เด็กชายหยิบพวงมาลัยใส่ถุงแล้วส่งให้ รับเงิน ๒๐๐ บาทมาถือ ส่งเงินทอน ๕๐ บาทกลับไป คุณบุญชัยไม่รับเงินทอน แต่หยิบพวงมาลัยออกจากถุง ๑ พวงที่เหลืออีก ๙ พวงส่งคืนให้คนขาย เด็กชายรับถุงพวงมาลัยมาถือด้วยสีหน้างงๆ

ความหวังของครูใหญ่

ผมเป็นครูใหญ่คนแรกและคนเดียวของอำเภอ ที่มีความตั้งใจจะมีบ้านสักหลังในท่ามกลางบรรยากาศของรีสอร์ต แล้วผมก็ทำได้จริงๆ เมื่อ “ทุ่งดินดำรีสอร์ต”จัดสรรที่ดินแบ่งขายเป็นเฟส แต่ละเฟสมีหลายแปลง  และทุกแปลงมีพื้นที่ ๑ ไร่ ทางรีสอร์ตปลูกผลไม้ให้เสร็จสรรพ ราคาจึงค่อนข้างสูง แต่ผมก็สู้และได้ปลูกบ้านถาวรแบบที่อยู่ประจำเป็นหลังแรก

บ้านสวนในรีสอร์ตของผมอยู่ไกลจากโรงเรียน ๑๒ กิโลเมตร คิดแล้วไม่ไกลจนเกินไป เพราะรถไม่ติด ขับรถก็ไม่ต้องเครียด สองข้างถนนเป็นทุ่งนาป่าเขาและไร่อ้อย ยังสามารถมองเห็นบ้านเรือนในแบบของชนบท

โรงเรียนที่ผมเป็นผู้บริหารมีครู ๕ คน นักเรียน ๗๐ คน นักการภารโรงไม่มี อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมน่าอยู่น่าเรียน ถึงแม้ว่าจำนวนครูจะมีน้อย ห้องเรียนจะคับแคบ และห้องพิเศษจะมีไม่เพียงพอ ผมกับคณะครูก็พอทนได้ แต่ในปีการศึกษานี้ความอดทนเริ่มจะลดน้อยถอยลง เมื่อมองเห็นสภาพโรงอาหารที่ชำรุดทรุดโทรมมากขึ้นทุกวัน

โรงอาหารที่ครูและนักเรียนใช้เป็นที่ประกอบอาหาร และเป็นที่นั่งกินข้าวของนักเรียน เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้เก็บโต๊ะเก้าอี้เก่าๆและจัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับงานครัว นักเรียนนั่งกินข้าวกับพื้น ทุกๆวันจะมีหมา ๒ - ๓ ตัว เดินสำรวจรอบวงข้าวของนักเรียนเป็นประจำ

เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องคิดถึงเรื่องสุขอนามัยและภาวะโภชนาการของนักเรียน ตลอดจนความสง่างามของสถานศึกษา ที่จะต้องมีความเหมาะสมมากกว่านี้

ผมเคยปรึกษาครูฝ่ายอาคารสถานที่ ครูบอกว่า “ยังมีอย่างอื่นที่จำเป็นมากกว่านะครูใหญ่ ตอนนี้น่าจะหาเครื่องเล่นสำหรับสนามเด็กเล่นมาให้เด็กก่อน เพราะตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนมายังไม่เคยมีเลย”

จริงอย่างที่ครูพูด ผมเลยจัดหาผ้าป่าเพื่อการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้ว ได้เงินมาเจ็ดหมื่นบาท นำเงินไปซ่อมแซมห้องน้ำห้องส้วมและซื้อเครื่องเล่นสนามให้เด็กเป็นที่เรียบร้อย

เสร็จงานผ้าป่าก็มานั่งนึกถึงโรงอาหารอีกครั้ง ผมเลยไปนั่งคุยกับท่านประธานกรรมการโรงเรียนซึ่งเป็นทั้งผู้ใหญ่บ้านและเถ้าแก่ใหญ่ของหมู่บ้าน ผมบอกวัตถุประสงค์และความจำเป็นพื้นฐานให้ท่านทราบ

ท่านประธานกรรมการฯบอกผมว่า “ครูใหญ่วางแผนงานก่อสร้างได้เลย เดี๋ยวผมจะช่วยเอาสิบล้อบรรทุกดินมาถมให้ฟรี”

ผู้นำชุมชนพูดให้กำลังใจแบบนี้ ผมจึงพอมองเห็นลู่ทางจัดการก่อสร้างโรงอาหารให้ได้เสียที ดีไม่ดีหน้าแล้งนี้อาจจะได้ลงมือสร้าง

ผมคิดถึงพี่สุพจน์ขึ้นมาแว็บหนึ่ง พี่ “สุพจน์ ฉายอรุณ” เป็นคนกรุงเทพฯ ซื้อที่ดินในทุ่งดินดำรีสอร์ตและทำสวนกล้วยไม้มาหลายปี ปลูกบ้านพักตากอากาศเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจ เดือนหนึ่งจะมาพักที่รีสอร์ตสักครั้ง

สองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้เกริ่นๆเรื่องโรงอาหารไว้กับพี่สุพจน์แล้ว ประจวบเหมาะพี่สุพจน์โทรมาพอดี

“ครู...ว่างไหม อาทิตย์นี้อยากแนะนำให้รู้จักเพื่อนพี่ เขาจะมานอนที่รีสอร์ต ถ้าครูว่างก็เชิญที่บ้านผมนะครับ”

“ว่างครับพี่ แล้วผมจะเข้าไปครับ” ผมรีบตอบรับทันทีด้วยความดีใจ

ตอนสายวันอาทิตย์ ผมไปหาพี่สุพจน์ ด้วยความรู้สึกอยากเห็นเพื่อนพี่สุพจน์เหลือเกิน อยากรู้ว่าเขาทำงานอะไรที่ไหน ใจก็นึกถึงโรงอาหารของโรงเรียนที่กำลังรอคนให้การสนับสนุน

พี่สุพจน์เคยพูดถึงเพื่อนๆให้ผมฟัง มีทั้งผู้จัดการโรงงาน มีทั้งที่เป็นที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ๆในกรุงเทพฯและเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัวก็มีไม่ใช่น้อย

รายนี้เป็นเจ้าของโรงงานทำหม้อน้ำรถยนต์ ส่งขายภายในและต่างประเทศ

“อ้าว ครูมาพอดี นี่คุณบุญชัยเพื่อนพี่เอง” พี่สุพจน์ทักผมและแนะนำให้ผมรู้จักเพื่อนซึ่งนั่งอยู่หน้าบ้าน ผมยกมือไหว้ สังเกตสีหน้าเพื่อนพี่สุพจน์เรียบเฉย รับไหว้ผมแล้วจิบเบียร์อย่างสบายใจ ดวงตาออกจะแดงๆ แสดงว่าเมื่อคืนคงดื่มกันหนัก

“เอาเบียร์หน่อยไหมน้อง”

“ไม่ล่ะครับพี่ ขอบคุณครับ” ผมตอบ นึกในใจว่าเพื่อนพี่สุพจน์คนนี้ จะต้องเป็นคนที่สุขภาพดีร่างกายแข็งแรง อายุราวๆ ๖๐ ปีแต่ดูไม่แก่เลย และเป็นนักดื่มพอสมควร ดื่มได้ทุกเวลา สังเกตจากการถอนด้วยเบียร์ตั้งแต่เช้า กว่าจะเย็นย่ำคงหมดอีกหลายขวด

พี่สุพจน์จัดเตรียมของขึ้นรถกระบะ มองไปเห็นเป็นกระถางต้นไม้เสียส่วนใหญ่ ภายในบ้านมีผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเพื่อนพี่สุพจน์กำลังเดินออกมา แต่งตัวอย่างเรียบร้อยพร้อมที่จะเดินทาง ผมรีบยกมือไหว้ เพราะคิดว่าต้องเป็นภรรยาเพื่อนพี่สุพจน์แน่ๆ ท่านรับไหว้และยิ้มนิดนึงก่อนหันไปมองผู้เป็นสามี

“เบาหน่อยพ่อคุณ เดี๋ยวจะขึ้นรถไม่ไหว ตอนบ่ายจะเข้าโรงงานไม่ใช่หรือ”

“จ้ะแม่” ฝ่ายชายพูดแล้วอมยิ้ม “ขออีกขวดเดียวก็จะไปแล้ว”

“เสี่ยวิบูลย์บอกว่าจะมาพ่อที่โรงงาน เขาจะมาทำไมรึ” ฝ่ายหญิงถามขึ้น

“อ๋อ เขาจะมาใช้หนี้สองแสนที่ยืมพ่อไป และจะมาขอให้พ่อช่วยเป็นประธานงานกฐินให้เขา”

ผมนั่งมองพี่สุพจน์ แต่หูก็ฟังการสนทนาไปด้วย มีความรู้สึกตื่นเต้นกับเงินแสนที่ได้ยิน ทำให้คิดถึงโรงอาหารที่โรงเรียนขึ้นมาอีก

พี่สุพจน์จัดของขึ้นรถเสร็จเรียบร้อย ผมยังไม่มีโอกาสคุยด้วยเลย

“ถ้าครูไม่ได้ไปไหน นั่งรถไปเที่ยวกรุงเทพฯกันดีกว่า ผมไปส่งคุณบุญชัยที่บ้าน แล้วบ่ายๆเราค่อยกลับกัน” พี่สุพจน์ชวนผมเหมือนจะรู้ใจ

“ครับพี่” ผมรับคำชวนทันที เพราะคิดว่ายังไงวันนี้อาจจะได้แนวคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตและการทำงานของผมบ้าง

รถวิ่งมาไกลพอสมควร ผมนั่งคู่กับภรรยาคุณบุญชัย สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมสามีภรรยาคู่นี้ถึงไม่ขับรถมากันเอง ทั้งที่รีสอร์ตทุ่งดินดำกับกรุงเทพฯระยะทางก็ไม่ได้ไกลมากมาย แต่ฟังจากคำพูดก็พอจะจับเค้าได้บ้าง

“เกรงใจคุณพจน์จังเลย มารบกวนแล้วยังต้องมาส่งอีก”ภรรยาคุณบุญชัยเอ่ยขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอกครับ พอดีผมก็จะเอาต้นไม้กลับบ้านด้วย”

“เมื่อวานลูกชายพี่เขาก็มา เขาจะรีบไปดูงานที่ออสเตรเลีย เลยให้เขาเอารถเก๋งกลับไปก่อน”

ภรรยาพี่บุญชัยหันมาบอกกับผม พอให้ผมได้หายสงสัยบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่สงสัยและมั่นใจว่าเข้าใจได้ถูกต้องแล้วก็คือ ครอบครัวของคุณบุญชัยจัดอยู่ในขั้นคนมีสตางค์แน่นอน

“ตอนนี้แม่เป็นยังไงบ้าง” พี่สุพจน์ถามขึ้น หมายถึงแม่ของคุณบุญชัย

“ก็สบายดี ออกไปเที่ยวทุกอาทิตย์เลย” คุณบุญชัยตอบเบาๆ

“สบายเกินล่ะไม่ว่า เอาเงินไปทิ้งในบ่อนโรงเกลือที่สระแก้วอาทิตย์ละเป็นแสน ให้เลิกก็ไม่เลิก”ภรรยาคุณบุญชัยพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองนิดๆ

“ช่างแกเถอะ ความสุขของคนแก่” คุณบุญชัยตัดบท เหมือนไม่เสียดายเงินของแม่ที่หมดไปกับการเล่นการพนันแถบชายแดนเขมร ซึ่งเสียการพนันอาทิตย์ละหลายตังค์ น่าจะเอามาพัฒนาโรงเรียนในท้องถิ่นกันดารบ้าง ผมคิดถึงโรงเรียนขึ้นมาอีก

“เฮ้ย พจน์ จอดรถหน่อยจะซื้อพวงมาลัย” คุณบุญชัยบอกพี่สุพจน์ให้จอดรถข้างทาง ตรงหน้าร้านที่เป็นเพิงไม้ไผ่เก่าๆ มีเด็กผู้ชายอายุราว ๑๐ ขวบ กำลังจัดวางพวงมาลัยให้เรียบร้อยสวยงามก่อนเงยหน้ามองรถที่จอดอยู่ตรงหน้า

“พวงละเท่าไหร่ล่ะ ไอ้หนู”

“ยี่สิบบาทครับ” เด็กชายตอบเสียงดังฟังชัด

“สิบพวง ร้อยห้าสิบได้ไหม”

“ไม่ได้ครับ เด็กชายตอบโดยไม่ต้องคิด “ตอนนี้มะลิแพงมากครับ”

“เฮ้ย ก็ซื้อตั้งสิบพวงนี่ ลดหน่อยสิวะ”

“แม่ เขาต่อสิบพวงร้อยห้าสิบได้หรือเปล่าครับ” เด็กชายตะโกนถามแม่ที่อยู่หลังร้าน

“เออ ๆ ให้ ๆ ไปเถอะ” เสียงตอบกลับมาเหมือนจะรำคาญ

เด็กชายหยิบพวงมาลัยใส่ถุงแล้วส่งให้ รับเงิน ๒๐๐ บาทมาถือ ส่งเงินทอน ๕๐ บาทกลับไป คุณบุญชัยไม่รับเงินทอน แต่หยิบพวงมาลัยออกจากถุง ๑ พวงที่เหลืออีก ๙ พวงส่งคืนให้คนขาย เด็กชายรับถุงพวงมาลัยมาถือด้วยสีหน้างงๆ

“ลุงเอาพวงเดียวแหละ ไปพจน์ออกรถ” คุณบุญชัยบอกพี่สุพจน์ให้ไปต่อ

“อ้าว ทำไมรับมาพวงเดียวล่ะ” พี่สุพจน์ถาม

“อยากช่วยเด็กมัน อุตส่าห์ช่วยแม่ทำมาหากิน แกล้งต่อราคาไปอย่างนั้นแหละ เด็กมันจะได้คิดและมีประสบการณ์ด้านการค้าการขายบ้าง รู้จักคุณค่าของเงินกว่าจะได้มาแต่ละบาท สมัยนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอกนะเว้ย”

ผมเสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ จริงอย่างที่คุณบุญชัยพูด โลกในยุคปากกัดตีนถีบแบบนี้ มันมีความรู้สึกว่ายากไปซะทุกอย่าง ดังเช่นชีวิตครูของผมเอง ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆเหมือนกัน คงหมายรวมถึงความหวังที่จะสร้างโรงอาหารให้นักเรียนด้วย ผมเริ่มมีความรู้สึกสั่นคลอนว่าน่าจะยากเย็นแสนเข็ญเสียแล้ว

 คงต้องอดทนและรอคอยต่อไป การที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่มีคุณค่า น่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิด

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๖  สิงหาคม  ๒๕๖๘

 

หมายเหตุ

เรื่องสั้นเรื่องแรก เขียนเมื่อ ๒๕๔๖  ได้รับเงินรางวัล ๘๐๐ บาท จากวารสารวิทยาจารย์ ของคุรุสภา