะไรขึ้นหลาย ๆ อย่างกับดิฉัน เป็นปีที่สอนให้ดิฉันเข้มแข็งในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้ ไม่ได้อาจเอื้อมที่จะใช้ประสบการณ์อันน้อยนิดของตัวเองสอนใคร  แต่อย่างน้อยการบันทึกครั้งนี้ เป็นการเอาไว้เตือนจิต เตือนใจ และเตือนตน ของดิฉันเอง

          สมเป็นปีจอจริง ๆ ค่ะ  เพราะเป็นปีที่ดิฉันต้องใช้กำลังภายในอย่างมาก ในการซุ่ม  ในการกระโจน และต่อสู้ (ทางความคิด) เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
จะขอเกริ่นนำ ทีละเรื่องเลยนะคะ


3 หัวโขน 3 เนื้องาน


          หัวโขนแรก  เนื้องานแรก รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ดิฉันถือว่าดิฉันได้รับเกียรติและได้รับความไว้วางใจอันยิ่งใหญ่ จากผู้บริหารที่สวมหัวโขนนี้ให้ เพียงเหตุผลเดียวที่ท่านบอกดิฉัน นั่นคือ "ท่านเห็นความตั้งใจจริง  และท่านคิดว่าดิฉันต้องทำได้"  นี่คือเหตุผลที่ดิฉันยินดีรับหัวโขนนี้


      เนื้องานแรกที่ได้รับมอบหมายนอกเหนือจากงานในหน้าที่คือ  ดิฉันต้องรับผิดชอบจัดหลักสูตรพัฒนาผู้บริหาร ซึ่งมีทั้งสิ้น 10 หลักสูตร ที่สำคัญเป็นการจัดหลักสูตรร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์  แต่การประสานงานทั้งหมด ดิฉันเป็นผู้ดำเนินการ การจัดทำหลักสูตรนี้ ถือเป็นการจัดรูปแบบใหม่ เพราะไม่เคยมีคณะไหนเคยทำมาก่อน นั่นคือ  เราใช้วิธีการจ้างเหมาให้บริษัทภายนอกมาเป็นผู้ดำเนินการ แต่ดิฉันจะต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ตั้งแต่กระบวนการออกแบบหลักสูตร  การติดต่อประสานงานกับทีมวิทยาการ การจัดทำเอกสาร  การติดต่อสถานที่ รวมถึงการประเมินผล  พูดง่าย ๆ ก็คือ ดำเนินการเองทั้งหมดเหมือนกระบวนการจัดอบรมทั่ว ๆ ไป  แต่การประสานงานยุ่งยากกว่า  แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่ดิฉันได้รับในครั้งนี้ ถือว่าคุ้มมาก  นอกจากได้เรียนรู้กระบวนการทำงานที่แตกต่างแล้ว ดิฉันยังได้มิตรแท้ต่างคณะเพิ่มขึ้น


          เพราะด้อยประสบการณ์ทำให้ดิฉันทุ่มเทกับงานใหม่นี้มาก  เนื้อหาวิชาที่ดิฉันเรียนปริญญาโท ต้องปรับเปลี่ยนไป ดิฉันเลือกลงเรียนวิชาที่ดิฉันคิดว่าจะนำมาใช้ในการทำงาน ถึงแม้บางรายวิชาเพื่อน ๆ หลายคนไม่เลือก  เพราะเรียนยากก็ตาม


        ดิฉันมีผู้ร่วมงาน 2 ท่าน  เป็นน้องใหม่ไฟแรง ซึ่งดิฉันมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกน้องทั้ง 2 คนนี้ มาตั้งแต่ต้น และเธอทั้ง 2 ก็ไม่ได้ทำให้ดิฉันผิดหวังเลย  ทุกหน่วยงานที่ได้สัมผัสการทำงานร่วมกับน้อง 2 คนนี้ เอ่ยชื่นชมผ่านดิฉันทุกครั้ง


          ดิฉันรับผิดชอบงานในหัวโขนแรกได้ประมาณ 4 เดือน ก็มีอันให้ต้องมารับผิดชอบเนื้องานที่ 2 แต่หัวโขนเดิม  นั่นคือ  กลับมาช่วยงานประกันคุณภาพ  เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่รับงานนี้ไปจากดิฉัน เกิดประสบอุบัติเหตุ ต้องพักเป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือน  แน่นอนว่า ช่วงเวลา 3 เดือนนี้  เป็น 3 เดือนที่ดิฉันไม่เคยกลับบ้านก่อน สามทุ่ม  ดิฉันขาดเรียน (ปกติดิฉันเรียนปริญญาโทภาคสมทบ เสาร์-อาทิตย์) ติดต่อกัน สองเดือนเต็ม 

      ในระหว่าง 3 เดือนนี้  ดิฉันไม่มีเวลาที่จะศึกษางานเพื่อตอบสนองงานในหน้าที่แรกของดิฉันเลย  เพียงแต่ทำให้เสร็จตามแผนที่วางไว้เท่านั้น  เนื่องจากขณะนั้น งานในหน้าที่ที่ 2  เป็นอะไรที่เร่งด่วนกว่า  และที่สำคัญ ดิฉันรู้เรื่องคนเดียว  เลยต้องทำคนเดียว


       จนเมื่อเจ้าหน้าที่ท่านเดิมกลับมา  กรอปกับ เป็นจุดเปลี่ยนของทีมบริหารชุดใหม่ ท่านมองว่า ดิฉัน เหมาะที่จะกลับมารับงานด้านประกันคุณภาพเหมือนเดิม  เพราะถือว่าเป็นงานสำคัญของคณะฯ  และท่านมองแล้วว่า มีเพียงดิฉันเท่านั้น ที่ทำได้ นี่คือจุดเปลี่ยนของหัวโขนที่ 2


       หัวโขนที่ 2  กลับมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานด้านประกันคุณภาพ ซึ่งเป็นงานเดิมที่ดิฉันเรียนรู้งานนี้มาตลอด ด้วยตัวของดิฉันเอง  ไม่มีผู้สอนงาน ไม่มีระเบียบให้ศึกษา ไม่มีหัวหน้าให้ปรึกษา  แต่ดิฉันฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ตลอด เพียงแค่ดิฉันตั้งใจ  อดทน และใฝ่รู้  ที่สำคัญ  อย่าอายที่จะถาม  ถ้าเราไม่รู้


      ทุกท่านคงสงสัยว่า แล้วหัวโขนแรกของดิฉันหละคะ หายไปไหน  ผู้บริหารเอาไปให้ใครสวมต่อหรือเปล่า  แล้วทำไมดิฉันต้องมาทำงานนี้  งานเดิมดิฉันทำไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า  เปล่าค่ะ  ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด  หัวโขนแรกนั้น ไม่ได้หายไปไหน  ผู้บริหารท่านถอดออก แล้วก็วางไว้ที่เดิม ถึงแม้ว่าอะไรหลาย ๆ อย่างที่ดิฉันอุตส่าห์คิด อุตส่าห์วางแผน อุตส่าห์ทำ มาเกือบ 6 เดือน  ถูกใส่แฟ้มเก็บไว้ แต่เมื่อผู้บริหารให้เหตุผลว่า "ผู้บริหารเปลี่ยน  นโยบายเปลี่ยน  และขณะนี้ เราคงให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องนี้ และขอให้ดิฉันกลับมารับงานด้านประกันคุณภาพเหมือนเดิม เพราะมองเห็นว่า ดิฉันจะทำประโยชน์ให้กับองค์กรได้สูงสุด"


        ถ้าเป็นท่านผู้อ่านหละคะ  ท่านยินดีที่จะให้ผู้บริหารถอดหัวโขนออก อย่างเต็มใจ เหมือนดิฉัน รึเปล่า"


      ในระหว่างจุดเปลี่ยนตรงนี้ ทำให้ผู้ร่วมงานของดิฉัน ทยอยออกไป ทีละคน จนตอนนี้ เหลือดิฉันเพียงคนเดียว ดิฉันไม่ถือโทษโกรธน้อง 2 คน หรอกนะคะ  เพราะถ้าเขาคิดได้เหมือนดิฉันว่า  "ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง จากการคาดหวังที่จะได้อะไรจากองค์กร  มาเป็น  เราจะให้อะไรกับองค์กรของเราได้บ้าง  และเมื่อผู้บริหารหยิบยื่นโอกาสนี้ให้ดิฉัน  ดิฉันก็เต็มใจที่จะรับมัน"


         อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะคิดว่า เรื่องมันน่าจะจบลงได้ด้วยดี   แล้วหัวโขนที่ 3 หละ มันมาได้อย่างไร


         ดิฉันเต็มที่กับเนื้องานที่ 2 ในหัวโขนที่ 2  ดิฉันกลับมาสู่แวดวงประกันคุณภาพอย่างเต็มตัวเหมือนเดิม  มาเป็นพี่สาวใจดี ที่คอยให้คำแนะนำงานด้านประกันคุณภาพ แก่น้องใหม่ต่างคณะฯ ที่เพิ่งเข้ามารับงานตรงนี้  ดิฉันรู้อะไร ดิฉันถ่ายทอดหมด  ทั้งผ่านทาง phone 2 phone, ผ่านทาง cop ประกันคุณภาพ ผ่านทางที่ประชุม  รู้สึกเหมือนได้กลับมายังครอบครัวเดิม ๆ ที่เวลาไปประชุมเจ้าหน้าที่ประกันคุณภาพ จะมีน้อง ๆ เข้ามาทักทาย ซึ่งบางครั้งหลายคนดิฉันไม่รู้จัก


         ดิฉัน ยังไม่หยุดฝันของดิฉัน  เมื่อผู้บริหารเปิดโอกาสให้ดิฉันพูด หรือเสนอความเห็นอะไร  ดิฉันมักจะเสริมไปทุกครั้งว่า ดิฉันอยากทำอะไร และดิฉันคิดว่า ดิฉันจะให้ประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรได้อย่างไร  และพยายามโน้มน้าวให้ผู้บริหารซึมซับทีละนิดว่า  การพัฒนาบุคลากร  กับ การจัดการความรู้ นั้น เป็นเรื่องเดียวกัน และคนที่จะมารับผิดชอบเนื้องานสองงานนี้ ควรจะเป็นคน  ๆ เดียวกัน เพราะจะทำให้การวางแผนพัฒนาคนในองค์กรเป็นระบบมากขึ้น  และที่สำคัญดิฉันสนใจงานชิ้นนี้  แต่ถ้าผู้บริหารเห็นว่า มีคนที่สามารถทำได้ดีกว่าดิฉัน แล้วให้เขาทำ ดิฉันก็ยินดี  แต่ถ้ายังมองไม่เห็นใคร  ดิฉันขอโอกาส ให้ดิฉันได้พิสูจน์ผลงานชิ้นนี้ด้วยเถิด


            ในช่วงแรก ๆ ดิฉันเข้าใจไปเองว่า เหตุผลของดิฉันดูเสมือนยังอ่อนไป  แต่จริง ๆ แล้ว ผู้บริหาร ยังมองไม่เห็นคนที่จะมารับงานด้านประกันคุณภาพแทนไปจากดิฉัน มากกว่า เพราะกลัวว่า เขาจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ดิฉันทำ (อันนี้ ผู้บริหารท่านพูดเองนะคะ) 

        ดิฉัน ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการอธิบายให้ท่านเข้าใจว่า  จริง ๆ แล้ว งานด้านประกันคุณภาพ เป็นงานที่ถ้าใครจะเริ่มต้นศึกษาใหม่  เป็นอะไรที่ศึกษาได้ง่ายสุด เพราะเป็นงานที่ไม่ต้องอาศัยระเบียบ  ทุกอย่างทำตามแผนของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ขอเพียงแต่คนที่จะมารับผิดชอบ จะต้องตั้งใจ  อดทน และใฝ่รู้  ที่สำคัญ  อย่าอายที่จะถาม  ถ้าเราไม่รู้  ถ้าเขาสามารถทำได้ตามที่ดิฉันเคยทำ  รับรองว่า ใคร ๆ ก็ทำได้  ที่สำคัญ ถ้าผู้บริหารเห็นความสำคัญของงานนี้ อย่างน้อย ขอให้เห็นความสำคัญของคนที่มารับผิดชอบงานนี้ด้วย เพราะคงไม่ดีแน่ ผู้ที่จะมารับผิดชอบงานนี้ ต้องต้องมีการเข้า-ออก บ่อย ๆ       เหมือนโชคจะเริ่มเข้าข้างดิฉัน ผู้บริหาร เริ่มมองเห็นแววน้องคนนึง ที่จะมารับงานประกันคุณภาพแทนดิฉัน  และดิฉันก็เห็นด้วย เพราะเขาจะทำได้ดีกว่าที่ดิฉันทำแน่นอน เพราะเขามีคุณสมบัติตามที่ดิฉันว่าทั้งหมด  และที่มีมากกว่าคือ เขาเก่งคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ดิฉัน ไม่เก่งเลย แต่เมื่อถึงเวลาดิฉันก็ไม่อายที่จะถามในสิ่งที่ดิฉันไม่รู้ 


      ผู้บริหาร ถามย้ำดิฉันถึงประโยคเดิม ว่า "ดิฉันอยากทำงานอะไร"  


ดิฉันก็ตอบเหมือนเดิมว่า "ดิฉันอยากทำงานด้านพัฒนาบุคลากร  และงานด้านการจัดการความรู้  แต่ถ้าผู้บริหาร อยากให้ดิฉันดูแลงานด้านประกันคุณภาพด้วย ดิฉันก็ยินดี  แต่ขอผู้ช่วย 1 คน  เพราะดิฉันคงทำไม่ทัน"


       ท่านตอบดิฉันกลับมาว่า "ท่านกำลังมองหาคนที่จะมาทำงานประกันคุณภาพแทนดิฉัน  แล้วคงให้ดิฉันทำในสิ่งที่ดิฉันอยากทำ  แต่ขอให้ทำงานเดิมไปจนกว่าจะประเมินคุณภาพจาก สมศ. เสร็จ ได้หรือไม่"
                     "ได้คะ"  ดิฉันตอบไปแบบไม่ต้องคิดเลย


งานที่ 2 ในหัวโขนที่ 2 นี้ สำเร็จลงแบบประทับใจทั้งจากทีมบริหาร และจากกรรมการที่มาประเมิน  อย่างน้อยดิฉันก็ตั้งใจทำ จนถึงวินาทีสุดท้าย


          หัวโขนแต่ละหัวนี้  เป็นสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้ทั้งสิ้น เมื่อถึงจังหวะหนึ่ง ก็ถึงจุดเปลี่ยนที่จะต้องถอดหัวโขนแต่ละหัวลง  ฉะนั้น หลาย ๆ คนที่กังวลว่า ดิฉันจะเสียใจที่ต้องถูกถอดหัวโขนออกไป  บอกได้ตรงนี้เลยค่ะ ว่า ไม่สักนิดเดียว กลับภูมิใจมาก ถึง มากที่สุด ก็คือ การถอดหัวโขนแต่ละหัวออกนี้  ไม่ได้เกิดจากการที่ดิฉันไม่สามารถรักษาหัวโขนเหล่านั้นไว้ได้  แต่เกิดจากการที่บทบาทของแต่ละหัวโขนนั้น ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ตามวาระแต่ละหัวโขน ที่สำคัญหัวโขนแต่ละหัว เกิดจากการที่ผู้บริหารเห็นความสำคัญของเนื้องานเนื่องจากเป็นงานใหม่ และเขาคาดหวังว่าดิฉันต้องทำได้  นั่นหมายถึง ท่านให้ความสำคัญกับกายทิพย์ของดิฉัน มากกว่ากายเนื้อ 


              และดิฉันเชื่อว่า  หลาย ๆ คน คงไม่ได้รับโอกาสแบบนี้ อย่างดิฉัน


            ขณะนี้ ดิฉัน กำลังเริ่มทำหน้าที่หัวโขนที่ 3  งานที่ 3   ซึ่งเริ่มอย่างเป็นทางการในปีหมูทองนี้   เป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่รับผิดชอบงานด้านพัฒนาบุคลากร และงานด้านการจัดการความรู้  ซึ่งแน่นอนว่า ดิฉันคงไม่มีโอกาสเสนอความเห็นของตัวเองในที่ประชุมใด ๆ เลย เพราะโดยตำแหน่ง ไม่ได้ถูกรับเชิญให้เข้าองค์ประชุมใด ๆ แต่ดิฉัน กำลังเสนอความเห็นอันยิ่งใหญ่ ผ่านการวางแผนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมต่อบุคลากรในคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าดิฉันทำได้สำเร็จ แน่นอนว่า ผลที่จะเกิดไม่ใช่ต่อเฉพาะองค์ประชุมเท่านั้น แต่ดิฉันกำลังทำผลให้เกิดต่อคณะวิทยาศาสตร์

ขอทุกท่านร่วมให้คำชี้แนะและร่วมเป็นกำลังใจให้ดิฉันด้วยนะคะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 72609
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

  • มาให้กำลังใจ
  • เชื่อว่าทำได้แต่อยากให้รักษาสุขภาพด้วย
  • เชื่อและมั่นใจว่าทำได้
  • มาให้กำลังใจครับ
  • ดูแลสุขภาพบ้างนะครับ
ตามมาอ่านและเชียร์ ค่ะ...สู้..สู้...ยินดีที่ได้อ่านบันทึกนี้ค่ะ..

มาเยี่ยมใกล้รุ่ง

+  ขอชื่นชมผู้มีกายทิพย์อย่างคุณ

+  เป็นโอกาสดีแล้วควรแสดงสุดฝีมือ

+  ค่าของคนยังเป็นผลของงาน  ค่าของงานอยู่ที่คุณลงมือปฏิบัติ

+  เป็นกำลังใจให้ผู้ทำงานเช่นคุณครับ

ชื่นชมคนเก่ง และสุดยอดคนขยันค่ะ
ไม่ว่างานของเราจะคืออะไร
  • ขอเพียงเราไม่เพียงคิดทำเพียงงานเสร็จ
  • ขอพระเจ้าอวยพระพรให้เราเกิดปัญญา แล้วพัฒนางานของเราให้เสร็จอย่างสมบูรณ์
  • งานเดียวกัน ที่ไม่เพียงแค่เสร็จ แต่ยังมีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไป มีระบบชัดเจน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์
  • นั่นเป็นคุณค่าของคนทำงาน ที่อยู่ที่ไหน ก็มีคุณค่าของความเป็นคน
ผมสรุปจากบันทึกนี้ของคุณรัตติยาครับ
  • มาขอบคุณครับ
  • กำลังจะไปพักผ่อน
  • จะรีบส่งหนังสือไปให้นะครับ
  • มาทักทายและขอบคุณ
  • เห็นสุนัขของคุณกัลยาน่ารักเลยเอามาฝาก