ปีจอที่ผ่านมา ถือว่าเกิดอะไรขึ้นหลาย ๆ อย่างกับดิฉัน เป็นปีที่สอนให้ดิฉันเข้มแข็งในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้ ไม่ได้อาจเอื้อมที่จะใช้ประสบการณ์อันน้อยนิดของตัวเองสอนใคร แต่อย่างน้อยการบันทึกครั้งนี้ เป็นการเอาไว้เตือนจิต เตือนใจ และเตือนตน ของดิฉันเอง
สมเป็นปีจอจริง ๆ ค่ะ เพราะเป็นปีที่ดิฉันต้องใช้กำลังภายในอย่างมาก ในการซุ่ม ในการกระโจน และต่อสู้ (ทางความคิด) เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
จะขอเกริ่นนำ ทีละเรื่องเลยนะคะ
<p>
3 หัวโขน 3 เนื้องาน</p><p>
หัวโขนแรก เนื้องานแรก รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ดิฉันถือว่าดิฉันได้รับเกียรติและได้รับความไว้วางใจอันยิ่งใหญ่ จากผู้บริหารที่สวมหัวโขนนี้ให้ เพียงเหตุผลเดียวที่ท่านบอกดิฉัน นั่นคือ "ท่านเห็นความตั้งใจจริง และท่านคิดว่าดิฉันต้องทำได้" นี่คือเหตุผลที่ดิฉันยินดีรับหัวโขนนี้</p><p>
เนื้องานแรกที่ได้รับมอบหมายนอกเหนือจากงานในหน้าที่คือ ดิฉันต้องรับผิดชอบจัดหลักสูตรพัฒนาผู้บริหาร ซึ่งมีทั้งสิ้น 10 หลักสูตร ที่สำคัญเป็นการจัดหลักสูตรร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่การประสานงานทั้งหมด ดิฉันเป็นผู้ดำเนินการ การจัดทำหลักสูตรนี้ ถือเป็นการจัดรูปแบบใหม่ เพราะไม่เคยมีคณะไหนเคยทำมาก่อน นั่นคือ เราใช้วิธีการจ้างเหมาให้บริษัทภายนอกมาเป็นผู้ดำเนินการ แต่ดิฉันจะต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ตั้งแต่กระบวนการออกแบบหลักสูตร การติดต่อประสานงานกับทีมวิทยาการ การจัดทำเอกสาร การติดต่อสถานที่ รวมถึงการประเมินผล พูดง่าย ๆ ก็คือ ดำเนินการเองทั้งหมดเหมือนกระบวนการจัดอบรมทั่ว ๆ ไป แต่การประสานงานยุ่งยากกว่า แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่ดิฉันได้รับในครั้งนี้ ถือว่าคุ้มมาก นอกจากได้เรียนรู้กระบวนการทำงานที่แตกต่างแล้ว ดิฉันยังได้มิตรแท้ต่างคณะเพิ่มขึ้น</p><p>
เพราะด้อยประสบการณ์ทำให้ดิฉันทุ่มเทกับงานใหม่นี้มาก เนื้อหาวิชาที่ดิฉันเรียนปริญญาโท ต้องปรับเปลี่ยนไป ดิฉันเลือกลงเรียนวิชาที่ดิฉันคิดว่าจะนำมาใช้ในการทำงาน ถึงแม้บางรายวิชาเพื่อน ๆ หลายคนไม่เลือก เพราะเรียนยากก็ตาม</p><p>
ดิฉันมีผู้ร่วมงาน 2 ท่าน เป็นน้องใหม่ไฟแรง ซึ่งดิฉันมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกน้องทั้ง 2 คนนี้ มาตั้งแต่ต้น และเธอทั้ง 2 ก็ไม่ได้ทำให้ดิฉันผิดหวังเลย ทุกหน่วยงานที่ได้สัมผัสการทำงานร่วมกับน้อง 2 คนนี้ เอ่ยชื่นชมผ่านดิฉันทุกครั้ง</p><p>
ดิฉันรับผิดชอบงานในหัวโขนแรกได้ประมาณ 4 เดือน ก็มีอันให้ต้องมารับผิดชอบเนื้องานที่ 2 แต่หัวโขนเดิม นั่นคือ กลับมาช่วยงานประกันคุณภาพ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่รับงานนี้ไปจากดิฉัน เกิดประสบอุบัติเหตุ ต้องพักเป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือน แน่นอนว่า ช่วงเวลา 3 เดือนนี้ เป็น 3 เดือนที่ดิฉันไม่เคยกลับบ้านก่อน สามทุ่ม ดิฉันขาดเรียน (ปกติดิฉันเรียนปริญญาโทภาคสมทบ เสาร์-อาทิตย์) ติดต่อกัน สองเดือนเต็ม </p><p> ในระหว่าง 3 เดือนนี้ ดิฉันไม่มีเวลาที่จะศึกษางานเพื่อตอบสนองงานในหน้าที่แรกของดิฉันเลย เพียงแต่ทำให้เสร็จตามแผนที่วางไว้เท่านั้น เนื่องจากขณะนั้น งานในหน้าที่ที่ 2 เป็นอะไรที่เร่งด่วนกว่า และที่สำคัญ ดิฉันรู้เรื่องคนเดียว เลยต้องทำคนเดียว</p><p>
จนเมื่อเจ้าหน้าที่ท่านเดิมกลับมา กรอปกับ เป็นจุดเปลี่ยนของทีมบริหารชุดใหม่ ท่านมองว่า ดิฉัน เหมาะที่จะกลับมารับงานด้านประกันคุณภาพเหมือนเดิม เพราะถือว่าเป็นงานสำคัญของคณะฯ และท่านมองแล้วว่า มีเพียงดิฉันเท่านั้น ที่ทำได้ นี่คือจุดเปลี่ยนของหัวโขนที่ 2</p><p>
หัวโขนที่ 2 กลับมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานด้านประกันคุณภาพ ซึ่งเป็นงานเดิมที่ดิฉันเรียนรู้งานนี้มาตลอด ด้วยตัวของดิฉันเอง ไม่มีผู้สอนงาน ไม่มีระเบียบให้ศึกษา ไม่มีหัวหน้าให้ปรึกษา แต่ดิฉันฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ตลอด เพียงแค่ดิฉันตั้งใจ อดทน และใฝ่รู้ ที่สำคัญ อย่าอายที่จะถาม ถ้าเราไม่รู้</p><p>
ทุกท่านคงสงสัยว่า แล้วหัวโขนแรกของดิฉันหละคะ หายไปไหน ผู้บริหารเอาไปให้ใครสวมต่อหรือเปล่า แล้วทำไมดิฉันต้องมาทำงานนี้ งานเดิมดิฉันทำไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า เปล่าค่ะ ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด หัวโขนแรกนั้น ไม่ได้หายไปไหน ผู้บริหารท่านถอดออก แล้วก็วางไว้ที่เดิม ถึงแม้ว่าอะไรหลาย ๆ อย่างที่ดิฉันอุตส่าห์คิด อุตส่าห์วางแผน อุตส่าห์ทำ มาเกือบ 6 เดือน ถูกใส่แฟ้มเก็บไว้ แต่เมื่อผู้บริหารให้เหตุผลว่า "ผู้บริหารเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน และขณะนี้ เราคงให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องนี้ และขอให้ดิฉันกลับมารับงานด้านประกันคุณภาพเหมือนเดิม เพราะมองเห็นว่า ดิฉันจะทำประโยชน์ให้กับองค์กรได้สูงสุด"</p><p>
ถ้าเป็นท่านผู้อ่านหละคะ ท่านยินดีที่จะให้ผู้บริหารถอดหัวโขนออก อย่างเต็มใจ เหมือนดิฉัน รึเปล่า"</p><p>
ในระหว่างจุดเปลี่ยนตรงนี้ ทำให้ผู้ร่วมงานของดิฉัน ทยอยออกไป ทีละคน จนตอนนี้ เหลือดิฉันเพียงคนเดียว ดิฉันไม่ถือโทษโกรธน้อง 2 คน หรอกนะคะ เพราะถ้าเขาคิดได้เหมือนดิฉันว่า "ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง จากการคาดหวังที่จะได้อะไรจากองค์กร มาเป็น เราจะให้อะไรกับองค์กรของเราได้บ้าง และเมื่อผู้บริหารหยิบยื่นโอกาสนี้ให้ดิฉัน ดิฉันก็เต็มใจที่จะรับมัน"</p><p>
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะคิดว่า เรื่องมันน่าจะจบลงได้ด้วยดี แล้วหัวโขนที่ 3 หละ มันมาได้อย่างไร</p><p>
ดิฉันเต็มที่กับเนื้องานที่ 2 ในหัวโขนที่ 2 ดิฉันกลับมาสู่แวดวงประกันคุณภาพอย่างเต็มตัวเหมือนเดิม มาเป็นพี่สาวใจดี ที่คอยให้คำแนะนำงานด้านประกันคุณภาพ แก่น้องใหม่ต่างคณะฯ ที่เพิ่งเข้ามารับงานตรงนี้ ดิฉันรู้อะไร ดิฉันถ่ายทอดหมด ทั้งผ่านทาง phone 2 phone, ผ่านทาง cop ประกันคุณภาพ ผ่านทางที่ประชุม รู้สึกเหมือนได้กลับมายังครอบครัวเดิม ๆ ที่เวลาไปประชุมเจ้าหน้าที่ประกันคุณภาพ จะมีน้อง ๆ เข้ามาทักทาย ซึ่งบางครั้งหลายคนดิฉันไม่รู้จัก</p><p>
ดิฉัน ยังไม่หยุดฝันของดิฉัน เมื่อผู้บริหารเปิดโอกาสให้ดิฉันพูด หรือเสนอความเห็นอะไร ดิฉันมักจะเสริมไปทุกครั้งว่า ดิฉันอยากทำอะไร และดิฉันคิดว่า ดิฉันจะให้ประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรได้อย่างไร และพยายามโน้มน้าวให้ผู้บริหารซึมซับทีละนิดว่า การพัฒนาบุคลากร กับ การจัดการความรู้ นั้น เป็นเรื่องเดียวกัน และคนที่จะมารับผิดชอบเนื้องานสองงานนี้ ควรจะเป็นคน ๆ เดียวกัน เพราะจะทำให้การวางแผนพัฒนาคนในองค์กรเป็นระบบมากขึ้น และที่สำคัญดิฉันสนใจงานชิ้นนี้ แต่ถ้าผู้บริหารเห็นว่า มีคนที่สามารถทำได้ดีกว่าดิฉัน แล้วให้เขาทำ ดิฉันก็ยินดี แต่ถ้ายังมองไม่เห็นใคร ดิฉันขอโอกาส ให้ดิฉันได้พิสูจน์ผลงานชิ้นนี้ด้วยเถิด</p><p>
ในช่วงแรก ๆ ดิฉันเข้าใจไปเองว่า เหตุผลของดิฉันดูเสมือนยังอ่อนไป แต่จริง ๆ แล้ว ผู้บริหาร ยังมองไม่เห็นคนที่จะมารับงานด้านประกันคุณภาพแทนไปจากดิฉัน มากกว่า เพราะกลัวว่า เขาจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ดิฉันทำ (อันนี้ ผู้บริหารท่านพูดเองนะคะ) </p><p> ดิฉัน ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการอธิบายให้ท่านเข้าใจว่า จริง ๆ แล้ว งานด้านประกันคุณภาพ เป็นงานที่ถ้าใครจะเริ่มต้นศึกษาใหม่ เป็นอะไรที่ศึกษาได้ง่ายสุด เพราะเป็นงานที่ไม่ต้องอาศัยระเบียบ ทุกอย่างทำตามแผนของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ขอเพียงแต่คนที่จะมารับผิดชอบ จะต้องตั้งใจ อดทน และใฝ่รู้ ที่สำคัญ อย่าอายที่จะถาม ถ้าเราไม่รู้ ถ้าเขาสามารถทำได้ตามที่ดิฉันเคยทำ รับรองว่า ใคร ๆ ก็ทำได้ ที่สำคัญ ถ้าผู้บริหารเห็นความสำคัญของงานนี้ อย่างน้อย ขอให้เห็นความสำคัญของคนที่มารับผิดชอบงานนี้ด้วย เพราะคงไม่ดีแน่ ผู้ที่จะมารับผิดชอบงานนี้ ต้องต้องมีการเข้า-ออก บ่อย ๆ เหมือนโชคจะเริ่มเข้าข้างดิฉัน ผู้บริหาร เริ่มมองเห็นแววน้องคนนึง ที่จะมารับงานประกันคุณภาพแทนดิฉัน และดิฉันก็เห็นด้วย เพราะเขาจะทำได้ดีกว่าที่ดิฉันทำแน่นอน เพราะเขามีคุณสมบัติตามที่ดิฉันว่าทั้งหมด และที่มีมากกว่าคือ เขาเก่งคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ดิฉัน ไม่เก่งเลย แต่เมื่อถึงเวลาดิฉันก็ไม่อายที่จะถามในสิ่งที่ดิฉันไม่รู้ </p><p>
ผู้บริหาร ถามย้ำดิฉันถึงประโยคเดิม ว่า "ดิฉันอยากทำงานอะไร" </p><p>
ดิฉันก็ตอบเหมือนเดิมว่า "ดิฉันอยากทำงานด้านพัฒนาบุคลากร และงานด้านการจัดการความรู้ แต่ถ้าผู้บริหาร อยากให้ดิฉันดูแลงานด้านประกันคุณภาพด้วย ดิฉันก็ยินดี แต่ขอผู้ช่วย 1 คน เพราะดิฉันคงทำไม่ทัน"</p><p>
ท่านตอบดิฉันกลับมาว่า "ท่านกำลังมองหาคนที่จะมาทำงานประกันคุณภาพแทนดิฉัน แล้วคงให้ดิฉันทำในสิ่งที่ดิฉันอยากทำ แต่ขอให้ทำงานเดิมไปจนกว่าจะประเมินคุณภาพจาก สมศ. เสร็จ ได้หรือไม่"
"ได้คะ" ดิฉันตอบไปแบบไม่ต้องคิดเลย</p><p>
งานที่ 2 ในหัวโขนที่ 2 นี้ สำเร็จลงแบบประทับใจทั้งจากทีมบริหาร และจากกรรมการที่มาประเมิน อย่างน้อยดิฉันก็ตั้งใจทำ จนถึงวินาทีสุดท้าย</p><p>
หัวโขนแต่ละหัวนี้ เป็นสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้ทั้งสิ้น เมื่อถึงจังหวะหนึ่ง ก็ถึงจุดเปลี่ยนที่จะต้องถอดหัวโขนแต่ละหัวลง ฉะนั้น หลาย ๆ คนที่กังวลว่า ดิฉันจะเสียใจที่ต้องถูกถอดหัวโขนออกไป บอกได้ตรงนี้เลยค่ะ ว่า ไม่สักนิดเดียว กลับภูมิใจมาก ถึง มากที่สุด ก็คือ การถอดหัวโขนแต่ละหัวออกนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่ดิฉันไม่สามารถรักษาหัวโขนเหล่านั้นไว้ได้ แต่เกิดจากการที่บทบาทของแต่ละหัวโขนนั้น ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ตามวาระแต่ละหัวโขน ที่สำคัญหัวโขนแต่ละหัว เกิดจากการที่ผู้บริหารเห็นความสำคัญของเนื้องานเนื่องจากเป็นงานใหม่ และเขาคาดหวังว่าดิฉันต้องทำได้ นั่นหมายถึง ท่านให้ความสำคัญกับกายทิพย์ของดิฉัน มากกว่ากายเนื้อ </p><p>
และดิฉันเชื่อว่า หลาย ๆ คน คงไม่ได้รับโอกาสแบบนี้ อย่างดิฉัน</p><p>
ขณะนี้ ดิฉัน กำลังเริ่มทำหน้าที่หัวโขนที่ 3 งานที่ 3 ซึ่งเริ่มอย่างเป็นทางการในปีหมูทองนี้ เป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่รับผิดชอบงานด้านพัฒนาบุคลากร และงานด้านการจัดการความรู้ ซึ่งแน่นอนว่า ดิฉันคงไม่มีโอกาสเสนอความเห็นของตัวเองในที่ประชุมใด ๆ เลย เพราะโดยตำแหน่ง ไม่ได้ถูกรับเชิญให้เข้าองค์ประชุมใด ๆ แต่ดิฉัน กำลังเสนอความเห็นอันยิ่งใหญ่ ผ่านการวางแผนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมต่อบุคลากรในคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าดิฉันทำได้สำเร็จ แน่นอนว่า ผลที่จะเกิดไม่ใช่ต่อเฉพาะองค์ประชุมเท่านั้น แต่ดิฉันกำลังทำผลให้เกิดต่อคณะวิทยาศาสตร์</p><p>ขอทุกท่านร่วมให้คำชี้แนะและร่วมเป็นกำลังใจให้ดิฉันด้วยนะคะ</p>
ตามมาอ่านและเชียร์ ค่ะ…สู้..สู้…ยินดีที่ได้อ่านบันทึกนี้ค่ะ..
มาเยี่ยมใกล้รุ่ง
+ ขอชื่นชมผู้มีกายทิพย์อย่างคุณ
+ เป็นโอกาสดีแล้วควรแสดงสุดฝีมือ
+ ค่าของคนยังเป็นผลของงาน ค่าของงานอยู่ที่คุณลงมือปฏิบัติ
+ เป็นกำลังใจให้ผู้ทำงานเช่นคุณครับ