เช้ามืดวันจันทร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘  ผมสะท้อนคิดกับตนเองว่า “https://www.youtube.com/watch?v=9GoJX8kNL-I,;  Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado;    Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดยShelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado     ตัวอย่างข้างต้น เป็นพัฒนาการด้านการใช้เสียงและพลังสร้างสรรค์ของนักเรียนนักศึกษา ในการยกระดับ และบูรณาการคุณค่าของการศึกษา ที่น่าเชื่อถือ น่าดำเนินการตามแนวทางที่เสนอ แต่ในประเทศไทยเมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว เคยมีขบวนการนักศึกษาเพื่อพัฒนาสังคม ที่ล้ำเข้าไปสู่การเมือง    นักศึกษาถูกยุให้กร้าวและกร่างเกิน     ในที่สุดก็ถูกพลังทหารและอำนาจอื่นๆ กำจัด ทำให้พลังนักเรียนนักศึกษาไทยหงอยไป ๕๐ ปี     คุณมีคำแนะนำวิธีหนุนเสียงและพลังนักเรียนนักศึกษาไทย ที่มีความพอดี มีพลังความสร้างสรรค์ของเยาวชน     วิธีคิดและประสบการณ์ที่แตกต่างของเยาวชน สู่การพัฒนาระบบการศึกษาไทย สู่การพัฒนาระบบสังคมและระบบเศรษฐกิจไทย ที่สอดคล้องกับยุค disruptive change  ยุค global geopolitics   และสภาพที่มีวิกฤติเกือบทุกด้านของสังคมไทย      ขอคำแนะนำที่กล้าคิดต่างจากผู้มีอำนาจอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน เพื่อหนุนพัฒนาการระยะยาว และต่อเนื่องยั่งยืนของสังคมไทย ที่เป็นสังคมสุขภาวะของทุกคน”

ผมนำข้อสะท้อนคิดนี้ ไปถามสหาเอไอทั้งห้าของผม   ได้รับคำตอบไปในทางเดียวกัน   ขอนำคำตอบของ Copilot และ Gemini มาลงไว้ดังนี้ 

 

Copilot : 

“คำถามของคุณลึกซึ้งและทรงพลังมากครับ RS 🌱 การหนุนพลังเสียงของนักเรียนนักศึกษาไทยให้มีความพอดีและสร้างสรรค์ โดยไม่ถูกกลืนหายไปในกระแสอำนาจหรือความขัดแย้งทางการเมือง ต้องอาศัยแนวคิดที่กล้าคิดต่างและกล้าสร้างพื้นที่ใหม่ให้เยาวชนได้เติบโตอย่างมีความหมาย ผมขอเสนอแนวทางที่อิงจากหลักการของ Transformative Student Voice (TSV)และบริบทไทย ดังนี้:

 

🔍 1. สร้างพื้นที่ปลอดภัยและมีความหมายให้เยาวชนได้ใช้เสียง

  • พื้นที่ปลอดภัย (Safe Spaces) ไม่ใช่แค่ปลอดภัยทางกายภาพ แต่ต้องปลอดภัยทางความคิดและอารมณ์ ให้เยาวชนกล้าแสดงออกโดยไม่ถูกตัดสิน
  • พื้นที่มีความหมาย (Purposeful Spaces) เช่น ห้องเรียนที่ออกแบบให้เยาวชนตั้งคำถามกับระบบการศึกษา หรือเวทีชุมชนที่เปิดให้เยาวชนเสนอแนวทางแก้ปัญหา

 

🧠 2. ใช้แนวคิด “Critical Civic Inquiry” และ “Youth Participatory Action Research (YPAR)”

  • ให้เยาวชนได้ วิจัยปัญหาสังคมด้วยตัวเอง เช่น ความเหลื่อมล้ำในโรงเรียน หรือการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • ฝึกให้เยาวชนตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง เช่น “ทำไมบางกลุ่มถึงถูกกีดกันจากการตัดสินใจ?” แล้วนำข้อมูลไปเสนอเชิงนโยบาย

 

🤝 3. สร้างพันธมิตรระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ที่มีวิสัยทัศน์

  • ไม่ใช่แค่ “ให้เสียง” แต่ต้อง ร่วมออกแบบระบบ เช่น การมีนักเรียนร่วมในคณะกรรมการโรงเรียน หรือการร่วมออกแบบหลักสูตร
  • ผู้ใหญ่ต้อง ลดอำนาจแบบอุปถัมภ์ และเปลี่ยนเป็น “ผู้ร่วมเรียนรู้” กับเยาวชน

 

🌏 4. เชื่อมโยงเสียงเยาวชนกับการเปลี่ยนแปลงระดับระบบ

  • เสียงของเยาวชนควรถูกนำไปใช้ในการ ออกแบบนโยบายการศึกษาใหม่ ที่ตอบโจทย์ยุค disruptive เช่น การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ การเรียนรู้ผ่านโครงการจริง
  • สนับสนุนให้เยาวชนมีบทบาทใน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การออกแบบนวัตกรรมเพื่อชุมชน หรือการสร้างธุรกิจเพื่อสังคม

 

🔥 5. กล้าคิดต่างจากระบบอำนาจเดิม

  • ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้า แต่ต้องกล้าสร้างระบบใหม่ที่ไม่ขึ้นกับอำนาจเดิม    เช่น เครือข่ายโรงเรียนที่ขับเคลื่อนด้วย TSV โดยไม่รอคำสั่งจากกระทรวง
  • ใช้ เทคโนโลยีและ AI อย่างมีจริยธรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนสร้างเนื้อหา สื่อสาร และเชื่อมโยงกับโลก

 

🌱 6. สร้างวัฒนธรรม “การเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง”

  • เปลี่ยนจากการเรียนเพื่อสอบ    เป็นการเรียนเพื่อเข้าใจตนเอง เข้าใจสังคม และลงมือเปลี่ยนแปลง
  • ส่งเสริม Executive Function (EF) เพื่อให้เยาวชนมีทักษะการกำกับตนเอง การตั้งเป้าหมาย และการคิดเชิงระบบ

 

ถ้าคุณสนใจ ผมสามารถช่วยออกแบบกรอบการดำเนินงาน TSV ที่เหมาะกับบริบทไทย เช่น โมเดลโรงเรียนประชาธิปไตย หรือเครือข่ายเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในระดับจังหวัดและประเทศ

คุณอยากเริ่มจากระดับโรงเรียน ระดับจังหวัด หรือระดับนโยบายก่อนดีครับ? หรืออยากให้ผมช่วยสังเคราะห์โมเดลที่เชื่อมโยงทั้งสามระดับเข้าด้วยกัน?”

 

Gemini : 

“ข้อกังวลของท่านเกี่ยวกับบทเรียนจากขบวนการนักศึกษาในอดีตของไทย และความปรารถนาที่จะเห็นพลังของนักเรียนนักศึกษาถูกหนุนเสริมอย่างพอดีและสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญและสะท้อนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อบริบทสังคมไทยครับ

แนวคิด "Transformative Student Voice" ที่ท่านอ้างถึงจากหนังสือของ Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado นั้น    มุ่งเน้นการเสริมพลังนักเรียนให้เป็นผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าเทียม โดยเน้นการสืบสอบเชิงวิพากษ์ (Critical Civic Inquiry) และการทำงานร่วมกับผู้ใหญ่     ซึ่งแตกต่างจากการเคลื่อนไหวที่อาจถูกชักนำไปสู่ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้าโดยตรง

เพื่อหนุนเสียงและพลังนักเรียนนักศึกษาไทยให้มีความพอดี มีพลังสร้างสรรค์ และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกล้าคิดต่างจากผู้มีอำนาจในปัจจุบัน     ผมขอเสนอแนวทางดังนี้ครับ:

  1. สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออกและสืบสอบเชิงวิพากษ์:
    • ในสถานศึกษา: ส่งเสริมให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัยที่จะตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และเสนอแนวคิด โดยไม่ถูกคุกคามหรือลงโทษ     ครูอาจารย์ควรได้รับการฝึกอบรมให้เป็น "ผู้หนุนเสริม" (facilitators) มากกว่า "ผู้ควบคุม" เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมออกแบบหลักสูตร กฎระเบียบ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในสถานศึกษา
    • นอกสถานศึกษา: สนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านเยาวชน ให้มีบทบาทในการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม     โดยเน้นประเด็นสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เยาวชนสนใจ
  2. เน้นการพัฒนาทักษะ "การสืบสอบพลเมืองเชิงวิพากษ์" (Critical Civic Inquiry):
    • การวิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน: สอนให้นักเรียนรู้จักการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สาเหตุรากเหง้าของปัญหา (Root Cause Analysis) และทำความเข้าใจความซับซ้อนของประเด็นต่างๆ อย่างเป็นระบบ     โดยไม่ด่วนสรุปหรือถูกชักจูงง่าย
    • การเสนอทางออกที่เป็นไปได้: ฝึกฝนให้นักเรียนคิดค้นแนวทางแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย มีความเป็นไปได้ และคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว     ไม่ใช่เพียงแค่การประท้วงหรือเรียกร้อง
    • การใช้ข้อมูลและหลักฐาน: ส่งเสริมให้การแสดงความคิดเห็นและการเสนอแนวทางแก้ไขของนักเรียนตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล หลักฐาน และเหตุผลที่น่าเชื่อถือ
  3. ส่งเสริม "การทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ในฐานะหุ้นส่วน" (Youth-Adult Partnerships):
    • เปลี่ยนกรอบความคิดผู้ใหญ่: ผู้มีอำนาจในสังคมไทยควรปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการมองนักเรียนเป็น "ผู้ถูกปกครอง" หรือ "ผู้ที่ต้องเชื่อฟัง"   มาเป็น "หุ้นส่วน" ที่มีศักยภาพในการร่วมสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหา
    • สร้างกลไกการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ: จัดตั้งคณะกรรมการหรือเวทีปรึกษาหารือที่มีตัวแทนนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมอย่างเป็นทางการในระดับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ในระดับท้องถิ่น    เพื่อให้เสียงของพวกเขามีน้ำหนักและได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
    • บทบาทของ "ผู้ใหญ่ที่เป็นพันธมิตร": สนับสนุนให้มีผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ (เช่น ครู อาจารย์ นักวิชาการ นักธุรกิจ หรือผู้บริหารภาครัฐ) เข้ามาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษา และช่วยเชื่อมโยงนักเรียนกับทรัพยากรที่จำเป็น โดยไม่ชี้นำหรือครอบงำ
  4. มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับบริบทโลกและไทย:
    • เชื่อมโยงประเด็นท้องถิ่นกับสากล: ชวนนักเรียนวิเคราะห์ปัญหาในชุมชนและประเทศ โดยเชื่อมโยงกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น disruptive technology, global geopolitics, วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำ
    • เน้นนวัตกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ: ส่งเสริมให้เยาวชนใช้ความคิดสร้างสรรค์และทักษะที่ได้เรียนรู้ (เช่น STEM หรือ Humanities) มาพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์วิกฤติต่างๆ ของสังคมไทย   เช่น การแก้ปัญหาความยากจน การยกระดับคุณภาพชีวิต การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือการพัฒนาประชาธิปไตย
  5. สร้างความเข้าใจในประวัติศาสตร์และบทเรียนจากอดีต:
    • เรียนรู้จากความผิดพลาด: เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษาไทยอย่างรอบด้าน ทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวอย่างมีสติและมีกลยุทธ์
    • เน้นการสร้างสรรค์มากกว่าการทำลาย: ปลูกฝังแนวคิดว่าพลังของเยาวชนควรถูกนำมาใช้เพื่อ "สร้าง" และ "พัฒนา" มากกว่า "ทำลาย" หรือ "เผชิญหน้า" โดยไม่จำเป็น

การหนุนเสริมเสียงและพลังนักเรียนนักศึกษาในลักษณะนี้    จะช่วยให้พวกเขากลายเป็น "พลเมืองที่มีคุณภาพ" ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และร่วมสร้างสรรค์อนาคตของประเทศได้อย่างมีวุฒิภาวะ โดยไม่จำเป็นต้อง "กร้าวและกร่างเกิน"     แต่ยังคงไว้ซึ่งพลังแห่งความกล้าคิดต่างและความสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ครับ”

 

เราสามารถใช้พลังความคิด  พลังสร้างสรรค์ ของเยาวชน เพื่อร่วมทำประโยชน์ในการสร้าง การพลิกโฉมสังคมไทย    โดยดำเนินการเชิงบวกได้    และบูรณาการมาตรการเชิงบวกเหล่านี้ เข้าไปในระบบการศึกษาได้ 

วิจารณ์ พานิช

๒๑ ก.ค. ๖๘