ในโลกวิชาการปัจจุบัน นักวิจัยกำลังเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ใหม่ที่น่ากังวล: การทุจริตทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแบบประปราย แต่กำลังก่อตัวเป็น “อุตสาหกรรม” ขนาดใหญ่ (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) แนวโน้มอันตรายนี้กำลังคุกคามรากฐานความเชื่อมั่นในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสาธารณสุขและการศึกษา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้คน
ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงแค่การกระทำผิดส่วนบุคคล แต่เป็นเครือข่ายที่มีกลไกซับซ้อน ปัจจุบันมี “โรงงานผลิตบทความปลอม” ที่ทำการค้าขายบทความสำเร็จรูปหรือตำแหน่งผู้ร่วมเขียนราวกับเป็นสินค้า (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) บางแห่งถึงขั้นมีบริการเป็นนายหน้าคอยการันตีการตีพิมพ์โดยแลกกับค่าธรรมเนียม ส่วน “วารสารนักล่า” (predatory journals) ก็เสนอการตีพิมพ์ที่รวดเร็วโดยปราศจากการตรวจสอบคุณภาพอย่างจริงจัง บริการเหล่านี้มักใช้ถ้อยคำที่ดูสุภาพ เช่น “การแก้ไข” หรือ “การให้คำปรึกษา” เพื่ออำพรางพฤติกรรมการทุจริตที่แท้จริง
โรงงานผลิตบทความเหล่านี้มักใช้กลยุทธ์ส่งต้นฉบับงานวิจัยที่มีโครงสร้างตายตัวในปริมาณมหาศาล เพื่อทำให้ระบบการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิล้นมือ (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) พวกเขาใช้เทคนิคการเลือกวารสารเป้าหมาย และการส่งต้นฉบับวนเวียนไปมาระหว่างวารสารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกตอบรับ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเป็นเกมของตัวเลขที่อาจชนะได้ด้วยความน่าจะเป็นง่าย ๆ
ปัญญาประดิษฐ์เร่งวิกฤติ
การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ยิ่งเร่งกระบวนการผลิตงานเขียนที่ไม่มีคุณภาพหรือเป็นงานปลอมให้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) AI สามารถช่วยสร้างต้นฉบับที่มีรูปร่างสมบูรณ์ในระดับผิวเผินได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ทำให้ระบบการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิต้องเผชิญกับปริมาณต้นฉบับที่เพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้น ผู้ทรงคุณวุฒิหลายรายรายงานว่าจำนวนต้นฉบับที่ต้องพิจารณาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้วยความกดดันที่เพิ่มขึ้น ผู้ทรงคุณวุฒิบางคนจึงหันมาใช้ AI ช่วยในการคัดกรองและสรุปงาน แต่กลุ่มผู้ทุจริตก็ซับซ้อนขึ้นด้วยการฝังข้อความลับเพื่อหลอกเครื่องมือช่วยทบทวนที่ใช้ AI ระบบการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง กำลังเผชิญกับความตึงเครียดอย่างรุนแรง
คลื่นการเพิกถอนงานวิจัยที่น่าตกใจ
ปรากฏการณ์การเพิกถอนงานวิจัยจำนวนมากในระยะหลังนี้ ชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้ได้ลุกลามจนเป็นระดับอุตสาหกรรมในวงการวิชาการ (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าอัตราการเพิกถอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (การอ้างอิงบทความไมโครอาร์เอ็นเอที่ถูกเพิกถอน: การทบทวนอย่างเป็นระบบ) โดยฐานข้อมูลบางแห่งบันทึกการเพิกถอนเป็นจำนวนหลายพันรายการระหว่างปี 2563-2565
ที่น่าเป็นห่วงคือ แม้จะถูกเพิกถอนแล้ว แต่งานเหล่านั้นยังคงถูกอ้างถึงต่อไปราวกับว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง (การอ้างอิงบทความไมโครอาร์เอ็นเอที่ถูกเพิกถอน: การทบทวนอย่างเป็นระบบ) การอ้างอิงหลังการเพิกถอนยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในหลากหลายสาขาชีวการแพทย์ ผู้เขียนบางคนอาจอ้างถึงงานที่ถูกเพิกถอนโดยไม่รู้ตัว และวารสารหลายฉบับก็ไม่ได้ตรวจสอบการอ้างอิงเพื่อหางานที่ถูกเพิกถอน ฐานข้อมูลและแหล่งข้อมูลที่คัดสรรไว้จำนวนมากยังคงเก็บข้อมูลที่ถูกเพิกถอนไว้ ซึ่งการปนเปื้อนนี้ทำให้ข้อผิดพลาดแพร่กระจายไปสู่การวิเคราะห์ทุติยภูมิและแนวทางปฏิบัติที่บกพร่อง
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รูปแบบธุรกิจของการทุจริตทางวิทยาศาสตร์นี้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) แรงจูงใจและแรงกดดันในระบบวิชาการได้สร้างช่องโหว่ที่ถูกเอาเปรียบโดยกลุ่มผู้ทุจริต ความกดดันในการต้องตีพิมพ์ผลงานอย่างสม่ำเสมอ การตัดงบประมาณวิจัย และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้วิจัยบางคนเลือกใช้ทางลัดเพื่อ “มีผลงานตีพิมพ์” การรวมระบบประเมินอาชีพเข้ากับตัวชี้วัดเชิงปริมาณทั่วโลกยิ่งขยายปัญหาให้กว้างขึ้น
ผลกระทบต่อประเทศไทย: ภัยเงียบที่ต้องรับมือ
นักวิจัยไทยก็เผชิญกับแรงกดดันในระดับเดียวกับที่เกิดขึ้นทั่วโลกอยู่แล้ว (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศยังคงใช้จำนวนการตีพิมพ์เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการพิจารณารับเข้าทำงาน การเลื่อนตำแหน่ง และการประเมินผลงาน ซึ่งพลวัตเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่นักวิจัยในประเทศไทยจะถูกชักจูงให้ใช้ทางลัดเพื่อสร้างผลงาน
หากงานวิจัยปลอมแพร่หลาย งานวิจัยด้านสุขภาพในประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) แนวทางการรักษาโรคและการกำหนดนโยบายสาธารณสุขที่สำคัญอาจยึดตามหลักฐานที่บกพร่องได้ แพทย์และผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในไทยมักอ้างอิงงานวิจัยจากต่างประเทศมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ หากวรรณกรรมทางวิชาการปนเปื้อนด้วยงานปลอม ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้การตัดสินใจทางคลินิกหรือเชิงนโยบายผิดพลาด
ไม่เพียงเท่านั้น งานวิจัยด้านการศึกษาในไทยก็อาจถูกชี้นำไปในทิศทางที่ผิดโดยงานวิจัยที่ไม่มีคุณภาพเช่นกัน (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) ผู้กำหนดนโยบายอาจนำวิธีการสอนที่ไม่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพียงเพราะข้อมูลที่ได้รับมานั้นถูกบิดเบือน แม้แต่งานวิจัยด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของไทยก็มีความเสี่ยงที่จะอ้างอิงหลักฐานที่ถูกบิดเบือนไปแล้วเช่นกัน ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ หรือที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ ต้องอาศัยข้อมูลจากงานวิจัย
ข้อเสนอแนะเชิงรุกสำหรับประเทศไทย
ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางแก้ไขหลายด้านเพื่อชะลอการทุจริตนี้ (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) วารสารควรเสริมการตรวจจับอัตโนมัติสำหรับการจัดการภาพและข้อมูลที่ผิดปกติ สำนักพิมพ์ควรนำเครื่องมือตรวจการคัดลอกและการใช้ AI มาปรับใช้ในวงกว้างมากขึ้น มหาวิทยาลัยควรตรวจสอบผลงานที่ใช้ในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งและตอบแทนอย่างเป็นระบบ ขณะที่หน่วยงานผู้ให้ทุนวิจัยต้องให้คุณค่ากับคุณภาพของงานวิจัยมากกว่าจำนวนการตีพิมพ์
สำหรับการประเมินงานวิจัยนั้น ควรรวมการตรวจสอบความสามารถในการทำซ้ำ (reproducibility) และการเปิดเผยข้อมูลดิบด้วย ผู้ให้ทุนในประเทศไทยสามารถแก้ไขกฎระเบียบการให้ทุนเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในงานวิจัย (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) มหาวิทยาลัยไทยสามารถกำหนดให้มีการฝากข้อมูลดิบสำหรับงานวิจัยที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง
การฝึกอบรมด้านจริยธรรมการวิจัยและการรู้เท่าทันข้อมูลควรเริ่มต้นตั้งแต่การศึกษาในระดับต้น (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) หลักสูตรบัณฑิตศึกษาในประเทศไทยควรรวมการทดสอบความสามารถในการทำซ้ำของผลงานวิจัยเป็นข้อบังคับ นอกจากนี้ การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสต้องเข้มแข็งขึ้นในสถาบันไทย แม้ว่าวัฒนธรรม “การออมหน้า” อาจขัดขวางการรายงานปัญหาอย่างทันท่วงที แต่ช่องทางรายงานแบบไม่เปิดเผยตัวตนอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าในบริบทของสังคมไทย
วารสารไทยควรเข้าร่วมฐานข้อมูลสากลที่แจ้งการเพิกถอนงานวิจัย (การอ้างอิงบทความไมโครอาร์เอ็นเอที่ถูกเพิกถอน: การทบทวนอย่างเป็นระบบ) การตรวจสอบข้ามแบบอัตโนมัติกับฐานข้อมูล เช่น Retraction Watch จะช่วยลดการอ้างอิงงานที่ถูกเพิกถอนลงได้ ผู้จัดพิมพ์ในประเทศต้องระบุการเพิกถอนอย่างชัดเจนและให้เหตุผลประกอบ การประกาศที่ชัดเจนจะช่วยลดโอกาสที่งานซึ่งถูกเพิกถอนจะยังคงถูกอ้างถึงว่าเป็นงานที่ถูกต้อง
ผู้ดูแลฐานข้อมูลวิจัยควรลบหรือติดป้ายแจ้งสถานะการเพิกถอนบนระเบียนจากฐานความรู้ (การอ้างอิงบทความไมโครอาร์เอ็นเอที่ถูกเพิกถอน: การทบทวนอย่างเป็นระบบ) ฐานข้อมูลงานวิจัยของไทยต้องดำเนินการทำเครื่องหมายหรือนำรายการที่ปนเปื้อนออกจากระบบอย่างจริงจัง คณะกรรมการจัดทำแนวทางปฏิบัติทางคลินิกต้องตรวจสอบแหล่งอ้างอิงกับรายการการเพิกถอนก่อนนำมาใช้ ผู้กำหนดนโยบายควรใช้ผลการทบทวนอย่างเป็นระบบที่เชื่อถือได้เป็นแหล่งข้อมูลหลัก
สำนักงานจริยธรรมการวิจัยต้องสอบสวนกรณีห่วงโซ่การตีพิมพ์ที่น่าสงสัย (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) สถาบันควรมีมาตรการลงโทษอาจารย์ที่ซื้อตำแหน่งผู้ร่วมเขียน หรือจ้างทำวิจัยปลอมอย่างเด็ดขาด รัฐบาลสามารถสนับสนุนเครื่องมือระดับชาติในการคัดกรองต้นฉบับงานวิจัยเพื่อตรวจหาการทุจริต กระทรวงที่เกี่ยวข้องสามารถให้ทุนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานร่วมสำหรับการตรวจยืนยันข้อมูลได้ และความร่วมมือระดับภูมิภาคในกลุ่มอาเซียนจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมและบทบาทของสาธารณะ
จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมในวงการวิชาการ เพื่อลดแรงจูงใจที่เน้นปริมาณงานวิจัยเป็นหลัก (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) วงการวิชาการไทยควรให้การยกย่องงานที่สามารถทำซ้ำผลได้ และการตีพิมพ์ผลการวิจัยที่เป็นผลลบอย่างเปิดเผย การสื่อสารสาธารณะต้องชี้ให้เห็นว่า แม้วิทยาศาสตร์จะมีระบบการแก้ไขตัวเอง แต่ก็ยังคงต้องการการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน
นักข่าวต้องตรวจสอบสถานะของงานวิจัยก่อนที่จะรายงานผลใหม่ ๆ (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) ห้องข่าวสามารถใช้ฐานข้อมูลการเพิกถอนงานวิจัยเมื่อทำการคัดกรองข่าวสุขภาพ (การอ้างอิงบทความไมโครอาร์เอ็นเอที่ถูกเพิกถอน: การทบทวนอย่างเป็นระบบ) สื่อไทยมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้แก่สาธารณชนให้รู้จักสังเกตงานวิจัยที่อ่อนแอ และโรงเรียนสามารถสอนทักษะการรู้เท่าทันการวิจัยให้กับผู้ปกครองและนักเรียน เพื่อให้ครอบครัวสามารถประเมินคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพและการศึกษาได้อย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น
โรงพยาบาลควรตรวจสอบงานวิจัยอย่างละเอียดก่อนนำแนวทางการรักษาใหม่มาใช้จริง (การอ้างอิงบทความไมโครอาร์เอ็นเอที่ถูกเพิกถอน: การทบทวนอย่างเป็นระบบ) โรงพยาบาลในประเทศไทยสามารถกำหนดให้มีการยืนยันจากแหล่งภายนอกสำหรับงานวิจัยที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติ สมาคมวิชาชีพควรออกประกาศเตือนเมื่อพบรูปแบบการทุจริตเกิดขึ้น ผู้นำทางวิชาการต้องเป็นแบบอย่างด้านความซื่อสัตย์และหลีกเลี่ยงการยึดติดกับตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ผู้ให้ทุนควรทดลองใช้กฎการให้ทุนที่ให้รางวัลกับการเปิดเผยวิธีการและแบ่งปันข้อมูล ขณะที่ผู้ทรงคุณวุฒิควรได้รับเวลาและการยอมรับจากสถาบันสำหรับการทำงานพิจารณาบทความที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยสามารถให้คะแนนงานพิจารณาบทความอย่างละเอียดในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งได้
โอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย
หากประเทศไทยลงมืออย่างรวดเร็ว ระบบความมั่นคงทางการวิจัยจะเข้มแข็งขึ้นได้ (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) ระบบที่ดีขึ้นนี้จะช่วยปกป้องทั้งผู้ป่วย นักเรียน และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวิทยาศาสตร์ เส้นทางนี้ต้องการความร่วมมือและการลงมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ ผู้ให้ทุน และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
ประเทศไทยจะต้องปรับแนวทางสากลให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมและโครงสร้างของท้องถิ่น โดยอาจเริ่มจากการตรวจสอบวารสารภายในประเทศที่มีผลกระทบสูงและระบบการตอบแทนของมหาวิทยาลัย กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลดิบสำหรับงานวิจัยที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติ ฝึกอบรมนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านจริยธรรมและความสามารถในการทำซ้ำงานวิจัย นำเครื่องมือทางเทคนิคมาใช้คัดกรองต้นฉบับและแจ้งความผิดปกติจากต้นทาง สื่อสารการเพิกถอนงานวิจัยอย่างชัดเจนต่อผู้ปฏิบัติงานและสาธารณชน (การอ้างอิงบทความไมโครอาร์เอ็นเอที่ถูกเพิกถอน: การทบทวนอย่างเป็นระบบ) และผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อแบ่งปันทรัพยากรในการตรวจจับการทุจริต
บทความต้นฉบับใน The Conversation ได้ลงท้ายด้วยคำเตือนและการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (เมื่อวิทยาศาสตร์แย่ๆ กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่) ชุมชนนักข่าวต้องรายงานงานวิจัยอย่างรับผิดชอบและตรวจสอบสถานะการตีพิมพ์อย่างถี่ถ้วน ผู้กำหนดนโยบายไม่ควรยึดถือผลการศึกษาเพียงชิ้นเดียวสำหรับการตัดสินใจครั้งใหญ่ และนักวิทยาศาสตร์เองก็ต้องร่วมกันกำกับดูแลวิธีการและข้อมูลอย่างเข้มงวด
ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำด้านความซื่อสัตย์ในการวิจัยในภูมิภาคอาเซียน การลงมือทำในวันนี้จะช่วยปกป้องผู้ป่วย นักเรียน และชื่อเสียงของชาติในฐานะศูนย์กลางการวิจัยที่น่าเชื่อถือ