
จากบันทึกที่แล้วที่ผมแจ้งว่าจะเล่าให้ฟังหลังจาก ตัวแทนสมศ. บริษัท.......ซึ่งผู้เป็นกรรมการประเมิน ๓ คน เป็นอดีตข้าราชการครูที่เป็นข้าราชการบำนาญจากจังหวัดที่อยู่รอยต่อกับ จ.เลย ก็คิดอยู่นานว่าจะเล่าอย่างไรดีเพราะผลการประเมินที่ได้ก็น่าพอใจคือ มาตรฐานด้านครู ๒ มาตรฐาน ได้ดีมากมาตรฐานด้านผู้บริหาร ๕มาตรฐาน ได้ ดีมากส่วนมาตรฐานด้านผู้เรียน ๗ มาตรฐาน ได้ดีมาก ๔ มาตรฐานได้ดี ๓ มาตรฐาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีตามข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าผอ.สมศ.ได้ให้ข่าวว่ามีหลายโรงเรียนที่ถูกประเมินแล้วอยู่ในขั้นโคม่าซึ่งมาตรฐานด้านผู้เรียนนี่แหละที่มักจะได้คุณภาพต่ำ สมศ.จึงปรับลดเกณฑ์การประเมินในมาตรฐานที่ ๕(ผู้เรียน)ให้ต่ำลงเพราะมาตรฐานด้านนี้จะตรวจสอบจากผลการเรียนเฉลี่ยใน๘กลุ่มสาระของนักเรียนระดับสูงสุดของช่วงชั้น ถ้าเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่สอนถึงม.๖ ก็คือ คิดคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาของนักเรียนชั้น ม.๓ และ ม.๖ นั่นเองจากผลประเมินที่มักจะได้ระดับ พอใช้ หรือปรับปรุงกันมากในมาตรฐานนี้ เป็นเพราะว่าประเด็นแรกตัวป้อนคือนักเรียนที่อยู่ห่างไกลมักขาดโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนและสติปัญญามักจะอ่อนกว่านักเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อมเพราะด็กเก่งแห่กันไปเรียนโรงเรียนที่พร้อมกว่าประเด็นที่ ๒หากใช้ผลการสอบระดับชาติที่กระทรวงจัดสอบนักเรียนก็ทำคะแนนได้ไม่ดีและไม่เตรียมตัวมากนักเพราะมีช่วงหนึ่งที่มีการทดสอบวัดความรู้โดยสำนักงานทดสอบแต่ก็ไม่ไนผลการสอบมาใช้ทำอะไรจึงคิดว่าไม่เกี่ยวกับผลการเรียนและปีที่ผ่านมาโรงเรียนสามารถเลือกสอบหรือไม่สอบก็ได้ ครั้งนี้สมศ.จึงให้ใช้ผลการสอบของโรงเรียนเอง (หากมองอีกมุมหนึ่งก็อาจจะทำให้โรงเรียนปล่อยคะแนนปล่อยเกรดก็เป็นได้เพียงเพื่อให้โรงเรียนผ่านการประเมินคุณภาพ ได้รับป้ายมาติดหนาโรงเรียน...น่าคิดน่าเป็นห่วงนะครับ) ประเด็นอื่นๆที่อยากเล่าเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็คือ สมศ.เข้ามาดู ๓ วัน สามารถตรวจวินิจฉัยโรคของโรงเรียนได้จนชี้ขาดว่าสุขภาพดีมากหรือเจ็บป่วยได้จริงหรือซึ่งมักจะพบ และสวนทางกับ สมศ.ที่เชิญโรงเรียนไปรับฟังว่าห้ามไม่ให้ครูในโรงเรียนเขียนข้อมูลภาคสนามให้ผู้ประเมินต้องเขียนเอง หาข้อมูลเองโดยโรงเรียนแจ้งให้ทราบว่าข้อมูลต่าง ๆอยู่ที่ใด แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนต้องช่วยหาข้อมูลต้องเขียนร่างให้บ้างเพราะลำพังผู้ประเมินคงทำเองไม่เสร็จแน่การให้ความร่วมมืออำนวยความสะดวกก็ต้องทำ จึงอาจกระทบต่อคาบสอน ต่อการเรียนต่องานที่ทำอยู่บ้างอันนี้เชื่อว่าทุกคนคงยินดีและเสียสละให้เพราะมีผลต่อการประเมินของเราโดยตรงที่สำคัญความเป็นกัลยาณมิตรต้องมีให้แก่กันและกันอยู่แล้วเพราะธรรมเนียมไทยทุกคนทราบดีและปฏิบัติต่อกันอย่างดีคงไม่มีโรงเรียนใดที่คิดจะเป็นปฏิปักษ์หรือต่อต้านผู้ประเมินเพราะเขามาอย่างถูกต้องตามมาตรฐานที่ สมศ.รับรอง แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่าแต่ละคณะแต่ละบริษัทจะมีมาตรฐานเท่ากัน ทั้งนี้บุคลากรในโรงเรียนต้องช่วยกันให้ข้อมูลต้องชี้แจงให้เห็นผลงานที่ได้คุณภาพตามเกณฑ์การประเมินรวมทั้งตองช่วยกันโต้แย้งหากผลประเมินไม่ตรงกับที่เราประเมินตัวเราและให้ข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติม ที่กล่าวมายืดยาวบ้าง ไม่ใช่ว่าเราไม่พอใจที่เราได้ผลการประเมินมานี้เราพึงพอใจแล้วและเป็นการสะท้อนให้เรามุ่งพัฒนาให้คุณภาพนักเรียนเราสูงขึ้นอีกเป็นเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตให้เห้นว่าหากโรงเรียนที่ยังไม่ได้รับการประเมินไม่ศึกษาเรียนรู้จากโรงเรียนที่ประเมินมาแล้วไว้ล่วงหน้าอาจจะทำให้เราเสียดายเวลาในการเตรียมการในหลายจุดที่มักจะเป็นจุดอ่อนของโรงเรียน
บรรจง ปัทมาลัย ๑๓ มกราคม ๒๕๕๐ ๑๗.๓๙ น.
อยากเห็นการประเมินตามสภาพจริง มากกว่าการประเมินเอกสารอย่างเดียวครับ สงสารคุณครู
ดีใจครับ