ติดต่อ

  ติดต่อ

MPA ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด/Leadership

  ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด MPA รุ่นที่ 2  

สวัสดีลูกศิษย์กลุ่มมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด และชาว Blog ทุกท่าน

          ในวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม นี้ เป็นวันแรกครับ ที่ผมได้รับเชิญให้ไปสอนในรายวิชา  Leadership ให้กับหลักสูตร Master of Public Administration  มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ครับ ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 สำหรับ หลักสูตรนี้ครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมได้ไปสอนที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดมาแล้ว อีก 1 หลักสูตร ครับ คือ หลักสูตร Ex-MBA รุ่นที่ 1 ครับ

           และ ก็อย่างเช่นทุก ๆ กลุ่มที่ผ่านมาที่ผมอยากจะให้ความรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนได้ถูกนำมาประมวลสรุป และถ่ายทอดไปสู่คนอื่น ๆ ในสังคมด้วย ก็ขอให้ใช้ Blog นี้เป็นสื่อกลางของพวกเรา

          สำหรับผู้ที่สนใจที่จะเข้าไปดูข้อมูลของรุ่นก่อนนี้ก็ คลิ๊กไปที่ Blog:MPA ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด/Leadership ครับ

                                   จีระ  หงส์ลดารมภ์

 

.............................................. 

สวัสดีครับ  ลูกศิษย์ มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด และชาว Blog ทุกท่าน

       

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2550 นี้ ผมได้ไปสอนให้กับนักศึกษา MPA มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ซึ่งเป็นการสอนวันแรกของผม  ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยฯ โชคดีมากครับที่ ได้นักศึกษา MPA เป็นบุคลากรที่มาจากผู้ที่มีความสามารถจากข้างนอกโดยเฉพาะนักธุรกิจและข้าราชการและมาจากต่างจังหวัดมาเรียนด้วย          ผมได้เริ่มการสอนด้วยการให้นักศึกษาออกความคิดเห็นว่า ท่านมีความคิดอย่างไรกับการมีบทบาทของภาวะผู้นำ  และได้มีคำถามให้ไว้ว่า วันนี้คุณได้อะไรบ้าง 1 เรื่องโดยให้แสดงความคิดเห็นแต่ละท่านก่อนกลับ  และผมได้สอนเกี่ยวกับเรื่องภาวะผู้นำ โดยเริ่มจากบุคคลที่มีความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ในประเทศและต่างประเทศ

 คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กรโดย คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา

“The Networth of Microsoft is 5% Physical assets, 95%  human imagination”By Bill Gates       

          และหลังจากนั้นผมก็ได้เริ่มจากทฤษฎีที่ผมคิดขึ้นเอง โดยเริ่มจากทฤษฎีทุน 8 ประเภท  ทฤษฎี 5K’s  ทฤษฎี 3 วงกลม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภาวะผู้นำเน้นรวมพลังของ Competency  โดยอธิบายว่าทฤษฎีต่าง ๆ ของผมสามารถที่จะปรับไปใช้กลับการทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างความเป็นผู้นำให้กับผู้เรียนได้ และผมได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ความแตกต่างของผู้นำกับผู้บริหาร โดยขึ้นตาราง เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ผมยังให้นักศึกษาได้ดูหนังสือ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน ที่ผมเขียนร่วมกับคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ โดยเน้นเรื่องทฤษฎี 8K's ของผม กับ 8 H's ของคุณหญิงฯ ด้วย

            ในช่วงบ่ายผมได้ให้นักศึกษาดูเทปเกี่ยวกับสู่ศตวรรษใหม่ คุณพารณ อิศรเสนาและผม  เป็นเทปรายการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์เรื่องทรัพยากรมนุษย์  และหลังจากนั้นผมก็ได้เริ่มให้นักศึกษาออกความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ได้ตั้งคำถามไว้ตั้งแต่ต้นชั่วโมงว่า วันนี้คุณได้อะไรบ้าง 1 เรื่อง  นักศึกษาได้แสดงความเห็น เช่น

-         ได้รู้จักคิดได้มีความ Active มีการแชร์ความคิด การหาความรู้ไม่เพียงหาในห้องเรียน สามารถหาความรู้ตลอดชีวิต หาความคิดจากข้างนอกด้วย รู้จักใช้อินเตอร์เน็ท  

-         ณ วันนี้เรามีช่องว่าเปรียบเสมือน การสร้างบ้านรากฐานยังไม่ดีพอ ยังไม่มั่นคง อาจจะทรุดหรือพังได้  เราก็ได้เริ่มเห็นถึงภาวะผู้นำ ความเป็นเลิศ ผมก็ได้เสริมว่า ภาวะผู้นำไม่ได้สอนด้วยทฤษฎี แต่เป็นการสอนด้วยตัวแบบที่ดี  เช่น พระเจ้าอยู่หัว ป๋าเปรม  ท่านอานันท์ ปันยารชุน  ท่านป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นต้น และการสอนภาวะผู้นำ เราต้องมีภาวะผู้นำก่อน เช่น Role Model

-         ได้ความภาคภูมิใจ สามารถคุยกับข้างนอกได้ว่าได้เคยเรียนกับผม ได้รู้จักตัวเองว่าเรามีช่องว่างสามารถที่จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นได้

-         มีนักศึกษาท่านหนึ่งพูดว่า ตอนแรกรู้สึกเกร็ง ที่ได้เรียนกับผม แต่พอได้สัมผัสกับผมแล้ว ได้เห็นภาพว่านี่คือ นักวิชาการ ที่สามารถบอกได้ว่านักศึกษาแต่ละคนเป็นอย่างไร แต่ยังช่วยเหลือตรงนี้ได้

-         ได้เวลา ได้ 1 ใน 8K's  คือ Happiness มีความสุข ทำให้ผู้ที่เรียนมีความสุขและได้เรียนรู้มากขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ

-         ได้รับความรู้จากการเรียน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

-          Big Picture  ภาวะผู้นำต้องมองภาพใหญ่ก่อน ปัจจัยอันยิ่งใหญ่  คือวัฒนธรรมองค์กร

-         ความเป็นผู้นำ พัฒนาภาวะผู้นำร่วมกัน การเรียนรู้แบบมีความสุข-         ต้องมีการตัดสินใจ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้  แต่ก็ต้องตัดสินใจอยู่เรื่อย ๆ

-         สังคมปัจจุบันต้องมี่ Choice ให้เลือก การสะสมทรัพย์สิน มีการลงทุน รู้จักการใช้เงิน ใช้ทอง เน้นความสามารถในการตัดสินใจให้ดี ซึ้งเน้นว่าเป็น ทักษะของผู้นำหรือ Leadership Skill ซึ่งฝึกได้        และผมยังได้ให้นักศึกษาอ่านบทความบทเรียนจากความจริง ที่ผมเขียนลงในหนังสือพิมพ์แนวหน้าด้วย และได้ให้อภิปรายกันอีกครั้ง

          และก่อนกลับผมยังได้มีการบ้านเพื่อให้นักศึกษาส่ง Blog ตอบกลับมาถึงผมก่อนวันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2550 มี 3 เรื่องด้วยกันคือ

1.    แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร อธิบายมา 5 เรื่อง

2.    เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร

3.    ทฤษฎี 8 K's , 5k’s, 8H’s เกี่ยวข้องอะไรกับ Leadership                                                                 

                                   จีระ  หงส์ลดารมภ์

ภาพบรรยากาศการเรียนการสอน 14 ม.ค. 50

นักศึกษา MPA  ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด  บรรยากาศการเรียนการสอง MPA

 บรรยากาศการเรียนนักศึกษา MPA

บรรยากาศนักศึกษากำลังทำworkshop

บรรยากาศการจัด Workshop

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 72344, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 83, อ่าน: คลิก

ความเห็น (83)

iKnow => www.tarad.com/iknow
IP: xxx.121.126.110
เขียนเมื่อ 


เว็บไซต์ iKnow ไอโนว์ => คลังข้อมูลข่าวสารแห่งแรกของไทย ข้อมูลอัพเดทข่าวล่าสุดด้วยเทคโนโลยี RSS (Really Simple Syndicate) สามารถค้นหาข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ทุกฉบับครบถ้วนอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด อ่านข่าวล่าสุดจากกว่า 30 สำนักข่าวชั้นนำ ทั่วไทย ไม่ต้องเปิดหลายเว็บ เปิดเว็บไอโนว์เพียงเว็บเดียวเท่านั้น สมกับสโลแกนที่ว่า News is useless without iKnow !!  เพียงแค่คลิ๊กที่นี่ www.tarad.com/iknow


ไอโนว์ => คลังข้อมูลข่าวสารแห่งแรกของไทย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้มาบรรยาย เรื่อง LEADERSHIP  ภาวะผู้นำที่ STAMFORD INTERNATIONNAL UNIVERSITY , MPA ในวันอาทิตย์ ที่ 14 ม.ค. 2550 ท่านได้แนะนำ และเปรียบเทียบ 8H และ 8K , ทฤษฎี 2R'S , ทฤษฎี 2I'S , ทฤษฎี 5K'S

ทฤษฎี 3 วงกลม , EFFECTIVE LEADERSHIP ฯลฯ ศ.ดร. จีระ เป็นพ่อแบบที่ล้ำเลิศในการศึกษายุคใหม่ ท่านเป็นอาจารย์ที่มีคุณธรรม มีอุดมการณ์เปี่ยมล้น เสียสละเพื่อสังคมส่วนรวม  ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย  ในการผลิตนักศึกษาให้มีคุณภาพ เพื่อเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถ ความรอบรู้ พร้อมแข่งขัน ในระดับนานาชาติ โดยท่านอาจารย์ได้ยึดหลักปรัชญาและวิธีคิดการบริหารจาก  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใช้ถ่ายทอดเรื่องการสร้างภาวะผู้นำ,การเป็นคนดี และเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างนักศึกษาให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เป็นการสร้างคนเพื่อสร้างชาติไทยให้เข้มแข็ง นักศึกษารวมทั้งดิฉัน ขอสนับสนุนท่านอาจารย์ เรียนรู้แนวทางจากท่านและต่อยอดเป็นแนวร่วมกับท่านค่ะ

  บรรยากาศในการเรียนการสอนเป็นรูปแบบใหม่ที่สร้างสรรค์  พัฒนาความคิดเรียนรู้จากเพื่อนๆนักศึกษาในกลุ่ม ซึ่งมีหลากหลายอาชีพ ทั้งที่เป็นนักธุรกิจ ข้าราชการ นักวิชาการ ฯลฯ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยที่ท่านอาจารย์ได้ให้คำแนะนำอันทรงคุณค่า ทำให้นักศึกษาได้รู้จักตัวเองมากขึ้น มองโลกกว้างขึ้น ความสำคัญของ TEAM WORK นี่คืออีกแนวหนึ่งของการเรียนกันเอง โดยมี อ.จีระเป็นผู้บูรณาการความรู้

  ส่วนการตอบคำถามการบ้าน 3 ข้อ :

1. แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในลักษณะ แต่ละบุคคล และคุณสมบัติเฉพาะตัว จุดอ่อนอะไรบ้างอยากจะปรับปรุง เรื่องอะไรอธิบายมา 5 ข้อ

 เนื่องจากดิฉันได้รับการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดาตั้งแต่วัยเยาว์ในการมีศีลธรรม ไม่ทำบาป ยึดหลักคุณธรรม ความซื่อสัตย์ การเคารพนับถือผู้ใหญ่ ความขยัน อดทน รักษาสัญญาคำพูด ความกตัญญูกตเวที การรักษาความสงบ มีความยืดหยุ่น ช่วยเหลือผู้อื่น-ผู้ตกทุกข์ ทำบุญ ทำทาน แบ่งปัน มีน้ำใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่สร้างความสบายใจหรือควาทุกข์ให้ผู้อื่น มีทัศนคติเชิงบวก พยายามมองผู้อื่นในแง่ดีไว้ก่อน มีความต่อเนื่องคือมีต้นและมีท้าย ส่วนคุณลักษณะอื่นๆก็ได้จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากพื้นฐานเป็นครอบครัวนักธุรกิจของบรรพบุรุษชาวจีน เช่นความสามารถด้านการประกอบกิจการค้า , อดทนต่อความไม่ชัดเจนและความไม่แน่นอน ความกล้าเสี่ยง มุมมองต่างๆของชีวิต โดยสรุป หลักที่ยึดมั่นในใจและประพฤติตลอด ที่สำคัญ คือ

1. ความกตัญญูกตเวที  ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะยึดหลักว่า บุญคุณต้องทดแทน โดยเฉพาะบุญคุณของบิดา-มารดร , ครูบาอาจารย์ , คุณแผ่นดิน เป็นต้น ดิฉันคิดว่าความดีในเรื่องนี้ช่วยให้ดิฉัน ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ผ่านพ้นอุปสรรคที่รุนแรงในชีวิตมาได้ แคล้วคลาดในหลายเรื่อง และมีคนคอยให้กำลังใจ อุดหนุนค้ำชู และ อุปถัมภ์

2. ความขยันหมั่นเพียร  อันเนื่องมาจากพื้นฐานบรรพบุรุษของดิฉันตั้งแต่สมัยคุณทวด เสื่อผืนหมอนใบจากประเทศจีน ทำการค้าขายเครื่องเหล็ก ดิฉันจึงได้เห็นตัวอย่าง ความขยันหมันเพียรพยายามของบิดา-มารดา ในการก่อร่างสร้างตัวประกอบธุรกิจ และถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน ตลอดมาและตลอดไป ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเหมือนดั่งสายน้ำไหลไปแล้วก็จะไม่หวนกลับจึงต้องไม่ปล่อยเวลาให้ศูนย์เปล่า

3.ความมานะ-อดทน คือการอดทนทั้งกายและใจมีความอดกลั้นไม่น่อท้อต่อความลำบาก อะไรที่ยังทำไม่ได้ก็ต้องหยายามฝึกฝนหาความรู้ ไม่เบื่อต่อความจำเจ อดทนต่อคำพูดของคนอื่นที่อาจเกิดจากความอิจฉาริษยา การลั่นแกล้งของคู่แข่ง ซึ่งจะต้องเผชิญแน่นอนในทุกชีวิต ซึ่งคุณสมบัตินี้จะช่วยสอนให้เป็นผู้มีความหนักแน่น มีความแข็งแกร่ง

4.มีความซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ในทุกๆด้าน ทั้งต่อตนเอง การงาน อาชีพ ซื่อสัตย์ทั้งกาย วาจา ใจ ไม่หลอกลวง ซื่อสัตย์ในชีวิตครอบครัว ซื่อสัตย์ต่อเพื่อน ต่อสถาบัน ต่อชาติ โดยเฉพาะในการประกอบธุรกิจ ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าอละจริงใจต่อลูกค้า จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน เพราะดิฉันเชื่อว่า ซื่อ-กินไม่หมด คด-กินไม่นาน และสิ่งสำคัญคือ มีความจงรักภักดี ต่อ ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์

5.มีความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แบ่งปัน น้ำใจงดงาม ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เสริมสร้างกำลังใจให้ผู้อื่นที่โศกเศร้าเสียใจ หมดหวัง ให้ยืนหยัดสู้ชีวิต ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่ทับถมผู้อื่น คิดดี ทำดี

ส่วนจุดอ่อนที่ต้องพัฒนาคือ 1) ความสามารถในการพูดที่เฉียบคมในที่ชุมชน

2) ความสามารถด้านเทคนิคในบางแขนง เช่น IT ชั้นสูง

3)กระจายอำนาจ และงานให้พนักงานปฏิบัติแทน เพราะกลัวเขาทำผิด

4)ไม่ชอบปัญหา ไม่ชอบเครียดค่ะ

      ( คำตอบข้อ 2และ3กำลังตามมาค่ะ)

ข้อ2) เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร ผู้นำ (LEADERSHIP): เน้นที่คน,มอง อนาคต วิสัยทัศน์ไกล , เป็นผู้จัดระบบ , เน้นการลงทุน , มีอุดมการณ์ หลักการณ์ , มีทิศทางแน่วแน่ที่จะไป , ปลดเปลื้องความเป็นเลิศ การแปรสภาพ , ศูนย์รวมอำนาจแห่งหลักการณ์ , ทำในสิ่งที่ถูกควร , อยู่ระดับสูงสุด , เน้นนวัตกรรม , มีการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงเมื่อจำเป็น , เน้นถาม WHAT , WHY ,มูลค่าสูงสุด

MANAGEMENT (ผู้บริหาร) : เน้นที่วัตถุ ,โครงสร้าง , การควบคุม , การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า คือใช้ให้ได้ผลสูงสุด , ดูเรื่องค่าใช้จ่าย , มีเทคนิค , การซื้อ-ขาย , ทำเรื่องให้ถูกต้อง , เน้นความเร็ว , วิธีการ , การปฏิบัติ , อยู่ในระบบ , มีการไต่เต้าเลื่อนขั้นการทำงาน , เน้นระบบ , ควบคุม, มุ่งระยะสั้น , เน้นถาม WHEN , HOW , สนใจกำไร/ขาดทุน ทุก 3 เดือน , จัดการให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ , STATIC คงที่

ข้อ3)ทฤษฎี 8 K's , 5K's, 8 H's เกี่ยวข้องอะไรกับ Leadership  ทฤษฎี 8K's :ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์ ของ ศ.ดร. จีระ ประกอบไปด้วย ทุนแห่งความยั่งยืน , ทุนทางสังคม , ทุนทางจริยธรรม , ทุนแห่งความสุข , ทุนทาง IT , ทุนทางปัญญา , ทุนทางความรู้ ทักษะ ทัศนคติ , ทุนมนุษย์ ทฤษฎี 8H's : ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของ คุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ ประกอบไปด้วย Heritage , Hand , Health , Happiness , Home , Harmony , Heart , Head ทฤษฎี 5K's : INNOVATION , CREATIVITY , KNOWLEDGE , CULTURAL , EMOTIONAL CAPITAL'S ทฤษฎีดังกล่าว ข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำ เน้นรวมพลังของ COMPETENCY ซึ่งสามารถปรับใช้กับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความเป็นผู้นำที่ดี สำหรับเรื่องทุนมนุษย์ ที่มีอยู่ในทรัพยากรมนุษย์ ศ.ดร. จีระ นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สายพันธุ์แท้ ได้กล่าวว่า "ทรัพยากรมนุษย์" ที่มีวุฒิภาวะสามารถเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพนั้น จะต้องมีองค์ประกอบของทุนทั้งสิ้น 8 ประการ (8K's) ส่วนเรื่องทฤษฎีพัฒนาคนคือทฤษฎี 8H's ของคุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์  ทั้งสองท่านให้ความสำคัญกับงานพัฒนาคน อย่าง "ผู้รู้จริง" และทำจริงจนเกิดเป็นทฤษฎีดังกล่าว ที่ใช้อธิบายหลักการและวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นของท่านทั้งสองเอง Leadership คือ การที่ผู้นำสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท โดยกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม และ ทุ่มเทให้แก่องค์กร โดยเน้นอิทธิพล สรุปคือ ถ้าจะให้ Leadership ประสบความสำเร็จ ก็ต้องเข้าใจ Structures ทั้งหมดค่ะ

นายประภากร สัมพันธ์สวาท รหัส 00615004
IP: xxx.136.70.34
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์   สวัสดี เพื่อนนักศึกษา MPA  ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด และท่านผู้อ่านทุกท่าน           ในวันอาทิตย์ที่ 14 มกราม 2549 ที่ผ่านนี้ ผมและเพื่อนๆนักศึกษาได้รับเกียรติอย่างเป็นอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์จีระพร้อมด้วยทีมงานที่น่ารักอีก2 ท่าน ในการสอนรายวิชา Leadership ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนของพวกเรา ก่อนอื่นนั้นเมื่อผมทราบในครั้งแรกว่าจะได้รับเกียรติจากท่าน ศ.ดร.จีระ เข้ามาบรรยายก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจครับก่อนหน้านั่นผมเองก็พอจะได้รู้จักกับท่าน ศ.ดร.จีระมาบ้างเมื่อครั้งที่ ศ.ดร.จีระ ได้เข้ามาเยี่ยมชมคณะ MPA ของพวกเราในวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา  แต่ในครั้งนี้ท่านอาจารย์ได้กรุณามาให้ความรู้พวกเราจึงนับเป็นโอกาสอันดียิ่งของพวกเราจริงๆครับ

          ศ.ดร.จีระได้เริ่มการสอนด้วยการให้นักศึกษาออกความคิดเห็นว่า ท่านมีความคิดอย่างไรกับการมีบทบาทของภาวะผู้นำ  และได้มีคำถามให้ไว้ว่าวันนี้คุณได้อะไรบ้าง 1 เรื่องโดยให้แสดงความคิดเห็นแต่ละท่าน และได้สอนเกี่ยวกับเรื่องภาวะผู้นำ โดยเริ่มจากบุคคลที่มีความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ในประเทศและต่างประเทศ

 “คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กรโดย คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา

“The Networth of Microsoft is 5% Physical assets, 95% human imagination”By Bill Gates       

และหลังจากนั้นก็ได้เริ่มจากทฤษฎีทุน 8 ประเภท  ทฤษฎี 5K’s  ทฤษฎี 3 วงกลม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภาวะผู้นำเน้นรวมพลังของ Competency  โดยอธิบายว่าทฤษฎีต่าง ๆ สามารถที่จะปรับไปใช้กลับการทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างความเป็นผู้นำให้กับผู้เรียนได้ แลได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ความแตกต่างของผู้นำกับผู้บริหาร และยังให้นักศึกษาได้ดูหนังสือ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน ที่เขียนร่วมกับคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ โดยเน้นเรื่องทฤษฎี 8K's กับ 8 H's อีกด้วย   ในช่วงบ่ายได้ให้นักศึกษาดูเทปเกี่ยวกับสู่ศตวรรษใหม่คุณพารณ อิศรเสนาและศ.ดรจีระ”  เป็นเทปรายการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์เรื่องทรัพยากรมนุษย์  และหลังจากนั้นก็ได้เริ่มให้นักศึกษาออกความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ได้ตั้งคำถามไว้ตั้งแต่ต้นชั่วโมงว่าวันนี้คุณได้อะไรบ้าง 1 เรื่อง  ครับก็เป็นบรรยากาศภายในห้องเรียนครับ          นอกจากนี้ ท่าน ศ.ดร.จีระได้ยังได้ฝากการบ้านเพื่อให้นักศึกษาส่ง Blog ผมก่อนวันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2550 มี 3 เรื่องด้วยกันคือ           1. แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร อธิบายมา 5 เรื่อง          2. เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร          3. ทฤษฎี 8 K's , 5k’s, 8H’s เกี่ยวข้องอะไร Leadership  ผมจึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ ส่วนที่ 1 แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร อธิบายมา 5 เรื่อง               แน่นอนครับว่าเราทุกคนย่อมมีคุณลักษณะแต่ละบุคลและคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ต่างกันออกไป คงยากที่จะใครเหมือนใครได้นะครับ ทั้งนี้คุณลักษณะบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาแต่กำเนิดหรือเป็นเรื่องของสายเลือด เรื่องของพันธุกรรมนั่นเอง คุณลักษณะที่สืบทอดทางพันธุกรรมนี้ก็คงเกิดขึ้นในตัวบุคคลนั้นตามธรรมชาติไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนอะไรได้เช่น เรื่องของ สูง ต่ำ  ดำ ขาว หล่อ สวย ขี้เหร่ เป็นต้น ส่วนคุณลักษณะอีกด้านของแต่ละคนที่น่าจะสามารถปรับเปลี่ยนกันได้นั้นผมคิดว่ามีนะครับ แน่นอนว่าทุกๆคนคงมีรูปแบบที่ต่างกัน เช่นเรื่องของอารมณ์ ความคิด วิธีการคิด มุมมอง ทัศนคติ นิสัยส่วนตัว เป็นต้น หากคุณลักษณะเหล่านี้จะมีความแตกต่างกันก็คงเป็นเพราะ การเลี้ยงดู การอบรมส่งสอนที่ต่างกัน สภาวะแวดล้อมที่เจริญเติบโตมาต่างกันผมคิดว่าน่าจะปรับเปลี่ยนกันได้ครับหากได้รับการฝึกฝน การทำความเข้าใจ การพัฒนาปรับปรุงให้เหมาะสม                    ส่วนของตัวผมเองนั้นเหรอครับจะว่าไปแล้วการที่เรามานั่งมองตัวเองว่าเราดีอย่างไรหรือเราไม่ดีอย่างไรนั้น ผมไม่แน่ใจจะได้ข้อมูลที่จริงแท้แค่ไหนไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนที่ไม่รู้จักตัวของตัวเองนะครับ แต่ผมว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์ส่วนมาก(ไม่ใช่ทุกคนนะครับ)ก็มักจะให้ความเห็นเข้าข้างตนเองเสมอมักจะมองเห็นความดีของตนเองมากกว่าที่จะมองความไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงของตนเอง การที่ผู้อื่นๆมองดูเราแล้วก็บอกว่าเราดีหรือไม่ดีอย่างไรผมว่าก็เป็นสิ่งที่น่ารับฟังมากๆนะครับถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะมองเราด้วยใจเป็นกลางหรือไม่ก็ตามหากเขาชมเราก็ถือเป็นรางวัลครับ หากเขาตำหนิเรานี่หละสำคัญเราต้องรีบสำรวจตนเองว่าสิ่งที่เขาตำหนินั้นเป็นจุดอ่อนที่จะต้องรีบแก้ไขใช่หรือไม่ แต่การที่เราสำรวจตัวเองก็ถือเป็นสิ่งดีครับถือว่าเป็นการไม่ประมาทตัวเอง นำมุมมองที่เรามองตัวเราเองมาเปรียบเทียบกับที่คนอื่นเขามองให้เราแล้วก็พิจารณาลอง บวก ลบ คูณ หาร หาคำตอบให้ตัวเราเองครับ                    จากศึกษา  A Model of Effective Leadership  ผมเองนะครับหากจะลองสำรวจตัวเองในเรื่องจุดแข็งและจุดอ่อนของตัว รวมทั้งสิ่งที่อยากปรับปรุงมาสัก 5 ประการ ก็พอจะมองตัวเองได้ว่า
  1. เรื่องของการเคารพนับถือ  ถือเป็นจุดแข็งประการหนึ่งของผม เรื่องการเคารพนับถือนั้นสำหรับผมเองถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เดียวครับผมได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อ คุณแม่ มาตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็กว่าเรื่องของการให้ความเคารพนับถือผู้หลักผู้ใหญ่นั้นเป็นเรื่องจะต้องตระหนักถึงตลอดเวลา นอกจากการเคารพนับนับถือผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว นับครับ เราก็ต้องเคารพนับถือต่อทุกคนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นการเคารพนับถือ ครู อาจารย์ ผู้มีพระคุณ เคารพพี่ เคารพน้อง เคารพเพื่อนฝูง เคารพผู้บังคับบัญชา เคารพผู้ใต้บังคับบัญชา เคารพผู้อื่น และเคารพตัวเองด้วยครับ ผมว่าสำคัญนะครับในสังคมปัจจุบันนี้กำลังต้องการสิ่งนี้มาก หากเรามีความเคารพซึ่งกันและกันอย่างที่ผมกล่าวข้างต้นนี้ผมคิดว่าบ้านเมืองเราคงไม่วุ่นวายเหมือนในขณะนี้ครับ
  2. การฟังและเรียนรู้โดยใช้ความคิด  เป็นจุดแข็งประการที่สองครับที่ผมคิดว่าผมทำได้ดีในระดับหนึ่ง ผมมองว่าการพูดน้อยลงแล้วฟังให้เยอะขึ้นเมื่อฟังแล้วก็นำสิ่งที่ได้รับฟังมาสังเคราะห์ นำมาคิด พิจารณา รับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองมาเรียนรู้ นำมาใช้ ส่วนสิ่งไหนที่ไม่เป็นประโยชน์กับตัวเราก็ปล่อยวางไป แต่ในที่นี้เองผมก็ไม่ได้ละทิ้งความสำคัญของการพูดนะครับเพียงแต่ผมจะต้องคิดก่อนพูด พูดในสิ่งที่เหมาะสม ถูกต้อง ถูกสถานที่ และถูกเวลาเท่านั้นเองครับ
  3. การสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง เป็นอีกประการหนึ่งครับที่ผมคิดว่าเป็นจุดแข็งในตัวเองครับ ผมมองว่าการที่เราสร้างแรงจูงใจ และมีแรงจูงใจในตัวเองตลอดเวลาเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตามหากขาดแรงจูงใจคงยากที่จะประสบผลสำเร็จ แรงจูงใจก็คงคล้ายกับน้ำมันที่เราเติมรถกันอยู่ทุกวันนี้ละครับผมว่า หากรถไม่มีน้ำมันก็วิ่งต่อไปไม่ได้ อย่าว่าต่อวิ่งไปข้างหน้าเลยครับแค่จะสตาร์ทให้ติดก็แย่แล้ว ยกตัวอย่างที่ผมมานั่งเรียนปริญญาโทอยู่นี่ไงครับ จริงผมเองก็มีงานก็มีธุรกิจที่จะต้องดูแลอยู่ไม่น้อยอยู่เหมือนกันแต่ในเมื่อตัวผมเองสร้างแรงจูงใจให้เกิดกับตัวเองให้เกิดความอยากรู้อยากเรียนขึ้น มันจึงมีแรงผลักดันที่ทำให้เกิดความสนใจที่จะมานั่งเรียนอยู่ตรงนั่นเองครับหากผมไม่ได้มานั่งเรียนอยู่ตรงนี้ก็คงรู้สึกอึดอัดน่าดู
  4. การมีความมั่นใจในตนเอง ข้อนี้ผมมองว่ายังเป็นข้อด้อยของผมอยู่บ้างอาจจะไม่มากนักผมมองเรื่องความมั่นใจในตนเองเป็นสิ่งสำคัญครับ ตัวผมเองถ้าจะถามกับเพื่อนในclassทุกคนแล้วก็น่าพอจะมีคนบอกได้บ้างละว่าเวลาที่จะต้องมีการpresentนำเสนอข้อมูลต่างนั้นผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะทำได้ดีนะครับ(ใช่ป่าวครับ...เพื่อนๆ)ผมมักจะเป็นตัวแทนของกลุ่มในการนำเสมอเป็นประจำ ดังนั้นคำว่าความมั่นในตัวเอง ของผมในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึง ความกลัวที่จะต้องออกมาpresent ความไม่กล้า ความอาย อะไรทำนองนั้นคงไม่ใช่สำหรับผมแน่ๆ แต่ในที่นี้ผมหมายถึง การนำเสนอด้วยเทคนิคและวิธีการแบบ professional ต่างหากละครับผมรู้สึกว่าผมยังขาดตรงนี้อยู่อีกมาก ยังมีเรื่องที่จะต้องปรับปรุงอีกมาก คงจะต้องพัฒนาตนเอง ให้ดีขึ้นมากกว่านี้ คงประจวบเหมากับช่วงเวลานี้ละครับที่ ท่านศ.ดร.จีระ ได้เข้ามาเติมเต็มทักษะทางด้าน Leadership ซึ่งจะช่วยให้ผมได้ปรับปรุงอะไรหลายอย่างให้พัฒนายิ่งขึ้นทีเดียว
  5. ความสามารถในด้านการบริหารจัดการ ข้อนี้ก็เป็นอีกประการหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ายังจะต้องเติมเต็มอีกมาก ถือเป็นจุดด้อยที่คงมองข้ามไปไม่ได้ ผมเองประกอบธุรกิจของตัวเองผมก็เป็นผู้ที่จะต้องมีหน้าที่บริหารจัดการภายในองค์กรของผมเช่นกัน ผมผ่านประสบการณ์ทางด้านนี้มาพอสมควร แต่ก็นั่นละหละครับผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะต้องเรียนรู้ให้มากขึ้นเพิ่มขึ้นทุกๆวัน จึงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะต้องปรับปรุงตัวเองในเรื่องการบริหารจัดการอยู่ตลอดเวลาครับ
      ทั้ง 5 ข้อที่ผมได้กล่าวมานั้นก็ล้วนเป็นจุดอ่อนจุดแข็งและสิ่งที่ผมคิดว่าตัวเองควรจะต้องปรับปรุงในบางเรื่อง ซึ่งผมมองตัวของผมเองนะครับจริงๆแล้วยังอาจจะมีอีกหลายๆอย่างที่ผมมองข้ามไปก็เป็นได้        ในส่วนที่ 1 นี้ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากทีเดียวครับที่ท่าน ศ.ดร.จีระ ได้ให้พวกเรามองคุณลักษณะเฉพาะตังของตัวเองเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองมากทีเดียวในการที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง  คุณสมบัติเฉพาะของแต่ละมีทั้งด้านที่เป็นจุดแข็งและเป็นจุดอ่อน หากเรามองเห็นมัน ด้านที่เป็นจุดแข็งเราก็ต้องยิ่งทำให้มันเข้มแข็งขึ้น ส่วนด้านที่เป็นจุดอ่อนเราก็ปรับปรุงครับ เพราะเมื่อเราสามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของตัวเราให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นย่อมนำเราไปสู่ความเป็น Leadership นั่นเอง ส่วนที่ 2 เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร           ผู้นำ กับ ผู้บริหาร ฟังๆดูผมว่าก็น่าจะเหมือนกันครับ แต่หากเราลองศึกษาอย่างลึกซึ้งเข้ามาอีกหน่อยก็จะพบว่า ผู้นำ กับผู้บริหาร นั้นมีความแตกต่างกันอยู่ ถึงแม้ว่าทั้งผู้นำและผู้บริหารนั้นต่างก็มีหน้าที่ที่จะนำพาความความสำเร็จมาสู่องค์กรเหมือนกัน เป็นผู้ที่มีอำนาจในการบริหารงานเหมือนกัน ผู้นำนั้นจะต้องมีความเป็นอยู่ในตัวนะครับผู้บริหาร  แต่ก็ใช่ว่าผู้บริหารทุกคนจะสามารถเป็นผู้นำได้ ทำไมหรือครับ ลองมาดูกัน          ท่าน ศ.ดร.จีระ ได้กรุณาให้แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของความแตกต่างระหว่างผู้นำ กับ ผู้บริหาร ไว้แล้วนะครับ  (หัวข้อสีฟ้า)   ผมเองขออนุญาตแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ ผู้นำ           1. เน้นที่คน   ตรงนี้ผมเห็นว่าคนที่จะเป็นผู้นำนั้นจะต้องมองที่ตัวคน มองที่บุคคลากร มองที่ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน มองทุกๆคนที่อยู่รอบตัว พยามทำความเข้าใจและใส่ใจในรายละเอียด ศึกษา และเรียนรู้วิธีการต่างเพื่อที่จะทำให้คนเหล่านั้นเป็น ทุนมนุษย์ ที่มีประสิทธิภาพ คนที่เป็นผู้นำนั้นก็คือคนที่ เข้าใจเรื่องคน  นั่นเอง          2. Trust เมื่อผู้นำมีความเข้าใจเรื่องคน ให้การเอาใจใส่ต่อคนในทุกๆเรื่องได้เป็นอย่างดีแล้วสิ่งที่จะตามมาโดยอัตโนมัติ และเป็นสิ่งที่ผู้นำทุกคนจะต้องมีนั่นก็คือ Trust ความไว้วางใจนั่นเองความไว้วางใจเป็นสิ่งผู้นำจะต้องมี และ เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับจากคนที่เราทำหน้าที่เป็นผู้นำเพราะหากคนเป็นผู้นำได้รับความไว้วางใจย่อมหมายถึงการที่คนทุกคนยินดีและยินยอมที่จะก้าวไปในทิศทางเดียวกันกับทิศทางที่ผู้นำจะนำทางไปอย่างปราศจากข้อสงสัยหรือโต้แย้ง          3. ระยะยาว ผู้นำต้องเป็นผู้มองแผนงานต่างโดยภาพรวมนั่นคือการมองภาพระยะยาว และความต่อเนื่องของกิจกรรมปัจจุบันที่จะมีผลไปสู่ความเปลี่ยนแปลง หรือส่งผลกระทบไปสู่ระยะเวลาข้างหน้าทั้งนี้จะต้องมองถึงความราบรื่นต่อเนื่อง และสามารถที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆหรือการนำพาทิศทางขององค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างปราศจากปัญหาอุปสรรคใดตลอดระยะเวลา           4. What, Why จะต้องทำอะไร และ ทำไมถึงจะต้องทำ ผู้นำเป็นผู้ที่ก่อนจะลงมือทำสิ่งใดก็ตามจะต้องประเมินก่อนเสมอว่า เราจะต้องทำอะไร เพื่อที่ให้เกิดประโยชน์ที่สุด และจะต้องหาเหตุมาเพื่อสนับสนุนให้ได้ว่าทำไมจึงตัดสินใจทำในสิ่งนั้นๆ นั่นคือก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใดก็ตามผู้นำจะต้องคำนึงก่อนเสมอว่าจะทำอะไรและควรหรือไม่ควรจะทำเพราะอะไร ทั้งนี้เพราะเมื่อตัดสินใจทำสิ่งใดแล้วจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุด และลดการสูญเสียโอกาส ความเสียหายได้          5. มองอนาคต  ขอบฟ้า / ภาพลักษณ์ ผู้นำต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้ที่มองการไกล จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับอนาคตเสมอ จะต้องเป็นผู้ที่ความคิดความอ่านคำนึงสิ่งถึงสถานนะการณ์ปัจจุบัน และมองถึงแนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อที่จะได้หาแนวทางรับมือ ป้องกัน หรือปรับตัวให้เกิดความเหมาะสมและเกิดความทันท่วงทีกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด สิ่งสำคัญอีกประการณ์หนึ่งคือการคำนึงภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรอีกด้วยเพื่อที่จะได้เป็นที่ยอมรับในทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง          6. เน้นนวรรตกรรม ผู้นำเป็นผู้ที่รู้จักการนำนวัตกรรมใหม่เข้ามาสู่องค์กรของตนเองเพื่อ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่จะเพิ่มศักยภาพในการพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขัน ให้กับองค์กรของตน ด้วยการนำเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมาช่วยเป็นเครื่องมือ ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลา และค่าใช้จ่าย โดยจะต้องรู้จักเลือกนวัตกรรมที่เหมาะสมกับตนเองด้วย          7. Change ในคุณสมบัติข้อสุดท้ายของผู้ที่เป็นผู้นำนั้นกล่าวถึงการที่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้นหมายถึงความรู้จักการปรับเปลี่ยนสิ่งต่างให้เป็นเป็นอย่างเหมาะสม ไม่จะเป็นการเปลี่ยนในเชิงนโยบาย โครงสร้างขององค์กร บุคลากร วิธีการต่างๆที่เหมาะสม ซึ่งผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นเมื่อเห็นว่าสมควรจะต้องเปลี่ยนไม่ยึดติดกับกำหนดกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนวิธีปฏิบัติแบบเดิมๆที่อาจเกิดความล้าสมัยหรือไม่เหมาะสม ผู้บริหาร           1. เน้นระบบ  ในส่วนของผู้บริหารเน้นมักจะมุ่งเน้นที่ระบบ นั้นคือการที่มองเรื่องของ Process เป็นหลักมุ่งให้ความสำคัญวิธีการทำงานให้เป็นไปตามกระบวนที่กำหนดไว้ นั่นคือทุกอย่างต้องเป็นไปตามวิธีการตั้งแต่ต้นจนจบ ถือว่าการจะทำงานใดก็ตามนั้นให้ความสำคัญหรือเห็นว่างานที่ทำจะสำเร็จได้อยู่ที่กระบวนการเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงส่วนประอบอื่น          2.  ควบคุม หากจะมองความต่อเนื่องในเรื่องของระบบแล้วก็จะเห็นต่อมาได้ว่า เมื่อมีการมุ่งเน้นที่ระบบการที่จะทำงานงานให้สำเร็จได้ตามระบบที่วางไว้นั้นก็จะต้องอาศัยการควบคุมผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบตามกระบวนการผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่ทำตามบทบาทหน้าที่ตามที่กำหนดให้เพียงอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้ออกคำสั่งจึงไม่ก่อเกิดความสัมพันธ์หรือความไว้เนื้อเชื่อใจ ความวางใจเหมือนผู้นำ          3.  ระยะสั้น ผู้ที่เป็นผู้บริหารคำนึงถึงการปฏิบัติงานหรือภารกิจต่างอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นตามที่วางแผนงานไว้ตามที่ตนเองได้รับอบหมายมาเพียงเท่านั้น ไม่คำนึงถึงความเชื่อมโยงหรือผลที่จะเกิดในระยะยาว ความต่อเนื่องของการทำงานต่าง คำนึงแค่ให้หมดภารกิจเป็นงานๆไป          4. When, How เมื่อไหร่ และ อย่างไร ในขอนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารนั้นเป็นผู้คอยปฏิบติตามกรอบแนวนโยบายหรือคำสั่งของผู้บริหารระดับสูงสุดอีกทีหนึ่งจึง มีแนวทางการทำงานในลักษณะที่ว่าจะต้องทำเมื่อไหร่นั่นคือ ทำเวลาไหนที่เหมาะสม เวลาที่ได้รับคำสั่งมา หรือจะต้องทำอย่างไรให้สำเร็จตามเป้าหมายเท่านั้นโดยไม่ได้คิดหาวิธีการหรือแนวทางในทางที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดต่อการบริหารงานกล่าวคือการทำตามรูปแบบที่แน่นนอนตายตัวนั่นเอง          5. กำไร / ขาดทุน ทุก 3 เดือน  ผู้บริหารนั้นมุ่งเนินคิดถึงแต่ผลประกอบการของธุรกิจเพียงอย่างเดียวความสนใจจะอยู่ที่ ตัวเลข หรือ Percentage เท่านั้น มองว่าทำอย่างไรธุรกิจจึงจะเกิดผลกำไรสูงสุด ติดตามผลการประกอบการเป็นไตรมาสหรือทุก 3 เดือน ต่างจากผู้นำที่จะมองการณ์ไกลไปข้างหน้าคำนึงถึงแนวทางการประกอบธุรกิจในอนาคต ไม่มุ่งเน้นเรื่องของผลกำไรในแต่ไตรมาสๆเพียงอย่างเดียว          6. การจัดการให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ  การทำงานในลักษณะของผู้บริหารนั้นมุ่งเน้นในเรื่องผลสำเร็จของงานเป็นหลักโดย มองถึงประสิทธิภาพการทำงานเป็นส่วนประกอบเมื่องานนั้นเสร็จก็ถือว่าจบ ต่างจากการมองในมุมของผู้นำนั้นจะมุ่งที่จะนำนวัตกรรมใหม่เทคโนโลยีใหม่พยามเสาะแสวงสิ่งใหม่เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานให้ความสะดวกรวด เร็วและเกิดมีประสิทธิภาพสูงสุด          7.  Static การทำงานของผู้บริหารมักเน้นหลักของการบริหารที่ตายตัวตามกฎเกณฑ์ ข้อกำหนดต่างๆตลอดจนแผนนโยบายที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นที่จำทำงานให้ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้มากที่สุด จึงเป็นลักษณะการทำงานที่ที่อยู่ในกรอบค่อนข้างจะแน่นนอนตายตัว คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง จึงเป็นการทำงานที่ทำงานแบบคงที่ ไม่เน้นรูปแบบการทำงานวิธีการทำงานใหม่ๆนั่นเอง                    ครับคงพอมองเห็นภาพกันบ้างแล้วนะครับสำหรับความแตกต่างของ ผู้นำ กับ ผู้บริหารการที่เราจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้นำนั้นผมมองว่าทั้งผู้บริหารและผู้นำนั้นล้วนมีส่วนสำคัญในการที่จะทำให้การดำเนินงานหรือการปฏิบัติภารกิจใดก็ตามขององค์กรสามารถดำเนินลุล่วงไปได้ แต่ก็ขอฝากไว้สักนิดหนึ่งว่า ผู้บริหารที่ดีนั้นควรจะมีคุณสมบัติของผู้นำอยู่ในตัวเองด้วยหรือไม่ก็พัฒนาศักยภาพของตนเองนั้นให้การไปสู่การเป็นผู้นำให้ได้ นะครับ ส่วนที่ 3. ทฤษฎี 8 K’s, 5k’s, 8H’s เกี่ยวข้องอะไร Leadership            เป็นทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่าหากเรากล่าวถึงคำว่า Leadership นั้นคือการกล่าวถึงในเรื่องภาวะผู้นำ ซึ่ง ศ.ดร.จีระ ได้ให้จำกัดความไว้ว่า การที่ผู้นำสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แกบริษัท โดยการกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม และทุ่มเทให้กับองค์กร โดยเน้นอิทธิพล          เราจึงต้องมองต่อไปอีกว่าการที่จะเกิดภาวะผู้นำได้นั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่จะช่วยสร้างภาวะความเป็นผู้นำเมื่อผมมาพิจารณาบทเรียนที่ ศ.ดร.จีระ ได้บรรยายและให้ผมได้ทำการศึกษาดูได้แก่ ทฤษฎี 8K’s และ ทฤษฎี5k’s โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทฤษฎี  8H’s โดย คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ครับเมื่อได้ศึกษาดูแล้วก็จะพบถึงความสัมพันธ์ของทฤษฎีทั้งสามนี้อย่างน่าประหลาดใจโดยในหนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิต และงาน นั้น ก็ได้ชี้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ 8K’s และ 8H’s ไว้อย่างน่าสนใจเมื่อนำมารวมกับเข้ากับทฤษฎี 5k’s จึงยิ่งน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งผมเองขออนุญาตแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ ทฤษฎี 8K’s นั้นประกอบด้วย Human capital, Intellectual Capital, Ethical Capital, Happiness Capital, Social Capital, Sustainability Capital, Digital Capital, Talent Capital ทฤษฏี 8H’s นั้นประกอบด้วย Heritage, Home, Hand, Head, Heat, Happiness Harmony, Health           1. Heritage มรดกอันเป็นรากฐานของชีวิต กับ Sustainable Capital ทุนแห่งความยั่งยืน นับได้ว่ามรดกที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวของคนเราทำให้เราทราบว่าเราเป็นใครมาจากไหนแสดงถึงตัวตนที่แท้จริงตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง เป็นทุนแห่งความยั่งยืน ซึ่งย่อมมีความจำเป็นอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ในขณะนี้          2. Head สมอง กับ Intellectual Capital ทุนทางปัญญา คือความคิด หมายถึง คิดเป็น คิดดี คิดในสิ่งที่เกิดประโยชน์ ข้อนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับเพราะเมื่อคนเราคิดเป็น คิดดีก็ย่อมทำให้เกิดปัญญาทำให้เรามีความสามารถในการที่ทำสิ่งต่างๆได้ด้วยปัญญา          3. Hand มืออาชีพ กับ Talent Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ หากเราทำงานอย่างมืออาชีพอย่างผู้ที่ชำนาญมีความรู้จริงก็จะเกิดประโยชน์การทำงานนั้นๆการที่เราจะเป็นมืออาชีพนั้นก็เกิดจาการที่เรา มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น มีทักษะในเรื่องนั้นๆ และมีทัศนคติที่ดีต่อเรื่อทีทำจึงทำให้เกิดผลสำเร็จ และทำงานอย่างมืออาชีพ          4. Heart จิตใจที่ดี กับ Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม จิตใจที่ดีถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมครับ การที่เราจะเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามก็คือการที่เราเป็นผู้มีจริยธรรมในจิตใจ ตอนนี้สังคมบ้านเรากำลังต้องการและกำลังตื่นตัวกันมากเหลือเกินครับกับคำว่าจริยธรรม ไล่ตั้งแต่ระดับผู้นำที่ทำหน้าที่ในการบริหารงานบ้านเมือง เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนตลอดจนการปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กหมาเลยครับ          5. Health สุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ กับ Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  ในข้อนี้ทั้งสองทฤษฏีอาจมิได้มีความสัมพันธ์กันนะครับแต่ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจไว้ทั้งสองด้าน ด้านของสุขภาพ เราก็จะต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อที่ร่างกายจะได้มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพในการทำงาน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็เป็นสิ่งจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปในยุคแห่งข่าวสารข้อมูลนี้          6. Home บ้านและครอบครัว กับ Human Capital ทุนมนุษย์ ในความสอดคล้องกันนั้นบ้านหรือครอบครับนั้นหมายถึงการที่เรามีครอบครัวที่อบอุ่น ที่อยู่อาศัยที่ดีเป็นพื้นฐานแห่งการดำรงชีวิต เช่นเดียวกันกับการมองว่าคนคือทุนที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั่นเองการที่มนุษย์จะเป็นทุนที่ดีได้ก็ต้องอาศัยพื้นฐานที่ดีของครอบครัวเช่นกัน          7. Happiness การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข กับ Happiness Capital กล่าวคือการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขรู้จักการแสวงหาความสุขมองโลกอย่างเข้าใจทุกวันนี้สภาพสังคมของบ้านเมืองเราเป็นไปด้วยความตึงเครียด ผู้คนในสังคมอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวงจึงจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาความสุขให้กับชีวิตหากมนุษย์มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และมีทุนทางจริยธรรมแล้วย่อมเป็นพื้นฐานที่จะมีความสุขได้ง่ายกับทุกสถานการณ์          8.
นายประภากร สัมพันธ์สวาท รหัส 00615004
IP: xxx.136.70.34
เขียนเมื่อ 

ต่อ........ 

 

8.Harmony ความปรองดองสมานฉันท์ กับ Social Capital คำว่าสมานฉันท์เป็นคำกล่าวที่พวกเราได้ยินจนคุ้นหูมาสักระยะหนึ่งแล้วแต่ในข้อเท็จจริงก็ยังไม่เกิดขึ้นสักทีเพราะผู้คนในสังคมยังมิได้เกิดความสมานฉันท์และปรองดองกันอย่างแท้จริงจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งหาทางแก้ไขหันหน้าเข้าหากันร่วมมือร่วมใจกันเพื่อให้เกิดความสงบสุขภายในสังคมเมื่อสังคมสงบสุขผมเห็นว่าทุนทางสังคมก็จะเกิดขึ้นและเมื่อนั้นก็จะทำให้เราสามารถนำพาประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง          เมื่อเราทราบถึงแนวทางและทฤษฎีทั้งสองทฤษฎีดังที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไว้ข้างต้นนี้แล้วก็จะขอกล่าวถึงอีกทฤษฎีหนึ่งนั้นคือทฤษฎี 5K’s อันได้แก่          1. Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม เรื่องของนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆในปัจจุบันมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราจะต้องเปิดรับและทำความรู้จักกับนวัตกรรมที่เกิดขึ้นมาใหม่เหล่านั้นเพราะมันเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้เราสามารถพัฒนาด้วยวิธีการต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น          2. Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ หรือองค์ความรู้ใหม่ๆย่อมช่วยให้เกิดการพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้นเกิดวิธีการทำงานใหม่ๆ  การบริหารจัดการแนวใหม่ที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นผู้นำ          3. Knowledge Capital ทุนทางความรู้ ผู้ที่จะเป็นผู้นำและมีภาวะผู้นำได้นั้นแน่นอนว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ความฉลาดเฉลียว ดังนั้นจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องไขว่คว้าหาความรู้ สร้างสมประสบการณ์เพื่อเป็นการสร้างทุนทางความรู้ให้กับตนเอง          4. Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม ตามความเข้าใจของผมนั้นมองว่าทุนทางวัฒนธรรมก็คือเอกลักษณ์ของการสืบสานและสืบทอดวิถีแห่งการดำรงชีวิตของสังคมนั้นๆจำเป็นที่เราจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ          5. Emotional Capital ทุนทางอารมณ์ เป็นส่วนของสภาพทางอารมณ์ และจิตใจของคนเรา ผู้ที่เป็นผู้นำจะต้องมีสภาวะทางอารมณ์ที่เข้มแข็งไม่หวั่นไหวในเรื่องต่างๆง่ายดายจนเกินไปถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ ภาวะผู้นำ           ถ้าจะมองว่าทั้ง 3 ทฤษฏีนี้มีความเกี่ยวข้องกับ Leadership ยังไงนั้นจากข้อคิดเห็นของผมข้างต้นก็พอจะบอกได้ว่าทั้ง 3 ทฤษฏีก็เป็นส่วนหนึ่งของภาวะผู้นำผู้ที่จะเป็นผู้นำนั้น ผมมองว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีหลักทฤษฏีทั้ง3นี้ และจะต้องนำหลักดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับการเป็นผู้นำของเขานั่นเองครับ                    เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับข้อคิดเห็นของผมที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้ ก็มีคงจะมีส่วนที่เป็นประโยชน์อยู่บ้างส่วนหนึ่งหรือที่ยังบกพร่องก็คงมีอยู่เหมือนกัน ก็คงต้องขอรับคำ แนะนำจาก ท่าน ศ.ดร.จีระ อีกทีหนึ่งครับ ตลอดจน เพื่อนๆ MPA และท่านผู้อ่านทุกท่าน comment ได้ครับยินดีน้อมรับทุกข้อคิดเห็นครับ           ขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่านในโอกาสหน้าจะพยามทำให้ดีมากขึ้นยิ่งกว่านี้ครับ                                                                                                                    ประภากร  สัมพันธ์สวาท                                                          รหัส 00615004
นางน้ำฝน น้อยวัน
IP: xxx.113.37.11
เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะ ท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  และท่านผู้อ่านทุกท่าน  วันนี้ดิฉันในฐานะมือใหม่ เพิ่งหัดเข้า blog เป็นครั้งแรก  การเขียน blog  นี้  นับวันยิ่งทวีความสำคัญขึ้น มันเป็นการถ่ายโอนความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากคนคนหนึ่ง ผ่าน blog ที่เป็นสื่อกลาง  เข้าไปต่อยอดความรู้ให้กับคนทั่วไปและผู้ที่มีความสนใจได้อย่างง่ายดาย    และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรพุ่งความสนใจให้กับเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ด้วย  ซึ่งท่าน ศ.ดร.จีระ ที่ไม่เพียงแต่เป็น professional ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว  ท่านยังมีความเชี่ยวชาญและความสามารถกับการเขียน blog เขียนหนังสือและสิ่งที่ล้วนแล้วแต่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์เป็นอย่างดีแก่ประชาชน   และได้ให้โอกาสอันดีอย่างยิ่งแก่นักศึกษา MPA  ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด โดยได้มอบหมายการบ้านให้ นำเสนอความคิดเห็นและมุมมองต่อคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว ว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง  และอยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร,    เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร,ทฤษฎี 8 K's , 5k’s, 8H’s เกี่ยวข้องอะไรกับ Leadership   ดิฉันจึงขอแสดงความคิดเห็นดังนี้                                                                1.   แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร อธิบายมา 5 เรื่อง คุณลักษณะและคุณสมบัติของแต่ละคนนั้นดิฉันคิดว่าไม่เหมือนกัน  ขึ้นอยู่กับรากเหง้า วัฒนธรรมและครอบครัว พื้นฐานทางการศึกษา  การได้รับการอบรมเพาะบ่มนิสัย สิ่งแวดล้อมที่เราเติบโตมา และการปลูกฝัง  สิ่งต่างๆเหล่านั้นหล่อหลอมให้เกิด  คุณสมบัติและคุณลักษณะเฉพาะตัวขึ้น  อย่างในกรณีของดิฉัน เรื่องจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง ดิฉัน คิดว่า1) การยึดหลักคุณธรรมความซื่อสัตย์  ดิฉันถูกอบรมมาโดยสังคมของคนชนบท  ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เอารัดเอาเปรียบกันและมีความซื่อสัตย์  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน  ทำอะไรอย่างใสซื่อบริสุทธิ์  ให้การเคารพนับถือผู้ใหญ่และผู้อาวุโส   สิ่งเหล่านี้เราจะได้รับและซึมซับไปโดยไม่รู้ว่ามันเป็นการอบรมสั่งสอน  เพราะคุณพ่อคุณแม่ของดิฉันจะทำเป็นตัวอย่าง และกล่าวว่าการยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม ความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัยและประกอบอาชีพสุจริต  จะทำให้เราประสบความสำเร็จ และพบเจอแต่คนที่ให้ความเมตตา เกื้อหนุนอุปถัมภ์ค้ำจุน ดิฉันก็ได้ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด2) การสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง  ในการดำเนินชีวิตทุกคนจะต้องมีเป้าหมายจึงจำเป็นจะต้องมีพลังในการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จ แต่ในการที่จะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตไปถึงเป้าหมาย  ดิฉันไม่มีสมบัติจากคุณพ่อคุณแม่ ดิฉันจึงต้องสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ด้วยการศึกษาชีวิตของผู้อื่นที่เค้าประสบผลสำเร็จ ทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง  ว่าเค้าทำอย่างไร มีวิธีการแบบไหนและดิฉันได้ทำในสิ่งเหล่านั้นด้วยความมุมานะอดทน  แม้บางครั้งเกิดความท้อใจบ้าง  ดิฉันก็จะคิดถึงปรัชญาที่ว่า การต่อสู้ การอดทน  และความที่เชื่อมั่นว่า ฉันสามรถทำได้  ก็จะทำให้ดิฉันมีกำลังใจและแรงใจที่จะต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆได้3) ความต่อเนื่อง   ดิฉันมีความขยันอดทนต่องานอย่างต่อเนื่อง  รักษาหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด มีความผูกพันเอาใจใส่กับงานที่ได้รับมอบหมาย เพราะธุรกิจของดิฉันเป็นการให้บริการอย่างไม่มีวันหยุด  บริการ 24  ชั่วโมง  ลูกค้ารายไหนเกิดเหตุ รถตกถนนหรือเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวัน- กลางคืน  ดิฉันก็ยินดีกระตือรือร้นที่จะบริการด้วยความเต็มใจ  ด้วยเหตุนี้อีกอย่างที่ทำให้ธุรกิจของดิฉันเจริญรุ่งเรือง4) ความกล้าเสี่ยง ดิฉันกล้าตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานประจำอย่างเด็ดเดี่ยว  มาประกอบธุรกิจของตัวเอง  กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรค กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับสิ่งที่เราไม่มีทางจะรู้เลยว่าเราจะสามรถผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปได้หรือไม่  5) ความรู้ตัว  ดิฉันรู้จักตัวเองว่ามาจากเด็กบ้านนอกต่างจังหวัด  การศึกษาน้อย  จึงมองหาช่องทางการทำมาหากินประกอบอาชีพ  จนเป็นที่พอใจระดับหนึ่งแล้ว จึงหันกลับมาศึกษาเพิ่มเติม  เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพให้กับตนเอง  และเป็นสิ่งที่ทำให้ดิฉันรู้จักตัวเองมากขึ้น  เมื่อได้รับฟังการบรรยายของท่าน  ศ.ดร.จีระ  ยิ่งทำให้รู้ว่าสิ่งที่เรายังขาดนั้น ยังมีอีกมากมาย จากการที่เรารู้จักตัวเองรู้  ว่าอะไรที่เรามีเพียงพอ  อะไรที่เรายังขาด นี้ทำให้เราต้องขวนขวายศึกษาหาความรู้  เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน องค์กรและสังคมต่อไป   ส่วนจุดอ่อนที่ดิฉันอยากจะปรับปรุงแก้ไข  คือ  ความประหม่าที่มักจะเกิดขึ้นขณะที่ต้องออกไป present หน้าห้องหรือขณะที่พูดกับผู้ใหญ่   หรือการได้ฟังเรื่องราวที่ซาบซึ้งจะเกิดการสะท้อนใจ ตื้นตันใจ จนเสียงสั่นพูดไม่ออก   ไม่มีความชำนาญในการใช้คอมพิวเตอร์  เป็นคนที่ใช้อารมณ์ในการทำงานมากไป  เวลาพนักงานปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามประสงค์  ดิฉันก็จะ&*%$+@!# 2.    เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไรผู้บริหาร  คือ  คนที่สามารถทำให้คนอื่นไปสู่จุดหมายปลายทางได้  โดยเน้นที่ระบบงานและการควบคุมว่า จะต้องทำอย่างไร  เมื่อไหร่  เพื่อหวังผลกำไร  มองภาพในระยะสั้น  โดยการจัดการให้สำเร็จและมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายการใช้อำนาจของผู้บริหารในการทำงานเป็นไปแบบการควบคุมเพื่อให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างคุ้มค่า  จัดระบบ เทคนิค การทำงาน ติดต่อประสานเพื่อให้เกิดอรรถประโยชน์ที่สามารถวัดผลได้ และเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องเร่งผลักดันบุคคลระดับล่างด้วยระเบียบวิธีการที่ปฎิบัติงานที่เกิดขึ้นจริงในระบบขององค์กร ผู้นำ  คือ  บุคคลที่มีอิทธิพลเหนือคนอื่นๆ ในกลุ่ม  และเป็นผู้ที่ใช้อิทธิพลนั้น  ทำให้บุคคลอื่นๆ ภายในกลุ่ม ปฏิบัติงานให้กับตนด้วยความพึงพอใจและบรรลุเป้าหมายดังที่ผู้นำปรารถนาผู้นำ หมายถึง  การใช้ความสัมพันธ์ของบุคคลในอันที่จะทำให้บุคคลทำงานร่วมกันอย่างมีความตั้งใจ  ตามความปรารถนา  ของผู้ที่ได้ชื่อว่าผู้นำผู้นำ  จะใช้วิธีการกระจายอำนาจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและให้ความไว้วางใจ  เพื่อให้งานที่ทำร่วมกันนั้นออกมามีผลอย่างคุ้มค่า  ผู้นำ  จะเป็นผู้กำหนดทิศทาการทำงาน  การลงทุนว่าควรจะลงทุนทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ด้วยหลักการและข้อมูล  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้วยความฉลาด  และเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการควบคุมและหลักการที่มีระบบ เพื่อประสงค์ที่จะให้บรรลุผลขั้นสูงสุด 3.    ทฤษฎี 8K's , 5k’s, 8H’s เกี่ยวข้องอะไรกับ Leadership         ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์สำหรับเรื่องทุนที่มีอยู่ในทรัพยากรมนุษย์  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สายพันธุ์แท้  ได้กล่าวไว้ว่า  ทรัพยากรมนุษย์  ที่มีวุฒิภาวะสามารถเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพนั้นจะต้องมีองค์ประกอบของทุนทั้งสิ้น 8 ประการ1.ทุนมนุษย์  (Human Capital)2.ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (Talented Capital)3.ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital)4.ทุนทางเทคโนโลยี (Digital Capital)5.ทุนทางจริยธรรม (Ethical Capital)6.ทุนแห่งความสุข (Happiness Capital)7.ทุนทางสังคม (Social Capital)8.ทุนแห่งความยั่งยืน (Sustainability Capital)          ทฤษฎีนักบริหาร “8 H’s” ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์นั้น ประกอบไปด้วย1.Heritage  รากฐานของชีวิต2.Home บ้านและครอบครัว3.Hand  มืออาชีพ4.Head สมองคิดเป็น คิดดี5.Heart จิตใจที่ดี6.Happiness  การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข7.Harmony  ความปองดองสมานฉันท์8.Health  สุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์         ทฤษฎี 5K’s1. Innovation Capital  ทุนทางนวัตกรรม2. Creativity Capital  ทุนแห่งการสร้างสรรค์3. Knowledge Capital  ทุนทางความรู้4. Cultural Capital  ทุนทางวัฒนธรรม5.  Emotional Capital  ทุนทางอารมณ์ ทั้ง 3 ทฤษฎีนี้  มีความเกี่ยวข้องกับ Leadership เพราะ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคม สภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวส่งผลให้ ผู้นำจะต้องใช้หลักของทั้ง 3 ทฤษฎี มา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนระบบต่างๆในองค์กร 1.Heritage  มรดกทางวัฒนธรรม  อันเป็นรากฐานของความเป็นตัวตน กับSustainability Capital  ทุนแห่งความยั่งยืน  เราต้องรู้จักตัวตนของเรา ว่าเราเป็นใคร เป็นอย่างไร เราจะรับสิ่งใหม่ๆสิ่งไหนเข้ามาเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นตัวเราและยังคงเอกลักษณ์ของตัวเราไว้ได้2.Head  สมองกับ  Intellectual Capital  ทุนทางปัญญา คือ ความมีสมองดีก็ทำให้คิดดี คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผล ทำให้เกิดปัญญา3.Hand มืออาชีพ กับ Talented Capital ทุนทางความรู้ มีทักษะ การทำงานอย่างมืออาชีพ  มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในงานที่ทำ จึงทำให้เกิดผลสำเร็จ4.Heart จิตใจที่ดี กับ Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม  การเป็นผู้มีจริยธรรมในจิตใจนั้นจะทำให้เป็นผู้นำที่น่าศรัทธา เลื่อมใส5.Health สุขภาพ พลานามัยที่สมบูรณ์ กับ Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ในข้อนี้ ให้ความสำคัญต่างกันในด้านของการดูแลสุขภาพ และอีกด้านหนึ่ง เป็นเรื่องของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ6.Home บ้านและครอบครัว กับ Human Capital ทุนมนุษย์  มีความสอดคล้องกันว่า ถ้าครอบครัวอบอุ่น พื้นฐานดีก็จะได้ทรัพยากรบุคคลที่เป็นทุนมนุษย์ที่ดีด้วยเช่นกัน7.Happiness การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข กับ Happiness Capital ทุนแห่งความสุข ก่อนอื่นคนเราต้องรู้จักแสวงหาความสุขให้กับตนเองและมีความพึงพอใจในตนเองที่เป็นอยู่  และรู้จักมองโลกให้เข้าใจในรากฐานของความสุขที่ยั่งยืน8. Harmony การปองดองสมานฉันท์ กับ Social Capital ทุนทางสังคม  การมีทุนทางสังคมเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความเอื้อเฟื้อปองดองและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ในการปฏิบัติภารกิจของแต่ละอย่าง  รวมถึงความจริงใจที่พร้อมแบ่งปันความสำเร็จ  สังคมจึงจะเป็นสุข
Mr.ninnath vinicchayakul(นาย นินนาท วินิจฉัยกุล)ID.006150007
IP: xxx.146.201.10
เขียนเมื่อ 

กราบเรียน

ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมณ์  และเพื่อนๆชาว Blog ทุกท่าน

1.คุณลักษณะแต่ละบุคคล และคุณลักษณะเฉพาะของตัวเอง

ข้อด้อยที่อยากปรับปรุง

- การไม่มีความมั่นใจในตนเอง  ในข้อนี้กล่าวรวมถึงข้อของความกล้าเสี่ยง , ความสามารถด้านเทคนิค , ความสามารถด้านบริหารอีกด้วย  

การที่ได้มาแสวงหาความรู้ที่ ม.นานาชาติแสตมฟอร์ดและลงเรียน ภาวะผู้นำ โดยมีศ.ดร.จีระ  เป็นผู้ประสิทธิ ประสาทวิชา นั้น ทำให้ผมมั่นใจว่าถ้าศึกษาวิชาภาวะผู้นำจนจบแล้วนั้น จะทำให้ข้อด้อยของผมกลับกลายเป็นข้อเด่นได้ในที่สุด และในข้อเด่นยิ่งเพิ่มพูนไปมากยิ่งๆขึ้น

ในส่วนข้อที่คิดว่าเป็นข้อเด่น นั้น

ในข้อนี้น่าจะเป็นพื้นฐานสืบทอดกันมาของครอบครัวผมก็เป็นได้ นั่นคือ การยึดหลักคุณธรรม ความซื่อสัตย์

2. ผู้นำ(leadership) มีมาตรฐานด้านจริยธรรม(ethical standards) และจะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ  มีพฤติกรรมของผู้ที่มีความซื่อสัตย์ ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น การให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    ผู้บริหาร(management)บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในวิชาชีพของตนเป็นพื้นฐาน  มีประสบการณ์ในงานที่ผ่านมาแล้วเป็นอย่างดี  จึงได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นมารับหน้าที่เป็น"นักบริหาร"เป็นหัวหน้าคนหรือผู้นำนั่นเอง  บังคับบัญชาที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามการบริหารของตน  มีระเบียบ วินัย รอบรู้ รอบคอบ ความเด็ดขาด

ผู้นำคือผู้ที่คิดครั้งแรก และความคิดนั้นต้องเป็นรูปอธรรม สามารถนำไปปฏิบัติได้ ผู้บริหารคือผู้ที่ลงมือปฏิบัติให้เป็นจริงตามความคิดของผู้นำ

ลักษณะข้อแตกต่างระหว่างผู้บริหารกับผู้นำ
ผู้บริหาร
1. มักรู้ไปทุกอย่าง
2. มักติเตียน
3. มักบอกว่าอะไรต้องทำ (ให้เสร็จ)
4. มักพูดก่อน (ฟัง)
5. มักออกคำสั่ง
6. มักเรียกร้องความเคารพ(จากลูกน้อง)
7. มักปกครองด้วยกฎหมาย
ผู้นำ
1. มักยอมรับความผิดพลาด
2. มักให้คำแนะนำ
3. มักแสดงให้ดูว่าทำอย่างไร(จึงจะเสร็จ)
4. มักฟังก่อน (พูด)
5. มักให้แนวทาง
6. การได้มาและคู่ควรต่อความเคารพ(จากลูกน้อง)
7. มักแสดงความมีมนุษยธรรม

การเป็นผู้นำนั้นเป็นได้ไม่ยาก แต่การที่จะเป็นผู้นำที่ดีให้ได้นั้น ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ของการบังคับบัญชา (ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์)

คนที่คิด คนที่พูด คนที่ทำอะไรแล้วคนอื่นเชื่อถือ อยากทำตาม อยากช่วยเหลือ อยากสนับสนุน   (อานันท์  ปันยารชุน)

ชีวิตคนคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ ทำอะไรได้สำเร็จ 80% เกิดจากภาวะผู้นำอีก 20% เกิดจากวิชาการหรือเรียกว่า กฎ 80:20 ของ Pareto's Law

3. ผู้นำ(Leadership) ต้องรู้มาก รู้กว้าง  รู้ลึกกว่าผู้อื่นต้องแสดงออกให้ลูกน้องเห็นความเป็นตัวตน(ego less)

Intellectual  Capital ทุนทางปัญญา 8K's

Head  8H's

Knowledge  5K's  ทุนความรู้

รู้ตัวทุกขณะว่าคิดอะไร  เพื่อจะทำอะไร(คิดเป็น)

ทรัพยากรมนุษย์นั้นเพิ่มมูลค่าและพัฒนาไม่มีจบ ขณะที่ทรัพยากรอื่นจะลดจำนวนลง หรือลดมูลค่าลงเรื่อยๆ

Mr.ninnath vinicchayakul(นาย นินนาท วินิจฉัยกุล)ID.006150007
IP: xxx.146.201.10
เขียนเมื่อ 

 

กราบเรียนศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  และเพื่อนๆชาว Blog ทุกท่าน1.คุณลักษณะแต่ละบุคคล และคุณลักษณะเฉพาะของตัวเอง ข้อด้อยที่อยากปรับปรุง- การไม่มีความมั่นใจในตนเอง  ในข้อนี้กล่าวรวมถึงข้อของความกล้าเสี่ยง , ความสามารถด้านเทคนิค , ความสามารถด้านบริหารอีกด้วย  การที่ได้มาแสวงหาความรู้ที่ ม.นานาชาติแสตมฟอร์ดและลงเรียน ภาวะผู้นำ โดยมีศ.ดร.จีระ  เป็นผู้ประสิทธิ ประสาทวิชา นั้น ทำให้ผมมั่นใจว่าถ้าศึกษาวิชาภาวะผู้นำจนจบแล้วนั้น จะทำให้ข้อด้อยของผมกลับกลายเป็นข้อเด่นได้ในที่สุด และในข้อเด่นยิ่งเพิ่มพูนไปมากยิ่งๆขึ้นในส่วนข้อที่คิดว่าเป็นข้อเด่น นั้นในข้อนี้น่าจะเป็นพื้นฐานสืบทอดกันมาของครอบครัวผมก็เป็นได้ นั่นคือ การยึดหลักคุณธรรม ความซื่อสัตย์2. ผู้นำ(leadership) มีมาตรฐานด้านจริยธรรม(ethical standards) และจะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ  มีพฤติกรรมของผู้ที่มีความซื่อสัตย์ ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น การให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์    ผู้บริหาร(management)บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในวิชาชีพของตนเป็นพื้นฐาน  มีประสบการณ์ในงานที่ผ่านมาแล้วเป็นอย่างดี  จึงได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นมารับหน้าที่เป็น"นักบริหาร"เป็นหัวหน้าคนหรือผู้นำนั่นเอง  บังคับบัญชาที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามการบริหารของตน  มีระเบียบ วินัย รอบรู้ รอบคอบ ความเด็ดขาดผู้นำคือผู้ที่คิดครั้งแรก และความคิดนั้นต้องเป็นรูปอธรรม สามารถนำไปปฏิบัติได้ ผู้บริหารคือผู้ที่ลงมือปฏิบัติให้เป็นจริงตามความคิดของผู้นำ ลักษณะข้อแตกต่างระหว่างผู้บริหารกับผู้นำ
ผู้บริหาร
1. มักรู้ไปทุกอย่าง
2. มักติเตียน
3. มักบอกว่าอะไรต้องทำ (ให้เสร็จ)
4. มักพูดก่อน (ฟัง)
5. มักออกคำสั่ง
6. มักเรียกร้องความเคารพ(จากลูกน้อง)
7. มักปกครองด้วยกฎหมาย
ผู้นำ
1. มักยอมรับความผิดพลาด
2. มักให้คำแนะนำ
3. มักแสดงให้ดูว่าทำอย่างไร(จึงจะเสร็จ)
4. มักฟังก่อน (พูด)
5. มักให้แนวทาง
6. การได้มาและคู่ควรต่อความเคารพ(จากลูกน้อง)
7. มักแสดงความมีมนุษยธรรม
การเป็นผู้นำนั้นเป็นได้ไม่ยาก แต่การที่จะเป็นผู้นำที่ดีให้ได้นั้น ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ของการบังคับบัญชา (ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์)คนที่คิด คนที่พูด คนที่ทำอะไรแล้วคนอื่นเชื่อถือ อยากทำตาม อยากช่วยเหลือ อยากสนับสนุน   (อานันท์  ปันยารชุน)ชีวิตคนคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ ทำอะไรได้สำเร็จ 80% เกิดจากภาวะผู้นำอีก 20% เกิดจากวิชาการหรือเรียกว่า กฎ 80:20 ของ Pareto's Law 3. ผู้นำ(Leadership) ต้องรู้มาก รู้กว้าง  รู้ลึกกว่าผู้อื่นต้องแสดงออกให้ลูกน้องเห็นความเป็นตัวตน(ego less)Intellectual  Capital ทุนทางปัญญา 8K'sHead  8H'sKnowledge  5K's  ทุนความรู้รู้ตัวทุกขณะว่าคิดอะไร  เพื่อจะทำอะไร(คิดเป็น)ทรัพยากรมนุษย์นั้นเพิ่มมูลค่าและพัฒนาไม่มีจบ ขณะที่ทรัพยากรอื่นจะลดจำนวนลง หรือลดมูลค่าลงเรื่อยๆ 
นางสาวธัญลักษณ์ สีถัน
IP: xxx.113.41.135
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์   และท่านผู้อ่านทุกท่าน       นักศึกษา  MPA  ได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์จีระที่ได้มาสอนพวกเรา   ซึ่งท่านอาจารย์จีระยังได้บรรยายในรายวิชาภาวะผู้นำ   และยังได้ให้พวกเราได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นของแต่ละคนออกมาว่าได้อะไรและต้องการอะไรที่จะได้จากวิชานี้    ส่วนความคิดเห็นของการบ้าน  3 ข้อ  มีดังนี้ค่ะ ข้อ 1  ลักษณะเฉพาะของแต่ละคน  จุดอ่อน  จุดแข็ง  อะไรบ้างที่อยากจะปรับปรุง                จุดแข็ง  1.  มองโลกในแง่ดีและมีสัมมาคารวะ  ทำให้เราทำอะไรได้อย่างสบายใจ  รู้กาลเทศะ และ ไม่ใช่คนคิดมาก  เพราะถ้าเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยเกินไปมันทำให้เราไม่มีความสุขที่จะทำงานหรือเรื่องอื่นๆ                                2.  ความอดทนอดกลั้น  ไม่ยอมแพ้ต่อความลำบาก  ไม่ซ้ำเติมใครเมื่อเขาทำผิดพลาด  จะให้กำลังเพื่อเริ่มต้นใหม่                                3.  ความซื่อสัตย์และความตั้งใจ  แม้จะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องเรียนก็จะมุ่งมั่นและตั้งใจทำให้ดีที่สุด และความซื่อสัตย์ถึงแม้ว่าเราจะทำงานอะไรก็จะติดตัวเราไปตลอด                จุดอ่อน  1.  กล้าแสดงออก  เรื่องนี้ถือเป็นจุดอ่อนค่ะ  เพราะว่าขาดการแสดงออกในชุมชน  ซึ่งต้องใช้อย่างมากในการทำงาน    เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป                                2.  ความมั่นใจ  ข้อนี้ถ้าขาดความมั่นใจ  ก็จะคอยคิดว่าทำดีหรือยัง  มันยังไม่ดีนะ  น่าจะทำได้ดีกว่านี้อีก ข้อ 2  ระหว่างผู้นำกับผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร                ผู้นำ  (Leader)                                ผู้นำ (Leader)  เน้นประสิทธิผล   มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร   เพราะผู้นำมีภาระหน้าที่  และความรับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องวางแผนสั่งการดูแล    และควบคุมให้บุคลากรขององค์การปฏิบัติงานต่างๆ   ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย   และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  มีทักษะ เพื่อการสร้างความมั่นใจว่างานขององค์การคือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ   ซึ่งก็มีหน้าที่อำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดเป้าหมาย (Goals) ขององค์การ เป็นผู้ที่ริเริ่มในการพัฒนาวิสัยทัศน์ที่ควรจะเป็นขององค์การ โดยสรุปงานด้านการเป็นผู้บริหาร (Management) ได้แก่ การควบคุม การวางระบบ การจัดระเบียบ  และเน้นความมีประสิทธิภาพ  ส่วนงานการเป็นผู้นำ (Leadership) คือการทำหน้าที่ปลดปล่อยพลังความสามารถของผู้ปฏิบัติงานการ จัดทำวิสัยทัศน์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนมีประสิทธิผล

                 ผู้บริหาร (Management)                                ผู้บริหาร (Management) เน้นประสิทธิภาพ  ความสำเร็จในภาระหลักของผู้บริหาร  อำนาจหน้าที่ที่ได้รับและทรัพยากรการบริหารที่จำเป็นแล้ว ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิผลผู้บริหารอีกด้วย   นอกจากนี้ด้านการเป็นผู้บริหาร (Management) ได้แก่ การควบคุม การวางระบบ การจัดระเบียบ  และเน้นความมีประสิทธิภาพ  จัดหา   ประสานงาน   และกระจายทรัพยากรมนุษย์และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับองค์การแล้วยังมีอิทธิพลโดยชักชวนโน้มน้าว หรือชี้นำ ให้คนอื่นปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วย  ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องมีทักษะในการเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการทำงานขององค์การ  เป็นผู้ที่สร้างความมั่นใจว่าสร้างที่ปฏิบัตินั้นเป็นไปตามกฎระเบียบขององค์การ ข้อ 3  ทฤษฎี  8 K’s, 8 H’s, 5 K’s  เกี่ยวข้องอย่างไรกับ  Leadership ตามทฤษฎี 8 K’s ได้แก่                 ทุนมนุษย์  (Human Capital)                           ทุนทางความรู้  (Talented Capital)                 ทุนทางปัญญา  (Intellectual Capital)            ทุนทาง IT  (Digital Capital)                ทุนทางความสุข  (Happiness Capital)           ทุนทางจริยธรรม  (Ethical Capital)                 ทุนทางสังคม  (Social Capital)                       ทุนแห่งความยั่งยืน  (Sustainability Capital) ตามทฤษฎี 8 H’s ได้แก่                 • Heritage   แสดงถึงตัวตนและคุณค่าของตัวเอง                • Home   บ้านเป็นพื้นฐานแห่งการดำรงชีวิตที่จะต้องมั่นคง                • Hand   มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ                • Head   ใช้ความคิดให้เกิดประโยชน์                • Heart   เป็นผู้ที่มีจิตใจดี                • Happiness   แสวงหาความสุขให้กับชีวิต                • Harmony   ความร่วมมือร่วมใจให้เกิดความสงบสุข                • Health   เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์  ตามทฤษฎี 5 K’s ได้แก่                 • Emotional  Capital  ทุนทางอารมณ์               • Cultural  Capital  ทุนทางวัฒนธรรม                • Knowledge  Capital  ทุนทางความรู้              • Creativity  Capital  ทุนแห่งการสร้างสรรค์                 • Innovation  Capital  ทุนทางนวัตกรรม                ทฤษฎี  8 K’s, 8 H’s, 5 K’s  ทั้ง 3 ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องกับ  Leadership  ได้ว่าก่อนอื่นได้ความรู้  เพื่อนำมาปรับและประยุกต์ใช้ที่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีทั้ง 3 ทฤษฎีนี้  ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมให้มากที่สุด  องค์กรที่ทำงานและได้มีมุมมองที่กว้างมากขึ้น   และถ้ารู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วได้นำทฤษฎีไปใช้จริงหรือไม่  ยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหรือไม่และจะทำอย่างไรที่จะสร้าง และดึงศักยภาพของคนในองค์กรออกมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน   เพราะทุกคนย่อมมีศักยภาพในตัวถือได้ว่าเป็นได้ทั้งผู้นำและผู้บริหาร
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สวัสดีเพื่อนนักศึกษา MPA มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ทุกท่าน ดิฉันคิดว่า คนที่จะให้การศึกษากับคนอื่นได้ ต้องทำตัวให้ได้รับการศึกษาก่อน และต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บิดามารดาเป็นครูคนแรก ต่อการเรียนรู้ของบุตรธิดามากที่สุด ครูอาจารย์ที่ดีต้องเรียนรู้อยู่เสมอ องค์กรที่จะพัฒนาก้าวหน้าไปได้จะต้องเป็นองค์กรที่รู้จักเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ดิฉันเป็นหนึ่งในจำนวนนักศึกษา MPA รุ่น 1 ในมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ดิฉันเองเคยรับราชการในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้เห็นการเรียนการสอนที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในขณะนี้ที่ดิฉันได้เห็น ศ.ดร. ธีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่เป็นผู้มีความรู้มาก และมีประสบการณ์สูงที่สามารถให้คำแนะนำ สำหรับผู้ไฝ่การเรียนรู้แต่ละคน แล้วยังได้เผยแพร่แนวคิดที่จะมีส่วนไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ของนักศึกษาในชั้นเรียน และยังช่วยแก้ปัญหาความด้อยพัฒนาของนักศึกษาอีกด้วย ศ.ดร. ธีระ หงส์ลดารมภ์ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ การฟังอย่างพินิจ พิจารณา คิด ซักถาม อภิปราย อ่าน ค้นคว้า ทดลอง เรียนรู้ด้วยตนเอง วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้ให้เป็น ท่านอาจารย์ได้ให้นักศึกษาทุกคนค้นหาคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว เพราะการจะมีภาวะผู้นำที่ดีนั้น จะต้องฝึกวิเคราะห์สภาพปัญหาอย่างลึกซึ่งรอบด้าน เช่น วิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน ด้านบวก ด้านลบของคน องค์กรสถานการณ์ต่างๆ ค้นหาสาเหตุไปถึงรากเหง้าของปัญหา สำหรับดิฉันแล้ว การมีจุดแข็ง 1.ในเรื่องของจริยธรรมนั้นเป็นเรื่องของรูปแบบของการตีความว่า พฤติกรรมใดผิด พฤติกรรมใดถูก สิ่งใดดี สิ่งใดเลว ควรทำหรื่อไม่ควรทำ จริยธรรมนี้จะเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา หรือสถาบันวิชาชีพ สถาบันต่าง ๆ พยายามที่จะสอนให้คนมีจริยธรรม แต่การที่จะได้ผลสัมฤทธิตามคำสอนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้เรียนรู้ว่าจะยอมรับและนำไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด 2.การให้ความเคารพนับถือผู้อื่น ไม่สำคัญว่าผู้นั้นจะเป็นใครมาจากไหน ไม่ว่าจะอายุมากกว่าหรือน้อยกว่า 3.เชื่อมั่นและรับฟัง มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่ในขณะเดียวกันยินดีรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ และไม่ถือตัวเย่อหยิ่งกับผู้อื่น 4.ยอมรับทั้งข้อผิดพลาดและถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อการกระทำภายใต้การควบคุมดูแลของตน และผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่รับความดีแต่ไม่ยอมปกป้องลูกน้องในกรณีที่เกิดผิดพลาด 5.รู้จักปรับตัวและยืดหยุ่น มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบด้านได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องมาจากความสามารถในการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น จุดอ่อน 1.ขาดความเชียวชาญในด้านเทคนิค 2.ขาดความกล้าเสี่ยง 3.ขาดความสามารถด้านบริการจัดการ 4.เป็นคนตรงเกินไป 5.คิดเร็ว พูดเร็ว (หมายเหตุ) คนทุกคนไม่ใช้ว่าจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนมากกว่าหรือน้อยกว่า 5 ข้อ เสมอไป ท่านอาจารย์ให้เปรียบเทียบว่าผู้นำและผุ้บริหารเหมือนกันอย่างไร เราจะรู้สึกว่าความหมายของ ผู้นำและผู้บริหาร เหมือนกัน แต่จริงๆแล้วต่างกัน ผู้นำมักจะเป็นผู้คิดนโยบาย และผู้บริหารจะเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติดังตารางข้างล่าง ***************************************** ผู้นำ * ผู้บริหาร ***************************************** เน้นที่คน * เน้นที่ระบบ Trust * ควบคุม ระยะยาว * ระยะสั้น What ,Why * When , How มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์ * กำไร / ขาดทุน ทุก 3 เดือน เน้นนวัตกรรม * จัดการให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ Change * Static ***************************************** ทฤษฎี 8K’S,SK’S,8H’S เกี่ยวข้องอะไรกับ Leadership ทฤษฎี 8H’S ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ 1.HERITAGE (มรดก)รากฐานของชีวิต 2.HEAD สมอง (คิดเป็น คิดดี) 3.HAND มืออาชีพ 4.HEART จิตใจที่ดี 5.HEALTH สุขภาพและพลานามัยที่สมบูรณ์ 6.HOME บ้านและครอบครัว 7.HAPPINESS การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข 8.HAMONY ความปรองดอง สมานฉันท์ ******************************** ทฤษฎี 8K’S ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์ ทุนแห่งความยังยืน Sustainable Capital ทุนทางสังคม Social capital ทุนทางจริยธรรม Ethical Capital ทุนแห่งความสุข Happiness Capital ทุนทาง IT Digital Capital ทุนทางปัญญา Intellectual Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ ทัศนคติ Talent Capital ทุนมนุษย์ Human Capital ทฤษฎี 5 K’S ได้แก่ 1. Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม 2. Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์ 3. Knowledge Capital ทุนทางความรู้ 4. Cultural Capital ทุนทางประสบการณ์ 5. Emotional Capital ทุนทางอารมณ์ เราจะเห็นว่า ทฤษฎี 8 H’S :ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ทฤษฎี 8 K’S : ของ ศ.ดร. ธีระ หงส์ลดารมภ์ ทฤษฎี 5 K’S : ทั้ง 3 ทฤษฎีนี้ ถ้าผู้ศึกษาได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังจะทำให้มีวุฒิของความเป็นผู้นำได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะถ้าได้อ่านหนังสือ 2 เล่ม คือ 1).2พลังความคิดชีวิตและงาน ของ ศ.ดร. ธีระ หงส์ลดารมภ์ และคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ 2).หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ โดย ศ.ดร. ธีระ หงส์ลดารมภ์ , คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา หนังสือ 2 เล่มดังกล่าวเป็นผลงานที่ได้กลั่นกรองจากประสบการณ์ การเป็นอาจารย์ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงวิชาการในด้านการจัดการและการเป็นผู้นำ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมาเป็นเวลายาวนาน รวมไปถึงประสบการณ์จริงในการเป็นที่ปรึกษาองค์กรต่าง ๆ ผู้บรรยายคอลัมน์นิสต์ วิทยากร ตลอดจนมีผลงานการทำวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย สุรีย์ อภิราษฎร์ศักดิ์
นางสาววลัยพร วงษ์งาม ID 006150015
IP: xxx.121.0.184
เขียนเมื่อ 
สวัสดีคะท่าน .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  ที่เคารพ  พี่ๆนักศึกษา  MPA และผู้อ่านทุกท่าน            จากที่ได้เรียนวิชาภาวะผู้นำกับท่าน .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2549 ก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องภาวะผู้นำมาพอสมควรและได้มีความรู้และความเข้าใจในห้องเรียน และ มาศึกษาความรู้จากนอกห้องเรียน แล้วจึงได้นำข้อมูลที่ท่านอาจารย์ได้ชี้แนะให้ไปศึกษาเพิ่มเติมมาเสนอดังนี้

1. แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร อธิบายมา 5 เรื่อง

ตั้งแต่ดิฉันได้ออกมาสัมผัสกับโลกใบนี้ก็ได้รับการเลี้ยงดู จาก คุณพ่อและคุณแม่มาโดยตลอดท่านทั้งสองไม่เคยละเลยการดูแลเอาใจใส่ดิฉันโดยตลอดมา ดิฉันจึงได้ สัมผัส รับรู้ เรียนรู้ พฤตกรรม มารยาท คุณธรรมจริยธรรม วิธีการดำรงชีวิต ให้อยู่ร่วมกับครอบครัว สังคม อย่างมีความสุข จากคุณพ่อ และคุณแม่  ทำให้ดิฉันมีคุณลักษณะเฉพาะตัว คือ

1. รักครอบครัว2. มีเหตุผล3. มุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ดี  มีประโยชน์  ต่อตนเอง และผู้อื่น4. มีความรับผิดชอบ5. มองโลกตามความเป็นจริง ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไป หรือแง่ร้ายเกินไป 6. มีระเบียบวินัยต่อตนเอง และ งาน7. มีความพยายาม ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคง่าย ๆ ให้กำลังใจตนเอง และ สู้ต่อ เมื่อพบอุปสรรค8. ใฝ่เรียนรู้ตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส9. มีคุณธรรมในเรื่อง-         มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และ ผู้อื่น-         มีน้ำใจ เมตตา กรุณา ต่อเพื่อน มนุษย์ และ สัตว์โลก-         ไม่ดูถูกผู้อื่น  ไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ ชาติ ภาษา-         เรื่องงาน ยึดผู้ป่วยเป็นหลัก  มุ่งเน้นการดูแลให้ผู้ป่วยหายป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตสังคม และจิตวิญญาณ-         เสียสละ  กำลังกาย กำลังใจ  เวลา ยอมเหนื่อยกายอุทิศงานเพื่อคนไข้ทั้งใจกาย10. มีความ ตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะเป็นพยาบาลที่ดี  11. ใจอ่อน12. Sensitive13. เป็นคนไม่ค่อยยอมใคร ง่ายๆ ถ้าตัวเองไม่ผิด14.ไม่ค่อยออกกำลังกาย15. ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อ สาธารณะชน

จุดแข็ง

-         ความพยายาม  คิดว่าทุกอย่างต้องสำเร็จได้ถ้าเรามีความมานะ และ พยายาม  ไม่มีอะไรเกินความสามารถ

จุดอ่อน

-         ใจอ่อน ขี้สงสาร อาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด-         Sensitive ทำให้ดูอ่อนแอ-         ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อ สาธารณะชน

สิ่งที่ต้องการปรับปรุง

-         ใจอ่อน ขี้สงสาร อาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด-         Sensitive ทำให้ดูอ่อนแอ-         เป็นคนไม่ค่อยยอมใคร ง่ายๆ ถ้าตัวเองไม่ผิด  อาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับผู้อื่น-         ไม่ค่อยออกกำลังกาย  อาจส่งผลให้สุขภาพ ไม่ดีเท่าที่ควร-         ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อ สาธารณะชน  อาจทำให้เสียโอกาสในบางเรื่อง

2.         เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร

ผู้นำ (Leader) หมายถึงบุคคลที่ได้รับการยอมรับและยกย่องจากบุคคลอื่น หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา หรือได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าในการดำเนินงานต่างๆ

ความเป็นผู้นำ (Leadership) หมายถึง บุคคลที่มีความสามารถในการบังคับบัญชาบุคคลอื่น โดยได้รับการยอมรับและยกย่องจากบุคคลอื่น เป็นผู้ทำให้บุคคลอื่นไว้วางใจและให้ความร่วมมือ ความเป็นผู้นำเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการอำนวยการหรือสั่งการ บังคับบัญชา ประสานงานโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ (Authority) เพื่อให้กิจการงานบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ต้องการความเป็นผู้นำ หมายถึง ผู้ที่มีความสามารถในการใช้ศิลปในการจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จด้วยความเต็มใจ

ผู้บริหาร (Executive) หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในองค์การต่างๆ เพื่อควบคุมดูแลความรับผิดชอบให้กิจการงานต่างๆ สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์โดยอาศัยผู้อื่น

ผู้นำ (Leader)ผู้บริหาร (Executive)
เกิดจากการยอมรับของสมาชิกเกิดจากการแต่งตั้ง

กลุ่มปฏิบัติตามเพราะเชื่อถือและศรัทธา

 
กลุ่มปฏิบัติตามเพราะอำนาจ
ได้รับความร่วมมือมากได้รับความร่วมมือน้อย
ขอความร่วมมือใช้การลงโทษ
ไม่ควบคุมควบคุมอย่างใกล้ชิด
เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารดูแลจัดการให้เป็นไปตามภารกิจ
มีกลุ่มบุคคล มีผู้นำมีสายบังคับบัญชา
Strongweak
คิดริเริ่ม,นโยบายทำงานประจำ
พัฒนางานด้านเทคนิคเฉพาะ
เป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลงไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ยึดสถานะเดิม 
สนองการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่สนองความต้องการภายใน
ประสาน,ลดความขัดแย้งจัดบรรยากาศการทำงาน
ประเมินผลงานรักษาองค์กรอยู่ต่อไป
อาศัยอิทธิพลเฉพาะบุคคล เช่น บารมี,รูปร่าง/ท่าทาง ตระกูลใช้อำนาจติดกับตำแหน่ง(formal Authority) 

 3.ทฤษฎี 8 K's , 5k’s, 8H’s เกี่ยวข้องอะไรกับ Leadership          

      leadership มีความสัมพันธ์กับ 8 K, 8H, 5Ks  คือ การเป็นผู้นำที่ดี ควรมีคุณสมบัติดัง  8 K, 8H, 5Ks  จึงจะทำให้เป็นผู้นำที่ดีที่สมบูรณ์แบบ

      8K’S     8H’S

1.       Human Capital  ทุนมนุษย์      © Home : บ้านและครอบครัว

            ถ้าผู้นำมีพื้นฐานการเลี้ยงดู มีการปลูกฝังอบรม สั่งสอน ให้มีความสมบูรณ์แบบทั้งทางร่างกาย จิตใจ พฤติกรรม การดำรง ชีวิต เป็นคนที่ดี สามารถตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง  ถือว่าเป็นทุนมนุษย์ที่ผู้นำพึงควรมี

2.      Intellectual Capital  ทุนทางปัญญา©Head  : สมอง ( คิดเป็น คิดดี )

ผู้นำที่ดีควรมีความรู้ความสามารถ  ประสบการณ์ เพื่อการบริหารจัดการงานและเป็นผู้นำที่ดีมีประสิทธิภาพ 

3. Ethical  Capital  ทุนทางจริยธรรม      © Heart : จิตใจที่ดี

            ถ้าผู้นำเก่งแต่อำนาจจัดการ แต่ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา อาจไม่เชื่อถือ  และไม่เคารพ รัก 

4. Happiness Capital ทุนแห่งความสุข©Happiness : การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

เมื่อไม่มีความสุขในการทำงาน จัดการบริหารงาน อาจทำให้ผู้ทำงาน มีความอึดอัด คับข้องใจ ผลงานที่ออกมา ไม่ประสบผลสำเร็จ ความเป็นผู้นำก็ล้มเหลว

5. Social  Capital  ทุนทางสังคม©Harmony :ความปรองดองสมานฉันท์

ผู้นำ และ มนุษย์ เป็นสัตว์ สังคม ไม่สามารถดำรงชีวิดอยู่ได้เพียงคนเดียงโดยไม่มีสังคม เพราะเราต่างอาศัยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันดังนั้น ผู้นำจึงควรมีสังคมเพื่อส่งเสริมให้มีภาวะผู้นำที่ดี

6. Sustainability  Capital  ทุนแห่งความยั่งยืน©Heritage :(มรดก) รากฐานของชีวิต

            ผู้นำควรมีรากฐานของชีวิตที่ดี มีวัฒนธรรมที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความยั่งยืนของชีวิตจะส่งเสริมให้เป็นผู้นำที่ดี

7. Digital  Capital  ทุนทาง  IT      ©Health :สุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ 

            การเป็นผู้นำที่ดีต้องคนที่รับรู้ข่างสารทันเหตุการณ์ตลอดเวลา จะได้มีการพัฒนาตนเองและ หน่วยงานตลอดเวลา ในเรื่องสุขภาพก็เช่นเดียวกัน การมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ เป็นฐานสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดภาวะผู้นำที่ดีด้าน อื่นๆ

8. Talented  Capital  ทุนทาง   Knowledge , Skill, และ Mindset©Hand :      มืออาชีพ

            ผู้นำที่ดี จะต้องเป็นผู้รอบรู้ ฉลาดเฉลียว มีความรู้ความสามารถ  ที่ดี จะทำให้  คิดเป็น  ทำเป็น  และผล ของงาน จะสำเร็จลุร่วง  

 5K’S

1.      Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม ผู้นำที่ดีควรมีการเรียนรู้รับรู้นวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตเพื่อเสริมสร้างให้เป็นผู้รอบรู้และเพิ่มศักยภาพที่ดี2.      Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์ ผู้นำควรมีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนางานหรือบุคคลให้ดียิ่งขึ้น  ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่3.      Knowledge Capital ทุนทางความรู้ ผู้นำควรมีความรู้ที่ดี เก่ง มีความสามารถหลายๆด้าน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ควรมี เพราะการพัฒนาตนเอง ผู้ร่วมงาน หน่วยงาน จำเป็นต้องมีความรู้เพื่อนำไปพัฒนาให้ตนเอง ผู้ร่วมงาน หน่วยงานดียิ่งขึ้น4.      Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม     ทุกคนล้วนมีวัฒนธรรมของตนเอง  ซึ่งจะได้จากครอบครัว สังคม ที่ตนเองอยู่  และต้องเป็นวัฒนธรรมที่ดี  เพราะผู้นำจะต้องร่วมงานกับบุคคล สังคม ที่ต่างก็มีวัฒนธรรม  ผู้นำจะต้องสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้เกิดในหน่วยงานแล้วจะทำให้ หน่วยงานประสบความสำเร็จ ผู้นำได้รับการยกย่อง5.      Emotional Capital ทุนทางอารมณ์อารมณ์เป็นเรื่องสำคัญในการเป็นผู้นำ เพราะการรู้จักจัดการกับอารมณ์ของตนเองให้ดีแล้วจะช่วยในเรื่องของบุคลิคลักษณะให้ดูเป็นผู้นำที่ดีถ้าผู้นำอารมณ์ดี ผู้ตามก็จะมีความสุข ปฏิบัติตามผู้นำ  งานออกมาก็จะดี
ร.ต.ท.จารุพัฒน์ ดาวล้อมจันทร์
IP: xxx.24.217.237
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์   สวัสดี พี่ๆ และเพื่อนนักศึกษา MPA  ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด            ศ.ดร.จีระฯ ได้สอนว่าด้วยการให้นักศึกษาออกความคิดเห็นว่า ท่านมีความคิดอย่างไรกับการมีบทบาทของภาวะผู้นำ  และได้มีคำถามให้ไว้ว่าวันนี้คุณได้อะไรบ้าง 1 เรื่องโดยให้แสดงความคิดเห็นแต่ละท่าน และได้สอนเกี่ยวกับเรื่องภาวะผู้นำ โดยเริ่มจากบุคคลที่มีความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ในประเทศและต่างประเทศ “คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กรโดย คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา” “The Networth of Microsoft is 5% Physical assets, 95% human imagination”By Bill Gates        หลังจากนั้นก็ได้เริ่มจากทฤษฎีทุน 8 ประเภท  ทฤษฎี 5K’s  ทฤษฎี 3 วงกลม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภาวะผู้นำเน้นรวมพลังของ Competency  โดยอธิบายว่าทฤษฎีต่าง ๆ สามารถที่จะปรับไปใช้กลับการทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างความเป็นผู้นำให้กับผู้เรียนได้ แลได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ความแตกต่างของผู้นำกับผู้บริหาร และยังให้นักศึกษาได้ดูหนังสือ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน ที่เขียนร่วมกับคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ โดยเน้นเรื่องทฤษฎี 8K's กับ 8 H's ได้ให้นักศึกษาดูเทปเกี่ยวกับสู่ศตวรรษใหม่คุณพารณ อิศรเสนาและศ.ดรจีระ”  เป็นเทปรายการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์เรื่องทรัพยากรมนุษย์  และหลังจากนั้นก็ได้เริ่มให้นักศึกษาออกความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ได้ตั้งคำถามไว้ตั้งแต่ต้นชั่วโมงว่าวันนี้คุณได้อะไรบ้าง 1 เรื่อง”  จากนั้นได้ฝากให้นักศึกษาทำงานจำนวน 3 หัวข้อ ดังนี้

1.    แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร อธิบายมา 5 เรื่อง

-              ในส่วนของคำถามข้อที่ 1 นั้น ก่อนอื่นผมขออนุญาตเล่าถึงประวัติส่วนตัวโดยสังเขป  เริ่มต้นจากการที่ผมได้มีโอกาสเติบโตมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างที่จะสบาย  และอบอุ่น โดยในด้านของครอบครัวจะมีการสั่งสอนถึงเรื่องการมีเหตุผล  ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ในทุกๆ เรื่อง  ให้ความมุ่งมั่นในการที่จะทำสิ่งใด  จึงทำให้เป็นการปลูกฝังเข้าไปในจิตสำนึก และผมเองก็จะพยายามในการช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอด ตั้งแต่เด็ก  จนทำให้สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ  และเข้าใจคนรอบข้าง ได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งเริ่มเติบโตมา  ก็ได้มีโอกาสเข้าเรียนในสถาบันศึกษาอบรมหลักของทหาร-ตำรวจ คือ โรงเรียนเตรียมทหาร และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จนกระทั่งจบการศึกษาและเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกระทั่งปัจจุบันนี้                       ในด้านของจุดอ่อนหรือสิ่งที่อยากจะปรับปรุง  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในตัวของกระผมนั้นก็มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน                1.  ด้านความอดทนอดกลั้น   จะสังเกตุอยู่ในหลายๆ ครั้ง ในการทำงานโดยในปัจจุบัน เป็นตำรวจต้องเป็นผู้ที่รับฟัง รับความรู้สึกของประชาชน ผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา คนรอบตัวทุกๆ ด้าน  ซึ่งในบางครั้ง การที่เราไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคืออะไร ก็ทำให้เป็นปัญหาขึ้น  ซึ่งปัจจุบันได้ลองพยามยามฝึกโดยใช้ความสงบนิ่งและสมาธิเข้ามาช่วยเหลือ                2.  เป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง  ปัญหาในเรื่องนี้ เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  แต่ก็มักจะเกิดขึ้นในโอกาสที่เมื่องานในหลายๆ อย่าง เข้ามารุมเร้า  ทำให้เราเกิดอาการท้อแท้  ไม่รู้ว่าจะทำสิ่งใดดี ก็เลยปล่อยให้เวลามันเป็นตัวช่วย  ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดี  จึงได้คิดลองหาทางแก้ไขดู ก็ได้ข้อคิดอยู่อย่างหนึ่งคือ  หากครั้งได้คิดที่จะปล่อยให้ผัดงานออกไปอีก ก็ใช้วิธีคิดถึงคนในสังคมที่ไม่มีโอกาสเหมือนเรา  พวกเขาต้องลำบากต่อสู้ดิ้นรนอย่างไร   สิ่งนี้มันก็สามารถจะช่วยเหลือให้เกิดกำลังใจมุ่งมั่นทำงานได้ต่อไป                3.  ความละเอียดรอบคอบในการทำงาน  ปัญหานี้มักจะได้รับการตำหนิจากผู้บังคับบัญชาเสมอ เนื่องจากความละเอียดรอบคอบ เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานไม่ว่าจะเป็นด้านใด  เช่น  การแต่งกาย  การร่างหนังสือ การมีมารยาท ฯลฯ  ซึ่งในส่วนนี้ตัวเองได้ให้ข้อสรุปกับตัวเองไว้ว่า ต้องใช้ความพยายาม และอาศัยความชำนาญ ประสบการณ์  เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ นี้                4.  การมีความมั่นใจในตนเอง  เรื่องนี้ถึงแม้จะได้รับการฝึกอบรมมาจากทั้งในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แล้วก็ตาม  แต่ก็ยังเป็นปัญหามาโดยตลอด  เนื่องจากปัญหานี้มันมีองค์ประกอบหลายอย่าง  ซึ่งในส่วนตัวของกระผมเองก็ได้คิดหาวิธีการไว้ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยความพยายาม และความกล้าในการทำ  พยายามพบปะพูดคุยกับคนรอบข้าง ทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จัก                5.  ไม่ศึกษาสิ่งที่จะทำให้ถ่องแท้ก่อนลงมือทำ  นี้เป็นซึ่งที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานหลายๆ ครั้ง เนื่องจากเป็นคนชอบทำงานรวดเร็ว อาศัยว่าที่ผ่านมาไม่มีปัญหา หรือผ่านมาได้ตลอด ดวงดี  ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะยิ่งผมทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยแล้ว จะทำให้เกิดความสูญเสียตามมาได้ 

2.    เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร

-   ความหมายของผู้นำ  (Leader)                ความหมายของคำว่าผู้นำ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Leader” นั้น ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ในลักษณะต่าง ๆ เช่น                1. ผู้นำ      หมายถึง  บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นหรือได้รับการยกย่องขึ้นให้เป็นหัวหน้าผู้ตัดสินใจ (Decision Maker) เพราะมีความสามารถในการปกครองบังคับบัญชา และจะพาผู้ใต้บังคับบัญชาหรือหมู่ชนไปในทางที่ดีหรือชั่วได้                2. ผู้นำ       คือ บุคคลใดบุคคลหนึ่งในกลุ่มคนหลาย ๆ คนที่มีอำนาจอิทธิพลหรือความสามารถในการจูงใจคนให้ปฏิบัติตามความคิดเห็นความต้องการหรือคำสั่งของเขาได้                3.   ผู้นำ     คือผู้ที่มีอิทธิพลในทางที่ถูกต้องต่อการกระทำของผู้อื่นมากกว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่มหรือองค์กรซึ่งเขาปฏิบัติงานอยู่                4.   ผู้นำ     คือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากกลุ่มเพื่อให้เป็นหัวหน้า                 5.  ผู้นำ    เป็นคนเดียวในกลุ่มที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำ ผู้ประสานงานกิจกรรมภายในกลุ่ม             ซึ่งกล่าวโดยสรุปแล้ว ผู้นำคือ ผู้ที่มีศิลปะที่สามารถมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น นำบุคคลเหล่านั้นไปโดยได้รับความไว้วางใจและเชื่อใจอย่างเต็มที่อีกทั้งยังได้รับความเคารพนับถือ ความร่วมมือและความมั่นใจจากผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างจริงจังความหมายของภาวะผู้นำ  (Leadership)                ได้มีผู้ให้ความหมายของภาวะผู้นำไว้หลายประการ เช่น              1.ภาวะผู้นำ หมายถึงผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นและอำนาจนี้ช่วยให้ผู้นำสามารถปฏิบัติงานซึ่งเขาไม่สามารถปฏิบัติคนเดียวได้สำเร็จ และทำให้ผู้ตามยอมรับและเต็มใจปฏิบัติตาม              2.ภาวะผู้นำ หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนคนหนึ่ง(ผู้นำ)กับกลุ่ม(ผู้ตาม) ที่มีประโยชน์ร่วมกันและพฤติกรรมตนอยู่ภายใต้การอำนวยการและการกำหนดแนวทางของผู้นำ               3.ภาวะผู้นำ หมายถึงศิลปะของการบอก ชี้แนะ ผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่ด้วยความเต็มใจ และกระตือรือร้น                ซึ่งกล่าวโดยสรุปแล้ว ภาวะผู้นำ คือ ศิลปะหรือความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จะจูงใจหรือใช้อิทธิพลต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติการและอำนวยการโดยใช้กระบวนการสื่อความหมายหรือการติดต่อกันและกันให้ร่วมใจกับตนดำเนินการจนกระทั่งบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของเป้าหมายที่กำหนดไว้-   ความหมายของผู้บริหารคือ บุคคลที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การเพื่อให้ดำเนินไปสู่วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้                             ผู้บริหารขององค์การจะสามารถจัดการตามกระบวนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่ความสามารถทางการจัดการ 3 ชนิดคือ                            1.  ความสามารถด้านความคิด (Conceptual Skill) เป็นความสามารถในการมองภาพรวมทั่วทั้งองค์การ และความสามารถที่จะรวบรวมเอากิจกรรมและสถานะการณ์ต่าง ๆ  ตลอดจนเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในองค์การ                                                                    2.  ความสามารถด้านคน (Human Skill)  ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม การสร้างบรรยากาศในการทำงาน และการยอมรับความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน                            3.  ความสามารถด้านงาน (เทคนิค) (Technical Skill) มีความรู้ ความชำนาญ กระบวนการ วิธีการ ขั้นตอนต่างๆในการทำงานและความสามารถในการประยุกต์ให้งานประสบความสำเร็จได้ดี    สรุปความแตกต่างระหว่าง ผู้นำ และ ผู้บริหาร นั้นมีด้วยกันหลายประการ แต่ประการหลักนั้นคือ ผู้นำที่ดีคือผู้ที่มีบารมี นั้นหมายความถึง สามารถจูงใจลูกน้องให้สามารถทำงานให้ได้อย่างไม่มีข้อสงสัย โดยที่ไม่เน้นที่ผลประโยชน์เป็นหลักใหญ่ ทฤษฎี  8 K’s, 8 H’s, 5 K’s  เกี่ยวข้องอย่างไรกับ  Leadership                             -    ทฤษฎี 8 K’s ได้แก่                             * ทุนมนุษย์  (Human Capital)                          * ทุนทางความรู้  (Talented Capital)* ทุนทางปัญญา  (Intellectual Capital)        * ทุนทาง IT  (Digital Capital)               * ทุนทางความสุข  (Happiness Capital)          * ทุนทางจริยธรรม  (Ethical Capital)                * ทุนทางสังคม  (Social Capital)                  * ทุนแห่งความยั่งยืน  (Sustainability Capital)                -     ทฤษฎี 8 H’s ได้แก่                * Heritage   แสดงถึงตัวตนและคุณค่าของตัวเอง         * Home   บ้านเป็นพื้นฐานแห่งการดำรงชีวิตที่จะต้องมั่นคง         * Hand   มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ               * Head   ใช้ความคิดให้เกิดประโยชน์               * Heart   เป็นผู้ที่มีจิตใจดี               * Happiness   แสวงหาความสุขให้กับชีวิต   * Harmony   ความร่วมมือร่วมใจให้เกิดความสงบสุข         * Health   เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์  -   ทฤษฎี 5 K’s ได้แก่            * Emotional  Capital  ทุนทางอารมณ์           * Cultural  Capital  ทุนทางวัฒนธรรม          * Knowledge  Capital  ทุนทางความรู้        * Creativity  Capital  ทุนแห่งการสร้างสรรค์           * Innovation  Capital  ทุนทางนวัตกรรม                                         จากทฤษฎีต่างๆ ที่ได้เรียนมานั้น จะสังเกตุได้จากในตัวของผู้นำแต่ละคนได้อย่างง่าย ซึ่งจะไม่เคยมีผู้นำคนใดที่จะสามารถทำทฤษฎี แต่ละทฤษฎีได้ทุกๆ ข้อ  แต่หากดูแล้วเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับตัวผู้นำ หรือ ผู้บริหารเองทุกคน นั้นคือการที่จะเป็นผู้นำ หรือ ผู้บริหาร นั้น หมายถึงการเป็นผู้มีอำนาจที่สามารถบริหารงานให้สำเร็จลุล่วงตามจุดประสงค์เป้าหมาย แต่การที่จะได้มาซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ในบางครั้งต้องมีการกระตุ้นหลายๆ อย่างให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดำเนินการตาม  ฉะนั้น ผู้นำ หรือผู้บริหารนั้น ต้องใช้ทั้งศิลป์ และ ศาสตร์ ในการบริหารจัดการ 
apichart
IP: xxx.146.201.10
เขียนเมื่อ 
vpkdgiupo[hk'0y'
นางสาวอรุณรุ่ง พึ่งร่วมกลาง รหัส 06150012
IP: xxx.113.41.135
เขียนเมื่อ 
ข้าพเจ้า  นางสาวรุ่งอรุณ  พึ่งร่วมกลาง  ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าพเจ้าเกิดขึ้นในครอบครัวใหญ่ที่มีฐานะมั่นคง  แต่บิดามารดาของข้าพเจ้าก็ไม่เคยเลี้ยงลูกแบบตามใจ  คืออยากได้อะไรก็ได้  บิดามารดาของข้าพเจ้าจะสอนอยู่ตลอดเวลาว่าให้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตมีน้ำใจให้กับคนรอบข้าง  ให้เคารพนับถือผู้ใหญ่และให้อดทนต่อความไม่ชัดเจนในอนาคตที่ไม่แน่นอนทุกๆเรื่อง และให้รู้จักตัวตนของตนเอง  และมองโลกในแง่บวกเสมอ  ถึงแม้ว่าครอบครัวของข้าพเจ้าจะเป็นคนต่างจังหวัด แต่บิดามารดาของข้าพเจ้าก็ไม่เคยเลยที่จะมองข้ามการศึกษาของลูกๆ ส่งให้ลูกๆ เรียนจบกันหมดแต่ก็ไม่บังคับว่าให้ลูกเรียนวิชาอะไร  ขอให้ลูกเลือกทางเดินที่ดีและถูกต้องข้อ 1    จุดอ่อน  จุดแข็ง  อะไรบ้างที่อยากจะปรับปรุง                จุดแข็ง  1.  มองโลกในแง่ดี  มีทัศนคติเชิงบวกและเป็นคนเข้มแข็ง  คอยสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองเสมอ                จุดอ่อน  1.  ไม่มั่นใจในตัวเอง  ข้อ 2  ระหว่างผู้นำกับผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร

                ผู้นำ  (Leader)    เน้นที่คน,  วิสัยทัศน์ไกล ,  เป็นผู้จัดระบบ ,   เน้นการลงทุน ,   มีอุดมการณ์  หลักการณ์    จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับอนาคตเสมอ จะต้องเป็นผู้ที่ความคิดความอ่านคำนึง

สิ่งถึงสถานะการณ์ปัจจุบัน และมองถึงแนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อที่จะได้หาแนวทางรับมือและป้องกัน  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไป                ผู้บริหาร (Management)  เน้นประสิทธิภาพ  การควบคุม การวางระบบ  การจัดระเบียบ  จัดหา   ประสานงาน   มองถึงประสิทธิภาพการทำงานเป็นส่วนประกอบเมื่องานนั้นเสร็จก็ถือว่าจบ ต่างจากการมองในมุมของผู้นำนั้นจะมุ่งที่จะนำนวัตกรรมใหม่เทคโนโลยีใหม่พยายามเสาะแสวงหาสิ่งใหม่เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานให้ความสะดวกรวดเร็วและเกิดมีประสิทธิภาพสูงสุด         ข้อ 3  ทฤษฎี 8 K’s, 5k’s, 8H’s เกี่ยวข้องอะไร Leadership                     ทฤษฎี 8K’s นั้นประกอบด้วย Human capital, Intellectual Capital, Ethical Capital, Happiness Capital, Social Capital, Sustainability Capital, Digital Capital, Talent Capital   ทฤษฏี 8H’s นั้นประกอบด้วย  Heritage, Home, Hand, Head, Heat, Happiness Harmony, Health                   • Emotional  Capital  ทุนทางอารมณ์               • Cultural  Capital  ทุนทางวัฒนธรรม   ทฤษฎี 5K’s นั้นประกอบด้วย   • Knowledge  Capital   ทุนทางความรู้   • Creativity  Capital  ทุนแห่งการสร้างสรรค์   • Innovation  Capital  ทุนทางนวัตกรรม                มองว่าทั้ง 3 ทฤษฏีนี้มีความเกี่ยวข้องกับ Leadership ยังไงนั้นก็พอจะบอกได้ว่าทั้ง 3 ทฤษฏีก็เป็นส่วนหนึ่งที่สัมพันธ์กันของภาวะผู้นำผู้ที่จะเป็นผู้นำนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีหลักทฤษฏีทั้ง 3 ทฤษฎีนี้  โดยกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม และ ทุ่มเทให้แก่องค์กร และจะต้องนำหลักดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับการเป็นผู้นำของเขานั่นเอง   
นางสาวชนากานต์ วังคะฮาด
IP: xxx.157.229.63
เขียนเมื่อ 
เรียน  ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมถ์                                  จากที่ดิฉันได้กับท่านอาจารย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔  มกราคม  ๒๕๕๐ ที่ผ่านมานั้นเพียงวันเดียวที่ได้สำผัสกำท่านอาจารย์ก็ทำให้ดิฉันทราบแล้วค่ะว่าตัวเองเป็นอย่างไร  ดิฉันเองยังห่างไกลอะไร ๆ อีกมากมาย มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ดิฉันต้องเรียนรู้จากท่าน  ดิฉันภูมิใจค่ะที่ได้มาเรียน MPA. ที่ ม. แสตมฟอร์ด และได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน ดร. จีระ  หงส์ลดารมถ์     ดิฉันตั้งใจจะเก็บเกี่ยวความรู้จากท่านให้มากที่สุด  เพราะดิฉันไม่รู้ว่าหลังจากจบวิชานี้ไปแล้วดิฉันจะโชคดีได้นั่งฟังท่าน ดร. จีระ พูดอีกเมื่อไร  ภาวะผู้นำนั้นสำคัญมากสำหรับดิฉัน  โดยเฉพาะตำแหน่งหน้าที่การงานของดิฉันในปัจจุบันซึ่งเป็นทั้งผู้นำและผู้บริหารควบคู่กันไปและถ้าหากว่าดิฉันไม่พัฒนาตัวเองด้านศักยภาพความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการที่ดีอยู่เสมอแล้วละก็ ดิฉันคิดว่าบนเส้นทางทางการเมืองซึ่งเป็นเส้นทางที่ดิฉันเลือกเองนั้นคงจะไปได้ไม่ดีแน่ดังนั้นดิฉันจึงพยายามแสวงหาความรู้ตลอดเวลาเมื่อมี่โอกาส                วันนี้ดิฉันได้ส่งการบ้าน  ๓ ข้อที่ท่านอาจารย์ให้ทำด้วยค่ะ                ข้อ ๑   สำหรับดิฉันในปีนี้อายุย่างเข้า  ๓๖  ปีแล้วค่ะ ดิฉันคิดว่าจุดแข็งของตัวเองคือ   ๑.      ความมีมานะ  ขยัน  และความอดทน  เนื่องจากดิฉันเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวยพ่อแม่มีอาชีทำนามีลูกหลายคนดิฉันมีพี่น้องรวมกัน ๙ คน ดิฉันทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย แม่สอนให้รู้จักความมีมานะ ความขยันหมั่นเพียรและให้รู้จักอดทน และปัจจุบันดิฉันคิดว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชนะใจประชาชนในท้องถิ่นและได้รับเลือกให้เป็นนายก อบต. คือความรู้จักอดทนอดกลั้นต่อสิ่งประทะทั้งปวง  ๒.    ความซื่อสัตย์สุจริต กตัญญู  มีคุณธรรมและจริยธรรม  ที่ดิฉันคิดว่าเป็นจุดแข็งเพราะตั้งแต่เกิดมาดิฉันไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน  และความกตัญญูรู้คุณคนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับดิฉัน๓.     มีความมั่นใจในตัวเอง   ในตัวของดิฉันนั้นมีภาวะผู้นำอยู่บ้างในตัวตั้งแต่วัยเด็กเรียนอยู่ชั้นประถมเพราะได้เป็นหัวหน้าชั้นตลอดตั้งแต่ ป. ๑   อยู่ชั้นมัธยมก็จะถูกคัดเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่มเสมอเวลามีกิจกรรม และดิฉันทำอะไรก็ต้องพึ่งตัวเอง  คิดเอง ทำเอง  ตัดสินใจเองมาตลอด ทำให้ดิฉันทำสิ่งใดจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงมีความกล้าที่จะลงเล่นการเมืองท้องถิ่นซึ่งดิฉันไม่เคยสำผัสมาก่อนแต่ก็มีความมั่นใจว่าทำได้  แล้วดิฉันก็ทำได้จริง ๆ๔.     จากการที่มีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปนั่นเองทำให้มีปัญหาในการบริหารงานเกิดขึ้น  ความสามารถในด้านการบริหารจัดการ  เป็นจุดอ่อนของดิฉันที่ควรปรับปรุงคือไม่กล้าที่จะกระจายอำนาจให้ผู้แก่ผู้ไต้บังคับบัญชาโดยเฉพาะทางด้านความคิด(มีก็เป็นส่วนน้อยเพราะกลัวผิดพลาด) ชอบคิดว่าความคิดของตัวเองนั้นเจ็งกว่าใคร ๆ ในองค์กร  ชอบให้ผู้ไต้บังคับบัญชาทำตามคำสั่งมากกว่าเสนอความคิดเห็น ซึ่งดิฉันทราบว่ามันไม่ใช่การบริหารจัดการที่ดี ดิฉันก็พยายามปรับปรุงเรื่อยมาในเรื่องนี้

๑.      จุดอ่อนอีกข้อก็คือ  ภาษาอังกฤษ    ถึงจะไม่ใช่ภาษาของไทยเราแต่ดิฉันว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่ผู้นำต้องรู้ ดิฉันพยายามที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้มากแต่ก็ทำได้ไม่ดีเพราะในท้องถิ่นของดิฉันนั้นแทบไม่มีชาวต่างชาติเลยก็ว่าได้  ดิฉันชอบที่ท่าน ดร. จีระสอนเพราะพูดไทยบ้าง อังกฤษบ้างปนกันไป ดิฉันอยากจะให้อาจารย์พูดแบบนี้ทุกคน นักศึกษาจะได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปด้วย

ข้อ ๒  ท่านอาจารย์ให้เปรียบว่าระหว่างผู้นำกับผู้บริหารนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร                  คำว่าผู้นำกับผู้บริหารนั้นดูคล้าย ๆ กันแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวบางครั้ง  ผู้นำไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรียนสูงๆ เพราะผู้นำบางคนมาจากความเคารพนับถือ ความศรัทธาจากชาวบ้านยกย่องให้เป็นผู้นำเพราะเขาเป็นคนดีมีคุณธรรมและจริยธรรม เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนต่าง ๆ เป็นต้น แต่ผู้บริหารนั้นจำเป็นต้องมีความรู้ถ้าหากไม่มีความรู้เป็นทุนแล้วจะประสบผลสำเร็จยากดิฉันขอแยกความระหว่างผู้นำกับผู้บริหารดังนี้
๑.      ผู้นำจะเน้นที่คน  มากว่าสิ่งไดบุคลากรเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคนเก่งแล้วทุกอย่างก็จะดีหมด  ( เก่งแล้วต้องดีด้วยนะคะ)๒.    Trust  ผู้นำต้องมีความไว้วางใจกล้าที่จะกระจายอำนาจให้แก่ผู้อื่น และต้องได้ต้องไดรับความไว้วางใจจากผู้อื่นด้วยทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม๓.     What, Why  ผู้นำมักจะตั้งคำถาม  อะไร,ทำไมอยู่เสมอเพราะผู้นำนั้นจะทำอะไรต้องมีเหตุและผลและเกิดประโยชน์  ก่อนจะลงมือทำต้องคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเสียหายเกิดขึ้นภายหลัง๔.     มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์  ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างมองกาลไกล มีภาพลักษณ์ที่ดี รู้ทิศทางการทำงาน เป็นผู้นำต้องมีความคิดริเริ่มอยู่เสมอ มีความคิดสร้างสรรค์และไม่หยุดนิ่ง๕.     ระยะยาว  ผู้นำจะทำสิ่งใดแล้วจะต้องมีผลในระยะยาวและยั่งยืน  และให้เกิดประโยชน์สูงสุด๖.      เน้นวัตกรรม  เป็นผู้นำจะต้องรู้จักนำวัตกรรมใหม่เข้ามาใช้ในองค์กรของตังเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน๗.     Change  เป็นผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลง เน้นความคล่องตัวการทำงานที่รวดเร็ว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ เปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้นไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆส่วนผู้บริหารก็คงไม่แตกต่างกันเทาไรนัก ผู้บริหารที่ดีต้องมีคุณสมบัติผู้นำอยู่ด้วย คุณลักษณะของผู้นำคือ๑.      เน้นที่ระบบ  ผู้บริหารองค์กรนั้นจะเน้นการทำงานอย่างเป็นระบบ คือให้เป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้๒.    ควบคุม  เพื่อทำงานเป็นระบบก็ต้องมีการควบคุมให้การทำงานมีประสิทธิภาพและคุ่มค่า ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น๓.     ระยะสั้น  การทำงานหวังผลระยะสั้น  ทำให้เสร็จเป็นงาน ๆ ไป๔.     When,How  ผู้บริหารมักจะมีคำว่า  เมื่อไร  อย่างไร  ถ้าจะทำสิ่งใดนั้นต้องดูว่าจะทำเมื่อไร คือระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นเองและมีวิธีทำอย่างไรจึงจะได้ผล๕.      กำไร/ขาดทุน  ทุกๆ ๓ เดือน  เป็นธรรมชาติของผู้บริหารองค์กรเป้าหมายก็คือกำไร วิสัยทัศน์ของผู้บริหารองค์กรก็คือ  กำไร  ขาดทุน จากผลผลิตแต่ละไตรมาสเท่านั้นจะทำสิ่งใดดูที่ค่าใช้จ่ายเน้นเทคนิคในการบริหารเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรสูงสุด๖.      การจัดให้สำเร็จ  มีประสิทธิภาพ  ระบบการจัดการของผู้บริหารนั้นเน้นที่ประสิทธิภาพของงาน  ไม่ได้ให้ความสนใจกับบุคลกรและสิ่งแวดล้อมขอให้งานออกมาดีถือว่าสำเร็จ๗.     Static  เน้นหลักการบริหารที่ตายตัวเป็นไปตามระบบระเบียบข้อกำหนดต่าง ๆ แบ่งหน้าที่การทำงานชัดเจนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรง่าย๑.      ผู้นำจะเน้นที่คน  มากว่าสิ่งไดบุคลากรเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคนเก่งแล้วทุกอย่างก็จะดีหมด  ( เก่งแล้วต้องดีด้วยนะคะ)๒.    Trust  ผู้นำต้องมีความไว้วางใจกล้าที่จะกระจายอำนาจให้แก่ผู้อื่น และต้องได้ต้องไดรับความไว้วางใจจากผู้อื่นด้วยทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม๓.     What, Why  ผู้นำมักจะตั้งคำถาม  อะไร,ทำไมอยู่เสมอเพราะผู้นำนั้นจะทำอะไรต้องมีเหตุและผลและเกิดประโยชน์  ก่อนจะลงมือทำต้องคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเสียหายเกิดขึ้นภายหลัง๔.     มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์  ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างมองกาลไกล มีภาพลักษณ์ที่ดี รู้ทิศทางการทำงาน เป็นผู้นำต้องมีความคิดริเริ่มอยู่เสมอ มีความคิดสร้างสรรค์และไม่หยุดนิ่ง๕.     ระยะยาว  ผู้นำจะทำสิ่งใดแล้วจะต้องมีผลในระยะยาวและยั่งยืน  และให้เกิดประโยชน์สูงสุด๖.      เน้นวัตกรรม  เป็นผู้นำจะต้องรู้จักนำวัตกรรมใหม่เข้ามาใช้ในองค์กรของตังเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน๗.     Change  เป็นผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลง เน้นความคล่องตัวการทำงานที่รวดเร็ว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ เปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้นไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆส่วนผู้บริหารก็คงไม่แตกต่างกันเทาไรนัก ผู้บริหารที่ดีต้องมีคุณสมบัติผู้นำอยู่ด้วย คุณลักษณะของผู้นำคือ๑.      เน้นที่ระบบ  ผู้บริหารองค์กรนั้นจะเน้นการทำงานอย่างเป็นระบบ คือให้เป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้๒.    ควบคุม  เพื่อทำงานเป็นระบบก็ต้องมีการควบคุมให้การทำงานมีประสิทธิภาพและคุ่มค่า ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น๓.     ระยะสั้น  การทำงานหวังผลระยะสั้น  ทำให้เสร็จเป็นงาน ๆ ไป๔.     When,How  ผู้บริหารมักจะมีคำว่า  เมื่อไร  อย่างไร  ถ้าจะทำสิ่งใดนั้นต้องดูว่าจะทำเมื่อไร คือระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นเองและมีวิธีทำอย่างไรจึงจะได้ผล๕.      กำไร/ขาดทุน  ทุกๆ ๓ เดือน  เป็นธรรมชาติของผู้บริหารองค์กรเป้าหมายก็คือกำไร วิสัยทัศน์ของผู้บริหารองค์กรก็คือ  กำไร  ขาดทุน จากผลผลิตแต่ละไตรมาสเท่านั้นจะทำสิ่งใดดูที่ค่าใช้จ่ายเน้นเทคนิคในการบริหารเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรสูงสุด๖.      การจัดให้สำเร็จ  มีประสิทธิภาพ  ระบบการจัดการของผู้บริหารนั้นเน้นที่ประสิทธิภาพของงาน  ไม่ได้ให้ความสนใจกับบุคลกรและสิ่งแวดล้อมขอให้งานออกมาดีถือว่าสำเร็จ๗.     Static  เน้นหลักการบริหารที่ตายตัวเป็นไปตามระบบระเบียบข้อกำหนดต่าง ๆ แบ่งหน้าที่การทำงานชัดเจนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรง่าย๑.      ผู้นำจะเน้นที่คน  มากว่าสิ่งไดบุคลากรเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคนเก่งแล้วทุกอย่างก็จะดีหมด  ( เก่งแล้วต้องดีด้วยนะคะ)๒.    Trust  ผู้นำต้องมีความไว้วางใจกล้าที่จะกระจายอำนาจให้แก่ผู้อื่น และต้องได้ต้องไดรับความไว้วางใจจากผู้อื่นด้วยทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม๓.     What, Why  ผู้นำมักจะตั้งคำถาม  อะไร,ทำไมอยู่เสมอเพราะผู้นำนั้นจะทำอะไรต้องมีเหตุและผลและเกิดประโยชน์  ก่อนจะลงมือทำต้องคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเสียหายเกิดขึ้นภายหลัง๔.     มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์  ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างมองกาลไกล มีภาพลักษณ์ที่ดี รู้ทิศทางการทำงาน เป็นผู้นำต้องมีความคิดริเริ่มอยู่เสมอ มีความคิดสร้างสรรค์และไม่หยุดนิ่ง๕.     ระยะยาว  ผู้นำจะทำสิ่งใดแล้วจะต้องมีผลในระยะยาวและยั่งยืน  และให้เกิดประโยชน์สูงสุด๖.      เน้นวัตกรรม  เป็นผู้นำจะต้องรู้จักนำวัตกรรมใหม่เข้ามาใช้ในองค์กรของตังเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน๗.     Change  เป็นผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลง เน้นความคล่องตัวการทำงานที่รวดเร็ว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ เปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้นไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆส่วนผู้บริหารก็คงไม่แตกต่างกันเทาไรนัก ผู้บริหารที่ดีต้องมีคุณสมบัติผู้นำอยู่ด้วย คุณลักษณะของผู้นำคือ๑.      เน้นที่ระบบ  ผู้บริหารองค์กรนั้นจะเน้นการทำงานอย่างเป็นระบบ คือให้เป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้๒.    ควบคุม  เพื่อทำงานเป็นระบบก็ต้องมีการควบคุมให้การทำงานมีประสิทธิภาพและคุ่มค่า ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น๓.     ระยะสั้น  การทำงานหวังผลระยะสั้น  ทำให้เสร็จเป็นงาน ๆ ไป๔.     When,How  ผู้บริหารมักจะมีคำว่า  เมื่อไร  อย่างไร  ถ้าจะทำสิ่งใดนั้นต้องดูว่าจะทำเมื่อไร คือระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นเองและมีวิธีทำอย่างไรจึงจะได้ผล๕.      กำไร/ขาดทุน  ทุกๆ ๓ เดือน  เป็นธรรมชาติของผู้บริหารองค์กรเป้าหมายก็คือกำไร วิสัยทัศน์ของผู้บริหารองค์กรก็คือ  กำไร  ขาดทุน จากผลผลิตแต่ละไตรมาสเท่านั้นจะทำสิ่งใดดูที่ค่าใช้จ่ายเน้นเทคนิคในการบริหารเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรสูงสุด๖.      การจัดให้สำเร็จ  มีประสิทธิภาพ  ระบบการจัดการของผู้บริหารนั้นเน้นที่ประสิทธิภาพของงาน  ไม่ได้ให้ความสนใจกับบุคลกรและสิ่งแวดล้อมขอให้งานออกมาดีถือว่าสำเร็จ๗.     Static  เน้นหลักการบริหารที่ตายตัวเป็นไปตามระบบระเบียบข้อกำหนดต่าง ๆ แบ่งหน้าที่การทำงานชัดเจนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรง่าย
นางสาวชนากานต์ วังคะฮาด
IP: xxx.157.229.63
เขียนเมื่อ 
ข้อ ๓    ทฤษฎี  8 K’s   5 K’s  8 H’s  เกี่ยวข้องอะไรกับ  Leadership            ก่อนอื่นต้องขอยกเอาหมายของทฤษฎีทั้ง ๓  ทฤษฎีของท่านคุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์  และท่าน ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ดังนี้ทฤษฎี   8 H’s 8 K’s                   ๑.   Heritage  มรดก  (รากฐานของชีวิต)   Sustainable  Capital  ทุนแห่งความยั่งยืน   มรดกเป็นรากเหง้าของทุกคนเราเกิดมาต้องรู้รากเหง้าของตัวเองเสียก่อนว่าเป็นใครมาจากไหน  วัฒนธรรมเป็นอย่างไร  รู้ว่าอะไรที่เรามีเพียงพอแล้วอะไรที่เรามีเกินอะไรที่เรายังขาดอยู่ และอะไรบ้างที่เราต้องพัฒนาต่อไป                ๒.  Head  สมอง (คิดเป็น คิดดี) หมายถึงการมีสมอง การมีความคิด  มีความรู้ มีสติ คิดเป็นแล้วต้องคิดดีด้วย   เรียกว่ามีสมองที่รู้จักวิเคราะห์ คิดเป็นแล้วต้องคิดดีด้วย   เรียกว่ามีสมองที่รู้จักวิเคราะห์ ใช้เหตุผลทําให้เกิดปัญญา Intellectual  Capital  ทุนทางปัญญา  หมายถึงการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม  การเป็นผู้นำนั้นสิ่งสำคัญคือ  ต้องรู้มาก รู้กว้าง และรู้ลึกกว่าคนอื่น                        ๓.   Hand    มืออาชีพ (ทำงานด้วยฝีมือตนเอง)  คิดจะทำอะไรก็ให้ลงมือทำด้วยตนเอง  ถ้าคิดแล้วไม่ลงมือทำก็จะไม่สำเร็จ ลงมือทำเท่าที่เราทำได้แล้วทำให้สำเร็จ  อย่าไปหวังพึ่งผู้อื่นเพียงอย่างเดียว  Talent Capital  ทุนทางความรู้  ทักษะ และทัศนคติ  ผู้นำต้องมีความรู้กว้าง มีทักษะเฉพาะตัวหรือจากการศึกษาเรียนรู้ และมีทัศนคติที่ดี                        ๔.   heart  จิตใจที่ดี   คนเราถ้ามีจิตใจที่มีไม่งามแล้วทำอะไรก็จะไม่สำเร็จหรือติดปัญหาอยู่เป็นประจำ ถ้าเป็นผู้นำประเทศก็จะพาให้ประเทศชาติเสียหาย  ผู้นำที่ดีต้องมีจิตใจที่งดงามมีน้ำใจ และเสียสละ  Ethical Capital  ทุนทางจริยธรรม  ผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรมมักจะมีคนเคารพนับถือมาก  บุคลากรที่มีความรู้ดี สติปัญญาดี จะสร้างให้เกิดทุนทางจริยธรรมได้                        ๕.   Health  สุขภาพ  พลานามัยที่สมบูรณ์    สำหรับมนุษย์แล้วสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ  สุขภาพคือทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรามีความตั้งใจมีความปรารถนาที่จะทำหลาย ๆ อย่างในชีวิต  แต่ถ้าหมดลมหายใจหรือสิ้นลมหายใจแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้  Digital  Capital  ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  (ไอที)  คือต้องมีความรู้ด้านไอทีว่าเป็นอย่างไร  รู้จักนำเทคโนโลยีใหม่ๆ  เข้ามาเพื่อพัฒนาองค์กรของตัวเอง                          ๖.   Home  บ้านและครอบครัว   การมีบ้านและครอบครัวที่อบอุ่น  สถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ก็จะสามารถช่วยลดปัญหาทุกอย่างลงได้  โดยเฉพาะปัญหาสังคม เด็ก และเยาวชน  การที่มีครอบครัวดีช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็จะเป็นพื้นที่ท่ให้เราเป็นผู้นำที่ดีได้  Human  Capital  ทุนมนุษย์  คือทุนที่ได้มาจากความรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษา  ทุนที่ได้มาจากการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูจากบิดา-มารดา ถือว่าเป็นทุนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมีมา เมื่อมีพื้นฐานมนุษย์มาดีเมื่อเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนก็จะสามารถต่อยอดทุนมนุษย์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง สังคม องค์กร และประเทศชาติได้เป็นอย่างดี                        ๗.   Happiness  ความสุข  ทุนแห่งความสุข  การที่จะอยู่อย่างมีความสุขนั้น  ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น  ไม่คิดในเชิงลบ  ให้รู้ตัวเองว่าตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไร  ให้มีจิตใจที่ดีงามแล้วเราก็จะใช้ชีวิตแบบมีความสุขได้

                           Harmony  ความปรองดอง สมานฉันท์  Social    Capital  ทุนทางสังคม  เรื่องนี้สำคัญมากกับการทำงานในองค์กร  ความสามัคคีในหมู่คณะจะทำให้การทำงานใด ๆ บรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยง่ายและรวดเร็ว  ทำงานเป็นทีมเวิร์ค ได้ทำงานร่วมกันอย่างกลมเกลียวงานก็จะออกมาดี 

ทฤษฎี  5 K’s                   ๑.  Innovation Capital  ทุนทางวัตกรรม   ๒.  Creativity Capital  ทุนแห่งการสร้างสรรค์   ๓.  Knowledge Capital  ทุนทางความรู้   ๔. Cultural Capital  ทุนทางวัฒนธรรม  ๕.  Emotional Capital  ทุนทางอารมณ์                                  ทฤษฎีทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับ  Leadership ทั้งสิ้น  เพราะทั้ง ๓ ทฤษฎีนั้นเป็นหลักและคุณสมบัติของผู้นำที่ดี  ถ้าหากว่าผู้นำท่านใดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกข้อตามทฤษฎีดังกล่าวรับรองว่าท่านเป็นผู้นำที่สุดยอดที่สุด 
SUREE APIRASSAK
IP: xxx.121.4.97
เขียนเมื่อ 

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สวัสดีเพื่อนนักศึกษา MPA มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ทุกท่าน

            ดิฉันสุรีย์ อภิราษฎร์ศักดิ์ คิดว่า คนที่จะให้การศึกษากับคนอื่นได้ ต้องทำตัวให้ได้รับการศึกษาก่อน และต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บิดามารดาเป็นครูคนแรก ต่อการเรียนรู้ของบุตรธิดามากที่สุด ครูอาจารย์ที่ดีต้องเรียนรู้อยู่เสมอ องค์กรที่จะพัฒนาก้าวหน้าไปได้จะต้องเป็นองค์กรที่รู้จักเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง                

                  ดิฉันเป็นหนึ่งในจำนวนนักศึกษา MPA รุ่น 1 ในมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด  ดิฉันเองเคยรับราชการในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศไทย  ได้เห็นการเรียนการสอนที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง  และในขณะนี้ที่ดิฉันได้เห็น  ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่เป็นผู้มีความรู้มาก    และมีประสบการณ์สูงที่สามารถให้คำแนะนำ  สำหรับผู้ไฝ่การเรียนรู้แต่ละคน  แล้วยังได้เผยแพร่แนวคิดที่จะมีส่วนไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ของนักศึกษาในชั้นเรียน และยังช่วยแก้ปัญหาความด้อยพัฒนาของนักศึกษาอีกด้วย .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ  การฟังอย่างพินิจ  พิจารณา  คิด  ซักถาม  อภิปราย  อ่าน  ค้นคว้า  ทดลอง  เรียนรู้ด้วยตนเอง  วิเคราะห์  สังเคราะห์  ประยุกต์ใช้ให้เป็น 

         ท่านอาจารย์ได้ให้นักศึกษาทุกคนค้นหาคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว  เพราะการจะมีภาวะผู้นำที่ดีนั้น  จะต้องฝึกวิเคราะห์สภาพปัญหาอย่างลึกซึ่งรอบด้าน  เช่น วิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง  จุดอ่อน  ด้านบวก  ด้านลบของคน  องค์กรสถานการณ์ต่างๆ  ค้นหาสาเหตุไปถึงรากเหง้าของปัญหา 

สำหรับดิฉันแล้ว  การมีจุดแข็ง

  1. ในเรื่องของจริยธรรมนั้นเป็นเรื่องของรูปแบบของการตีความว่า  พฤติกรรมใดผิด  พฤติกรรมใดถูก  สิ่งใดดี  สิ่งใดเลว  ควรทำหรื่อไม่ควรทำ  จริยธรรมนี้จะเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกสถาบัน  ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว  สถาบันการศึกษา  หรือสถาบันวิชาชีพ  สถาบันต่าง ๆ พยายามที่จะสอนให้คนมีจริยธรรม  แต่การที่จะได้ผลสัมฤทธิตามคำสอนหรือไม่  ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้เรียนรู้ว่าจะยอมรับและนำไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด
  2. การให้ความเคารพนับถือผู้อื่น  ไม่สำคัญว่าผู้นั้นจะเป็นใครมาจากไหน ไม่ว่าจะอายุมากกว่าหรือน้อยกว่า
  3. เชื่อมั่นและรับฟัง  มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง  แต่ในขณะเดียวกันยินดีรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ  และไม่ถือตัวเย่อหยิ่งกับผู้อื่น  
  4. ยอมรับทั้งข้อผิดพลาดและถูกต้อง  มีความรับผิดชอบต่อการกระทำภายใต้การควบคุมดูแลของตน  และผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา  ไม่ใช่รับความดีแต่ไม่ยอมปกป้องลูกน้องในกรณีที่เกิดผิดพลาด
  5. รู้จักปรับตัวและยืดหยุ่น  มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบด้านได้อย่างรวดเร็ว  ทั้งนี้เนื่องมาจากความสามารถในการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น

จุดอ่อน

  1. ขาดความเชียวชาญในด้านเทคนิค
  2. ขาดความกล้าเสี่ยง
  3. ขาดความสามารถด้านบริหารจัดการ
  4. เป็นคนตรงเกินไป คิดเร็ว  พูดเร็ว

(หมายเหตุ)  คนทุกคนไม่ใช้ว่าจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนมากกว่าหรือน้อยกว่า 5 ข้อ เสมอไป

ท่านอาจารย์ให้เปรียบเทียบว่าผู้นำและผุ้บริหารเหมือนกันอย่างไร

             เราจะรู้สึกว่าความหมายของ  ผู้นำและผู้บริหาร  เหมือนกัน  แต่จริงๆแล้วต่างกัน  ผู้นำมักจะเป็นผู้คิดนโยบาย  และผู้บริหารจะเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติดังตารางข้างล่าง

 

 ผู้นำ

ผู้บริหาร
เน้นที่คนเน้นที่ระบบ
ควบคุมควบคุม
ระยะยาวระยะสั้น
WHAT ,WHYWHEN ,HOW
มองอนาคต ขอบฟ้าภาพลักษณ์กำไร/ขาดทุนทุก 3 เดือน
เน้นนวัตกรรมจัดการให้สำเร็จมีประสิทธิภาพ
CHANGESTATIC
 

 

   ทฤษฎี8K’S,SK’S,8H’Sเกี่ยวข้องอะไรกับ Leadership ทฤษฎี 8H’S ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์

  1. HERITAGE (มรดก)รากฐานของชีวิต
  2. HEAD สมอง (คิดเป็น คิดดี)
  3. HAND มืออาชีพ
  4. HEART จิตใจที่ดี
  5. HEALTHสุขภาพและพลานามัยที่สมบูรณ์
  6. HOME บ้านและครอบครัว
  7. HAPPINESS การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
  8. HAMONY ความปรองดอง สมานฉันท์

ทฤษฎี 8K’S  ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์

  • ทุนแห่งความยังยืน                             Sustainable  Capital
  • ทุนทางสังคม                                       Social  capital
  • ทุนทางจริยธรรม                                Ethical  Capital
  • ทุนแห่งความสุข                                 Happiness  Capital
  • ทุนทาง IT                                            Digital  Capital
  • ทุนทางปัญญา                                     Intellectual  Capital
  • ทุนทางความรู้  ทักษะ  ทัศนคติ        Talent  Capital
  • ทุนมนุษย์                                              Human  Capital 
 
ทฤษฎี  5 K’S  ได้แก่
  1. Innovation  Capital     ทุนทางนวัตกรรม
  2. Creativity  Capital    ทุนแห่งการสร้างสรรค์
  3. Knowledge  Capital    ทุนทางความรู้
  4. Cultural  Capital    ทุนทางประสบการณ์
  5. Emotional  Capital    ทุนทางอารมณ์
 เราจะเห็นว่า  ทฤษฎี  8 H’S  :ของคุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์ทฤษฎี  8 K’S  : ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทฤษฎี  5 K’S  :

        ทั้ง 3 ทฤษฎีนี้  ถ้าผู้ศึกษาได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังจะทำให้มีวุฒิของความเป็นผู้นำได้อย่างแน่นอน  โดยเฉพาะถ้าได้อ่านหนังสือ 2 เล่ม  คือ

  1. 2 พลังความคิดชีวิตและงาน  ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และคุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์
  2. หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้  โดย  ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์, คุณพารณ  อิศรเสนา ณ อยุธยา           หนังสือ 2 เล่มดังกล่าวเป็นผลงานที่ได้กลั่นกรองจากประสบการณ์  การเป็นอาจารย์ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงวิชาการในด้านการจัดการและการเป็นผู้นำ  ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมาเป็นเวลายาวนาน  รวมไปถึงประสบการณ์จริงในการเป็นที่ปรึกษาองค์กรต่าง ๆ  ผู้บรรยายคอลัมน์นิสต์  วิทยากร  ตลอดจนมีผลงานการทำวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย สุรีย์  อภิราษฎร์ศักดิ์
 

 

 

 

 

 

 

 

นาย อัคระ ดาวล้อมจันทร์
IP: xxx.120.186.82
เขียนเมื่อ 

กราบเรียน ท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์

ข้าพเจ้า นาย อัคระ ดาวล้อมจันทร์ รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด.ระดับปริญญโท( MPA ) เมื่อวันที่14/1/50 ที่ผ่านมาเป็นวิชาเรียนบทบาทของภาวะผู้นำ(Leadership ) ข้าพเจ้าและเพื่อนนักศึกษา MPA ได้รับเกียรติจาก นายกสภา มหาวิทยาลัย นานาชาติสแตมฟอร์ดคือท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มาเป็นอาจารย์พิเศษในวิชานี้ ข้าพเจ้าและเพื่อนนักศึกษาทราบมาก่อนแล้วว่าท่านจะมาสอนบรรยายให้องค์ความรู้ นักศึกษาทุกท่านรู้สึกเกรง เมื่อทราบว่าท่านจะมาเป็นผู้สอน นาทีแรกของการปฐมนิเทศและแนะนำวิธีการเรียนการสอนของท่าน ข้าพเจ้าเห็นความรู้สึกของท่านที่พร้อมจะให้ความรู้ ทฤษฎี และการเรียนรู้ ด้วยความคิดคือ คิดให้เป็นนำองค์ความรู้มาบูรณาการเพื่อพัฒนาปรับปรุงพื้นฐานและต่อยอด การเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีในสังคมซึ่งท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ท่านเป็นหนึ่งในนักวิชาการของประเทศในแถวหน้า แต่งหนังสือตำราเรียนมากมาย ในที่นี้ท่านได้แนะนำทฤษฎี 8H' S ของท่านคุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์และทฤษฎี8 K' S ของท่านซึ่งเป็นทฤษฎีการบริหารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงบทสนทนาของ ( ท่านพารณ อิศราเสนา ณ อยุธยา ) ด้วย

คุณลักษณะและพื้นฐานของชีวิต

 เกิดมาจากครอบครัวที่อบอุ่นมีพร้อมทั้งคุณพ่อ-คุณแม่ ซึ่งคุณพ่อเป็นทหารท่านได้มีโอกาสรับใช้แผ่นดินด้วยการเข้าร่วมรบถึง2 สงคราม ( อินโดจีน-เอเชียบูรพา ) และได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ " เหรียญชัยสมรภูมิ " ถึง2เหรียญ ส่วนคุณแม่มีเตี่ยมาจากเมืองจีน " แซ่ลิ้ม" คุณแม่จึงมีความมานะ อุตส่าหะ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ข้าพเจ้าจึงมีคุณพ่อ-คุณแม่ ที่เป็นครูคนแรกและได้รับการปลูกฝัง การมีความกตัญญู มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย รู้จักสัมมาคารวะผู้ใหญ่ และเรียนรู้การให้ เป็นพื้นฐานของชีวิตที่ติดตัวมาจนปัจจุบัน

( จุดแข็ง )  ที่ได้จากคุณพ่อ-คุณแม่และนำมาปฎิบัติเป็นมงคลชีวิตกล่าวคือ

- ความกตัญญูที่เห็นแบบอย่างมาจากคุณพ่อ-คุณแม่คือการมีความกตัญญูต่อ บิดา-มารดา ผู้ให้กำเนิด กตัญญูต่อครู-อาจารย์และผู้มีพระคุณ ซึ่งทุกคนในครอบครัวจดจำคำสอนเหล่านี้มาโดยตลอดและนำไปปฎบัติเพื่อเป็นมงคลชีวิตตลอดมา

- ความซื่อสัตย์ ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น ซื่อสัตย์ในอาชีพการงาน ซื่อสัตย์ต่อบริวารและเพื่อนฝูง รักษาคำมั่นสัญญาหรือคำพูดที่ให้กับคนอื่น อย่าผิดสัญญาในคำพูดนั้นๆ

- การมีคุณธรรม รู้จักมีเมตตา เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือคนในครอบครัว บริวาร ญาติ จนถึงสังคมและประเทศชาติ และที่สำคัญในการดำรงชีวิตต้องยึดหลักธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท และนำหลักทฤษฎีของพระเจ้าอยู่หัว คือความพอเพียง

- ความกล้าหาญ ซึ่งมีอยู่ในสายเลือด นำมาแสดงออกทางความคิดกล้าแสดงออกกล้าตัดสินใจอาชีพการงาน กล้าที่จะขอโทษ ถ้าตัวเองทำผิดและกล้ารับฟังความคิดของผู้อื่น เพื่อนำมาปรับปรุง

- ความอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ เป็นนิสัยติดตัวข้าพเจ้ามาโดยตลอด ได้รับการอบรมจากบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าจึงรู้จักคำว่า "ไหว้"เป็นให้ความเคารพผู้ใหญ่รวมถึงการให้ความช่วยเหลือ ดูแลอุปถัมภ์ ญาติและคนใก้ลชิด

(จุดอ่อน )

- คิดและกล้าตัดสินใจ เร็วจนบางครั้งเคยเกือบล้มเหลวในงานและธุรกิจมาแล้วในอดีต หรือที่เรียกว่า อ่อนประสบการณ์ก็ว่าได้

- ใจอ่อนและเป็นคนขี้สงสาร ชอบช่วยเหลือจนบางครั้งเหมือนถูกหลอกก็เคยมาแล้ว

- พูดจาเสียงดัง ซึ่งบางคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนก็จะมองเราไม่ดีหรือบางครั้งพูดจาตรงไปตรงมาก็จะดีสำหรับคนบางกลุ่ม แต่บางพวกที่ปากกับใจไม่ตรงกันหรือพวกปากว่าตาขยิบ บุคคลกลุ่มนี้จะไม่ค่อยชอบ การพูดเสียงดังของเราเป็นต้น

สิ่งที่ควรปรับปรุง

- ต้องกลับไปจัดสรรเวลา เพื่อหาเวลาเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้มากว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ความรู้คือ สมบัติอันมหาศาลที่เทียบค่ามิได้ ความรู้ศึกษาไม่มีวันหมด

- ต้องเปิดใจรับฟังผู้อื่นให้มาก การรับฟังคือองค์ความรู้อย่างหนึ่งที่ได้จากผู้มีองค์ความรู้

- ต้องหัดคิดให้เป็นและนำความคิดนั้นไปสร้างสรรให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและองค์กร

- ต้องปรับปรุงการพูด พูดอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าการพูดทำลาย หรือเกิดการพูดแล้วทำให้คนอื่นเสียหาย

- ต้องเริ่มหันมาออกกำลังกาย เพราะท่านอ. จีระ บอกว่าการออกกำลังกายจะดีต่อสุขภาพแล้วยังทำให้สมองคนเราโปร่งใส และเกิดความคิดใหม่ๆในที่นี้ไม่ใช่คิดตามใครหรือคิดตามทฤษฎี คิดนอกกรอบหรือคิดให้เป็น

ความแตกต่างระหว่างผู้นำ- ผู้บริหาร

ผู้นำ

1. ต้องเด็ดขาด

2.กล้าตัดสินใจ

3.มีคุณธรรม จริยธรรม

4.มีองค์ความรู้ - มีประสบการณ์

5.ต้องรับฟังเหตุผล

ผู้บริหาร

1.ต้องมีปรัชญาในการบริหารงานโดยเน้นคนเป็นสำคัญ

2.ต้องมีVision วางแผนอนาคตระยะยาว

3.การลงทุนในการสร้างศักยภาพของคน การสร้างค่านิยม งบประมาณและเวลาที่เพียงพอ

4.การเพิ่ม PRODUCTIVITY ให้องค์กรคนต้องได้รับแรงจูงใจให้มีอิสรภาพในการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

5.มองเห็นเรื่องของคุณภาพชีวิต สวัสดิการสุขภาพจิตที่ดีเห็นการทำงานและการดำรงชีวิตจะต้องไปด้วยกัน

สรุป

- ผู้นำและผู้บริหารสมัยใหม่มีความเหมือนที่ไม่แตกต่างกัน จากการสอนและบรรยายของท่าน อ.จีระ ผู้บริหารสมัยใหม่ต้องปรับตัวให้เป็นผู้นำด้วยจากการสนทนาสัมภาษณ์ ท่านพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ในเรื่อง การบริหารองค์กรท่านเน้นถึงคนคือ ทรัพยากรหรือต้นทุนในองค์กรนั้นๆเป็นสำคัญ ต้องบริหารคนให้เป็นจึงจะประสบผลความสำเร็จได้ เมื่อองค์กรนั้นประสบผลสำเร็จผู้บริหารองค์กรนั้นก็จะได้รับการตอบรับของคนในองค์กรนั้นให้เป็นผู้นำองค์กรเช่นกัน

3. ทฤษฎี 8k ' S , 5K ' S , 8H 's เกี่ยวข้องอะไรกับ Leadership  ตอบ   

- เน้นทฤษฎีของท่านอ.จีระ และคุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ ที่รวบรวมแนวคิดชีวิตและงานของท่านทั้งสองในด้านความพัฒนา ความเป็นมนุษย์ในรูปแบบต่างๆจนถึงความสำเร็จในรูปแบบ ในองค์รวมยิ่งท่านอ.จีระและคุณหญิง ทิพาวดีได้ศึกษาและเรียนรู้  Leadership ซึ่งเป็นโครงสร้างของความสำเร็จและรวบรวมนำมาหระเมินผลในเชิงผู้นำโดยสรุป ทฤษฎี 8 K'S, 5K'S,8H'S ก็คือทฤษฎีแห่งความสำเร็จเอาชนะอุปสรรคของ Leadership ที่ได้ถูกรวบรวมโดยท่านผู้มีความรู้และประสบการณ์ในด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยแท้จริงของท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ และคุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ ซึ่งเป็นต้นแบบความเชื่อโดยแท้จริง

        ขอกราบขอบคุณท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มา ณ โอกาสนี้ที่ท่านได้ให้องค์ความรู้ ได้ในรูปแบบและแนวความคิดซึ่งป็นตัวของท่านเองมาเผยแพร่ให้ข้าพเจ้าและเพื่อนนักศึกษา MPA เพื่อานำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในส่วนรวมต่อไป

                   นาย อัคระ ดาวล้อมจันทร์

             ID. 006150001 

วีระ ภูมิศิริสวัสดิ์
IP: xxx.120.97.234
เขียนเมื่อ 

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2550 เวลา 23.50 น.

เรียน ท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์

           สวัสดีครับเพื่อนๆ นักศึกษาหลักสูตร(MPA), Stam ford University ทุกๆท่าน คงจำกันได้ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2550 ท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับบทบาทภาวะผู้นำ (Leadereship)             ก่อนอื่นผมต้องขอเรียนต่อท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ว่าผมเองเกร็งต่อการสอนของท่าน จนอาจพูดได้ว่าไม่มีครั้งไหนเกร็งเท่าครั้งนี้ แต่เมื่อได้สัมผัสและเรียนรู้ จึงเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อยมีช่องว่างเสมอ จากความเกร็งจนกลายเป็นความกล้า กล้าที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น ด้วยเหตุผลว่าช่องว่าง (GAP) ของท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ กับผมนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อสมัครใจมาเป็นลูกศิษย์ของท่านแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุดต้องไม่ทำให้ท่านผิดหวังให้สมกับคำว่า " ศิษย์ต้องมีครูถึงจะรู้ดี " และจะนำความรู้ ที่ท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ มอบให้นำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด         กลับมาเข้าเรื่อง บทบาทภาวะของผู้นำ (Leadership) ของท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ไม่มีทรัพยากรอะไรที่จะยิ่งใหญ่และสำคัญเท่ากับทรัพยากรมนุษย์ทั้งในและต่างประเทศ  1. แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร ?             1.1 คุณลักษณะแต่ละบุคคล                    โดยส่วนตัวของผมแล้วนั้นเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย  ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน 33 ปีที่ปฏิบัติงานอยู่ภายในองค์การฯ ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์มากมาย ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนภูมิภาค ทั่วประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามีคุณลักษณะในตัวของผมเองคือความรู้รักสามัคคี งานใดที่ผมได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ งานจะต้องสำเร็จแม้ว่าจะมีปัญหาและอุปสรรคใดๆ สิ่งที่ทำให้กระผมภูมิใจที่สุดคือการนำโทรศัพท์ไปติดตั้งบนดอยแม่สลอง ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม 2528 ให้ชาวไทยภูเขาได้มีเครื่องมือสื่อสารสามารถติดต่อกันได้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึง "ความสามัคคีมีน้ำใจ" ผมมิได้เก่งกล้าถ้าไม่มีผู้ร่วมงาน ถ้าไม่มีน้ำใจจากชาวไทยภูเขาที่ช่วยกันนำอุปกรณ์ ขึ้นไปติดตั้ง สิ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะในตัวของกระผม ผมมีความมุ่งมั่นในการศึกษาหาความรู้มาประดับตัวเองอยู่ตลอดเวลา นำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานเพื่อ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น             1.2 คุณสมบัติเฉพาะตัว                    คุณสมบัติเฉพาะตัวของผมคือ มีความเป็นผู้นำสูง มีความอดทนในการทำงานไม่ย่อท้อง่ายๆ แม้จะมีอุปสรรคใดๆก็ตาม มีความใฝ่รู้สูง ชอบที่จะหาประสบการณ์ใหม่ๆในการทำงาน รักความก้าวหน้า มีความรับผิดชอบสูง พูดจาตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม             1.3 จุดแข็งของตัวเอง

                    จุดแข็งของตัวผมเองคือ เชื่อมั่นว่าตัวเองมีความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาตัวเองไปเป็นผู้ประสบความสำเร็จในวันข้างหน้า เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนและผลที่เกิดขึ้นผมมีความปรารถนาที่จะทำดี มีศรัทธาต่องานที่ทำ และมีความปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมงานทุกๆคน ไม่โลเล มีความเด็ดเดียวในการทำงาน มีกำลังใจสูงเมื่อตกลงสั่งการใดๆแล้วจะสั่งได้อย่างเด็ดขาด สั้น แต่ชัดเจน รับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา มีใจกว้างที่จะรับฟังข้อเสนอแนะและถ้าเป็นข้อเสนอที่ดีก็จะสนับสนุน โดยเสนอขึ้นไปยังระดับบนขององค์กร

           1.4 จุดอ่อนของตัวเอง

                  จุดอ่อนของตัวเอง คือ กลัวความล้มเหลว ขาดความกล้าที่จะกระทำการทั้งนี้เพราะเกิดความไม่แน่ใจในสิ่งที่จะต้องทำ ยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ หรือเป็นพวกหัวเก่า ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเห็นว่าของเก่าดีอยู่แล้ว เป็นคนเจ้าอารมณ์ โกรธง่าย หายเร็ว เชื่อคนง่าย เป็นคนที่มุ่งมั่นกับงานมากเกินไป จนบางครั้งเป็นการกดดันผู้ร่วมงาน และเป็นคนที่พูดตรงไปในบางครั้งแต่ก็ไม่ได้คิดร้ายกับใคร

            1.5 อยากจะปรับปรุงเรื่อง

                   สิ่งที่อยากจะปรับปรุง คือ การที่จริงจังกับงานมากจนเกินไป เพราะบางครั้งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นดาบ 2 คม กับผู้ร่วมงานกล่าวคือ ด้านหนึ่งก็จะทำให้งานประสบความสำเร็จแน่นอน แต่อีกด้านหนึ่งจะเป็นการกดดันผู้ร่วมงาน ทำให้ไม่มีความสบายใจในการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงนิสัยที่เป็นคนเจ้าอารมณ์เพราะบางครั้ง ก็เป็นสิ่งที่ดูแล้วไม่ดีเพราะจะทำให้บุคคลภายนอกเห็นว่าขาดความสุขุมรอบคอบ

                                                 

2. ความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้บริหาร ?                 ผู้บริหาร คือคนที่สามารถทำให้คนอื่นไปสู่จุดหมายปลายทางได้ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้น จะมีความพอใจหรือไม่ก็ตามนั่นคือ ผู้บริหาร เป็นผู้ทำให้คนอื่นทำงาน ได้สำเร็จตามเป้าหมายโดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำสุด          ผู้นำ เป็นผู้ที่ทำให้บุคคลอื่นเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางด้วยความเต็มใจคือ ทำให้บุคคลอื่นทำงานสำเร็จด้วยความสะดวกสบาย ทั้งผู้บริหารและผู้นำต่างใช้การจูงใจ การใช้วิธีการและอาศัยบุคลิกภาพของตัวเองที่ทำให้งานสำเร็จ แต่ด้วยลักษณะที่แตกต่างกันคือ1)     การใช้อำนาจ ผู้บริหาร ใช้อำนาจในฐานะของผู้ดำรงตำแหน่งทางการบริหารขององค์การ โดยได้รับอำนาจจากตำแหน่งหรืออำนาจในทางการโดย กฎหมายข้อบังคับ จารีตประเพณี หรือข้อกำหนดใดๆจากข้างนอกไม่ใช่จากตัวเอง การใช้อำนาจต่อผู้ใต้บังคับบัญชากระทำได้โดยไม่ต้องอาศัยลักษณะส่วนตัวของผู้บริหารผู้นำ ใช้อำนาจโดยอาศัยความสามารถส่วนตัวกับผู้ปฏิบัติงาน โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก อำนาจเกิดจาก อิทธิพลส่วนตัวเหนือ พฤติกรรม และความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงาน การใช้อำนาจที่ทำให้บุคคลอื่นยอมเชื่อฟังนั้น เกิดจาก ความประทับใจ การพูด การแสดงกิริยา และลักษณะส่วนตัวของผู้นำ2)     ผู้บริหาร ถือว่าเป้าหมายขององค์การมีความสำคัญ วัตถุประสงค์ส่วนตัวเป็นเพียงส่วนประกอบขององค์การเท่านั้น หาก ไม่มีความจำเป็นแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ขององค์การ และกระทำทุกอย่าง เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายขององค์การผู้นำ มีความสนใจวัตถุประสงค์ส่วนตัวของคนในองค์การ โดยไม่เห็นว่าเป้าหมายขององค์การจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ผู้นำจะแสวงหาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆในวัตถุประสงค์และนโยบายขององค์การตลอดเวลา ผู้นำจะทำทุกวิถีทางให้เป้าหมายขององค์การและส่วนตัวไปด้วยกันได้ หรือกำหนดเป้าหมายขององค์การโดยไม่เพิกเฉยละเลย เป้าหมายส่วนตัว และกระทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายส่วนตัว3)     ผู้บริหาร สำนึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ ไม่อาจแยกตัวเองออกจากองค์การได้ และถือว่าผู้บริหารเป็นผู้ปกป้องความเป็นระเบียบขององค์การ และดูแลให้องค์การเป็นไปตามทางแนวทางที่ผู้บริหารกำหนดผู้นำ เห็นว่าตัวเองกับองค์การ และคนในองค์การแยกออกจากกันและพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ โดย ไม่ขัดกับระเบียบขององค์การ4)     ผู้บริหาร ทำงานโดยอาศัยความร่วมมือของคนอื่นภายใต้นโยบาย และกระบวนการขององค์การ เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายที่กำหนด โดยผู้ปฏิบัติงานมีข้อจำกัดว่า ต้องปฏิบัติงานให้อยู่ในแนวทางหรือข้อกำหนด ขององค์การ การทำหน้าที่ของผู้บริหาร จึงยึดติดอยู่กับขั้นตอนการทำงานขององค์การ ผู้นำ จะทำงาน โดยคำนึงถึงผลงานและเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานเริ่มคิดริเริ่ม หรือมองหาโอกาสใหม่ เพื่อความสำเร็จของงาน จะไม่กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานตามวิธีการที่องค์การกำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด แต่ให้อิสระในขอบเขตที่ผู้ปฏิบัติงานจะเลือกวิธีของตัวเองได้เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีขึ้น การควบคุมเน้นที่ผลงาน ไม่ใช่เน้นที่วิธีการ5)     ผู้บริหารจะดำเนินงานต่างๆเพื่อการอยู่รอด และมักมุ่งสนใจแต่กิจกรรมที่เป็นเรื่องธรรมดาของคน หรือที่เป็นเรื่องของโลกผู้นำ จะแสวงหาความเสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงและมุ่งสนใจในกิจกรรมที่อยู่เหนือโลกหรือเหนือธรรมดา ผู้บริหาร จึงมีลักษณะของการประคองสถานการณ์ให้ดำเนินไปโดยราบรื่น คอยเฝ้าดูและติดตามปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เมื่อพบปัญหาก็แก้ปัญหานั้นให้ทันทีส่วนผู้นำ จะมองล่วงหน้าและแสวงหาโอกาสที่ทำให้ได้รับผลตอบแทนสูงหรือได้ประโยชน์คุ้มค่ากับการเสี่ยงภัย โดยการสามารถพิเศษที่อยู่เหนือธรรมดา

        ดังนั้น ในการคิดผู้บริหารจะคิดเพียงขั้นเดียวหรือสองขั้น แต่ผู้นำคิดหลายขั้นและคิดลึกกว่าในการแก้ปัญหา

3. ทฤษฎี  8 K’s, 8 H’s, 5 K’s  เกี่ยวข้องอย่างไรกับLeadership    

ทฤษฎี 8K’s นั้นประกอบด้วย

·       ทุนมนุษย์  (Human Capital)

·       ทุนทางความรู้  (Talented Capital)                 ·       ทุนทางปัญญา  (Intellectual Capital)            ·       ทุนทาง IT  (Digital Capital)                ·       ทุนทางความสุข  (Happiness Capital)        ·       ทุนทางจริยธรรม  (Ethical Capital)              ·       ทุนทางสังคม  (Social Capital)                      ·       ทุนแห่งความยั่งยืน  (Sustainability Capital)         ทฤษฎี 8 H’s นั้นประกอบด้วย·       HERITAGE (มรดก)รากฐานของชีวิต·       HEAD สมอง (คิดเป็น คิดดี)·       HAND มืออาชีพ·       HEART จิตใจที่ดี·       HEALTHสุขภาพและพลานามัยที่สมบูรณ์·       HOME บ้านและครอบครัว·       HAPPINESS การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข·       HAMONY ความปรองดอง สมานฉันท์        ทฤษฎี  5 K’S นั้นประกอบด้วย    ·       Innovation  Capital     ทุนทางนวัตกรรม·       Creativity  Capital       ทุนแห่งการสร้างสรรค์·       Knowledge  Capital    ทุนทางความรู้·       Cultural  Capital           ทุนทางประสบการณ์

·       Emotional  Capital       ทุนทางอารมณ์

        จากองค์ประกอบทั้งหมดของ ทฤษฎี  8 K’s, 8 H’s,     5  K’s นั้น จะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบที่ผู้นำพึงมีเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กรและจะนำมาซึ่งความร่วมมือในการทำงานร่วมงานกันมากขึ้นเพราะมีการวางแผนและแก้ปัญหาที่ดี และสุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ได้ให้ความรู้และแนวความคิดของ ทฤษฎี ภาวะผู้นำ(leadership) รวมถึงความรู้ต่างๆที่ท่านได้แนะนำด้วย
นายฉัตร์ตรา ดาวล้อมจันทร์
IP: xxx.153.175.168
เขียนเมื่อ 
กราบเรียน ท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์  และสวัสดีเพื่อนๆนักศึกษา ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด  และผู้อ่านทุกท่านข้าพเจ้า นาย ฉัตร์ตรา ดาวล้อมจันทร์ รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้ามาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทหลักสูตร ( MPA ) ที่ม.นานาชาติแสตมฟอร์ดและได้มีความภูมิใจมากขึ้นอีกเมื่อท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  ได้ให้เกียรติมาสอนในวิชาภาวะผู้นำ ( Leadership)  ซึ่งท่านได้นำหนังสือที่ท่านเขียน2เล่มมาให้อ่านประกอบการเรียน  คือหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้  และ2พลังความคิดชีวิตและงาน  ซึ่งเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดความรู้ได้ดีมากท่านเป็นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เก่งและชาญฉลาด  โดยส่วนตัวผมชื่นชมในตัวท่านอยู่แล้ว และได้ติดตามข่าวของท่านทางทีวีอยู่เสมอๆ  และผมจะนำวิชาความรู้ที่ท่านสอนมาพัฒนาตัวเอง  พัฒนาองค์กร  และช่วยพัฒนาประเทศชาติ  ในการเรียนครั้งแรกท่านได้ให้งานมาทำ 3 ข้อ1.   ผมเกิดในครอบครัวของคุณพ่อที่เป็นทหารเรือ  ท่านเคยผ่านสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพามา  ท่านจะสอนให้ลูกทุกคนมีความกล้าหาญ  ซื่อสัตย์อดทน และรักประเทศชาติ รู้สำนึกในบุญคุณของแผ่นดินเกิด  ส่วนคุณแม่มีพื้นฐานมีเตี่ยมาจากเมืองจีน  ท่านจะอบรมสั่งสอนในเรื่องของความกตัญญู  ขยัน  อดทน  และรู้จักการให้มากกว่าจะเป็นผู้รับ  ท่านสอนผมมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กซึ่งตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจแต่พอโตขึ้นผมเริ่มเข้าใจในสิ่งที่ท่านสั่งสอน  ถึงแม้ว่าในวันนี้ท่านจะไม่ได้อยู่แล้ว  แต่ผมก็ทำตามในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนไว้ทุกอย่าง  จึงกลายเป็นจุดแข็งของผมทุกวันนี้ผมกล้าคิดกล้าตัดสินใจและกล้าที่จะยอมรับเมื่อทำผิดเพื่อที่จะนำไปแก้ไข หรือนำไปเป็นบทเรียน  ในเรื่องของการรักประเทศชาติและรู้บุญคุณของแผ่นดินนี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  จุดอ่อนผมเป็นคนพูดน้อย พูดเสียงดัง ไม่ค่อยมีเวลาในการค้นคว้าหาความรู้เท่าที่ควร  สิ่ที่ควรปรับปรุงหลังจากที่ได้เข้ามาศึกษาที่ม.แสตมฟอร์ด  สิ่งแรก ที่ต้องทำคือให้เวลาในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในทุกรูปแบบ   เรื่องการพูดก็เช่นกันต้องหัดพูดในองค์กร หรือที่สาธารณะให้มากขึ้น และถือเป็นเรื่องสำคัญ 

2.                                                                 เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร

ผู้นำคือ บุคคลที่มีบทบาทหรือมีอิทธิพลในองค์การหน่วยงานนั้น ๆ ทั้งในด้านความคิดพฤติกรรมและการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานองค์การขนาดเล็กหรือใหญ่ ภาวะผู้นำ (LEADERSHIP) หมายถึง ความสามารถในการวางแผน การจัดหน่วย จัดองค์การ การสื่อสาร การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และการจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงานองค์การดังกล่าว ภาวะผู้นำนั้นเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการปฏิบัติงานเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างอิทธิพลที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของบุคคลรอบข้าง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาวะผู้นำนั้นเป็นความสามารถของบุคคลที่จะสามารถสร้างอิทธิพลจูงใจหรือสั่งการให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือหลายคนกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การหรือหน่วยงานนั้น จึงอาจตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาวะผู้นำได้ดังนี้    .            ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการไม่ใช่ตัวบุคคล ดังนั้นผู้นำของกลุ่มหรือผู้บังคับบัญชาอาจแสดงออกหรือไม่แสดงออกซึ่งภาวะผู้นำก็ได้ และผู้ที่มีภาวะผู้นำก็อาจมิใช่เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาอย่างเป็นทางการก็ได้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่มีภาวะผู้นำก็อาจมิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาเสมอไป และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาก็อาจไม่มีภาวะผู้นำเสมอไปเช่นกัน    .           อำนาจการบังคับบัญชาเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการยอมรับกันในชั้นต้นของการเริ่มปฏิบัติงานเท่านั้น กล่าวคือทำให้ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้นำกับผู้ตามได้รู้จักอำนาจหน้าที่ของกันและกันในชั้นแรกเท่านั้น    ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามที่ไม่มีอคติหรือไม่รู้จักผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำคนนั้น ๆ มาก่อน ก็มักจะพร้อมที่จะยอมรับอำนาจผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำนั้นตั้งแต่แรก แต่เมื่อปฎิบัติงานกันไปนานเข้าก็ขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำที่มีอยู่ในตัวของผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำนั้นเองว่า จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามนั้นเกิดความยอมรับนับถืออย่างจริงใจหรือไม่ ส่วนการแสดงออกภายนอกนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผู้นำที่มีภาวะผู้นำนั้นจะต้องสามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ตาม เพราะความพึงพอใจนั้นก่อให้เกิดความตั้งใจเพียรพยายามเต็มใจที่จะปฏิบัติงาน การสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ตาม  ก็สามารถทำได้โดยการตอบสนองต่อความต้องการ (NEEDS) ของผู้ตามนั้น เมื่อผู้ตามเกิดความพอใจก็จะเกิดแรงขับ (DRIVES) ที่จะทำงานตามคำสั่งผู้นำเป็นผลให้เกิดพฤติกรรม (BEHAVIOR) หรือการกระทำตามเป้าหมาย (GOALS) ที่เป็นวัตถุประสงค์ของหน่วยงานหรือองค์การนั้นตามแผนภาพ NEEDS                      —>     DRIVES                 —>                         BEHAVIQU1RS               —>         GOALS 
ความตั้งใจความพยายามทำงาน—>การปฏิบัติงาน—>ผลตอบแทน- เงินเดือน- ตำแหน่ง- การยอมรับ- ความก้าวหน้า- การชมเชย—>ความต้องการ- ของร่างกาย- จากสังคม- ของจิตใจ
FEEDBACK
       ความต้องการของร่างกายนั้นนับเป็นความต้องการปฐมภูมิ ได้แก่ ความต้องการอาหาร ที่อยู่อาศัย น้ำ อากาศ  การนอนหลับ ขับถ่าย  ความปลอดภัย ความต้องการหลีกเลี่ยงจากความเจ็บปวด  ร้อนหนาว ฯลฯ ส่วนความต้องการทางด้านสังคม (SOCIAL NEEDS) และจิตใจได้แก่ ความต้องการเพื่อน ต้องการความรัก ความเป็นมิตร ความต้องการได้รับการยกย่องสรรเสริญ (ESTEEM NEEDS) เป็นความต้องการยอมรับจากบุคคลอื่น อยากมีตำแหน่งสูง ๆ สำคัญ ๆ อยากมีอำนาจ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศในสังคม สุดท้ายความต้องการความสำเร็จสมหวังในชีวิต (SELF - ACTUALIZATION) เป็นขั้นสุดท้ายในความต้องการของมนุษย์เช่นตั้งความหวังไว้ว่าจุดสูงสุดในชีวิตของตนควรจะได้เป็นเจ้าของกิจการของตนเอง หรือเป็นผู้นำสูงสุดของหน่วย ฯลฯ การบริหารคือ การนำทั้งทรัพยากรบุคคล  วัตถุดิบ  เงินทุน  เวลา และองค์ประกอบอื่น ๆ มาประสานเข้าด้วยกันให้ขับเคลื่อนสู่วัตถุประสงค์เดียวกันการบริหารคือ  เทคนิคการใช้คน  ทรัพยากร  และเวลาที่มีอยู่ เพื่อทำให้เป้าหมายที่วางไว้ประสบความสำเร็จการบริหารเปรียบได้กับการทอผ้าซึ่งต้องสอดด้ายแต่ละเส้น แต่ละสีในตำแหน่งที่เหมาะสมและลงจังหวะจะโคนของหูกให้ถูกต้อง  เพื่อให้ด้ายหลายร้อย  หลายพัน  หลายหมื่นหลายแสนเส้น  รวมพลังสำแดงภาพแห่งความงามบนผ้าผืนเดียวกันตรงตามต้นแบบที่วางไว้ความแตกต่างระหว่างผู้นำ กับ ผู้บริหาร ในความคิดเห็นส่วนตัว  -   ผู้นำและผู้บริหารจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีความแตกต่างกัน  จวบจนในปัจจุบันนี้ผู้นำและผู้บริหารในโลกโลกาภิวัฒน์    มีความเหมือนที่ไม่แตกต่างกันคือ  ผู้บริหารจะต้องพร้อมเป็นผู้นำได้ด้วย  ตัวอย่างเช่นคุณพารณ  อิศรเสนา ณ อยุธยา     ที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารงานจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้สำเร็จ      3. ทฤษฎี  8 K’s, 8 H’s, 5 K’s  เกี่ยวข้องอย่างไรกับLeadership    ทฤษฎี 8K’s นั้นประกอบด้วย ·                                                                ทุนมนุษย์  (Human Capital)·                                                                ทุนทางความรู้  (Talented Capital)                 ·                                                                ทุนทางปัญญา  (Intellectual Capital)            ·                                                                ทุนทาง IT  (Digital Capital)               ·                                                                ทุนทางความสุข  (Happiness Capital)        ·                                                                ทุนทางจริยธรรม  (Ethical Capital)              ·                                                                ทุนทางสังคม  (Social Capital)                      ·                                                                ทุนแห่งความยั่งยืน  (Sustainability Capital)         ทฤษฎี 8 H’s นั้นประกอบด้วย·       HERITAGE (มรดก)รากฐานของชีวิต·       HEAD สมอง (คิดเป็น คิดดี)·       HAND มืออาชีพ·       HEART จิตใจที่ดี·       HEALTHสุขภาพและพลานามัยที่สมบูรณ์·       HOME บ้านและครอบครัว·       HAPPINESS การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข·       HAMONY ความปรองดอง สมานฉันท์      ทฤษฎี  5 K’S นั้นประกอบด้วย    *       Innovation  Capital     ทุนทางนวัตกรรม*       Creativity  Capital       ทุนแห่งการสร้างสรรค์*       Knowledge  Capital    ทุนทางความรู้*       Cultural  Capital           ทุนทางประสบการณ์                *       Emotional  Capital       ทุนทางอารมณ์                     ทฤษฎีทั้ง 3 ทฤษฎีที่เกิดจากประสบการณ์อันยาวนานของท่านศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์    คุณหญิงทิพาวดี                เมฆสวรรค์  และคุณพารณ  อิศรเสนา ณ อยุธยา  ได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์              องค์ความรู้ในทฤษฎีเหล่านี้ จึงใช้เป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี 
นาย สุวพัส เพียรพิจารณ์ชน ID 006150017 ส. 20-1-07 (11:11)
IP: xxx.24.2.148
เขียนเมื่อ 
เรียน ท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สวัสดีพี่ๆ เพื่อนๆ นักศึกษา MPA ม.นานาชาติแสตมฟอร์ดทุกท่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสเรียนกับท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ท่านได้มีการสอนแบบที่ไม่เหมือนกับอาจารย์ท่านอื่นๆ ซึ่งท่านได้เอาประสบการณ์ของท่านมาเล่าให้นักศึกษาได้ฟัง ซึ่งท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากและท่านได้นำหนังสือหลายเล่มมาให้นักศึกษาได้ดู ซึ่งหนังสือหลายเล่มนั้นก็เป็นประสบการณ์ของท่านที่ได้ไปต่างประเทศและได้นำหนังสือดีๆ เหล่านี้มาให้นักศึกษาได้ดู และท่านก็ได้พูดถึงช่องว่างหรือจุดอ่อนของแต่ละคน ซึ่งก็มีมากมายสำหรับตัวผมเอง เพราะความรู้มีเยอะแยะมากมายที่ตัวผมเองยังไม่ทราบ และก็ยังมีอีกหลายคนเช่นกันที่ยังไม่ทราบ เพราะความรู้มีมากมายที่จะเรียนรู้ เพราะฉะนั้นจึงอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ และก็ไม่มีคำว่า สาย สำหรับการเรียนรู้และท่านอาจารย์ก็ได้ให้การบ้านมาลงใน Blog ด้วย ข้อ 1. ให้บอกคุณลักษณะของตัวเอง และ ให้บอกจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองคุณลักษณะส่วนตัวแล้วเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ร่างเริง แจ่มใน ชอบพูดคุยทำให้คนอื่นมีความสุข มีการสร้างแรงจูงใจในตนเอง ในการพูดคุยกับผู้อื่น เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ และการเชื่อถือก็เป็นสิ่งที่ดีทำให้เกิดการเคารพนับถือทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง จุดแข็ง ก็คือ การมีความอดทนต่อความไม่ชัดเจนและไม่แน่นอน เพราะโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบค้นหาความจริง อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร และก็มีอีกหลายอย่างมากมายที่เรายังไม่รู้หรือว่ารู้แล้วแต่จะจริงเท็จแค่ไหน เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ย่อมไม่มีวันที่สิ้นสุด เราก็ควรที่จะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ และรู้ให้จริง และมีความกล้าที่จะเรียนรู้ เพราะบางคนกลัวความยากจึงไม่อยากที่จะเรียนรู้ทำให้เกิดการท้อถอย แต่โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนอยากรู้ กล้าที่จะเรียนรู้ หรือลองผิดลองถูก เพราะถือว่าผิดเป็นครู และก็จะฝึกฝนไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ และก็จะทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจไว้จุดอ่อน ก็คือ การฟังและเรียนรู้โดยใช้ความคิด เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างเข้าใจอะไรยากพอสมควร แต่ถ้าตั้งใจฟังและเข้าใจถึงประเด็นหรือหลักการก็จะพอเข้าใจ ข้อ 2. ผู้นำ (Leadership) กับ ผู้บริหาร (Management) แตกต่างกันอย่างไรผู้นำ (Leadership) จะต้องมีความเด็ดขาดกล้าที่จะตัดสินใจ จะต้องมีลักษณะเด่น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และเป็นคนที่มองโลกทัศน์กว้างและมีวิสัยทัศน์ที่ดี มองเห็นอนาคตในภายภาคหน้า มีการวางแผนที่ดี โดยมีการบัญชา การเน้นที่คน โดยมีการกระจายอำนาจและให้ความไว้วางใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ความเป็นกันเอง เพราะบุคคลเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญที่สุด ผู้บริหาร (Management) ซึ่งจะแตกต่างจากผู้นำ โดยการบริหารเน้นที่ระบบ ทำให้มีการควบคุมระบบการทำงานที่เป็นขั้นตอน ซึ่งผู้บริหารที่ดีจะมีการบริหารองค์กรเชิงคุณภาพโดยมีแบบองค์กร หรือสายการบังคับบัญชาระยะสั้นไม่ยืดยาว ซึ่งแตกต่างกับผู้นำ และจะทำให้การบริหารของผู้บริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อ 3. ทฤษฎี 8K, 5K เกี่ยวข้องอะไรกับ (Leadership)การที่เป็นผู้นำนั้นจะต้องมีลักษณะเด่นเป็นของตัวเองอยู่แล้ว จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ เพราะฉะนั้นทฤษฎี 8K, 5K ย่อมเกี่ยวข้องกับ Leadership แน่นอนอยู่แล้ว ทฤษฎี 8KHuman Capital ทุนมนุษย์ มนุษย์หรือบุคคลเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับ LeadershipIntellectual Capital ทุนทางปัญญา ปัญญาก็จะช่วยให้มนุษย์มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพมากยิ่งขึ้นEthical Capital ทุนทางจริยธรรม ผู้นำควรจะมีทุนจริยธรรม เพื่อบ่งบอกถึงความาซื่อสัตย์สุจริตHappiness Capital ทุนแห่งความสุข ทุนนี้แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นแห่งความสุข ไม่ว่าจะทำอะไรให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำ แล้วจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีSocial Capital ทุนทางสังคม ผู้นำควรมีทุนทางสังคมเพื่อที่จะได้รู้ถึงความเคลื่อนไหวทางสังคมSustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนนี้บ่งบอกถึงความมั่นคงและแน่นอนเป็นการการันตีให้แก่ผู้นำDigital Capital ทุนทาง IT ผู้นำควรจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เหมาะกับยุคสมัยในปัจจุบันTalented Capital ทุนทาง Knowledge เป็นทุนที่อยู่ติดตัวกับผู้นำอยู่แล้ว ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แต่ละบุคคล ทฤษฎี 5KInnovation Capital ทุนทางวัตกรรม เป็นทุนที่ผู้นำควรมี และทำการพัฒนาให้ดีขึ้นให้ทันกับยุคสมัยนั้นๆCreativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์ ผู้นำควรมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หาอะไรแปลกใหม่เข้ามาตลอดเวลาKnowledge Capital ทุนแห่งความรู้ ผู้นำควรมีความรู้เป็นทุน และมีการศึกษาเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาCultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม ผู้นำควรมีความรู้ทางด้านวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีในแต่ละองค์กรEmotional Capital ทุนทางอารมณ์ ผู้นำควรมีอารมณ์และสุขภาพจิตที่ดี เพื่อที่จะให้สมองปลอดโปร่งและก็ยังมีทฤษฎีอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธภาพและมีประโยชน์สูงสุด
นาย สรรพวัฒน์ กิจปราณีนิจ ID 006250002
IP: xxx.24.132.172
เขียนเมื่อ 
เรียน  ท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  ผม นาย สรรพวัฒน์  กิจปราณีนิจ รู้สึกดีใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดระดับ ปริญญโท( MPA ) และรู้สึกภูมิใจที่ได้รับความรู้ในวิชาเรียนบทบาทของภาวะผู้นำ(Leadership ) ผมและเพื่อนนักศึกษา MPA ได้รับเกียรติจาก นายกสภามหาวิทยาลัย นานาชาติสแตมฟอร์ดคือท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มาเป็นอาจารย์พิเศษในวิชานี้    ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ       1. แต่ละคนมีอะไรบ้าง ในคุณลักษณะแต่ละบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร ?   ส่วนตัวเป็นคนเงียบ เรียบ ๆ พูดน้อย ไม่ค่อยพูดคุยสักเท่าไหร่นัก  มักจะเป็นผู้ฟังที่ดี และนำสิ่งที่ฟังมาคิด พิจารณา วิเคราะห์ ชอบทำงานที่เป็นอิสระ  ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม    คุณสมบัติเฉพาะตัว  คือ มีความคิดที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ มักจะคิดไม่เหมือนใคร  มีความตั้งใจทำงานสูง  อดทน  ชอบศึกษาเทคนิคในการทำงาน การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  และคิดเสมอว่า มีอุปสรรค  มีปัญหา  ต้องมีทางแก้ไข  และรู้ถึงเหตุของปัญหา  ชอบที่จะเรียนรู้หาประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการทำงาน  เพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ร่วมงาน  เคารพความเป็นส่วนตัวของแต่ละคน     จุดแข็งของตัวเอง  เรื่องของการทำงานเป็นคนที่ชอบลงสัมผัสในทุกส่วนงาน  เพื่อได้เรียนและเข้าใจถึง บริวารผู้ร่วมงาน  ชีวิตการเป็นอยู่ การทำงาน ปัญหาต่างๆ และสร้างแรงจูงใจ  จึงเป็นที่รักใคร่ของบริวารผู้ร่วมงาน  และทุกๆ คน 38 ชีวิต ต่างล้วนร่วมทำงานมานานร่วม 10 ปี รู้หน้าที่และรับผิดชอบต่อหน้าที     จุดอ่อนของตัวเอง  เรื่องการสื่อสารและให้เข้าใจ กับสิ่งที่เราคิดแตกต่างจากคนอื่น ๆ  และผลเป็นสิ่งที่เราคิด  เป็นเรื่องยากอยู่พอสมควรกับการที่จะอธิบาย  สิ่งที่อยากจะปรับปรุง   จัดสรรเวลาในการพักผ่อน  ทำงานมากเวลาพักผ่อนน้อย  ปรับปรุงเรื่องการสื่อสาร การพูด และการกล้าแสดงออก

2. ความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้บริหาร         ผู้นำ  (Leader)    ตัวบุคคล  อำนาจ  บารมี  เป้าหมาย  วิสัยทัศน์    มีอุดมการณ์  หลักการณ์  ลงทุน  ความสะดวกสบาย ความสำเร็จ  จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับอนาคตเสมอ จะต้องเป็นผู้ที่ความคิดความอ่านคำนึง สิ่งถึงสถานะการณ์ปัจจุบัน และมองถึงแนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อที่จะได้หาแนวทางรับมือและป้องกัน  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไป    ผู้บริหาร (Management)   วัตถุประสงค์  เป้าหมายขององค์การมีความสำคัญ   การควบคุม  การวางระบบ  การจัดระเบียบ  จัดหา  ประสานงาน  แรงจูงใจ  นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ  เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว  ประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรลุ เป้าหมายขององค์การ  โดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำสุด ก่อเกิดประโยชน์สูงสุด  

 3. ทฤษฎี  8 K’s, 8 H’s, 5 K’s  เกี่ยวข้องอย่างไรกับLeadership    ทฤษฎี 8K’s นั้นประกอบด้วย ทุนมนุษย์  (Human Capital)  ทุนทางความรู้  (Talented Capital)  ทุนทางปัญญา  (Intellectual Capital)  ทุนทาง IT  (Digital Capital)  ทุนทางความสุข  (Happiness Capital)  ทุนทางจริยธรรม  (Ethical Capital)  ทุนทางสังคม  (Social Capital) ทุนแห่งความยั่งยืน  (Sustainability Capital)         ทฤษฎี 8 H’s นั้นประกอบด้วย  

HERITAGE รากฐานของชีวิต   HEAD สมอง คิดเป็น คิดดี

HAND มืออาชีพ  HEART  จิตใจที่ดี HEALTH สุขภาพและพลานามัยที่สมบูรณ์    HOME บ้านและครอบครัว   HAPPINESS การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข    HAMONY ความปรองดองสมานฉันท์ทฤษฎี  5 K’S นั้นประกอบด้วย          

Innovation  Capital    ทุนทางนวัตกรรม  Creativity Capital  ทุนแห่งการสร้างสรรค์  Knowledge  Capital   ทุนทางความรู้

Cultural  Capital     ทุนทางประสบการณ์   Emotional  Capital     ทุนทางอารมณ์ทั้ง 3 ทฤษฎี   มีความเกี่ยวข้องกับ   Leadership   เพราะ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคมสภาพแวดล้อม  การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวส่งผลให้ ผู้นำจะต้องใช้หลักของทั้ง 3 ทฤษฎี มา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนระบบต่างๆและเพื่อประโยชน์สูงสุดในองค์กร

 

นางสาวทัศวรรณ วังคะฮาด
IP: xxx.121.3.201
เขียนเมื่อ 

        เรียน  ท่าน .ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ และสวัสดีค่ะท่านสมาชิกที่เข้าอ่าน blog นี้ทุก ท่าน ดิฉันนางสาวทัศวรรณ วังคะฮาด ก็เป็นคนหนึ่งค่ะที่รู้สึกมีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเรียนกับท่าน .ดร.จีระฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันก็พอรู้จักท่านในทางรายการโทรทัศน์บ้าง หนังสือบ้าง และได้มีโอกาสเห็นท่านเมื่อครั้งท่านมาเยี่ยมคณะ MPA .แสตมฟอร์ด  ท่านได้มาสอนคณะ MPA ของพวกเราในวันที่ 14 มกราคม 2550  ในวันนี้ดิฉันมีความภาคภูมิใจและสามารถคุยกับใครได้ว่าดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน .ดร.จีระฯ และจากวิธีการสอนของท่านนั้นดิฉันว่าคงไม่มีใครเหมือน และดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความรู้จากการเรียนในครั้งนี้เพื่อนำไประยุกต์ใช้กับการทำงานและการดำเนินชีวิตเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และวันนั้นท่านได้ให้การบ้าน 3 เรื่องด้วยกัน  ดังนี้

ข้อที่ 1.  แต่ละคนมีอะไรบ้างในคุณลักษณะแต่ละบุคคล และคุณสมบัติเฉพาะตัว มีจุดแข็ง  จุดอ่อนอะไรบ้าง  อยากปรับปรุงเรื่องอะไร

ในข้อนี้ดิฉันว่ายากที่จะตอบนะคะ เพราะการที่จะให้บอกถึงจุดแข็งหรือจุดด้อยของตัวเองนั้นบางทีอาจจะค้านในสายตาของคนอื่น เพราะบางทีเรื่องที่เราคิดว่าดีแล้ว แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าไม่ดีก็ได้  ดังนั้นดิฉันก็ขอตอบในความรู้สึกและแนวคิดของตนเองนะคะ   (1) การมีมนุษยสัมพันธ์และจิตใจดี ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นจุดเด่นตัวเองที่สุด เพราะดิฉันเป็นคนที่ร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอารมณ์สุนทรีย์ คุยสนุก สามารถปรับตัวเข้ากับคนได้ง่ายและได้ทุกระดับ รู้จักวางตัว มีความเกรงใจ  มีความจริงใจ  รักเพื่อน และรักครอบครัวมาก  ยอมรับระบบระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง ชอบบริการ และมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  อยากให้อยากช่วยเหลือในเวลาคนอื่นมีทุกข์  ซึ่งบางครั้งก็เกินความสามารถของตนเองจึงทำให้ตนเองต้องเป็นทุกข์ไปด้วยเพราะช่วยเหลือเขาไม่ได้          (2) เข้มแข็ง และอดทน  ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นจุดแข็งในตัวเองอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าดิฉันได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กเพราะครอบครัวของดิฉันมีฐานะยากจนเป็นครอบครัวชาวนา พ่อแม่มีลูกมาก ทุกคนจึงต้องทำงานตั้งแต่เด็ก ดิฉันจึงไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก อุปสรรค และปัญหาต่าง ๆ  (3)  การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ข้อนี้ก็เป็นจุดแข็งในตัวของดิฉันอีกประการหนึ่ง ดิฉันเป็นคนที่สนใจในเรื่องแสวงหาความมั่นคงในชีวิต ความสำเร็จ และความก้าวหน้ามากกว่าปล่อยชีวิตไปเรื่อย ๆ  ดิฉันมีคติสอนใจตัวเองอยู่ 2 ข้อ ที่ยึดมาตลอด คือ ฝันให้ไกล ไปให้ถึง  และ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด  ดิฉันเป็นคนที่มีความใฝ่ฝัน ทะเยอทะยานอยู่เสมอ ทั้งในด้านการเรียนและด้านหน้าที่การงาน ในขณะเดียวกันดิฉันต้องคำนึงถึงอยู่เสมอว่าสิ่งที่ดิฉันกำลังดำเนินไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ เพราะดิฉันถือว่าถ้าทำดีในวันนี้  อนาคตข้างหน้า หรืออดีตที่จะผ่านไปก็จะดีเอง และดิฉันยึดหลักคนเราต้องพึ่งตัวเองก่อนที่จะพึ่งคนอื่นหากต้องเผชิญกับปัญหา (4) การมีความมั่นใจในตนเอง ข้อนี้ดิฉันก็ถือว่าเป็นจุดแข็งในตัวของดิฉันเองแต่อาจจะน้อยกว่าข้ออื่น ๆ เพราะก็มีบางเรื่องที่ดิฉันไม่มั่นใจในตนเอง อาทิเรื่องที่ค่อนข้างเป็นทางการหรือวิชาการ เช่น การนำเสนองานหน้าชั้นเรียน หรือการกล่าวในงานพิธีที่เป็นทางการ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นเรื่องการนำเสนอด้านนันทนาการ บันเทิง หรือเรื่องการเข้าหาพบปะผู้หลักผู้ใหญ่ ติดต่อประสานงานดิฉันจะมีความกล้าแสดงออกมากกว่า  พูดง่าย ๆ ก็คือ  กล้าชนทุกเรื่อง (แต่ต้องเป็นเรื่องที่ดีนะคะ)  (5) ความสามารถในด้านการบริหารจัดการ และด้านอารมณ์ ข้อนี้ดิฉันถือว่าเป็นจุดอ่อนหรือจุดด้อยของตัวดิฉันเองที่จะต้องพัฒนาปรับปรุง ซึ่งในด้านการบริหารจัดการนั้นอันดับแรกที่ด้อยที่สุดก็คือ ความไม่มีระเบียบในการใช้จ่าย ชอบจับจ่ายซื้อของที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ (ทั้งที่รายได้น้อย) ราคาไม่เกี่ยงถ้าตัวเองชอบพอซื้อเสร็จแล้วมักจะคิดได้ทีหลัง อันดับสองการบริหารเวลาซึ่งดิฉันคิดว่าตัวเองยังไม่ตรงต่อเวลาเท่าไร  ส่วนด้านอารมณ์ดิฉันเป็นคนใจร้อน เสียงดัง บางครั้งก้าวร้าวเพราะยึดมั่นในความคิดของตนเองเกินไป ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ทั้งที่ไม่เคยคิดจะทำร้ายใครเลย ขาดเหตุผลและเข้มงวดกับคนใกล้ตัวเกินไป ขาดความรอบคอบ และบางครั้งก็อ่อนไหวเกินไป ขี้น้อยใจ และวิตกกังวลเกินควร   

ข้อที่ 2 เปรียบเทียบว่าผู้นำและผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร/     ผู้นำ มักเป็นผู้ที่เปิดใจกว้าง ไม่ยึดติดอยู่กับความคิดหรือความรู้เดิม ๆ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ด้วยใจที่ไม่มีอคติ เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นหรือเกิดขึ้นจริง มิใช่การเห็นหรือเข้าใจตามที่เราต้องการจะเห็นหรือให้มันเป็น ใช้ทั้งความรู้และความรู้สึกควบคู่กันไปได้อย่างสมดุล ไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบจนลืมสาระและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งนั้น ๆ บริหารโครงสร้างองค์กรที่แบนราบ (Flat) ไม่สลับซับซ้อนไม่มีลำดับชั้นมากมายให้เป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่น (Flexible) ทำงานแบบร่วมกันเป็นทีม ผู้นำจะเข้าใจระบบขององค์กรว่าโดยแท้จริงแล้วเป็นระบบมีชีวิต เป็นระบบที่เปิด (Open System) ที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เป็นระบบที่จริง แล้วไม่อาจเขียนแทนได้โดยผังการไหลของงาน (Flowchart) หรือถ่ายทอดทุกอย่างผ่านคู่มือการดำเนินงาน (Proceddure) หากแต่ว่าเป็นระบบที่ประกอบด้วยชีวิต จิตวิญญาณ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ระหว่างกัน หรือเข้าใจเกี่ยวกับคนนั่นเอง ที่มิอาจถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือ หรือเขียนออกมาอยู่ในรูปแบบของเอกสารทั้งหมด และผู้นำคือจะเป็นผู้ที่ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แน่นอนที่สุดหากเรามองว่าธุรกิจคือการแข่งขัน เป้าหมายของการแข่งขันคือชัยชนะผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนต่างก็ล้วนแต่ต้องการชัยชนะด้วยกันทั้งนั้น แต่สำหรับผู้นำที่แท้จริงแล้วชัยชนะที่เขาต้องการจะได้มานั้นเขามองมันในฐานะที่เป็นรางวัลสำหรับทุกคน มิใช่เพียงเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น ผู้นำที่แท้จริงต้องการจะเห็นคนทุกคนที่ก้าวเดินพร้อมไปกับเขามีความสุข ได้รับชัยชนะ ถึงแม้ว่าสายตาของเขาจะจับ จ้องอยู่ที่ชัยชนะ แต่ก็เป็นชัยชนะเพื่อคนทุกคนเขาจะเป็นบุคคลที่คิดถึงตัวเองเป็นคนสุดท้ายเสมอ  

ผู้บริหาร จะใช้หลักทางด้านการจัดการ (Management) แต่การจัดการนั้นจริง แล้วใช้ได้ผลดีเฉพาะกับสิ่งที่เป็นสิ่งของ (Things) เท่านั้น ผู้บริหารจะให้ความสำคัญในวิธีการทำงานให้เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ โดยมองว่าผู้ปฏิบัติงานจะต้องทำงานตามหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติ การทำงานจะมุ่งผลกำไรขององค์กรอย่างเดียวโดยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กร  ซึ่งผู้บริหารมักได้รับการเลื่อนตำแหน่งเพราะความสามารถทางเทคนิคในการทำงานดี จึงไม่มีทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์  

ข้อ 3 ทฤษฎี  8 Ks   5 Ks  8 Hs  เกี่ยวข้องอะไรกับ  Leadership 

 

ทฤษฎี   8 Hs 8 Ks  

  1. Heritage  มรดก  (รากฐานของชีวิต)   Sustainable  Capital  ทุนแห่งความยั่งยืน 
  2. Head  สมอง (คิดเป็น คิดดี) หมายถึงการมีสมอง การมีความคิด  มีความรู้ มีสติ คิดเป็นแล้วต้องคิดดีด้วย  
  3. Hand    มืออาชีพ (ทำงานด้วยฝีมือตนเอง)  คิดจะทำอะไรก็ให้ลงมือทำด้วยตนเอง  ถ้าคิดแล้วไม่ลงมือทำก็จะไม่สำเร็จ           
  4. Health  สุขภาพ  พลานามัยที่สมบูรณ์   
  5. Home  บ้านและครอบครัว   การที่มีครอบครัวดีช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็จะเป็นพื้นที่ท่ให้เราเป็นผู้นำที่ดีได้ 
  6. Human  Capital  ทุนมนุษย์   
  7. Happiness  ความสุข  ทุนแห่ง
  8. Harmony  ความปรองดอง สมานฉันท์  Social    Capital  ทุนทางสังคม  เรื่องนี้สำคัญมากกับการทำงานในองค์กร  ความสามัคคีในหมู่คณะจะทำให้การทำงานใด ๆ บรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยง่ายและรวดเร็ว   
 
ทฤษฎี  5 Ks
  1. Innovation Capital  ทุนทางวัตกรรม
  2.  Creativity Capital  ทุนแห่งการสร้างสรรค์
  3.  Knowledge Capital  ทุนทางความรู้
  4. Cultural Capital  ทุนทางวัฒนธรรม
  5. Emotional Capital  ทุนทางอารมณ์ 
          ทฤษฎีทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับ  Leadership ทั้งสิ้น  เพราะทั้ง ๓ ทฤษฎีนั้นเป็นหลักและคุณสมบัติของผู้นำที่ดี  ถ้าหากว่าผู้นำท่านใดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกข้อตามทฤษฎีดังกล่าวท่านจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ   นางสาวทัศวรรณ  วังคะฮาด

 

 
นางสาววิลาวัลย์ พวงอุบล
IP: xxx.121.3.201
เขียนเมื่อ 

          ดิฉันนางสาววิลาวัลย์ พวงอุบล รับราชารอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จากการที่ได้ศึกษาวิชากลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ จึงรู้ว่าการจะเป็นผู้นำนั้นต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้เสียก่อนการเป็นผู้มีประสบการณ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ดิฉันกราบขอบพระคุณอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ได้สอนวิชานี้ให้กับนักศึกษา MPA

ข้อ 1. จุดอ่อน  ของข้าพเจ้ามีดังนี้

  1. ใจร้อน ,แสนงอน ,(เมื่อไม่ได้ดั่งใจ)
  2. วิตกจริต
  3. ไม่ชอบให้ให้ใครเอาเปรียบ
  4.   ทะเยอทะยาน (บางครั้งคราว)
  5. ไม่ชอบอ่านหนังสือ

จุดแข็ง  มีดังนี้

  1. มีเหตุผล  เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
  2.  ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี
  3. เรียนรู้สิ่งที่อยากรู้และสนใจอย่างจริงจัง
  4. มุ่งมั่นตั้งใจทำในสิ่งที่ต้องการให้ดีที่สุด
  5. มองโลกในแง่ดี
  ข้อ 2.  ผู้นำ

          ความเป็นผู้นำเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล  บ้างคนเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำเพราะมีทักษะ (skill) ที่สามารถทำให้วิสัยทัศน์เป็นจริงได้ด้วยการนำ  การจูงใจ  ฟัง  ชี้ชวน  ด้วยเหตุและผล  ผู้นำคิดถึงอนาคต  ไม่ย่ำอยู่กับที่  ทำเพื่อหวังสิ่งดี ๆ ที่ควรมีในอนาคต  และเป็นตัวแทนแห่งการเปลี่ยน (Change Agent) เป็นผู้เชี่ยวชาญยุคไอที

 ผู้บริหาร             มีความตั้งใจดี  เห็นการณ์ไกล (Forward looking)  ใช้สติปัญญา มีการวางแผนเป็นขั้นตอน           ไม่ฉาบฉวย  ติดตามผลการปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามภารกิจที่ตั้งไว้ รวมทั้งสร้างระบบการทำงานเป็นทีม  เพื่อมุ่งสู้เป้าหมายที่กำหนดไว้โดยส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานสำนึกในหน้าที่ และตั้งใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ข้อ 3.            ความเป็นผู้นำเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารงานในยุคไอที  เพราะผู้นำในยุคการแข่งขันต้องกล้า     ตัดสินใจ  มีวิสัยทัศน์  ทันต่อเหตุการณ์  และต้องมีพลังหรือแรงจูงใจในการที่จะทำให้คนในองค์กรมุ่งสู่      เป้าหมายที่ตั้งไว้          ดังนั้น  ในบางสถานการณ์  จังหวะ  เวลา  และโอกาส  การบังคับบัญชาคนต้องอาศัยทำทฤษฎี  8k , 8H , และ 5k  มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความศรัทธา  คนเป็นผู้นำจึงต้องมีพลังทำให้ผู้คนเชื่อถือ  ชื่นชมในความสามารถ  วิสัยทัศน์  ความคิดอ่านเหนือคนทั่วไป นางสาววิลาวัลย์  พวงอุบล
อุดม ชนะสิทธิ์
IP: xxx.121.3.201
เขียนเมื่อ 

        เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สวัสดีเพื่อนนักศึกษา MPA มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ทุกท่าน

 

           กระผมนายอุดม ชนะสิทธิ์ รู้สึกภูมิใจมากที่ได้รับเกียรติ ที่อาจารย์ ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้ให้ความรู้ในการเป็นผู้นำแก่พวกกระผม ขอบพระคุณมากครับทำให้ผมได้พัฒนาภาวะการเป็นผู้นำมากขึ้นอีกจากบทเรียนที่ท่านอาจารย์ได้ถ่ายทอดให้

           กระผมเป็นหนึ่งในจำนวนนักศึกษา MPA รุ่น 1 ในมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด  กระผมทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในตัวของผมเองเป็นทั้งผู้นำและผู้บริหารในคนเดี่ยวกัน ทฤษีของอาจารย์ผมสามารถนำไปปฎิบัติได้หมด เช่น

จุดแข็ง คือ

  1. ผมเป็นคนใจเย็น และมีความอดทนในทุกเรื่องผมจะให้ความเคารพกับทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นลูกน้องหรือเพื่อน การให้ความเคารพนับถือผู้อื่น  ไม่สำคัญว่าผู้นั้นจะเป็นใครมาจากไหน ไม่ว่าจะอายุมากกว่าหรือน้อยกว่า
  2. จุดแข็งของผมเป็นคนใจอ่อนด้วยครับแต่ผมรู้ว่าผมจะอ่อนกับใคร ควรหรือไม่ควร
  3. ผมเป็นคนมีเหตุผล
  4. ผมเป็นคนกตัญญู
  5. ซื่อสัตย์มีความรับผิดชอบ

จุดอ่อน

  1. ขาดความเชียวชาญในด้านเทคนิค
  2. กล้าเสี่ยงที่จะทำธุรกิจ
  3. เกรงใจคนรอบข้างมาก
  4. ไม่ชอบทำให้เพื่อนหรือคนรอบข้างเสียงใจ
  5. ตัดสินใจช้า

ทฤษฎี  8K’S,SK’S,8H’S เกี่ยวข้องอะไรกับ Leadershipทฤษฎี 8H’S ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ของคุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์ 8 H’S
  • Heritage           รากฐานของชีวิต
  • Head                     คิดเป็น คิดดี
  • Hand                     มืออาชีพ
  • Heart                จิตใจดี
  • Health             สุขภาพพลานมัยที่สมบูรณ์
  • Harmony          ความปองดอง
  • Happiness          ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข 
  • Home                บ้านและครอบครัว
  ทฤษฎี 8K’S  ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์
  • ทุนแห่งความยังยืน    Sustainable  Capital
  • ทุนทางสังคม              Social capital
  • ทุนทางจริยธรรม        Ethical  Capital
  • ทุนแห่งความสุข         Happiness  Capital
  • ทุนทาง IT                     Digital  Capital
  • ทุนทางปัญญา             Intellectual  Capital
  • ทุนทางความรู้  ทักษะ  ทัศนคติ         Talent  Capital
  • ทุนมนุษย์                      Human  Capital
ทฤษฎี  5 K’S  ได้แก่
  1. Innovation  Capital   ทุนทางนวัตกรรม
  2. Creativity  Capital     ทุนแห่งการสร้างสรรค์
  3. Knowledge  Capital   ทุนทางความรู้
  4. Cultural  Capital     ทุนทางประสบการณ์
  5. Emotional  Capital    ทุนทางอารมณ์

 

เราจะเห็นว่า  ทฤษฎี  8 H’S  :ของคุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์

 

ทฤษฎี  8 K’S  : ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

 

ทฤษฎี  5 K’S  :

ทั้ง 3 ทฤษฎีนี้เราจะเห็นว่าเกี่ยวทั้งกับความเป็นผู้นำ เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้เลยถึงแม้ว่าเวลาที่อาจารย์ได้สอนจะเป็นระยะเวลาน้อยแต่ผมคิดว่าคุ้มค่าแล้วครับ

 

                                                             อุดม ชนะสิทธิ์  
สวัสดีนักศึกษาแสตมฟอร์ดและชาว Blog ทุกท่าน สัปดาห์ที่แล้วผมได้ให้นักศึกษาร่วมกันออกความคิดเห็นโดยตอบคำถาม 3 เรื่องผ่านทาง Blog ซึ่งต้องขอขอบคุณที่นักศึกษาได้ให้ความสนใจและตอบคำถามกันเข้ามาเกือบทุกคนและมีหลาย ๆ ประเด็นที่น่าสนใจมาก
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 2 ที่ผมมีโอกาสได้ไปสอนให้กับนักศึกษา MPA มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดอีก ครั้งนี้ ผมได้ให้นักศึกษาเริ่มเรียนรู้จากการอ่านบทความ คอลัมน์ บทเรียนจากความจริง กับ ดร.จีระ ซึ่งผมเขียนเป็นประจำทุกๆ วันเสาร์ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ผมได้แนะนำให้นักศึกษาฟังว่า การอ่านหนังสือในแต่ละครั้งนั้นจะต้องตรงประเด็น นิ่งในการอ่าน จับประเด็นให้ได้ว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร และผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจในเรื่องใดบ้าง
สำหรับบทความของผมในสัปดาห์นี้ย่อหน้าหนึ่งได้เขียนเปรียบเทียบนักกีฬาเทนนิส 2  คนคือคุณภราดรและคุณดนัย และเมื่อนักศึกษาอ่านเสร็จ ผมได้ตั้งประเด็นให้นักศึกษาออกความคิดเห็น  2 เรื่อง คือ
1.      เรื่องภาวะผู้นำระหว่างคุณภราดร และคุณดนัยแตกต่างอย่างไร
2.      ภาวะผู้นำทางตะวันตกและทางตะวันออก แตกต่างกันอย่างไร ถ้าเป็นคุณจะเลือกใช้อย่างไร 
สำหรับในข้อแรกนั้น ผมสรุปได้จากความคิดเห็นของนักศึกษาได้ดังต่อไปนี้คุณลักษณะที่เป็นภาวะผู้นำของดนัยเปรียบเทียบกับภราดร
1) รู้ตัวเองว่ามีจุดอ่อน จุดแข็งอะไร
2) มีความมุ่งมั่น เตรียมตัวตี
3) ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียงมากกว่า
4) มีทุนแห่งความยั่งยืนมากกว่า
5) มีทุนแห่งความสุขที่แท้จริงมากกว่า
6) เป็นแบบอย่างที่ดีกว่า (Role Model)
7) ดนัยเริ่มต้นจากความเจ็บปวด (Pain) ก่อนไปสู่ความสำเร็จ (Gain)
8) ดนัยค้นพบความชอบกีฬาเทนนิสได้ด้วยตนเอง บวกกับมีความมุ่งมั่น ซึ่งมองได้จากรากเหง้าหรือที่เรียกว่า Heritage
9) วางตัวในสังคมได้ดีทำให้ได้รับแรงสนับสนุนและกำลังใจมากซึ่งทำให้เกิดพลัง
10) มีทุนทางอารมณ์ คือควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า             
หัวข้อที่ 2 คือ ภาวะผู้ทางตะวันตกและทางตะวันออก แตกต่างกันอย่างไร ถ้าเป็นคุณจะเลือกใช้อย่างไร
นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นซึ่งสรุปได้ดังนี้ 
ตะวันออกตะวันตก

1) ไม่ได้มุ่งเน้นผลงาน           

2) เป็นสังคมที่เน้นครอบครัวและสายเลือดทำให้ไม่ค่อยให้โอกาสและการมีส่วนร่วมจากผู้อื่นมากนัก      

3) เน้นความจงรักภักดี          

4) รักพวกพ้อง เป็นระบบพึ่งพาอาศัยกัน อะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน (รากเหง้าทางวัฒนธรรม) ตัวอย่างเช่น การดูแลคนไม่เก่ง แล้วเอาความไม่เก่งไปแชร์รวมกับคนอื่น ๆ ซึ่งก็สะท้อนถึงระบบค่าตอบแทนที่ตะวันออกมักจะไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนที่ตรงกับความสามารถจริง ๆ            

5) เน้นระบบอาวุโส             

6) ระบบ (system) ไม่ดีเท่ากับตะวันตก 

1) เน้นที่ผลงาน (Performance)                   

2) ให้โอกาสคนเก่ง และคนมีความรู้ได้ทำงาน                      

3) เน้นการทำงานเป็นทีม        

4) เน้นระบบ (System)            

5) ไม่เน้นระบบอาวุโส             

6) รากเหง้าทางวัฒนธรรมของตะวันตกจะต้องพึ่งพาตนเอง   

7) มี Science Technology มากกว่าตะวันออก

จากนั้นก่อนพักดื่มกาแฟกัน ผมได้ให้นักศึกษาดูเทปรายการโทรทัศน์ ที่ผมได้สัมภาษณ์  ดร.อำนวย วีรวรรณเ พื่อเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำและความสำเร็จของท่าน โดยผมได้ฝากคำถามไว้สำหรับการ workshop 2 คำถาม คือ
1) คุณลักษณะทีเป็นภาวะผู้นำของท่าน ดร.อำนวยมีอะไรบ้าง
ข้อสรุปจากความคิดเห็นของนักศึกษามีดังนี้ คือ
1) มีความรู้ในสิ่งที่ทำมีเป้าหมาย (HUMAN CAPITAL, INTELLECTUAL CAPITAL)คือ ท่านดร.อำนวยมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ และการบริหารจัดการ และท่านสามารถนำความรู้ของท่านมาใช้ในการทำงานได้อย่างดี อีกทั้งท่านเป็นคนที่คิดเป็นตั้งแต่เด็กทำให้ท่านเลือกทำในสิ่งที่ท่านสนใจและสามารถทำได้อย่างดี คือเป้าหมายในการบริหารบ้านเมืองและประเทศ  เป็นคนมองการไกล  และมีทุนทางปัญญามาก การพยายามสร้างภาวะผู้นำให้กับตัวของท่านเอง  มีการทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมอีกมากมาย เป็นต้น
2) มีคุณธรรมจริยธรรม (ETHICAL CAPITAL) คือ เมื่อท่านรับราชการท่านมีอุดมการณ์ในการทำงานที่ดี มีธรรมาภิบาล จากคำพูดที่ผมจำได้แม่นและประทับใจที่ท่านพูดว่า ผมเป็นปลัดกระทรวงที่จนที่สุด 3) มีการตัดสินใจที่รวดเร็ว ฉลาดในการวางตัว ปรับตัวในจังหวะเวลาที่เหมาะสมและทิ้งประโยชน์ไว้ให้แก่สังคม (หรือที่เราเรียกว่าภูมิสังคม) 
จากนั้นผมได้อธิบายให้นักศึกษาฟังเกี่ยวกับช่องว่าง (GAP) ระหว่างผู้นำ (Leader) กับผู้จัดการ (Manager) และได้ถามนักศึกษาแต่ละท่านว่าท่านอยู่ในช่วงไหนของเส้นทางไปสู่การเป็นผู้นำและยังอธิบายเกี่ยวกับเรื่องผู้นำแต่ละคนในประเทศและต่างประเทศ เช่น เหมาเซตุง ผู้นำทางด้านคอมมิวนิสต์ของประเทศจีน เป็นต้นผมให้นักศึกษาดูเทปที่ผมสัมภาษณ์            ดร. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  เพื่อเรียนรู้ภาวะผู้นำและบทบาทในฐานะผู้นำของท่านและความสำเร็จในชีวิตของท่าน ซึ่งท่านได้เล่าถึงเรื่องเกร็ดในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นคนที่มีอุปนิสัยเป็นคนที่ชอบการแสวงหาความรู้ และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ท่านได้พูดไว้ว่า "เอาชนะอะไร ก็ไม่เท่าชนะใจตัวเอง"  และสุดท้ายผมได้สรุปเรื่องบทบาทของผู้นำ - แนวทางเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้นักศึกษาวิเคราะห์และนำไปปรับใช้ต่อไปคือ ขอเสนอให้เห็นแนวคิดของ 3 นักคิดคือ Stephen Covey, Jack Welch  และของผมเอง ซึ่งผู้อ่านอาจนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป
Stephen CoveyChira HongladaromJack Welch

1) Path finding คือ ผู้นำต้องสร้างวิสัยทัศน์และแสวงหาอนาคต 

 

1) Crisis Management คือ ผู้นำต้องแก้ปัญหาวิกฤต ขององค์กรได้

 

 

1) Energy คือ ผู้นำต้องมีไฟ 

 

 

 

2) Aligning คือ ผู้นำต้องสร้างระบบการทำงานให้ทุกส่วนไปในทิศทางเดียวกัน

 

 

 

2) Anticipate change. คือ ผู้นำต้องดักปัญหาล่วงหน้า   

 

 

 

2) Energize คือ ผู้นำจะต้องกระตุ้นให้ทุกคนมีศักยภาพ ทำงานในทิศทางเดียวกันและมีพลัง
3) Empowering คือ ผู้นำต้องมอบอำนาจแก่ผู้ร่วมงานให้แสดงความสามารถและศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

3) Motivate people to be excellent. คือ ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ  

 

 

3) Edge คือ ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ โดยใช้จังหวะฉกฉวยให้ดี 

4) Role Model คือ ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น  

 

 

4) Conflict resolution แก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้ 

 

 

4) Execute คือ ผู้นำต้องทำให้เสร็จและสำเร็จ วัดผลได้ 
 5) Create new opportunities. คือ ผู้นำต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว 
 6) Rhythm & Speed สามารถฉกแวยโอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม 
 7) Edge ( Decisiveness ) กล้าตัดสินใจ เด็ดขาด รวดเร็ว 
 8) Teamwork ทำงานเป็นทีม 
และครั้งนี้ผมยังได้ให้การบ้านนักศึกษาตอบผ่าน Blog  อีกครั้ง โจทย์ก็คือ  "จากแนวคิดของ Stephen Covey , Jack Welch  หรือของผม บทบาทของผู้นำแนวไหนที่คุณชอบหรือเหมาะกับตัวคุณมากที่สุด พร้อมยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษา"
และเหมือนเดิมนะครับผมขอให้ทุกท่านส่งก่อนวันอาทิตย์ แล้วผมจะเข้าไปดูนะครับว่า การที่ท่านได้เรียนกับผมไปแล้ว 2 ครั้ง ความคิดของท่านเปลี่ยนไปสู่ความเป็นผู้นำได้มากน้อยแค่ไหน  
                         จีระ  หงส์ลดารมภ์
ประภากร สัมพันธ์สวาท รหัส 00615004
IP: xxx.136.70.34
เขียนเมื่อ 

เรียน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์
         สวัสดีนักศึกษาMPA และ ชาว Blog ทุกท่าน

   ในวันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม 2550 ที่ผ่านมานี้เป็นอีกครั้งหนึ่งนะครับที่พวกเราชาว MPA แสตมฟอร์ดได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจากท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ได้กรุณาสละเวลามาบรรยายให้ความรู้กับพวกในรายวิชา Leaddership ซึ่งพวกเรากำลังศึกษาอยู่ทั้งนี้มีทีมงานที่น่ารักของท่านคอยอำนวยความสะดวกระหว่างการเรียนการสอนด้วย ทั้งคุณ เอ เอ คุณนะ ต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งครับ

    ในสัปดาห์นี้พวกเราได้เริ่มต้นกันจาก "บทเรียนจากความจริงกับ ดร.จีระ" ซึ่งตีพิมพ์เป็นประจำทุกวันเสาร์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าครับ พวกเราได้เริ่มจาการที่ได้ศึกษาเรื่องราวของ  คุณปิ๊ก  ดนัย อุดมโชค  ครับคุณปิ๊กทำให้คนไทยเรามีความสุข มีรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก และผมเองก็อดภูมิใจเสียมิได้ กับการที่คุณปิ๊กผ่านเข้ารอบที่ 3 ของเทนนิส Australian Open เอาชนะใครมาหรือครับ ฮวน คารอส เฟร์เรโร่  ........ฟังไม่ผิดหรอกครับ ฮวน คารอส เฟร์เรโร่ นักเทนนิสชื่อดังก้องโลกชาวสเปน ครับ แน่นอนว่าต้องเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มากๆสำหรับเจ้าปิ๊กของเราครับ   ในขณะเดียวกัน ท่าน ศ.ดร.จีระ ยังให้เราได้ศึกษาถึงแง่มุมของการใช้ชีวิตของ ดนัย เปรียบเทียบกับ ภราดร เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน อืมมม.... เมื่อได้ลองสังเกตุดูแล้วพวกเราได้มองเห็นอะไรหลายอย่างของความแตกต่างระหว่างสองคนนี้จริงๆครับ ทำให้เรามองเห็นภาวะผู้นำที่แตกต่างกันมากจริงครับเห็นได้จากที่ท่าน ศ.ดร.จีระ ได้กรุณา สรุปไว้แล้วข้างต้นครับ    ต่อจากนั้นพวกเราก็ได้ศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างภาวะผู้นำของทางตะวันตก กับ ตะวันออก แน่นอนครับสองดินแดนนี้อยู่กันคนละฟากโลกย่อมมีความแตกต่างกันหลายประการ มีทั้งแบบอย่างที่ดี และ แบบอย่างที่ไม่ดีของทั้งตะวันตก และ ตะวันออก ซึ่งตรงนี้ผมองว่า เราสามารถนำเอาความแตกต่างของบทบาทผู้นำของโลกตะวันตก กับ ตะวันออก มาเลือกใช้และผสมผสานให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา ได้นะครับ นอกจากนี้พวกเรายังได้ดูเทปการสนทนาระหว่าง ท่าน ศ.ดร จีระ กับ  ดร.อำนวย วีระวรรณ   และ ท่าน ศ.ดร.จีระ กับ ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  ซึ่งทุกท่านคงรู้จักกันเป็นอย่างดียิ่งอยู่แล้วนะครับ ในการสัมภาษณ์ทั้งสองท่านนั้นได้สาระเนื้อหา ความรู้แง่คิดที่ดีมากครับ เช่น ผมได้มองเห็นถึง ความเป็นคนที่มีจริยธรรม คุณธรรม และ เป็นผู้ที่รอบรู้ในสิ่งที่ทำเป็นผู้มีความสามารถ มีเป้าหมายชัดเจนของ ดร. อำนวย ครับ ในส่วนของท่าน ดร.ปุระชัย นั้นยิ่งได้ความรู้และแนวคิดต่างๆมากมายทีเดียวครับจาการที่ ศ.ดรจีระ เป็นผู้ที่คอย สรุปความคิดรวบยอด ชี้ให้เห็นถึงประเด็น และจุดที่สำคัญของการสนทนา ช่วยให้พวกเรา ได้รับสาระจากการรับชมมากขึ้นทีเดียว ผมเองชอบ แนวคิดที่ ดร.ปุระชัย เสนอครับ ท่านเห็นว่า การเรียนรู้ ใฝ่รู้ นั้นมีครอบครอบเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.ปุระชัย ได้ให้ความสำคัญกับการอ่านเป็นอย่างมากครับ  ท่านได้กล่าวถึงคำพูดของ โทมัส เอลวา เอดิสัน ว่า การทำการทดลองด้วยตนเองเพื่อให้รู้ 1 ครั้งนั้นดีกว่าการที่เราไปถามผู้รู้เป็นพันๆคน ผมว่าจริงครับ

   ท่าน ศ.ดร.จีระ ได้เสนอแนวความคิดของบทบาทผู้นำไว้ 3 ท่านครับ ประกอบด้วย

The 4 Roles of LeaderShip BY Stephen Covey
ได้แก่       -  Pathfinding
                -  Aligning
                - Empowering
                - Modeling

4 E's Leadership by Jack Welch
ได้แก่       - Ennergy
                - Energize
                - Edge
                - Execution

Leadership roles by Chira Hongladarom
ได้แก่      - Crisis management
               - Anticipate Change
               - Motivate Others to excellent
               - Conflict resolution
               - Explore opportunities
               - Rythm & Speed
               - Edge ( Decisiveness )
               - Teamwork 

ครับจากแนวคิดของทั้ง 3 ท่านนั้นล้วนแต่เป็นบทบาทของผู้นำที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งเราสามารถที่จะนำบทบาทของผู้นำ จากแนวคิดของทั้ง 3 ท่านนี้ไปใช้ได้จริงและยังเป็นการเสริมสร้างความมีภาวะผู้นำให้กับตัวเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ

จากแนวคิดทั้ง 3 ท่านนี้ ท่าน ศ.ดร. จีระ ได้เปิดโอกาสให้พวกเรา ได้แสดงความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่งว่า

 "บทบาทของผู้นำแนวไหนที่คุณชอบหรือเหมาะสมกับตัวคุณที่สุดพร้อมทั้งยกกรณีศึกษาประกอบ"

ผมจึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ

    บทบาทของผู้นำทั้ง 3 แนวคิดนั้นถ้าจะให้พิจารณาจากความคิดเห็นส่วนตัวของผมแล้วผมขอเลือกแนวคิดของ ท่าน ศ.ดร. จีระ ครับ เหตุผลเนื่องจากผมเห็นว่ามีแนวความคิดที่หลากหลายและครอบคลุมกลั่นกรองมาอย่างดีจากท่าน ศ.ดร.จีระ เรียกได้ว่า โป๊ะเช๊  อีกทั้งยังตรงกับความชอบตามแนวคิดของผมเองอีกด้วย ผมสามารถนำแนวคิดในหลายข้อของท่าน ศ.ดร.จีระ ไปใช้ในองค์กรของผมได้เลยครับ

บทบาทผู้นำในแนวที่ผมชอบได้แก่

     Edge ( Decisveness ) กล้าตัดสินใจ เด็ดขาด และรวดเร็ว ผมเห็นว่าในปัจจุบันนี้ในการจะทำอะไรก็ตามผู้ที่เป็นผู้นำจะต้องมี Edge อยู่ในตัวเอง ทุกวันนี้โลกของเราแคบลงๆ ทุกๆวัน กลับกลายเป็นโลกที่ไร้พรหมแดน ไร้ขอบเขต เป็นโลกแห่งข่าวสารข้อมูลที่อาศัย Network ที่มีอยู่ทั่วโลกผ่านระบบ InterNet ที่เจาะทะลุทลวงไปในทุกซอกทุกมุม อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมากมายในแทบทุกๆด้านทำให้โลกของเรากลายเป็นสังคมแบบ Word Wind เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้ทุกอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้นมากซึ่งทำให้ในทุกๆวงการไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ สังคม เศรษฐกิจ
การเมือง เกิดความเร่าร้อนขึ้นจากการแข่งขันเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบและนำมาซึ่งชัยชนะเหนือคู่แข่ง   ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ผู้ที่มีบทบาที่จะช่วยทำให้องค์กรอยู่รอดได้นั้นก็คืดผู้ที่เป็นผู้นำนั่นเอง
     ผู้นำจะต้องกล้าที่จะตัดสินใจ ในทุกๆเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กร การกล้าตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญมากของผู้นำ เพราะจะต้องเป็นผู้กล้าคิด กล้าทำ กล้าเผชิญปัญหา กล้าที่จะนำพาองค์กรก้าวไปข้างหน้า ในทิศทางที่ถูกต้องแม่นยำ และที่สำคัญคือได้เปรียบคู่แข่ง
     ผู้นำจะต้องเด็ดขาด คำว่าเด็ขาดในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นผู้นำจะไม่รับฟังความคิดเห็นของใคร หรือจะเห็นตนเองเป็นใหญ่เสียจนไม่ดูทิศทางหรือสถานะการณ์ใดเอาเสียเลย แต่ความเด็ดขาดในที่นี้ก็คือการที่จะต้องกล้าคิด และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล  รอบคอบ ละเอียด โดยที่ไม่ลังเล หรือ พะวงหน้าพะวงหลังซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นบุคลิกสำคัญที่ผู้นำทุกคนต้องมี อีกทั้งจะเป็นการสร้างความมั่นอก มั่นใจให้กับคนในองค์กร ว่าเป็นผู้ที่จะสามารถนำพาคนในองค์กรและองค์ให้อยู่รอด มีความสามารถที่จะแข่งขันและประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายได้
      ผู้นำจะต้องรวดเร็ว แน่นอนครับความรวดร็ว ย่อมหมายถึงความได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเร็ว คิดในสิ่งที่คนอื่นยังคิดไม่ถึง หรือ คิดแก้ไขปํญหาต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ,ทำเร็ว ลงมือก่อนคนอื่น หรือใช้เวลาในการทำสิ่งใดๆก็ตามน้อยกว่าคนอื่น ,ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วฯ  สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้ผู้นำสามารถที่จะเป็นผู้ที่ก้าวนำผู้อื่นชิงความได้เปรียบและโอกาสดีได้ก่อนผู้อื่นอยู่เสมอ
กรณีศึกษา    เช่นผมเองมีอาชีพประกอบธุรกิจ ซึ่งธุรกิจของผมนั้นมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯซึ่งมีทีมงานอยู่ส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงานและอำนวยการในด้านต่างๆให้กับหน่วยงานสาขา โดนหน่วยงานสาขานั้นก็จะกระจายอยู่ในหน่วยงานของลูกค้าตามนิมคมอุตสาหกรรมต่างๆมากมายตั้งอยุธยา ถึง ระยอง คนงานกว่า สองพันคน จึงมีทีมงานส่วนหนึ่งที่กระจายอยู่ตามสาขาต่างๆอย่างมากมายกว่า 20 สาขา ด้วยจำนวนพนักงานที่มากทำให้ในบางครั้งอาจเกิดปํญหาในการปฏิบัติงานในด้านต่างๆที่อาจส่งผลกระทบกับลูกค้าของบริษัทฯ ขณะเดียวกันสาขาแต่ละสาขาก็กระจายอยู่ในพื้นที่ที่หลากหลายเช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสหกรรมบางพลี นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุคสาหกรรมมายตาพุต เป็นต้น  เมื่อเกิดปํญหาใดๆก็ตามผมในฐานะของผู้ที่มีบทบาทเป็นผู้นำในองค์กรก็จะเป็นที่จะต้องใช้ Edge ความกล้า ความเด็ดขาด และรวดเร็ว ในการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาต่างเหล่านั้นเพื่อให้เกิดความพึงพอใจกับลูกค้าให้มากที่สุด
    จากรกรณีศึกษานี้เองที่ทำให้ผมชื่นชอบทฤษฏี Leadership Roles By Chira Hongladarom เป็นอย่างยิ่งซึ่งผมมองว่าบทบาทของผู้นำในแนว Edgeเป็นบทบาทผู้นำที่มีความเหมาะสมกับผมมากที่สุด

ผมขอแสดงความคิดเห็นไว้เพียงเท่านี้ครับ

                             ประภากร    สัมพันธ์สวาท
                              รหัส  00615004


        


 

นางสาวสมร ดีสมเลิศ
IP: xxx.9.143.157
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ม.ค. 2550 ศ.ดร.จีระ ได้มาบรรยายเรื่องภาวะผู้นำโดยใช้ตัวอย่างระหว่างคุณภราดร และคุณดนัย และภาวะผู้นำทางตะวันตกและตะวันออก พร้อมทั้งศึกษาภาวะผู้นำของดร.อำนวย วีรวรรณ และดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และ ศ.ดร.จีระ ยังได้อธิบายให้ฟังเกี่ยวกับช่องว่าง (GAP) ระหว่างผู้นำ (LEADER) กับผู้จัดการ (MANAGER) การอบรมครั้งนี้ ศ.ดร.จีระได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาออกความคิดเห็นเปิดอภิปรายว่าได้อะไร จะนำไปพัฒนาอย่างไร หลังจากที่ท่านให้นักศึกษาฝึกการอ่านบทความในระยะเวลาจำกัด ซึ่งเป็นการฝึกการอ่านให้นิ่งในการอ่าน ตรงประเด็น จับประเด็นสำคัญในการสื่อสาร และหลังจากการดูเทปรายการโทรทัศน์สัมภาษณ์บุคคล จึงทำให้นักศึกษาได้เกิดการแชร์ความรู้และการจับประเด็นต่าง ๆ ที่นำไปใช้ได้ในการเป็นผู้นำ ทั้งในแง่ชีวิต การงาน ต่าง ๆ พร้อมสำรวจตัวเองและมีพัฒนาในด้านภาวะผู้นำ ผู้นำมีหลายชนิด และเหมาะกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกคนเป็นผู้นำได้ แต่ตัวเองต้องอยากเป็นด้วย เพราะในสังคมปัจจุบันจะต้องมีผู้ตามที่ดีด้วย ผู้นำบางคนอาจเก่งงาน แต่ไม่เก่งคน บางคนชอบทำงานคนเดียว บางคนคิดแบบในกรอบ บางคนคิดนอกกรอบ ศ.ดร.จีระ ได้ทำการฝึกภาวะความเป็นผู้นำให้นักศึกษาในการอบรมโดยที่นักศึกษาไม่ทันรู้ตัว การพูดแบบบูรณาการ ผู้นำต้องจับประเด็นกระแสความรู้ต่าง ๆ ต่อยอดได้ อดทน และเอาชนะใจตน ต้องขอขอบพระคุณ ศ.ดร.จีระที่ติดอาวุธทางความคิด ความรู้ให้แก่นักศึกษาซึ่งสามารถนำไปใช้พัฒนาธุรกิจของตนเองและประเทศชาติโดยรวมได้ กล่าวถึงแนวคิดของ 3 นักคิด เรื่องบทบาทของผู้นำของ STEPHEN COVEY , JACK WELCH และ DR.CHIRA HONGLADAROMTHE 4 ROLES OF LEADERSHIP BY STEPHEN COVEY:1.       PATH FINDING เป็นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์2.       ALIGNINGผู้นำต้องสร้างระบบการทำงานให้ทุกส่วนไปในทิศทางเดียวกัน3.       EMPOWERINGผู้นำต้องกระจายอำนาจ ไม่เก่งคนเดียว ต้องมอบอำนาจแก่ผู้ร่วมงาน4.       ROLE MODEL ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น

THE 4 E’S LEADERSHIP BY JACK WELCH

1.       ENERGY ผู้นำต้องมีไฟ2.       ENERGIZEผู้นำต้องกระตุ้นให้ทุกคนมีศักยภาพ ทำงานในทิศทานเดียวกันและมีพลัง3.       EDGEผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ พร้อมเผชิญปัญหา รวดเร็วในการทำงาน4.       EXECUTEผู้นำต้องทำงานให้เสร็จ สำเร็จและวัดผลได้

LEADERSHIP ROLES BY DR.CHIRA HONGLADAROM

1.       CRISIS  MANAGEMRNTผู้นำต้องแก้ปัญหาวิกฤตขององค์กรได้2.       ANTICIPATE CHANGEผู้นำต้องดักปัญหาล่วงหน้า3.       MOTIVATE OTHERS TO EXCELLENTผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเก่งได้4.       CONFLICT RESOLUTIONผู้นำต้องแก้ปัญหาในองค์กรได้5.       EXPLORE OPPORTUNITIES ผู้นำต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ6.       RHYTHM & SPEEDผู้นำต้องสามารถฉกฉวยโอกาส และจังหวะได้อย่างเหมาะสม7.       EDGE (DECISIVENESS)ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ เด็ดขาด รวดเร็ว8.       TEAMWORKผู้นำต้องมีการทำงานเป็นทีมส่วนบทบาทของผู้นำ แนว DR.CHIRA ดิฉันชอบและเหมาะกับดิฉันมากที่สุด เพราะเหมาะกับระบบการบริหารของคนไทย นับว่าเป็นทฤษฎีที่เป็นความจริง (Reality) และ โป๊ะเชะตรงประเด็น (Relevance) สำหรับประเทศไทย เสมือนหนึ่ง ศ.ดร.จีระมานั่งอยู่ในใจของนักบริหารโดยแท้ พร้อมยกตัวอย่างการประกอบธุรกิจสปาความงามและสุขภาพของดิฉัน เป็นกรณีศึกษา โดยดิฉันในฐานะผู้นำของธุรกิจที่ดิฉันเป็นเจ้าของได้ยึดหลักการเป็นผู้นำโดยมีสภาวะดังนี้        ผู้นำในภาวะวิกฤต มีการเผชิญกับงานหนัก แต่จะต้องประณีตในภาวะที่ถูกจำกัดด้วยปัจจัย เช่นเวลา คุณสมบัตินี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะชี้ขาดในความสำเร็จ คุณสมบัติของผู้นำในภาวะวิกฤตประกอบด้วย ความกระด้างท่ามกลางความอ่อนโยน ความพร้อมที่จะใช้ทั้งพระเดชและ   พระคุณ เหตุแห่งวิกฤต เช่น สภาพคล่อง การบริหารเน้นให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติงานจะมีการกระจายงาน กระจายอำนาจในการตัดสินใจแก่พนักงาน ข้อจำกัด เช่นทรัพยากรบุคคล เป็นต้น         ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ไกล เพราะการขาดวิสัยทัศน์เป็นการเสี่ยงต่อความล้มเหลว เพราะไม่ทราบว่ากาลข้างหน้าที่ก้าวเดินไปนั้นมีสภาพอย่างไร จะมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้องค์กรปั่นป่วน ผู้บริหารต้องคิดเชิงยุทธศาสตร์ คือเป็นการคิดที่มีความอ่อนตัว แต่มิใช่นิ่งอยู่กับที่ซึ่งเป็นศิลปะการบริหาร คือผู้บริหารคิดแบบยุทธศาสตร์ ผู้จัดการคิดแบบยุทธวิธี แต่ผู้ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ผู้นำที่ดีต้องมีการตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้องและต้องตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดกับพนักงานโดยรวม มิใช่ตัดสินใจเพื่อคนบางคนแต่ทำลายขวัญกำลังใจของพนักงานทั้งองค์กรส่วนเรื่องการเปิดโอกาสให้มีการแสวงหาโอกาสใหม่ คือนวัตกรรม ซึ่งนวัตกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจปัจจุบัน ความสำเร็จในอดีตมิได้ประกันถึงความอยู่รอดในอนาคตอีกต่อไป ทำอย่างไรองค์กรจึงจะสามารถสร้างนวัตกรรมและนำหน้าคู่แข่งได้ตลอดไป นวัตกรรมเป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับคน และการเชื่อว่าสิ่งที่ทำในวันนี้ จะสามารถทำให้ดีขึ้นได้ในอนาคต ผู้นำในทุกระดับ ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างการยอมรับ และนำความคิดสร้างสรรค์ไปใช้ ธุรกิจไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็ก ต้องให้พนักงานมีส่วนร่วมในองค์กร ช่วยให้พนักงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดความมั่นใจ ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากความมุ่งมั่นของพนักงาน ดิฉันคิดว่าองค์กรที่สามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมและประสิทธิภาพขึ้นมาได้ จะเป็นกุญแจไปสู่การเป็นองค์กรที่มีผลกำไร และเจริญรุ่งเรืองผู้บริหารจะต้องเป็นคนเก่ง พร้อมมีความเมตตา มีความจริงใจ ให้ความเป็นธรรมให้โอกาส ทำงานเก่ง มีความสามารถรอบด้าน จัดลำดับปัญหา วางแผนดำเนินการ แก้ปัญหาเป็น คิดเก่ง คือ มีวิสัยทัศน์ เป้าหมายชัดเจน แสดงหาความรู้อยู่เสมอ พร้อมมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นตัวอย่างที่ดี ส่งเสริมคนดี

สรุปคือ ผู้นำที่ดีควรมีวิธีการทำงานดังนี้

1.     ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม2.     รู้จักบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม3.     มีการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน4.     กล้าคิดกล้าทำ5.     มีการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม6.     เน้นความรวดเร็ว7.     มีความสร้างวิสัยทัศน์ในการทำงาน8.     แข่งขันกับผู้อื่นได้9.     มีการคิดเชิงยุทธศาสตร์10.   ปรับตัวให้ทันโลกและทันสมัย11.   ทำงานเชิงรุก12.   แสวงหาและใช้ประโยชน์ ส่วนคำถามที่ว่า ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นผู้นำแบบไหน ดิฉันขอให้ความเห็นว่า ท่านเป็นผู้นำที่สนใจการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต รักการอ่าน ปรับตัวให้ทันสมัยทันโลกอยู่เสมอ ท่านมองไปข้างหน้า และเปิดมุมมองกว้าง ท่านมีการควบคุมอารมณ์ดี ท่านกล่าวว่า เอาชนะอะไรก็ไม่เหมือนเอาชนะใจคนคือท่านมี Emotional Intelligence สูง ท่านมี Drive คือเป้าหมายในชีวิต ท่านรักอาชีพครู มีอุดมการณ์ เสียสละ ท่านเน้นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว เพราะท่านกล่าวว่า ครูคนแรกของเด็กคือ พ่อแม่ ส่วนครูที่โรงเรียนคือครูที่เข้ามาเสริม และท่านยังกล่าวถึงบทบาทของสามี ภรรยา เพื่อชีวิตคู่ที่มีความสุขและยั่งยืน นอกจากนี้ ท่านเน้นการปฏิบัติบูชา รู้จัการอโหสิ การให้อภัย คือท่านเคารพกฏธรรมชาติว่าด้วยศีลธรรมจรรยา จิตมีธรรมะ การปฏิบัติตามศีล 5 ขจัดซึ่งนิวรณ์ 5 อันได้แก่ ความโลภ หรือความอยากได้ อยากมี อยากเป็นมากเกินความเหมาะสม ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย ความเบื่อหน่าย ความอิจฉาริษยา อาฆาตแค้น ดร.ปุระชัยมีความฉลาดทางความคิด ฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ฉลาดทางกาย และฉลาดทางด้านจิตใจ และสามารถเป็นผู้นำที่มีบารมีได้ 

ดังนั้นท่านอาจารย์เหมาะสมที่จะเป็น ROLE MODEL ท่านหนึ่งของประเทศไทยค่ะ

                                                        นางสาว สมร  ดีสมเลิศ

นางสาวอรุณรุ่ง พึ่งร่วมกลาง
IP: xxx.19.235.213
เขียนเมื่อ 
กราบเรียน            ท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์                 สวัสดีนิสิตนักศึกษาปริญญาโท (MPA)  และชาว Blog  ทุกท่าน                ในวันที่ 21 มกราคม  2550  ที่ผ่านมานี้เป็นอีกครั้งหนึ่งนะค่ะที่พวกเราชาว  MPA  STAMFORD ฯ ได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์ ที่ได้สละเวลามาบรรยายให้ความรู้ ในเรื่องภาวะผู้นำ  แก่นิสิตปริญญาโท MPA  ทั้งนี้มีทีมงานที่น่ารักของท่านคอยอำนวยความสะดวกระหว่างการเรียนการสอนด้วย ทั้งคุณ เอราวัน และ คุณมานะ  ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ  แต่เสียดายที่ดิฉันไม่สามารถไปเรียนกับท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์  ได้ในวันที่ 21 มกราคม  2550  เนื่องจากดิฉันติดภาระกิจไปราชการ  แต่ดิฉันก็ยังได้ติดตามการเรียนการสอนของท่านอาจารย์ จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ นักศึกษา และได้ติดตามภาระกิจต่าง ๆ ของท่านอาจารย์จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ทุกวันเสาร์ ค่ะ                 ในสัปดาห์นี้ ดิฉัน นางสาวอรุณรุ่ง  พึ่งร่วมกลาง  ตามที่ดิฉันได้เข้าไปใน Blog  ของท่านอาจารย์ และได้อ่านรายละเอียดที่ท่านอาจารย์ได้สอนไปในวันที่ 21 มกราคม  2550  และได้เห็นการบ้านที่ท่านอาจารย์ได้ไห้ไว้  จากแนวความคิดของ  Stephen   Covey และ Jack  Welch หรือ ของอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  บทบาทผู้นำแนวไหนที่คุณชอบหรือเหมาะกับตัวคุณมากที่สุด  พร้อมยกกรณีศึกษา                 ตามแนวคิดของดิฉัน ชอบบทบาทของผู้นำแนวท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  เพราะเป็นการบ่งบอกชัดเจนทางด้านการเป็นผู้นำเท่าที่ดิฉันได้ไปนั่งเรียนกับท่านอาจารย์ในวันที่ 14 มกราคม 2550 และประทับใจอาจารย์ตรงที่เป็นคนพูดตรงไปตรงมามีความเป็นตัวของตัวเองสูงและมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงด้วยเช่นกัน ภาวะผู้นำในแนวของท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์ กรณีศึกษา                 ผู้นำที่ดิฉันชอบบทบาทและแนวความคิด คือ ท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  เหตุผลที่เลือกเนื่องจากว่าดิฉันได้มองเห็นว่าท่านอาจารย์ได้มีแนวความคิดที่หลากหลายและครอบคลุม  โดยเฉพาะท่านอาจารย์ได้คิดค้นเรื่อง ทฤษฎี 8 K  หรือ 5 K  ขึ้นมาเองและได้นำแนวทฤษฎีเหล่านั้นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตัวท่านอาจารย์เองและบุคคลรอบข้างที่ได้นำทฤษฎีเหล่านี้ไปใช้และเกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมคนรอบข้าง และดิฉันสามารถนำแนวความคิดของท่านอาจารย์เหล่านั้นมาปรับปรุงใช้กับตัวของดิฉันเองได้เป็นอย่างดี   ส่วนบทบาทของผู้นำที่ดิฉันได้เลือกของท่านอาจารย์และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มีอยู่ด้วยกัน  4  ข้อ          ซึ่งตัวดิฉันเองเป็นพนักงานราชการ  ซึ่งทำงานอยู่ในส่วนของงานฝ่ายงานวางแผนและพัฒนาทำหน้าที่เกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลบุคลากรและการจัดทำแผนปฏิบัติงาน จัดทำงบประมาณต่าง ๆ  ของวิทยาลัยฯ  หน่วยงานของดิฉันจะขึ้นตรงต่อสำนักนโยบายและแผนการการอาชีวศึกษา  ซึ่งหน่วยงานของดิฉัน มีส่วนขยายใหญ่โตพอสมควร  ซึ่งดิฉันได้นำบทบาทผู้นำของท่านอาจารย์มาใช้ ในชีวิตประจำวัน คือ ผู้นำต้องแก้ไขปัญหาวิกฤต ขององค์กรได้  ซึ่งบ่งบอกได้ว่าผู้นำต้องมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ในองค์กรและนำวิกฤตปัญหาเหล่านั้นมาพิจารณาให้เป็นไปในแนวทิศทางเดียวกัน  อาจจะเปลี่ยนวิกฤตปัญหาเหล่านั้นเป็นโอกาสที่ดีในองค์กรก็ได้และดิฉันได้ประสบการณ์มาจากตัวของดิฉันเองที่ต้องได้แก้ไขปัญหาวิกฤตต่าง ๆ เหล่านั้นมาด้วยดีและประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาและวิกฤตนั้น ซึ่งข้อนี้ดิฉันต้องแก้ไขปัญหาของการทำงานอยู่เป็นประจำและนำปัญหานั้นมาวิเคราะห์และบางครั้งปัญหาและวิกฤตนั้นก็นำมาซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการทำงานให้ลุล่วงไปได้และทำงานสำเร็จหรือเป็นการเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ  ข้อนี้ดิฉันว่าจริงของท่านอาจารย์ถ้าเราไม่กระตุ้นให้ผู้ร่วมงานมีวิสัยทัศน์ที่ดีแล้วอะไร ๆ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ในองค์กรได้เพราะในปัจจุบันนี้เขาจะบอกว่าข้าราชการทำงานช้า แต่ขอ บอกว่าหน่วยงานของดิฉันไม่ได้เป็นอย่างนั้น การที่เราได้กระตุ้นผู้ร่วมงานให้เป็นเลิศนั้นหมายความว่าทั้งผู้ร่วมงานและหน่วยงานก็จะไปได้ดีเจริญยิ่งขึ้นได้ดีทั้งผู้ร่วมงานและหน่วยงานที่ตัวเองทำงานอยู่  อย่างแนวความคิดนี้ของท่านอาจารย์มองเห็นเด่นชัดเพราะอาจารย์จะใส่ใจดูแลผู้ร่วมงานอยู่ตลอดเวลาและคอยกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศทำงานดีมีประสิทธิภาพด้วย ผู้นำคือสามารถฉกฉวยโอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม  ข้อนี้น่าจะเป็นการถ้าดิฉันจะว่าไปแล้วก็คงจะเป็นเปลี่ยนวิกฤตต่าง ๆ ที่เราเผชิญอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง ให้เป็นโอกาสที่ดีได้ถ้าฉกฉวยโอกาสเหล่านั้นในเวลาที่เหมาะกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีเยี่ยม คือผู้นำต้องฉลาดหลักแหลมมองการไกลอยู่แล้วมันอยู่ที่เวลาและโอกาสเท่านั้น  ทำงานเป็นทีม  การทำงานเป็นทีมดีมากคือเป็นการสร้างคนสร้างงานให้ประสบความสำเร็จอย่างมากได้ด้วยดี ที่หน่วยงานของดิฉันก็ทำงานกันเป็นทีมและเป็นการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะทำให้เราจะทำอะไรต้องคิดถึงเสียงของคนส่วนมากหรือคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ ความคิดเห็นของคนในหมู่คณะ เราจะต้องยอมรับสิ่งเหล่านั้นถ้าเห็นว่ามันถูกต้องและเป็นความคิดเห็นของคนในทีมและการตัดสินใจของคนในทีม ด้วย และผลสำเร็จก็ตามมา บทบาทผู้นำในแนวความคิดของท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  เป็นบทบาทผู้นำที่มีความเหมาะสมกับดิฉันมากที่สุดและจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานและสังคม คนรอบข้าง ดิฉันต่อไป ดิฉันของแสดงความคิดเห็นไว้เพียงเท่านี้ค่ะ                                 นางสาวอรุณรุ่ง   พึ่งร่วมกลาง                                รหัส  006150012 
นางน้ำฝน น้อยวัน
IP: xxx.113.37.12
เขียนเมื่อ 

สวัสดีท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   และเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน  จากที่ได้ศึกษาแนวคิดของบทบาทภาวะผู้นำและได้รับมอบหมายการบ้านบทบาทของผู้นำแนวไหนที่คุณชอบหรือเหมาะกับตัวคุณมากที่สุด พร้อมยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษา 

แนวคิดทั้ง 3 ท่าน มีดังนี้             Stephen Covey1) Path finding คือ ผู้นำต้องสร้างวิสัยทัศน์และแสวงหาอนาคต 2) Aligning คือ ผู้นำต้องสร้างระบบการทำงานให้ทุกส่วนไปในทิศทางเดียวกัน3) Empowering คือ ผู้นำต้องมอบอำนาจแก่ผู้ร่วมงานให้แสดงความสามารถและศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

4) Role Model คือ ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น  

      Chira Hongladarom1) Crisis Management คือ ผู้นำต้องแก้ปัญหาวิกฤต ขององค์กรได้2) Anticipate change. คือ ผู้นำต้องดักปัญหาล่วงหน้า   3) Motivate people to be excellent. คือ ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ  4) Conflict resolution แก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้ 5) Create new opportunities. คือ ผู้นำต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว6) Rhythm & Speed สามารถฉกแวยโอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม 7) Edge ( Decisiveness ) กล้าตัดสินใจ เด็ดขาด รวดเร็ว

8) Teamwork ทำงานเป็นทีม

       Jack Welch1) Energy คือ ผู้นำต้องมีไฟ2) Energize คือ ผู้นำจะต้องกระตุ้นให้ทุกคนมีศักยภาพ ทำงานในทิศทางเดียวกันและมีพลัง3) Edge  คือ ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ โดยใช้จังหวะฉกฉวยให้ดี4) Execute คือ ผู้นำต้องทำให้เสร็จและสำเร็จ วัดผลได้ 

     แนวคิดของทั้ง 3  ท่านนั้น  ดิฉันคิดว่า บทบาทของผู้นำ ของท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  เหมาะสมกับตัวดิฉันมากที่สุด  

กรณีศึกษา  ดิฉันประกอบธุรกิจบริการรถเครนให้เช่า    ใช้สำหรับงานยกเครื่องจักร  ยกตู้คอนเทนเนอร์  ยกเหล็ก  ยกจั่ว ยกเทปูน ยกอุปกรณ์ก่อสร้าง  เป็นต้น    ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับ  ธุรกิจก่อสร้าง บ้านจัดสรร  อพาร์ทเม้นต์  โกดัง โรงงานต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ จัดอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์  ซึ่ง ณ ปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว  จากปัจจัยหลายๆด้าน ของสังคมไทย   ส่งผลกระทบให้กับองค์กร  เนื่องจากอัตราการจ้างงานลดลง และผู้ประกอบการก่อสร้างก็มีทางเลือกที่จะใช้บริการรถเครนจากหลากหลายบริษัท เพราะแต่ละบริษัทก็มีงานลดลงเช่นเดียวกัน  ฉะนั้น ในฐานะผู้นำจะต้องแก้ปัญหาวิกฤตขององค์กรและกระตุ้นให้ผู้ร่วมงาน ด้วยการพัฒนาด้านฝีมือและทักษะในการทำงานให้มีความเชี่ยวชาญและเป็นที่พึงพอใจแก่ลูกค้า  ให้กับพนักงานขับรถเครน  เพื่อให้องค์กร เป็นตัวเลือกที่หนึ่งแก่ลูกค้า  ผู้นำต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างการทำงานเป็นทีม โดยแต่ละฝ่ายงานจะต้องให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา  เช่น  ในขณะที่รถเครนปฏิบัติงานเทปูนอยู่ที่ไซค์งาน  รถเครนเกิดเสียกะทันหัน  คนขับรถเครนจะต้องรีบแจ้งให้กับฝ่ายช่างทราบ  ฝ่ายช่างจะต้องรีบส่งช่างออกไปซ่อมด่วน เพราะปูนจะมีอายุการใช้งานจำกัดหากซ่อมไม่ทันเวลาปูนจะเกิดการแข็งตัว ใช้งานไม่ได้  ก็จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับลูกค้า  ผู้นำต้องใช้จังหวะให้ถูกต้องและเร็ว  ว่าเมื่อไร ควรจะให้เช่าเป็นรายเดือน  ซึ่งมีรายได้ที่ต่ำ แต่เป็นรายได้ที่แน่นอน  ต่างจากการให้เช่าเป็นรายวัน ที่มีรายได้สูง ขณะเดียวกันก็มีต้นทุนสูงและมีไม่แน่นอนด้านรายได้   หรือแม้บางครั้งต้องลดราคาเพื่อต่อสู้กับคู่แข่งขัน ก็ต้องอาศัยความกล้าตัดสินใจ เด็ดขาดและรวดเร็ว 

     ทั้งสามแนวคิดของ  Stephen Covey,Chira Hongladarom, Jack Welch หากผู้นำแต่ละองค์กรได้นำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรของตนเอง เพื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรอย่างยิ่ง  

SUREE APIRASSAK
IP: xxx.121.9.210
เขียนเมื่อ 

เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

สวัสดีเพื่อน MPAมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด

          คนส่วนใหญ่มักจะคิดไปว่า  เจ้าของกิจการ  หัวหน้างานหน่วยงานถึงจะมี " ภาวะผู้นำ "  ได้  แต่ดิฉันคิดว่าคนทุกคนสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ทุกคน  เช่น  หัวหน้าครอบครัว เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน  เป็นพี่เป็นน้อง  มีความปราถนาดีต่อกัน  แนะนำคนรอบข้างไปในทางที่ดีแม้กระทั่งตัวเราเองก็สามารถที่จะดูแบบอย่างของคนที่ประพฤติดีเอามาเป็นแบบอย่าง

          เพราะบางคนไม่ได้เป็นผู้นำธุรกิจ  บางคนทำงานด้านศิลป  บางคนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการใหญ่ ๆ หลายโครงการ

          ตามที่ท่าน ศ.ดร.  จีระ  หงส์ลดารมภ์  ได้เสนอแนวคิดของสามนักคิด  คือ  แนวคิดของ

              Stephen  Covey
  1. Path  finding  คือ  ผู้นำต้องสร้างวิสัยทัศน์และแสวงหาอนาคต
  2. Aligning  คือ  ผู้นำต้องสร้างระบบการทำงานให้ทุกส่วนไปในทิศทางเดียวกัน
  3. Empowering  คือ  ผู้นำต้องมอบอำนาจแก่ผู้ร่วมงานให้แสดงความสามารถและศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่
  4. Role  Model  คือ  ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น
 

 Chira  Hongladarom

 
  1. Crisis  Management  คือ  ผู้นำต้องแก้ปัญหาวิกฤต ขององค์กรได้
  2.  Anticipate change.  คือ  ผู้นำต้องดักปัญหาล่วงหน้า
  3. Motivate people to be excellent. คือ  ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ
  4. Conflict resolution  คือ  ผู้นำต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้
  5. Create new opportunities.  คือ  ผู้นำจะต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว
  6. Rhythm & Speed  คือ  ผู้นำสามารถฉกฉวยโอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม
  7. Edge ( Decisiveness)  ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ  เด็ดขาด รวดเร็ว
  8. Teamwork  ทำงานเป็นทีม

            Jack Welch
  1. Energy  คือ  ผู้นำต้องมีไฟ
  2. Energize  คือ  ผู้นำจะต้องกระตุ้นให้ทุกคนมีศักยภาพทำงานในทิศทางเดียวกันและมีพลัง
  3. Edge  คือ  ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ  โดยใช้จังหวะฉกฉวยให้ดี
  4. Execute  คือ ผู้นำต้องทำให้เสร็จและสำเร็จ วัดผลได้
   ดิฉันชอบบทบาทของผู้นำแนวคิดของ  Chira  Hongladarom  แต่แนวคิด Stephen  Covey  เป็นแนวคิดที่เหมาะกับดิฉันมากที่สุดใน ข้อ

               Role  Model   คือ  ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น  เพราะอาชีพของดิฉันเป็นที่ปรึกษาและทำมาตราฐานให้กับบริษัทใหญ่ ๆ หลายบริษัทซึ่งบริษัทเหล่านั้น เขาจะให้อำนาจในการตัดสินใจเบ็ดเสร็จ  ทางบริษัทมอบหมายให้ดำเนินงานในเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างเต็มที่  โดยไม่ต้องเสนอหรืออนุมัติกลับไปกลับมาอีก  ทั้งหมดนี้เพื่อให้การวางแผนงานทำได้อย่างรวดเร็ว  มีประสิทธิภาพ  มีคุณภาพ

            ดังนั้นความไว้วางใจที่เจ้าของบริษัทมีให้กับดิฉันนั้น  ทำให้ดิฉันต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้องร่วมทั้งเจ้าของบริษัทต่าง ๆ ที่ดิฉันทำงานให้  ดิฉันจะบอกกับคนรอบข้างให้

  • รู้ทาน
  • รู้คน
  • รู้งาน
                มีจริยธรรมในหน้าที่  ความลับของบริษัทที่ว่าจ้างต้องเก็บรักษาให้ดี  พร้อมกันนี้การทำงานร่วมกันต้องมี  เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา  ต้องยึดหลักถูกต้อง  ซื้อสัตย์ต่อหน้าที่                ดิฉันไม่แน่ใจว่าในวิชาต่อ ๆ ไปจะได้เรียนกับท่าน  ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  หรือไม่  ดิฉันกราบของพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง  ที่ได้นำประสบการณ์จากการเดินทางของชีวิตมาหลายสิบปี ผ่านร้อน  ผ่านหนาวมาก็มากจากการเรียนรู้  จากการเดินทางในประเทศและต่างประเทศมากมาย  ได้พบได้เห็นสภาวะการผันแปรของธรรมชาติหลาย ๆ ภาค และนานาประเทศ  มาถ่ายทอด มาอบรมสั่งสอนให้เพื่อน  MPA  และดิฉันได้หูตากว้างไกล  นับเป็นความโชคดีของดิฉัน

            กราบขอบพระคุณอีกครั้ง  ที่ท่านกรุณาสอนให้รู้จักการก้าวเดินของชีวิต

                                                                          สุรีย์ อภิราษฎร์ศักดิ์

 

นางสาวธัญลักษณ์ สีถัน
IP: xxx.113.41.133
เขียนเมื่อ 

กราบเรียน   ท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์    ที่ได้กรุณาสละเวลามาบรรยายความรู้เกี่ยวกับแนวความคิดของทั้ง  3  ท่าน   คือ   Stephen Covey ,   Jack  Welch    และของท่านอาจารย์  ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์    ซึ่งบทบาทของผู้นำตามแนวความคิดของทั้ง 3 ท่านนั้น  ว่าบทบาทผู้นำแนวไหนที่คุณชอบหรือเหมาะกับตัวคุณมากที่สุด พร้อมยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาประกอบ  ดิฉันชอบบทบาทและแนวความคิดของท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์   เพราะสามารถนำไปใช้ในหน่วยงานของตนเองได้มากค่ะ  คือ  1. ผู้นำต้องดักปัญหาล่วงหน้า  2. ผู้นำต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว   3. ทำงานเป็นทีม  4. ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ  

กรณีศึกษา       เนื่องจากหน่วยงานของดิฉันเป็นหน่วยงานเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น  ดูแล  รับผิดชอบ  พัฒนาในส่วนของเทศบาลตำบลรองมาจากอำเภอ  ซึ่งประชากรในเขตตำบลมีประมาณ  13,860  คน  อีกทั้งดิฉันต้องรับผิดชอบในการเข้าถึงประชาชนโดยถ่ายทอดข้อมูลของทางราชการให้ประชาชนเข้าใจและเป็นสื่อกลางว่าเดือดร้อนอะไรและต้องการให้ช่วยเหลือหรือพัฒนาชุมชนที่อยู่ให้สะดวกสบายมากขึ้น  หรือเรียกง่ายๆ ว่า    ตัวกลางระหว่างประชาชนกับทางราชการ   

1. ผู้นำต้องดักปัญหาล่วงหน้า  โดยส่วนรวมความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุดนั้นก็จะเป็นปัญหาตามมา  ซึ่งผู้นำก็มีการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุผลว่าเรื่องนี้ทำได้ตอนนี้แต่เรื่องนี้ยังทำไม่ได้ต้องรองบประมาณมาสนับสนุนก่อนเราจึงจะทำให้ได้     2. ผู้นำต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว    ซึ่งผู้นำในองค์กรได้สร้างโอกาสโดยการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในชุมชนที่ว่างงาน  โดยหาอาชีพจะได้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวให้พึ่งพาตนเองได้ อยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง     3. ทำงานเป็นทีม  สำคัญมากเพราะหน่วยงานของดิฉันจะต้องทำงานเข้าถึงประชาชน  เป็นทั้งผู้นำและผู้บริหารที่จะต้องมีทีมงานที่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตลอดเวลา  รวดเร็ว  ทันเหตุการณ์  ซึ่งแบ่งความรับผิดชอบเป็นส่วนๆ  ก็คือกระจายอำนาจเป็นกองต่างๆ และต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับทางราชการ  เพื่อจะได้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งสามารถช่วยเหลือตนเองได้    4. ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ    ในการทำงานผู้นำก็ต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานทำงานให้บรรลุเป้าหมายบ้างเป็นครั้งคราว  ซึ่งก็จะเห็นได้จากผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ที่บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของทางราชการในการพัฒนาด้านต่างๆ  สุดท้ายนี้ดิฉันก็จะขอนำบทบาทและแนวความคิดของท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์ และของท่านอื่นๆ   ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานและการดำรงชีวิตให้มากที่สุดต่อไปค่ะ
ninnath vinicchayakul(นายนินนาท วินิจฉัยกุล)ID.006150007
IP: xxx.146.201.10
เขียนเมื่อ 

กราบเรียน ศ.ดร.จีระ  หงลดารมภ์ และเพื่อนชาว Blog ทุกท่าน
ผู้นำ คือผู้ที่สร้าง และมีอิทธิพล (Influence) และสร้างขบวนการทำงาน(work process)ให้ผู้ร่วมได้มีบรรยากาศในการทำงานที่ดี และสามารถนำไปสู่เป้าหมายขององค์กรได้  ซึ่งอาจจะ หมายถึงการทำงานเป็นทีม  หรือต่างคนต่างทำก็ได้
การเป็นผู้นำ ไม่ใช่ระบบ อำนาจเท่านั้น  ถ้าสามารถมีอิทธิพลที่จะทำให้ทุกคนทำงานไปในเป้าหมายที่วางไว้  ก็ถือว่ามี "ภาวะผู้นำ"ได้  ซึ่งในทางวรรณกรรม  ก็มีคำจำกัดความว่า "Legalistic  Leader" กับ  Authority  กับ  Trust
ผู้นำต้องพัฒนา 3 เรื่อง คือ
ประการแรก พัฒนาตนเอง พัฒนาทีม พัฒนานาย พัฒนาระบบการทำงาน พัฒนาความพึงพอใจของลูกค้า พัฒนาความพึงพอใจของพนักงาน ประการสุดท้ายพัฒนาผลประกอบการขององค์กร
รับฟังความคิดเห็นลูกน้อง ไม่เอาเปรียบลูกน้อง ทำให้ผมนึงถึงประเด็นที่ว่าผู้นำต้อง สร้างความรู้สึกประทับใจส่วนเป็นการส่วนตัว (Personal Touch) ต้องรู้จักบริหารความเชื่อให้ลูกน้องศรัทธา ผมคิดว่า ถ้าเราเชื่อศรัทธาลูกน้อง ลูกน้องก็จะศรัทธาเราเช่นกัน
ผู้นำ    ต้องมีความสามารถในการสื่อสารและเก่งเรื่อง คน(Communication and people skills) ให้ผู้นำต้อง มีความกล้า ผู้นำยุคนี้จึงต้องมีความสามารถในการตัดสินใจ กล้านำในสิ่งที่ถูกต้อง(Decisiveness) การตัดสินใจของผู้นำ  ต้องถูก เหมาะ และควรกับเวลา สถานที่ และบุคคล ไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งแล้วมีปัญหาอื่นตามมา โดยไม่คิดแผนรองรับไว้
ผู้นำ    มีวิสัยทัศน์ (Vision) อย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักกระตุ้นทีมงานให้แปลงวิสัยทัศน์เป็น ภารกิจ(Mission) วัตถุประสงค์เป้าหมาย(Objectives)+ (Targets) และ แผนกลยุทธ์ นำไปสู่ตัวชี้วัดความสำเร็จ ขององค์การได้เป็นอย่างดี ผู้นำต้องแสดงความใส่ใจ(Focus) ผู้นำต้องรู้ข่าวสารโลก ต้องบริหารเวลา ไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง  ทำให้ผมคิดถึงประเด็นนี้ เป็นผู้นำต้องรู้จัด Macro Management ให้ความสนใจเฉพาะเรื่อง CEO คือ Customer Satifaction, Employee Happiness and Development, Organization result เป็นหลัก จึงต้อง Focus สิ่งเหล่านี้ ผู้นำต้องแสดงความเป็นของแท้(Authenticity) ผู้นำต้องกล้าคิด กล้านำ กล้าตัดสินใจ ผมจึงคิดถึงประเด็นที่ว่าผุ้นำต้องแสดงความเป็นของแท้คือ เป็นแบบอย่างที่ดีขององค์การได้ตลอดเวลา ยึดมั่นในคำพูด เมื่อพูดออกไปแล้ว  ต้องศรัทธาและสนับสนุนด้วยการกระทำ มีความเป็นต้นแบบในเรืองคุณธรรม จริยธรรม การกระทำที่สร้างสรรค์
- รู้จักเหตุ      เมื่อเป็นเหตุแห่งความเจริญเราก็ทำ ถ้ารู้เหตุแห่งความเสื่อมเราก็ละ เหตุแห่งความเจริญ คือ รู้จักหา (ขยัน) รู้จักเก็บรักษาทำให้ต้องมีเพื่อนดี และประหยัด ต้องเป็นคนเข้มแข็ง มีกำลังเรี่ยวแรงสู้งาน เป็นคนไม่อ่อนแอ มีวิริยะอุตสาหะ
- รู้จักผล        เมื่อมีผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างไร  หาเหตุ ต้องให้หาว่ามันเป็นผลมาจากเหตุอะไร
- รู้จักตน        มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร มีอะไรก็พูดจากัน ต้องพูดจากันให้รู้เรื่อง   การรู้เหตุ รู้ผล ต้องรู้พิจารณา มีสติฉุกคิดสักหน่อยว่าผลนั้นเกิดมาจากอะไร
- รู้จักประมาณ    อะไรก็ตามถ้าเกินพอดี จะเป็นผลร้าย   ทางสายกลาง ปฏิบัติตึงไปก็ไม่สำเร็จ ปฏิบัติหย่อนไปก็ไม่สำเร็จ เอามาใช้ในชีวิตประจำวันให้พอดี
- รู้จักกาล       เวลาเพื่อนทำงาน เรานอน เวลาเพื่อนนอน เราทำงาน อย่างนี้ย่อมไม่เจริญ ซึ่งไปตัดช่องย่องเบานี้ไม่ดี
- รู้จักประชุมชน      มีหน้าที่ทำงานอย่างไร ก็ปฏิบัติตามนั้น
- รู้จักคบบุคคล        เราอยู่ในโลกนี้คนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อน คนไม่มีเพื่อนมักมีปัญหา  วิธีการขจัดความบ้า ปัญหา ต้องปรึกษาหารือกัน หาวิธีการแก้ปัญหา   การ “ระบาย” บางคนซึมเศร้า เป็นโรคซึมเศร้า ขาดทุนธุรกิจ นั่งซึมเศร้า  การปรึกษาหารือไม่ใช่ว่าพูดไปเรื่อย ต้องหาคนดีด้วย เช่น นิสัยเป็นคนดี ประพฤติเรียบร้อย ไม่เล่นการพนัน คบได้ ก็เข้าปรึกษาได้ ไม่ควรคบคนชั่วเป็นเพื่อน
The 4 Roles of LeaderShip BY Stephen Covey
                -  Pathfinding   สู่ความเป็นเลิศ
                -  Aligning   เป้าหมายในทางเดียวกัน
                - Empowering  การกระจายอะนาจ(การตัดสินใจ)
                - Modeling  (แบบอย่าง)
4 E's Leadership by Jack Welch
                - Energy  พลัง
                - Energize  การกระตุ้น
                - Edge   ความฉับไว
                - Execution  สำเร็จในสิ่งใหม่ๆ , ยุทธศาสตร์ ,  คน
Leadership roles by Chira Hongladarom
               - Crisis management     แก้ปัญหา
               - Anticipate Change   ดักปัญหาล่วงหน้า
               - Motivate Others to excellent    กระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ  
               - Conflict resolution    หลีกเลี่ยง
               - Explore opportunities  แสวงหาโอกาส
               - Rythm & Speed        จังหวะและความเร็ว
               - Edge ( Decisiveness )    ฉับไวในการตัดสินใจ
               - Teamwork                 ทำงานเป็นทีม
ผมปฏิบัติงานอยู่ในกลุ่มพัฒนาระบบงาน กองการเจ้าหน้าที่  เรื่องการทำงานแบบทีมเวิล์ค จากLeadership roles by Chira Hongladaromนั้นสำคัญมาก เพราะการทำงานในระบบราชการเป็นระบบแบบสายการบังคับบัญชา  และการทำงานแบบยุทธศาสตร์แนวใหม่,การพัฒนาคน(Execution)ของ Welch  ซึ่งจะคล้ายกับPathfinding ช่องทางสู่ความเป็นเลิศ ของ Covey    และด้วยระบบของราชการเองมีขั้นตอนต่างๆมากซึ่งในอีกหลายข้อนำมาใช้ได้ ค่อนข้างน้อย  ทั้งหมดก็เป็นตัวอย่างเล็กน้อยของกรณีศึกษาจากบทบาทของผู้นำของผม

                             กราบขอบพระคุณอีกครั้งในการสละเวลาในการประสาทความรู้ในครั้งนี้

                                  นินนาท  วินิจฉัยกุล

                                     006150007

นางสาววิลาวัลย์ พวงอุบล
IP: xxx.9.147.98
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ… ศ. ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  และเพื่อน ๆ  พี่ ๆ ชาว  MPA  STAMFORD  INTERNATIONAL  UNIVERSITY   รวมถึงทีมงานที่น่ารักของท่านอาจารย์  ทุกท่าน
เมื่อวันอาทิตย์ที่  21  มกราคม  2550  ที่ผ่านมาพวกเราชาว  MPA  STAMFORD  ได้รับความกรุณาจากท่าน ศ. ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  มาบรรยายในวิชา  Leadership  นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราชาว
MPA  เป็นอย่างยิ่ง  เพราะทำให้ได้รับความรู้  แง่คิด  มุมมอง  ฯลฯ  ล้วนเป็นประโยชน์ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดียิ่ง  แล้วท่านอาจารย์ยังฝากแนวคิดของบทบาทผู้นำ  3  ท่าน  ซึ่งประกอบด้วย
1. The  4  Roles  of  Leadership  by “ Stephen  Covey “
2. Leadership  roles  by  “ Chira  Hongladarom “
3. 4  E’ s  Leadership  by  “ Jack  Welch “
สำหรับดิฉันบทบาทผู้นำที่ชอบ  คือ  4 E ‘ s  Leadership ของ  Jack  Welch  ประกอบด้วย
- Energy
- Energize
- Edge
- Execution
เพราะ  การที่จะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่  หรือผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้  ผู้นั้นจะต้องบริหาร  3  ปัจจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  อันได้แก่  การบริหารตนเอง  การบริหารคน  การบริหารงาน  โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารงาน  เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารต้องมี  และสร้างภาวะผู้นำพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา  ให้เป็นผู้นำที่พึงประสงค์  ปรับใช้แนวคิดทฤษฎีการเป็นผู้นำมาใช้ในสิ่งแวดล้อมขององค์กร  เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมขององค์กรดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สร้างความเจริญให้กับองค์กรและประเทศชาติ
 คุณลักษณะสำคัญของการเป็นผู้นำตามทฤษฎีและแนวคิดจะกล่าวข้างต้น  จะสามารถในการส่งผลให้ผู้นำทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะการทำงานในองค์กรหรือหน่วยงาน  จะต้องเข้าใจในรูปแบบขององค์กรหรือพฤติกรรมวัฒนธรรมขององค์กร  ซึ่งแต่ละองค์กรมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน  ดังนั้นเราจะต้องทำความเข้าในว่าองค์กรเป็นแบบใด  เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ  ในการทำงานจะต้องมีความกระตือรือร้น  ความรู้ความสามารถ  มีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ  สร้างสรรค์งานให้ประสบความสำเร็จและต้องเป็นงานที่ตนเองถนัด  และควรใฝ่หาความรู้ใหม่ ๆ  อยู่ตลอดเวลา  เพื่อให้ทันกับความเป็นไปของโลก  เช่น  การอบรมสัมมนา  ศึกษาและวิจัยเพิ่มเติม  ฯลฯ  การมีวิสัยทัศน์  เป็นความสามารถในการสร้างภาพหรือภายในอนาคต  ว่าควรจะเป็นแบบใด  ซึ่งทำให้เกิดความคิด  มีจิตใจเอื้อต่อภารกิจ  องค์กร  เพื่อนร่วมงาน  เรียกว่ามีน้ำใจที่จะช่วยเหลือใครต่อใคร  โดยไม่เห็นว่าเกินหน้าที่หรือถูกเอาเปรียบ  มีศักยภาพที่จะเป็นผู้ร่วมงานมีคุณภาพสูง  เป็นการพยายามนำความสามารถแฝงมาใช้งานให้ได้ประโยชน์มากที่สุด  มีอุปนิสัยที่น่านิยม  เช่น  ยิ้มแย้มแจ่มใส  มีจิตใจดี  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และนอบน้อมถ่อมตน  และควรกระตุ้นให้ผู้อื่นมีความรู้ความสามารถ  ตื่นตัวต่อความเป็นไปรอบด้าน  รู้จักนำไปปรับตัวและปรับปรุงองค์กรให้ทันกาล  ต้องเน้นและสร้างความเข้าใจให้ทุกคนเห็น  ความสำคัญของวิสัยทัศน์  เพื่อจะได้มีคุณภาพ  การสร้างคุณภาพและการดำรงคุณภาพว่าเป็นทางเดียวกันที่องค์กรจะมั่นคง  ยั่งยืน  สามารถแข่งขันองค์กรอื่นและนานาประเทศ  โดยต้องให้ทุกคนสำนึกเสมอว่าคุณภาพทุกด้านขององค์กร  จะเป็นคุณค่าแก่ที่ทุกคนต้องรักษาและสืบต่อให้ได้  กระตุ้นให้ทุกคนพัฒนาต่อเนื่อง  มีการทำงานอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน  และทำงานเป็นไปด้วยความรวดเร็วเพื่องานจะได้ไม่ล่าช้าเกินกว่าเหตุ  โดยจะไม่ทำงานแบบหละหลวม  การทำงานอย่างรวดเร็วต้องเข้าใจเป้าหมายวิธีการ  และระยะเวลาที่จำเป็นต้องทำงานให้สำเร็จ  กล้าเผชิญปัญหา  อุปสรรค  จะต้องทำงานแบบมุ่งมั่นตั้งใจ  โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรค  งานนั้นย่อมประสพความสำเร็จสูง  เพราะถ้าเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรคหรือสิ่งต่าง ๆ  ไม่ว่าจะยากหรือลำบากเพียงไร  การกล้าทำเพื่อให้งานได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามเป้าหมาย  และยังกล้าที่จะตัดสินใจได้โดยที่ไม่ลังเล  และต้องรู้จักใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ  และจะต้องทำงานให้ประสบความสำเร็จ  ควรจะเลือกคนที่ดีและคนที่เก่งเข้ามาทำงานเป็นคนที่ไว้วางใจได้  มีเกียรติ  สร้างความเชื่อถือ  (management  of  trust)
ด้วยการซื่อสัตย์  มีมนุษย์สัมพันธ์  มีความคงเส้นคงวาในด้านการปฏิบัติงาน  ใช้วิจารณญาณได้อย่างดี  มีเหตุผล  มีคุณธรรม  มีความยุติธรรม  ในการแก้ปัญหาและการพัฒนา  มีความจงรักภักดี  ผูกพันต่อองค์กรที่ตนรับผิดชอบ  จิตใจกว้างขวาง  รับฟัง  รับรู้  ข้อคิด  ข้อเสนอ  เรื่องราวข่าวสาร  การมีส่วนร่วมเหมาะสมกับเพื่อนร่วมงาน  มีคุณภาพทางอารมณ์  (emotiong  quality)  คือมีจิตใจหนักแน่นเยือกเย็น  ควบคุมทางอารมณ์ความรู้สึกได้  มีวุฒิภาวะด้านจิตใจ  มีความมั่นใจตนเอง  มีพลังในการทำงาน  ไม่ท้อแท้  มีการนำเสนองานที่แปลก  ๆ  ใหม่  ๆ  อยู่เสมอ  สามารถรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง  และรู้ทางออกในการแก้ไขจุดอ่อนที่ตนมีอยู่และสามารถใช้จุดแข็งให้เกิดประโยชน์สูงสุด (management  of  self)
กรณีศึกษา  :  ขอยกตัวอย่างประสบการณ์ทำงานของดิฉันเอง  ซึ่งเคยทำงานในธุรกิจภาคเอกชนมาตลอดกว่า  10  ปี  ยอมรับว่าการทำงานในภาคเอกชนในช่วงเศรษฐกิจดี  รายได้ก็ดี  แต่เมื่อถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตต้องมารับราชการ  ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นคนที่ไม่ชอบระบบราชการ  ด้วยติดภาพลักษณ์ที่ว่า  “เช้าชามเย็นชาม”  แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในระบบราชการ  สิ่งแรกที่ดิฉันจะต้องปรับเปลี่ยนคือ  ใจ  ได้แก่  ทำใจให้ยอมรับ  และภาคภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ระลึกอยู่เสมอจะเป็นข้าราชการที่ดี  ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ  ถึงแม้นว่าดิฉันจะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย (เพิ่งรับราชการ 2 ปี)
แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานที่ท้าทายเพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน  สิ่งที่ไม่รู้ก็ต้องศึกษาหาความรู้  ขอคำแนะนำจากผู้รู้  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่เราสามารถเรียนรู้และทำให้ถูกต้องตามกฎ  ระเบียบ  ข้อบังคับ  ที่มีกรอบปฏิบัติ  เพื่อได้ผลงานที่ออกมามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  โดยมีตัวบ่งชี้เมื่อได้รับการเลื่อนขั้น  นับเป็นสิ่งภาคภูมิใจ  ซึ่งไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้….
 สำหรับคำถามที่ว่า  ดร.ปุระชัย  เป็นผู้นำแบบไหน  ?
ท่านเป็นผู้นำที่มีแบบอย่างที่ดีคือ  สถาบันครอบครัว  จึงเป็นผู้นำที่ดูมีบุคลิกภาพดี  มีความสงบเสงี่ยม  แนบเนียน  มีความอดทน  มีสมาธิ  ใจคอหนักแน่น  จัดได้ว่าท่านเป็นผู้นำที่ดีตามที่สังคมคาดหวัง.
นางสาววิลาวัลย์  พวงอุบล

 

นางสาวทัศวรรณ วังคะฮาด
IP: xxx.47.227.149
เขียนเมื่อ 
เรียน    ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  และสวัสดีท่านผู้อ่าน Blog ทุกท่าน  เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2550  ก็เป็นครั้งที่สองที่นักศึกษาคณะ MPA ม.นานาชาติแสตมฟอร์ดได้เรียนกับท่าน ศ.ดร.จีระฯ  ซึ่งวันนั้นท่าน ศ.ดร.จีระฯ ได้นำเทปการนทนาระหว่างท่าน กับท่าน ดร.อำนวย  วีรวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และเทปการสนทนาระหว่างท่าน ศ.ดร.จีระฯ กับท่าน ศ.ดร.ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์  อดีตรองนายกรัฐมนตรี  ในกรณีท่าน ดร. อำนวยฯ ดิฉันรู้สึกชื่นชมและมีความศรัทธาในการเป็นผู้นำและเป็นข้าราชการที่ดีของ ซึ่งท่านได้พูดตอนหนึ่งว่าวันที่ท่านพ้นจากตำแหน่งข้าราชการประจำท่านได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบเอง ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายที่ให้นักการเมืองหรือข้าราชการยื่นทรัพย์สินในกรณีพ้นหรือเข้ารับตำแหน่งใหม่แต่อย่างใด ซึ่งแสดงความมีคุณธรรมและจริธรรมของท่าน  ในฐานะที่ดิฉันก็เป็นข้าราชการคนหนึ่ง ก็จะได้นำเป็นแบบอย่างในการทำงานราชการต่อไปส่วนท่าน ศ.ดร.ปุระชัยฯ ดิฉันชื่นชมและชื่นชอบท่านมานานแล้ว และได้ศึกษาประวัติและติดตามผลงานและการเขียนหนังสือของท่านมาตลอด  ซึ่งก็ได้ทราบว่าเป็นผู้นำและผู้บริหารที่มีคุณธรรมและจริยธรรมคนหนึ่ง  จนได้มีฉายาช่วงที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่า รัฐมนตรีไม้บรรทัด และท่านได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และสถาบันครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะท่านคิดว่าถ้าพ่อแม่มีการอบรมสั่งสอนบุตรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เกิดจนโตเด็กคนนั้นก็จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพต่อไปในวันนั้นท่าน ศ.ดร.จีระฯ ก็ได้สอนแนวคิดของผู้นำ 3 ท่าน คือ STEPHEN COVEY, JACK WELCH  และแนวคิดของท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ ดังนี้   STEPHEN COVEY1.    Path  finding คือ ผู้นำต้องสร้างวิสัยทัศน์และแสวงหาอนาคต2.   Aligning คือ ผู้นำต้องสร้างระบบการทำงานให้ทุกส่วนไปในทิศทางเดียวกัน3.  Empowering คือ ผู้นำต้องมอบอำนาจแก่ผู้ร่วมงานให้แสดงความสามารถและศักยภาพ       ออกมาอย่างเต็มที่4.    Role  Model  คือ  ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่นJACK WELCH                1.    Energy คือ ผู้นำต้องมีไฟ2.    Energize คือ ผู้นำจะต้องกระตุ้นให้ทุกคนมีศักยภาพทำงานในทิศทางเดียวกันและมีพลัง3.    Edge คือ ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ  โดยใช้จังหวะฉกฉวยให้ดี4.    Execute คือ ผู้นำต้องทำให้เสร็จและสำเร็จ วัดผลได้ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์1.    Crisis  Management  คือ ผู้นำต้องแก้ปัญหาวิกฤต ขององค์กรได้2.     Anticipate change.  คือ ผู้นำต้องดักปัญหาล่วงหน้า3.    Motivate people to be excellent. คือ ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ4.    Conflict resolution  คือ ผู้นำต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้5.    Create new opportunities. คือ ผู้นำจะต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว6.    Rhythm & Speed คือ ผู้นำสามารถฉกฉวยโอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม7.    Edge ( Decisiveness) ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ  เด็ดขาด รวดเร็ว8.       Teamwork ทำงานเป็นทีมและให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นว่าบทบาทของผู้นำแนวไหนที่ชอบหรือเหมาะกับตัวเองมากที่สุด พร้อมกับให้ยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาดิฉันก็คิดว่าแนวคิดของทั้ง 3 ท่าน นั้นดีทุกท่าน เพราะถ้าผู้นำมีคุณสมบัติครบตามที่ท่านทั้งสามได้เขียนไว้นั้น ดิฉันคิดว่าคงเป็นผู้นำที่สุดยอดคนหนึ่ง  ส่วนแนวที่ดิฉันชอบหรือต้องนำมาใช้ให้เหมาะกับตัวดิฉันเองแล้วดิฉันชอบแนวของท่าน ศ.ดร.จีระฯ ซึ่งดิฉันเองก็เป็นข้าราชการคนหนึ่ง โดยในหน้าที่แล้วขณะนี้ดิฉันปฏิบัติงานประจำหน้าห้องรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำระดับประเทศ  จึงทำให้ดิฉันได้รับรู้และสัมผัสกับการบริหารงานและการเป็นภาวะผู้นำพอสมควร  ซึ่งอีกแนวที่ดิฉันชอบก็คือในแนวของ STEPHEN COVEY  เรื่อง Role Model คือผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น ซึ่งดิฉันได้เห็นรัฐมนตรีปฏิบัติทุกวัน นั่นคือมาทำงานเช้ามากและกลับค่ำทุกวัน ซึ่งถือเป็นแบบอย่างให้ดิฉันได้ปฏิบัติตาม และก็ได้ปฏิบัติทุกวัน คือ ดิฉันจะต้องมาถึงที่ทำงานก่อนเจ้านาย และกลับหลังเจ้านายทุกวัน  ดิฉันปฏิบัติงานหน้าห้องแน่นอนเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ การรักษาความลับ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องตัดสินใจแทนนาย และขณะเดียวกันต้องทำงานด้วยความรวดเร็วและรอบคอบด้วย เช่น การลงนามในหนังสือ เพราะงานของรัฐมนตรีจะเป็นด้านกำกับดูแลนโยบายรัฐบาล จึงต้องมีเรื่องที่จะต้องอนุมัติต่าง ๆ เยอะมาก ทั้งด่วนมาก ด่วนที่สุด ดังนั้น ดิฉันจึงต้องตัดสินใจที่ถูกต้อง รวดเร็ว และรอบคอบอยู่เสมอในการกลั่นกรองงานเพื่อจะเสนอให้รัฐมนตรีลงนาม ดิฉันขอยกตัวอย่างเรื่องที่ต้องตัดสินใจ เช่น มีเรื่องจะต้องเข้าที่ประชุม ครม. และต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าวด้วย  แต่วันนั้นรัฐมนตรีมีภารกิจไม่สามารถลงนามในหนังสือสั่งการที่ต้องสั่งให้หน่วยงานนั้นส่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจงได้  ซึ่งวันรุ่งขึ้นเป็นวันอังคารและต้องมีประชุม ครม. ประมาณ 9.00 น. ดิฉันจึงได้ประสานทางโทรศัพท์กับหน่วยงานดังกล่าวและแฟกส์เอกสารที่เกี่ยวข้องไปก่อนเพื่อจะได้จัดเตรียมข้อมูลได้ทัน  แล้วก็ได้นำหนังสือที่ต้องสั่งหน่วยงานนั้นไปให้รัฐมนตรีลงนามที่บ้าน ซึ่งในวันรุ่งขึ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่และเอกสารมาสรุปให้รัฐมนตรีฟังก่อนเข้าประชุม  พร้อมกับเตรียมข้อมูลได้ทันในการชี้แจงครั้งนั้น                 ดิฉันคิดว่าดิฉันโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานกับผู้นำ ประกอบกับได้มีโอกาสเรียนบทบาทภาวะผู้นำกับท่าน ดร.จีระฯ ซึ่งดิฉันคิดว่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้นี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำงานต่อไป---------------------------0---------------------------- นางสาวทัศวรรณ  วังคะฮาด
นาย อัคระ ดาวล้อมจันทร์
IP: xxx.120.188.158
เขียนเมื่อ 

กราบเรียน ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และเพื่อนนักศึกษา MPA รวมถึงผูอ่าน B log CHira Academy ทุกท่าน

     นับเป็นครั้งที่ 2 ในการเรียนการสอนที่ข้าพเจ้าและเพื่อนMPA ม.แสตมฟอร์ด. ได้รับโอกาสจากท่านนายกสภามหาวิทยาลัย ท่านศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ มาบรรยายในวิชา " บทบาทของผู้นำ "  Leadership ในเช้าวันอาทิตย์ที่21 ม.ค 2550 ที่ผ่านมานี้ท่านได้นำบทสัมภาษณ์ของ คุณ ดนัย อุดมโชค นักเทนนิสเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์ล่าสุดและบทบรรยาย เรื่องการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ระหว่างตะวันตกกับตะวันออก รวมถึงบทสัมภาษณ์ใน VDO ระหว่างท่าน ดร.อำนวย วีรวรรณ และ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ และช่วงบ่ายก็เป็นบทสัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.ดร. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ กับท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มาถ่ายทอดให้เห็นถึงการบริหาร+ผู้นำ ให้เห็นคุณลักษณะเด่นของ Leadership ในมุมมองของท่านเพื่อให้นักศึกษา MPA ได้แสดงความคิดเห็น และท่านได้นำเสนอแนะใน 3 ทฤษฎี

1. The 4 Roles of Leadership by <Stephen covey>

- Pathfinding  มองอนาคต มองปัญหา แสวงหาความรู้ความเข้าใจ

- Aligning  เรียบเรียงเป้าหมายที่ถูกต้องไปในทิศทางเดียวกัน

- Empowering  อย่าเก่งคนเดียว รู้จักกระจายอำนาจ กระจายการตัดสินใจ

- Modeling เป็นรูปแบบที่ดี

2. Leadership roles by Chira Hongladarom

- Crisis management พร้อมแก้ปัญหา มอบให้คนอื่นแก้ เอาชนะอุปสรรค

- Anticipate change ไม่รอให้ปัญหามาถึง วางแผนให้เป็น ทายอนาคตให้ได้

- Motivate others to excellent  เน้นทฤษฎีให้ผูอื่นเก่งกว่าตัวเรา

-Conflict resolution หลีกเลี่ยง การขัดแย้ง

- Explore opportunities เปิดโอกาสหรือสร้างโอกาส ( นวตกรรม )

- Rhythm & Speed ดูจังหวะ ฉวยโอกาสให้เป็น

-Edge ( Decisiveness ) การตัดสินใจเร็ว

- Teamwork  การทำงานเป็นทีม

3. 4E's Leadership ( Jack Weleh )

- Energy  การมีความสุข การกระตือรือร้นมีไฟ ความคิด

- Energize  ชอบในงานที่ทำ กฎระเบียบ อิสรภาพ

-Edge ฉับไว กล้าตัดสินใจ พร้อมที่จะเผชิญปัญหา

-Execution ระบบงานต่างๆ

  จาก 3ทฤษฎีที่ท่าน ศ.ดร..จีระ หงส์ลดารมภ์ นำมายกตัวอย่างในชั่วโมงการเรีนน-การสอน ล้วนแล้วแต่เป็นทฤษฎีของความสำเร็จที่ทั้ง 3 ท่านเป็นต้นแบบของทฤษฎี เราสามารถนำไปปฎิบัติให้เกิดประโยชน์และองค์ความรู้เพื่อผลในความสำเร็จของการเป็นผู้นำที่ดี

     ข้าพเจ้าขอเลือกทฤษฎี Leadership roles by Chira Hongladarom เห็นว่าเหมาะสมเพราะ เจ้าของ ทฤษฎีเป็นคนไทยและเป็นอาจารย์ของผมเอง ด้วยเหตุผลว่า เพราะท่านเข้าใจวัฒนธรรมดีว่าขาดการอ่าน การเรียนรู้ ท่านจึงเพียงพยายามอยากเห็นเด็กไทยและคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ " คิดเป็น "จึงนำมาปรับปรุงเป็นรูปธรรมเพื่อให้สอดคล้องกับที่ท่านคิดและนำหลักองค์ความรู้ของทฤษฎี " 8K's " คือทุนแห่งความยั่งยืนซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตที่สำคัญต่อทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มีการแข่งขันสมารถนำไปปฎิบัติและประยุกต์ ให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งสิ้นตามสภาวะและความเหมาะสมในแต่ละบุคคลที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน

        ข้าพเจ้านำหัวข้อ Explore oppoptunities ยกเป็นตัวอย่างกล่าวคือ

        ข้าพเจ้าประกอบธุรกิจหอพักซึ่งในปัจจุบันมีการแข่งขันกันมาก ในรูปแบบการให้บริการ ข้าพเจ้าจึงนำนวัตกรรมใหม่เข้ามาให้บริการในห้องพัก เพื่อเปิดโอกาสและเป็นทางเลือกใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า " การเสนอการขายแก่ผู้มารับบริการ" เป็นทางเลือกใหม่แก่ลูกค้า เช่น เรื่องเคเบิ้ลทีวี และระบบความปลอดภัยภายในอาคาร การเข้า-ออกด้วยระบบคีย์การ์ด และระบบการจัดเก็บเงินค่าเช่าห้องที่ต้องเน้นความแม่นยำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น นี่ก็คือตัวอย่างของการเปิดและสร้างโอกาสนำเอานวัตกรรมเข้ามาผสมผสาน ในการดำเนินธุรกิจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหลายองค์ประกอบของความสำเร็จ

          ท้ายนี้ขอกราบขอบคุณท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดโอกาสให้ความรู้ และนำนวัตกรรมในการสอนรูปแบบใหม่มาเพิ่มองค์ความรุ้แก่นักศึกษา MPA

ID. 006150001 

 

อุดม ชนะสิทธิ์
IP: xxx.9.125.123
เขียนเมื่อ 
อุดม  ชนะสิทธิ์  รหัส  00615019เรียน  ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  และสวัสดีเพื่อนๆ  นักศึกษา  มหาวิยาลัยนานาชาติ  สแตมฟอร์ด  และชาว  Blog  ทุกท่าน            พวกเราชาว  MPA  ได้รับเกียรติจากท่าน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  เป็นครั้งที่  2  ที่ได้มาบรรยายในวิชา  Leaddership  ที่พวกเรากำลังศึกษากันอยู่  ภูมิความรู้และเคล็ดลับต่างๆที่ท่านได้กล่าวถึงอยู่ตลอดเวลาที่ได้อยู่กับพวกเราไม่ว่าจะเป็นในชั่วโมงเรียน  แม้แต่เวลาพัก  ทานอาหารว่าง  ท่านจะพยายามไม่ให้เสียเวลาและโอกาส  พวกเรารู้สึกดีใจและอิ่มเอิบใยเป็นอย่างมากที่ได้รับฟังและเมื่ออยู่ใกล้ๆกับท่าน  2  วันเต็มๆ  ที่ผมได้อยู่ใกล้ชิดกับท่าน  ทั้งภูมิความรู้และเทคนิคต่างๆ  ที่ผมได้รับจากท่าน  เพื่อที่ผมจะได้นำมาพัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์การของผมเอง            ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เป็นนักธุรกิจและเป็นเจ้าของกิจการ  ด้านการนำเข้ามาจากต่างประเทศ  เพื่อขายอุปกรณ์วิเคราะห์ทางด้านวิทยาศาสตร์  และเป็นผู้ผลิตเครื่องกำจัดแมลงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม  ทั่วๆไปและโรงอาหาร  ร้านค้าทั่วไป  มาเป็นเวลา  20  ปีเต็ม            โดยใช้ชื่อกิจการ  “U.P. MARKETTING  GENERAL  SUPPLY”  ซึ่งผมได้เข้ามาศึกษากับท่าน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์แล้ว  ผมมองเห็นตนเองมากขึ้น  โดยการที่ผมบริหารงานไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกับแนวทางที่ท่านบรรยายให้นักศึกษาฟัง  ผมจึงขอทำรายงานตามแนวทางที่ผมชอบคือ  ตามแนวทางของ  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์              กรณีศึกษาในหัวข้อเรื่องภาวะผู้นำของ  หจก. ยู.พี.มาร์เก็ตติ้ง  เยนเนอรัล  ซัพพลาย              ในหลักการทำงานจะเป็นไปตามระบบที่ผม  อุดม  ชนะสิทธิ์  ได้วางระเบียบการทำงานเอาไว้ดังนี้1.      การกระจายงานออกเป็นแผนกและเป็นทีม  แต่ละแผนกจะถูกควบคุมโดยหัวหน้าแผนก  ดังเช่น  -     แผนกต่างประเทศ  จะทำหน้าที่ประสานงานติดต่อกับต่างประเทศ  ทั้งสั่งเข้า  ต่อรองราคา  และกำหนดวันส่งของ  และอื่นๆ  เกี่ยวกับต่างประเทศ-          แผนกขาย  ทำหน้าที่วางแผนการขาย  และติดต่อประสานงานเรื่องขายสินค้า  ดูแลลูกค้าต่อเนื่อง  ส่งเสริมการขายและให้ความรู้แก่พนักงานขายภายในองค์กร-     แผนกจัดส่งสินค้าและวางบิลเก็บเงิน  ทั้งทางรถยนต์บรรทุกและจักรยานยนต์โดยเน้นการส่งให้ถึงมือผู้รับ  อย่างรวดเร็ว  และถูกต้อง-          แผนกการเงินและบัญชี  โดยมีหัวหน้าบัญชีและการเงินเป็นผู้ดูแลเรื่องของระบบนี้ทั้งหมด-          แผนกพัสดุ  จะทำหน้าที่รับพัสดุเข้าจัดเก็บให้เป็นระเบียบการจ่ายออก เป็นไปตามระบบพัสดุ  โดยการควบคุมสินค้าด้วยระบบคอมพิวเตอร์-          แผนกธุรการ  ทำหน้าที่บริการทุกแผนกภายในสำนักงาน  โดยที่แผนกนี้ทำงานกันอย่างหนัก  และอดทนต่อทุกๆภาวะ                 -      แผนกช่าง  ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานขายโดยการนำเครื่องที่จำเป็นไปสาธิตให้ลูกค้าดู  และทำหน้าที่บริการซ่อมเมื่อเครื่องที่ขายไปแล้วมีปัญหา  ตลอดจนรับซ่อมเมื่อเครื่องเสีย  หลังจากหมดประกันแล้ว  ตลอดจนทำการสอบเทียบมาตรฐาน                -       แผนกวิเคราะห์และวิจัย  แผนกนี้จะเป็นแผนกที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือแผนกขายและลูกค้าที่ยังขาดเรื่องระบบ  LAB.  QC.  โดยมี  นักเคมีไว้คอยบริการลูกค้า                -       แผนกเร่งรัดหนี้สิน  ทำหน้าที่วางบิล  ,  เก็บเงิน  ,  เร่งรัดหนี้สิน  ,ตลอดจนรวบรวมเอกสารยื่นฟ้องเมื่อจำเป็นซึ่งในภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันถือว่าเป็นหน้าที่ที่หนักหน่วง            ทุกๆแผนกจัดรวบรวมอยู่ในพื้นที่ติดต่อกันทั้งหมด  โดยการควบคุมการทำงานโดย  อุดม  ชนะสิทธิ์  ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเต็มในองค์การนี้            โดยสรุปการบริหารขององค์การนี้  เป็นไปตามระบบดังต่อไปนี้1.      ให้ความรู้ต่อพนักงานทุกๆ  แผนกโดยผู้มีประสบการณ์2.      เปิดโอกาสให้ทุกคนเสนอแนะ  ออกความคิดเห็นเมื่อมีการประชุม3.      กำหนดเป้าหมายการทำงานและทำการติดตามผล4.      เน้นการทำงานเป็นทีมให้ทุกคนมีส่วนร่วม5.      เน้นการขายเชิงรุก  เจาะลึกถึงกลุ่มเป้าหมายและผู้บริโภค6.      กำหนดเป็นเป้าหมายการทำงานและพยายามทำตามแผนงานที่วางไว้7.      ไม่ยึดติดกับรูปแบบการทำงานแบบเดิม8.      ศึกษาและนำเอากลยุทธ์สมัยใหม่เข้ามาใช้9.      เน้นหาสินค้าใหม่ๆ  ที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของตลาดและกลุ่มเป้าหมาย10.  ให้สวัสดิการต่างๆ  บุคลากรภายในองค์การทั้งสวัสดิการเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย , โบนัส  และการสาธารณสุข            มีคำถามจากท่าน  ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  ว่า  ท่านมีความเห็นว่า  ดร. ปุรชัย  เปี่ยมสมบูรณ์  เป็นผู้นำแบบไหนในความเห็นของผม  อุดม  ชนะสิทธิ์  มีความเห็นว่าท่านเป็นผู้นำใฝ่รู้  โดยการอ่าน  ท่านอ่านหนังสือมาก  และอ่านตลอดเวลา  เมื่อมีเวลา  ท่านมองไปข้างหน้า  พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องและตลอดไป  ท่านเป็นคนอารมณ์ดี  และมีมุมมองที่กว้างไกล  ผมมองเห็นท่านเป็นคนที่ให้ความสำคัญต่อครอบครัวเป็นอย่างมาก  จากการศึกษาจากการให้สัมภาษณ์  ท่านกล่าวว่า  พ่อ  แม่  เป็นครูคนแรก  ของลูกๆ  และครูที่โรงเรียนคือครูที่ให้ความรู้เสริม  ท่านเพียบพร้อมไปด้วยธรรมอยู่ในใจ  มีจริยธรรมที่ดี  มีคุณธรรมครบถ้วน  ผมคิดว่าดร.  ปุรชัย  เปี่ยมสมบูรณ์  เป็นผู้นำระดับแนวหน้าที่ควรยึดถือ  ตามได้                                                                                                                                    นายอุดม  ชนะสิทธิ์                                                                                                 27  มกราคม  2550
นาย วิระ ภูมิศิริสวัสดิ์ 00625001
IP: xxx.120.99.245
เขียนเมื่อ 

เรียน ท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ และสวัสดีเพื่อน ๆ ชาว Stam ford University และผู้อ่าน Blog ทุก  ๆท่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21  มกราคม  2550  ที่ผ่านมาท่าน ศ.ดร.จีระ ได้สละเวลาอันมีค่ามาบรรยายเรื่องภาวะผู้นำ ( Leadership) โดยท่านศ.ดร.จีระ ได้ยกตัวอย่างแบบของผู้นำจะช่วยชี้ให้เห็นพฤติกรรมของผู้นำในหลายลักษณะ และช่วยให้ผู้นำเลือกแบบการนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น ภราดร กับ ดนัย มีความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน แตกต่างกันอย่างไร ภราดรนั้น มีความพร้อมทุก ๆ ด้าน มีโอกาสมากกว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีประสบการณ์แข่งขันในรายการที่ใหญ่ ๆ ในต่างประเทศมาหลายรายการ  มีความพร้อมในเรื่องของการสนับสนุนจากทางครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อเป็นนักเทนนิสจึงถือว่าภราดรนั้นได้เปรียบในทางที่จะมีผู้แนะนำที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทนนิส แต่ในขณะที่ดนัยนั้น มีแต่ความตั้งใจจริง มีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดโดยตั้งมั่นอยู่ในระเบียบวินัยไม่หลงแสงสี ตั้งใจฝึกซ้อม ใช้ชีวิตเรียบง่าย แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่สามารถคำนึงถึงสถานการณ์และเอาสถานการณ์มาเป็นประโยชน์ แต่ในอนาคตดนัยซึ่งถือว่าอายุยังน้อย ยังมีโอกาสพัฒนาไปสู่เส้นทางการเป็นนักเทนนิสมืออาชีพที่อันดับโลกดีกว่านี้ได้  โดยต้องมีการตั้งใจจริง ขยันหมั่นฝึกซ้อม และการได้มีโอกาสไปแข่งในรายการใหญ่ ๆ ในต่างประเทศถือว่าเป็นโอกาสดีที่ดนัยจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และมีโอกาสที่อันดับจะสูงขึ้นกว่านี้ได้

ภาวะผู้นำทางตะวันตกและตะวันออกแตกต่างกันอย่างไร

แน่นอนครับว่าผู้นำตะวันตกกับผู้นำตะวันออกนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี  ธรรมเนียม  ผู้นำตะวันตกจะเน้นความสามารถ ทำงานเป็นทีม  ผู้นำตะวันออกจะมีความเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อน ๆ พวกพ้อง และสิ่งหนึ่งที่ผู้นำตะวันออกจะมีก็คือ ความให้เกียรติผู้อาวุโสกว่าให้ความเกรงใจ ต่อผู้ที่มีความอาวุโสมากกว่า  แต่ทั้งนี้  ทั้งตะวันตกและตะวันออกต่างก็มีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

ส่วนเรื่องภาวะผู้นำของดร.อำนวย  วีรวรรณ นั้นผมคิดว่าท่านเป็นคนเก่งคิดเก่งเรียน  ดูจากประวัติการศึกษาของท่านก็จะเห็นว่าท่านประสบความสำเร็จตั้งแต่ท่านอายุยังน้อยท่านมีความรู้จริง รู้ในสิ่งที่ทำ มีเป้าหมาย(HUMAN CAPITAL INTELLECTUAL CAPITAL ) จากการที่ท่านให้สัมภาษณ์เทปโทรทัศน์ว่า "ท่านเป็นปลัดกระทรวงที่จนที่สุด " และเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ อีกประโยคหนึ่งที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ก็คือ ท่านเป็นคนแรกที่จะแสดงบัญชีทรัพย์สิน ผมก็พอจะทราบอยู่บ้างว่าท่าน ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นั้นท่านเป็นคนตรงมากคนหนึ่ง ฉายาของท่านคือ "ไม้บรรทัด" เมื่อสมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ท่านเป็นรัฐมนตรีคนเดียวที่ไม่ให้นำของขวัญที่มีมูลค่าเกินกว่า 50 บาท มาให้เพราะ ท่านบอกว่าอาจจะทำให้มีการเอิ้อประโยชน์เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นบทบาทผู้นำของท่านคือผู้นำที่มีทั้งจริยธรรมและคุณธรรม

ในส่วนของแนวคิดของ 3 นักคิด คือ

- Stephen Covey

1. Path Finding  คือ ผู้นำต้องสร้างวิสัยทัศน์ และแสวงหาอนาคต

2. Aligning คือ ผู้นำต้องสร้างระบบการทำงานให้ทุกส่วนไปในทิศทางเดียวกัน

3. Empowering คือ ผู้นำต้องมอบอำนาจแก่ผู้ร่วมงานให้แสดงความสามารถและศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

4. Role Model  คือ ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น

- Jack  Welch

1. Energy  คือ  ผู้นำต้องมีไฟ

2. Energize คือ ผู้นำจะต้องกระตุ้นให้ทุกคนมีศักยภาพทำงานในทิศทางเดียวกันและมีพลัง

3. Edge คือ ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจโดยใช้จังหวะฉกฉวยให้ดี

4. Execution  คือ ผู้นำต้องทำให้เสร็จและสำเร็จวัดผลได้

- Chira Hongladarom

1. Crisis Management คือ ผู้นำต้องแก้ปัญหาวิกฤตขององค์กรได้

2. Anticipate Change คือ ผู้นำต้องดักปัญหาล่วงหน้า

3.Motivate others to be excellent คือ ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ

4. Conflict resolution คือ แก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้

5. Create new opportunities คือ ผู้นำต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว

6. Rhythm & Speed คือ สามารถฉกฉวยโอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม

7. Edge (Decisiveness) คือ กล้าตัดสินใจ เด็ดขาด รวดเร็ว

8. Team work  คือ ทำงานเป็นทีม

จะเห็นได้ว่าจากแนวความคิดทั้ง 3 ทฤษฎีต่างก็มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของการแก้ปัญหาที่ต้องรวดเร็ว ฉับไว และการให้ผู้ร่วมงานเข้ามามีบทบาทส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกันเพื่อผลงานจะออกมามีประสิทธิภาพ  และแก้ไขลดปัญหาการขัดแย้งในองค์กรลงได้ จากแนวความคิดดังกล่าวผมคิดว่า ในแนวความคิดของท่าน ศ.ดร.จีระ ค่อนข้างสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันมากกว่าและค่อนข้างจะปฏิบัติจริงได้  ในองค์กรของผมจะทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับเหมางานทางด้านการก่อสร้างวางท่อร้อยสายโทรศัพท์ ในขณะเดียวกันทางบริษัท ฯ ก็จะจัดกิจกรรมเพื่อให้พนักงานและผู้บริหารสามารถได้พูดคุยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเนื้องานที่เกิดขึ้นได้  ในขณะเดียวกันบริษัทของผม ก็ได้มีการจัดตัวแทนในแต่ละแผนกเพื่อที่จะมีการควบคุมงานแต่ละฝ่าย เมื่อพนักงานระดับล่างมีข้อสงสัย หรือ ต้องการสอบถามข้อมูลก็สามารถติดต่อผ่านหัวหน้าตัวเองในแต่ละแผนกได้  และผมก็คิดเสมอว่าพนักงานเปรียบเสมือนคนในครอบครัว เราต้องดูแลด้วยความจริงใจ และมีความยุติธรรมไม่ลำเอียง  หากเกิดปัญหาขึ้นในองค์กรก็จะช่วยกันประชุม ปรึกษาแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อพัฒนางานในองค์กรให้ออกมามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น  สุดท้ายนี้ผมก็ขอขอบคุณท่าน ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์ เป็นอย่างสูงที่ได้สละเวลาเพื่อมาบรรยายเกี่ยวกับภาวะการเป็นผู้นำให้พวกเราฟังนักศึกษาชาว MPA    นายวิระ  ภูมิศิริสวัสดิ์   รหัส 00625001

นางสาววลัยพร วงษ์งาม ID 006150015
IP: xxx.121.7.110
เขียนเมื่อ 
          
             กราบเรียนท่าน  .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์   จากที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำในห้องเรียน ในสัปดาห์ที่ 2  ที่ผ่านมา และได้ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำ โดยอิงจากแนวคิดของ Stephen Covey , Jack Welch  หรือของท่าน  .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์   ดิฉันจึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในโจทย์ที่ว่า
"จากแนวคิดของ Stephen Covey , Jack Welch  หรือของผม บทบาทของผู้นำแนวไหนที่คุณชอบหรือเหมาะกับตัวคุณมากที่สุด พร้อมยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษา"# บทบาทของผู้นำแนวคิดของ ท่าน  .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  เป็นบทบาทของผู้นำที่ดิฉันชื่นชอบ ที่เหมาะกับตัวดิฉันมากที่สุดและจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  ประยุกต์ใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี

Leadership roles by Chira Hongladarom

1.Crisis management ผู้นำจะต้องมีความสามารถในการแก้วิกฤตต่างๆได้2.Anticipate change   ผู้นำจะต้องไม่รอปัญหา   แก้ปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา3.Motivate others to excellent           ผู้นำจะต้องเน้นทฤษฎีการกระตุ้นให้ผู้อื่นเก่ง  สร้างให้ผู้อื่นเก่งและมาช่วยแบ่งเบาภาระงานของผู้นำได้ เพื่อผู้นำจะได้ให้เวลาเต็มที่กับงานใหญ่ๆที่ลูกน้องยังมีความสามารถไม่ถึง4.Conflict resolution  ผู้นำจะต้องหลีกเลี่ยงการขัดแย้งเพราะเมื่อไม่เกิดความขังแย้งปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้น5.Explore opportunities        ผู้นำจะต้องเปิดโอกาส สร้างโอกาสใหม่ๆให้กับตัวเอง และผู้อื่น6.Rhythm + Speed     ผู้นำจะต้องทำงานต้องให้มีและเป็นจังหวะที่ดี  เพื่องานจะได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด7.Edge < Decisiveness >        ผู้นำจะต้องตัดสินใจเร็ว  เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ ไม่เสียผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น  8.Teamwork   ผู้นำจะต้องทำงานเป็นทีม เพราะงานบางอย่างจะต้องอาศัยความร่วมมือของหลายๆฝ่ายงานจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี# จากแนวคิด บทบาทของผู้นำของท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  ทั้ง 8 ดิฉันชื่นชอบในทุกๆบทบาท  และคิดว่าเหมาะสมกับดิฉันมากที่สุด และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตการทำงาน  ชีวิตประจำวันมากที่สุด  # ดิฉันเริ่มต้นที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีบทบาทภาวะผู้นำซึ่งจะประยุกต์ใช้กับตัวเองโดย1. Crisis management            การแก้วิกฤต  ในการทำงานในวิชาชีพของดิฉันนั้นพยาบาลจะต้องเป็นผู้ที่สามารถแก้ปัญหา วิกฤต ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คับขัน ซึ่งมีความสำคัญเกี่ยวกับ ความเป็น-ความตาย ของชีวิตผู้ป่วย ดิฉันจึงต้องมีคุณสมบัติในข้อนี้อย่างแน่นอน ซึ่งก็ได้จากการอบรม สั่งสอน จากสถาบันการศึกษาเป็นระยะเวลา 4 ปีเต็ม คุณสมบัติในข้อนี้ ถ้าดิฉันได้รับประสบการณ์จริงเพิ่มมากขึ้นหลังจากศึกษา 4 ปี คาดหวังว่าดินฉันจะมีคุณสมบัติของผู้นำในข้อนี้อย่างสมบูรณ์แบบ  จึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ช่วยพยาบาล2. Anticipate change  แก้ปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น ในการทำงานในวิชาชีพของดิฉันนั้นพยาบาล จะต้องรู้สถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องเป็นผู้ที่ช่างสังเกตโดยประเมินผู้ป่วยตั้งแต่แรกรับ  และให้การรักษาหรือคำแนะนำเพื่อป้องกันภาวะการเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้น เมื่อมีภาวะผู้นำข้อนี้ก็จะทำให้บริหารจัดการ ดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ3. Motivate others to excellent          เน้นทฤษฎีการกระตุ้นให้ผู้อื่นเก่ง  ในการทำงานในวิชาชีพของดิฉันนั้นพยาบาลจะมีระบบงานแบบพี่-น้อง  คือเมื่อจบเข้ามาทำงานแล้วก็จะมี รุ่นพี่พยาบาลทำหน้าที่แนะนำสั่งสอนน้องพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลแทนท่านอาจารย์  โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้น้องเก่ง ทำงานมีประสิทธิภาพและก้าวหน้าขึ้นในหน้าที่การงาน และความรู้ความสามารถ  ซึ่งเป็นบทบาทผู้นำที่พยาบาลควรมีและดิฉันจะพัฒนาบทบาทข้อนี้ให้ดียิ่งๆขึ้นไป4. Conflict resolution  การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง  ในการทำงานในวิชาชีพของดิฉันนั้นพยาบาลจะต้องทำงานร่วมกับทีมสุขภาพซึ่งมีหลากหลายอาชีพ  และทำงานที่ต้องสัมผัสกับผู้คนในระดับต่างๆแต่ละคนก็แตกต่างกัน  การจะเกิดความขัดแย้งนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย  เป็นเรื่องสำคัญที่พยาบาลจะต้องมีคุณสมบัติหลีกเลี่ยงความขัดแย้งให้ได้ เพื่อลดหรือขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้น5. Explore opportunities  เปิดโอกาส สร้างโอกาสให้กับตัวเองและผู้อื่น  ในการทำงานในวิชาชีพของดิฉันนั้นพยาบาล  จะต้องเปิดโอกาสให้ตนเองและผู้อื่นได้เรียนรู้งาน ศึกษาหาความรู้ให้มีเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา  และทำให้เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ เช่น การเข้าร่วมการวิจัยกับแพทย์ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสัมมนาวิชาการต่างๆ ฯลฯ  6. Rhythm + Speed  การมีจังหวะที่ดีในการทำงาน ในการทำงานในวิชาชีพของดิฉันนั้นพยาบาลต้องรู้จังหวะว่า จังหวะไหน ช่วงไหนที่ควรเข้าไปทำหัตถการกับผู้ป่วย จะต้องดูว่าอารมณ์ ร่างกายของผู้ป่วยพร้อมที่จะทำหรือไม่ มิฉะนั้นอาจจะทำให้การรักษาไม่สำเร็จ หรืออาจจะทำให้ผู้ป่วยไม่ไว้วางใจได้  หรือกรณีเข้าไปเตือน สั่งสอน ชี้แนะผู้ช่วยพยาบาลเมื่อทำผิดพลาดก็ต้องดูจังหวะเพื่อมิให้ผู้ถูกตักเตือนเสียหน้าและต่อต้านเรา  7. Edge < Decisiveness >  การตัดสินใจเร็ว ในการทำงานในวิชาชีพของดิฉันนั้นพยาบาล จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตัดสินใจเร็วเพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วย ยกตัวอย่างเช่นเมื่อพยาบาลประเมินได้ว่าผู้ป่วยหยุดหายใจ พยาบาลมิใช่จะมัวตกใจ ไม่รู้จะทำอะไร แต่พยาบาลทุกคนต้องมีสัญชาติญาณของพยาบาลคือ รีบทำการช่วยกระตุ้นหัวใจ หรือเพิ่ม ออกซิเจนให้ผู้ป่วยโดยปั้มหัวใจและทำตามกระบวนการช่วยเหลือผู้ป่วยเมื่อหยุดหายใจ ตามทฤษฎีและประสบการณ์ที่เรียนมาอย่างรวดเร็ว  บทบาทผู้นำข้อนี้จะทำให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวพยาบาล  8. Teamwork  การทำงานเป็นทีม  ในการทำงานในวิชาชีพของดิฉันนั้นพยาบาลจะต้องร่วมมือกับทีมสุขภาพทั้งหมดเพื่อที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยให้หายป่วย  ดังนั้นแน่นอนว่าพยาบาลจะต้องมีคุณสมบัติ บทบาทผู้นำเรื่อง Teamwork เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ# จากการที่ได้สัมผัสเรียนรู้เรื่องบทบาทผู้นำจากท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  ดิฉันก็เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้เป็นแบบบทบาทของผู้นำแนวคิดของ ท่าน  .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  เพราะเล็งเห็นว่าเหมาะสมกับตนเอง และมีประโยชน์อย่างมากในการนำไปใช้ในทำงานของตนเอง  และคิดว่าจะส่งผลให้ตนเองพบกับความสำเร็จในชีวิตคะ# ทฤษฎีพื้นฐานที่ดินฉันจะยึดไปปฎิบัติ  และสร้างให้เกิดขึ้นในตนเอง นั้นก็เป็นทฤษฎีของท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์    คือ 8 Ks  ซึ่งควรมีพื้นฐานนี้ก่อนแล้วจึงจะเกิดบทบาทของผู้นำแนวคิดของ ท่าน  .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  ได้ดังกล่าวข้างต้น# ถ้ามีคุณสมบัติทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ดิฉันเชื่อว่า ชีวิตการทำงานจะต้องมีความประสบผลสำเร็จในด้านผู้นำแน่นอนดิฉันเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้รับคำชี้แนะ สั่งสอนจากท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในเรื่องภาวะผู้นำ ในส่วนที่ดิฉันยังบกพร่อง 
นายฉัตร์ตรา ดาวล้อมจันทร์
IP: xxx.107.207.30
เขียนเมื่อ 

กราบเรียนท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  และสวัสดีเพื่อนๆชาวแสตมฟอร์ดทุกท่าน  และผู้ที่อ่าน Blog  เป็นครั้งที่ 2  ที่ท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ได้มาบรรยายให้ความรู้ในเรื่อง Leadership  แก่ผมและเพื่อนๆMPAทุกคน  ความรู้ที่ท่านให้มานับว่ามีคุณประโยชน์มาก  ในการที่จะนำไปฝึกฝนให้เป็นบุคคลที่มีภาวะผู้นำ  และเป็น

บุคคลที่มีประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไปในวันข้างหน้า   สำหรับการบ้านที่ท่านให้มานั้นผมชื่นชอบบทบาทของผู้นำในแนวคิดของท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์มากที่สุด

Leadership  role  by  Chira  Hongladarom

  1. Crisis  management  ต้องหัดแก้ปัญหาที่ยากๆ
  2. Anticipate  change  ไม่รอให้ปัญหามาถึง
  3. Motivate  others  to  excellent  ต้องเน้นทฤษฎีการกระตุ้นให้คนอื่นเก่ง
  4. Conflict  resolution  หลีกเลี่ยงการขัดแย้ง
  5. Explore  opportunities  ต้องเปิดโอกาสให้มีการสร้างโอกาสใหม่ๆ
  6. Rhythm & Speed  ต้องมีจังหวะที่ดีที่จะฉกฉวย
  7. Edge ( Decisiveness ) มีการตัดสินใจที่รวดเร็ว
  8. Teamwork  การทำงานเป็นทีม

ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าประเภทประดับยนต์ส่ง  การแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดเพราะในแต่ละวันมีปัญหาซึ่ง

เราไม่คาดคิดเกิดขึ้นมาก  บางปัญหาที่เราคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นก็จะพยายามแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า  ผมพยายามถ่ายทอดความรู้เพื่อให้พนักงานเก่งและทำงานอย่างมีคุณภาพ   และคอยดูแลไม่ให้เกิดการขัดแย้งขึ้นในองค์กร

หรือตัวผมเองในการทำธุรกิจก็จะพยายามไม่ให้เกิดการขัดแย้งขึ้นในระบบของการทำธุรกิจ  และคอยเปิดโอกาส

ให้มีโอกาสใหม่ๆที่ดีเข้ามา  และพยายามฉกฉวยโอกาสนั้นด้วยการตัดสินใจที่รวดเร็ว  ในการทำงานของผมเน้นการทำงานเป็นทีม  ด้วยเหตุนี้ผมจึงชอบแนวคิดของท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  มาก  เพราะคล้ายกับการทำงานของผม

ท้ายนี้ผมภูมิใจและเป็นเกียรติมากที่ได้รับความรู้จากท่าน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์

 I.D.NO  006150002
นายสุวพัส เพียรพิจารณ์ชน ID 006150017
IP: xxx.181.146.83
เขียนเมื่อ 
กราบเรียน      ท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์      สวัสดีนิสิตนักศึกษาปริญญาโท (MPA) และชาว Blog  ทุกท่าน     ในวันที่ 21 มกราคม  2550  ที่ผ่านมานี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พวกเราชาว  MPA  STAMFORD ฯ ได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์ ที่ได้สละเวลามาบรรยายให้ความรู้ ในเรื่องภาวะผู้นำ  และอาจารย์ได้ให้การบ้านมาลงใน Blog  อีกเช่นเคย  ในความคิดเห็นของผมผู้นำควรจะมีตามสี่หัวข้อนี้  คือ1) Conflict resolution แก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้  2) Create new opportunities. คือ ผู้นำต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว3) Rhythm & Speed สามารถฉกฉวยโอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม4) Teamwork ทำงานเป็นทีมกรณีศึกษา   ส่วนตัวแล้วทำงานเกี่ยวกับทางด้านการนำเข้าส่งออกสินค้าทางอากาศยาน   มักจะมีปัญหาหรือความขัดแย้งในองค์กรให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นควรจะมีการแบ่งรับแบ่งสู้  สำหรับปัญหาต่างๆ  ควรดูว่าปัญหาเกิดจากอะไร  แล้วจะแก้อย่างไร  ควรแก้ปัญหาให้ถูกจุด การทำงานกับคนหมู่มากเราต้องมีการทำงานที่เป็นทีมอยู่แล้ว ฉะนั้นควรมีการบริหารงานที่ดีควรมีการกระจายอำนาจที่ถูกวิธีโดยเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ออกความคิดเห็น  ซึ่งผมได้นำบทบาทผู้นำของท่านอาจารย์มาใช้ ในชีวิตประจำวัน คือ  1) Conflict resolution แก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้   ผู้นำควรมีการวางแผนที่ดีมีการมองเห็นถึงอนาคต และรู้ระบบการทำงานทั้งหมด เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่จะเกิดได้และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้  และควรหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กรหรือหน่วยงานของเรา2) Create new opportunities. คือ ผู้นำต้องสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว   ผู้นำควรก้าวทันเทคโนโลยีรู้ว่าอันไหนสามารถนำมาใช้วิวัฒนาการในหน่วยงานได้สะดวกรวดเร็ว  เช่น อุปกรณ์ใหม่ๆ  ที่จะพัฒนาองค์กรของเราให้ไปประสบความสำเร็จทั้งเครื่องมือและบุคคลากร  โดยการเปิดโอกาสให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ3) Rhythm & Speed สามารถฉกฉวยโอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม  ผู้นำในองค์กรควรที่จะสร้างโอกาสที่ดีได้  ถ้าฉกฉวยโอกาสเหล่านั้นในเวลาที่เหมาะกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีเยี่ยม คือผู้นำต้องฉลาดหลักแหลมมองการไกลอยู่แล้วมันอยู่ที่เวลาและโอกาสเของแต่ละบุคคลว่าคนไหนมีลักษณะโดดเด่นอย่างไร  เพื่อที่จะจัดการได้อย่างเหมาะสม4) Teamwork ทำงานเป็นทีม    ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ควรมีการทำงานเป็นทีมเพื่อที่จะไปถึงจุดประสงค์ เป้าหมาย  ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์และนำพาไปถึงการประสบความสำเร็จหรือเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้  การทำงานเป็นทีมสำคัญมากสำหรับหน่วยงานของผม  เพราะว่าการนำเข้าและส่งออกจะต้องผ่านพิธีการทาง ด้านศุลกากรหลายขั้นตอน  เพราะฉะนั้นควรมีการทำงานเป็นทีมเพื่อที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี              จากการที่ได้นำทฤษฎีผู้นำของท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ   หงส์ลดารมภ์   ไปใช้ในการปฏิบัติงาน ภายในองค์กร  ซึ่ง 4 ทฤษฎีข้างต้นนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้สำหรับผู้นำในทุกๆ ด้าน   เพื่อนำพาองค์กรไปในทิศทางที่ดีและประสบความสำเร็จขั้นสูงสุด
นาย สรรพวัฒน์ กิจปราณีนิจ ID 006250002
IP: xxx.24.142.245
เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับศ. ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  สวัสดีครับ เพื่อน ๆ  พี่ ๆ  MPA  STAMFORD  INTERNATIONAL  UNIVERSITY ทุก ๆ คน ซึ่งได้รับความกรุณาจากท่าน   ศ. ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  มาบรรยายในวิชา  Leadership เมื่อวันอาทิตย์ที่  21  มกราคม  2550  ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ  ทำให้ผมได้รับความรู้  มุมมอง  แนวคิด  ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้เป็นอย่างดี  และท่านอาจารย์ได้ฝากแนวความคิดของบทบาทผู้นำทั้ง  3  ท่าน  ซึ่งประกอบด้วย
Stephen Covey   :  The  4  Roles  of  LeaderShip

- Path finding   คือ ผู้นำต้องสร้างวิสัยทัศน์และแสวงหาอนาคต

- Aligning   คือ ผู้นำต้องจัดระบบของคน  เรียบเรียงเป้าหมาย ให้ทุกส่วนไปในทิศทางเดียวกัน- Empowering   คือ ผู้นำต้องมอบอำนาจแก่ผู้ร่วมงานให้แสดงความสามารถและศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ - Role Model   คือ ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น  Chira  Hongladarom   : Leadership  roles  
- Crisis Management
 คือ ผู้นำต้องแก้ปัญหาวิกฤต ขององค์กรได้- Anticipate change   คือ การไม่รอให้ปัญหามาถึง  สามารถทำนายไว้ล่วงหน้าและวางแผน- Motivate people to be excellent   คือ ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเป็นเลิศ  - Conflict resolution   คือ แก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้  และหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง- Create new opportunities   คือ ผู้นำต้องเปิดโอกาสและสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยใช้จังหวะและความเร็ว- Rhythm & Speed   คือ  สามารถใช้โอกาสและจังหวะได้อย่างเหมาะสม - Edge ( Decisiveness )   คือ  กล้าตัดสินใจ เ