สามคำนี้สัมพันธ์กัน ดังนั้นจึงจะขยายความรวมกัน...สุข เป็นอารมณ์ที่เรายินดีพอใจ ....ตรงข้ามกับ ทุกข์ เป็นอารมณ์ที่เราไม่ยินดีไม่พอใจ...ขณะที่ อุเบกขา อยู่กลางๆ ทำนองไม่ยินดียินร้าย ....ในภาษาไทยทั่วๆ น่าจะมีความหมายทำนองนี้

สามคำนี้เป็นบาลีแท้ๆ และคงจะเป็นหนึ่งเดียวกับภาษาไทยมานาน จนกลายเป็นคำสามัญทั่วไปของคำไทยก็ว่าได้ ...สุข แปลว่า อดทนได้ง่าย ...ทุกข์ แปลว่า อดทนได้ยาก ..ส่วน อุเบกขา แปลว่า ปรากฎอยู่ในที่ใกล้ระหว่างสุขกับทุกข์ ..โดยวิเคราะห์ออกมาดังต่อไปนี้

สุ (ง่าย) +ขม (อดทน) = สุข ( อดทดได้โดยง่าย)... สุ +ขม=สุข (ลบ ม.ม้า ที่ ขม ตามหลักไวยากรณ์) ...อธิบายได้ว่า สิ่งใดที่เราพอใจหรือยินดีแล้ว เราก็สามารถอดทนได้ง่าย ทนได้ง่าย ไม่ต้องฝืนทำอย่างลำบาก ...ทำนองนี้

ว่าโดยธรรม ...สุข นี้ ถ้ามาตัวเดียวหมายถึง สุขทางกายและสุขทางใจ ..แต่เมื่อ มาร่วมกับ โสมนัส (สุขโสมนัส) แล้ว สุข จะหมายถึง สุขทางกาย .และ โสมนัส จะหมายถึง สุขทางใจ ..กล่าวคือ สุข คือ สุขกาย หรือสุขทั้งกายและใจ ..ส่วน โสมนัส คือ สุขใจ อย่างเดียว

ทุ (ยาก ลำบาก) + ขม (อดทน) = ทุกขะ (อดทนได้โดยยากลำบาก) ทุ+ขม=ทุกขะ (ซ้อน ก.ไก่ ข้างหน้า ข.ไข่ และลบ ม.ม้า ตามหลักไวยากรณ์) ...คำอธิบายก็ตรงข้ามกับ สุข คือ ทนลำบาก ต้องฝืนทำ ไม่ค่อยเต็มใจทำ ...ทำนองนี้

ว่าโดยธรรม ... ทุกข์ นี้ ก็เป็นไปทำนองเดียวกับ สุขโสมนัส ..กล่าวคือ ถ้า ทุกข์ มาคู่กับ โทมนัส แล้ว ทุกข์ ก็เป็นเพียงทุกข์ทางกาย โทมนัส ก็จะเป็นทุกข์ทางใจ ..แต่ถ้า ทุกข์ มาตามลำพัง ก็เหมารวมทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ...ทำนองนี้

อุป (ใกล้) +อิกขา (ปรากฎ) = อุเปกขา (ปรากฎในที่ใกล้) ...อุป + อิกขา = อุเปกขา (แปลงสระ อิ ที่ อิกขา เป็นสระ เอ แล้วผสมกัน เป็น อุเปกขา ตามหลักไวยากรณ์) ...อธิบายว่า ความรู้สึกที่มิใช่สุข มิใช่ทุกข์ แต่อยู่ใกล้ๆ หรืออยู่ระหว่าง สุขและทุกข์ เรียกว่า อุเบกขา ...ประมาณนี้

หมายเหตุ

ในภาษาบาลี (และสันสกฤต) ไม่มี บ.ใบไม้ มีแต่ ป.ปลา ดังนั้น คำบาลี(และสันสกฤต) ในภาษาไทยบางคำจึงใช้ บ.ใบไม้แทน ป.ปลา เช่น บารมี บุญ บาป ..แต่บางครั้งก็ใช้ ป. ปลา คงเดิม เช่น ปัญญา ปรากฎ ไปรษณีย์ ...หรือบางครั้ง ก็ใช้ได้ทั้ง ป.ปลา และบ.ใบไม้ (ตอนนี้ รู้สึกว่าภาษาไทยยากกว่าภาษาบาลี ค่อนข้างที่เค้าว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่ยากที่สุดในโลก 5 5 5)