งานวิจัยชิ้นใหม่จากนักวิจัยแห่งอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน เผยข้อมูลน่าสนใจว่า ไซโลไซบิน สารประกอบออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท อาจช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ายังคง หรือกระทั่งมีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ต่อดนตรีได้ดี สวนทางกับยาเอสซิตาโลแพรม ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม SSRI ที่ใช้กันแพร่หลาย ซึ่งอาจทำให้การตอบสนองทางอารมณ์ดังกล่าวลดน้อยลง แม้ว่ายาทั้งสองชนิดจะช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นได้พอๆ กันก็ตาม ผลวิจัยนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Psychiatry และถูกนำเสนอโดย Medical Xpress ชี้ให้เห็นหลักฐานใหม่ว่า ผลของไซโลไซบินต่อการประมวลผลทางอารมณ์อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตการรักษาสุขภาพจิต โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่ดนตรีเป็นส่วนสำคัญของชีวิตทั้งในแง่สังคมและจิตวิญญาณ อย่างเช่นในประเทศไทย
โรคซึมเศร้า คือ ปัญหาสุขภาพจิตที่กระทบผู้คนนับล้านทั่วโลก โดยมีอาการเด่นคือความรู้สึกเศร้าไม่หาย สิ้นหวัง หมดความสนใจในสิ่งต่างๆ และใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบาก แม้ว่ายาต้านซึมเศร้ากลุ่ม Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs) เช่น เอสซิตาโลแพรม จะเป็นยาหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักเล่าถึงภาวะอารมณ์เฉยเมย (emotional blunting) หรือความรู้สึกที่ว่าความรู้สึกสุขหรือเศร้ามันตื้นเขินลง เมื่อการบำบัดด้วยสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยเฉพาะไซโลไซบินจากเห็ดบางชนิด ได้รับความสนใจมากขึ้น นักวิจัยจึงพยายามทำความเข้าใจว่าการรักษาแนวทางนี้จะช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้น รวมถึงสุขภาวะทางอารมณ์โดยรวมของผู้ป่วยด้วยหรือไม่
งานวิจัยชิ้นนี้ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (Center for Psychedelic Research) โดยเปิดรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าระดับรุนแรง จากนั้นเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มที่ได้รับไซโลไซบินปริมาณสูง (25 มิลลิกรัม) สองครั้งควบคู่กับยาหลอกเป็นเวลาหกสัปดาห์ กับกลุ่มที่ได้รับไซโลไซบินปริมาณต่ำ (1 มิลลิกรัม) ร่วมกับการรับประทานยาเอสซิตาโลแพรมทุกวัน ก่อนและหลังช่วงการรักษา ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้ฟังบทเพลงที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ ขณะเข้าเครื่องสแกนสมองด้วยเอฟเอ็มอาร์ไอ (fMRI) เพื่อตรวจดูการทำงานของสมอง โดยเน้นเฉพาะช่วงจังหวะในเพลงที่อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกประหลาดใจ ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์โดยเฉพาะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เข้าร่วมยังถูกขอให้ประเมินประสบการณ์ทางอารมณ์ของตนเอง ณ ขณะนั้น ทั้งในแง่ “ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ” (valence) และ “ระดับความตื่นตัวทางอารมณ์” (arousal) รวมถึงตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับอาการต่างๆ เช่น ภาวะสิ้นยินดี (anhedonia) หรือการไม่สามารถรู้สึกมีความสุขได้ และการตอบสนองทางอารมณ์ต่อดนตรีโดยรวม วิธีนี้แตกต่างจากการทดลองในห้องปฏิบัติการที่อาจดูไม่เป็นธรรมชาติ เช่น การทดสอบการจดจำใบหน้า แต่มีความใกล้เคียงกับวิธีที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ในชีวิตจริงมากกว่า
หัวหน้าทีมวิจัยจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน อธิบายผ่าน Medical Xpress ว่า “เราต้องการสำรวจว่าการรักษาเหล่านี้ทำงานอย่างไร โดยเฉพาะกลไกที่ส่งผลต่อการประมวลผลทางอารมณ์และระบบการให้รางวัลของสมอง ดนตรีเป็นเครื่องมือที่เหมาะอย่างยิ่งในการศึกษากระบวนการรับรู้อารมณ์ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากยิ่งขึ้น” ทีมวิจัยใช้การสแกนสมองด้วย fMRI โดยเน้นไปที่เปลือกสมองส่วนหน้าส่วนกลางด้านล่าง (ventromedial prefrontal cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดถึงตนเองและการประมวลผลสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ผลวิจัยพบว่าไซโลไซบินช่วยลดการทำงานของสมองส่วนนี้ และเพิ่มการตอบสนองในเปลือกสมองส่วนรับความรู้สึก (sensory cortex) ในช่วงจังหวะที่น่าประหลาดใจของเพลง นักวิจัยตีความว่านี่คือการปรับเปลี่ยนสมองให้ออกจากวงจรความคิดลบซ้ำๆ และเปิดรับประสบการณ์จากภายนอกได้มากขึ้น
ประเด็นสำคัญคือ แม้ทั้งกลุ่มที่ได้รับไซโลไซบินและกลุ่มที่ได้รับยา SSRI จะมีอาการซึมเศร้าหลักๆ ดีขึ้นพอๆ กัน แต่กลุ่มที่รักษาด้วยไซโลไซบินยังคงรักษา หรือกระทั่งมีการตอบสนองทางอารมณ์ต่อดนตรีที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในทางกลับกัน กลุ่มที่ได้รับยาเอสซิตาโลแพรมกลับพบกับภาวะ “อารมณ์เฉยเมย” ที่เป็นที่รู้จักกันดี คือทั้งอารมณ์บวกและลบจะรู้สึกเหมือนถูกทำให้เบาบางลง “สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจว่าการรักษาโรคซึมเศร้าแต่ละแบบส่งผลต่อชีวิตทางอารมณ์ของผู้ป่วยอย่างไร” หัวหน้าโครงการวิจัยระบุ
สำหรับคนไทย ผลวิจัยนี้นับว่ามีนัยยะที่น่าขบคิด ประเทศไทยมีมรดกทางดนตรีที่หลากหลาย ตั้งแต่วงปี่พาทย์ที่ใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ หมอลำพื้นบ้านที่โด่งดังในภาคอีสาน ไปจนถึงวงการเพลงป๊อปที่คึกคัก สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าดนตรีมักมีบทบาทสำคัญในชุมชน และแม้กระทั่งในแง่การบำบัดรักษา เช่น ผู้สูงอายุในชนบทมักร่วมวงดนตรีพื้นบ้านเพื่อเข้าสังคมและช่วยกระตุ้นสมอง ส่วนพระสงฆ์ก็ใช้การสวดมนต์เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติสมาธิ ดังนั้น ความสามารถของไซโลไซบินที่ช่วยรักษาการตอบสนองทางอารมณ์ต่อดนตรีได้ดีกว่า จึงอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สุขภาพจิตหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผูกพันกับการแสดงออกผ่านเสียงดนตรี
ในเชิงวิทยาศาสตร์ งานวิจัยนี้สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอาจช่วย “รีเซ็ต” รูปแบบความคิดที่ติดกรอบและเป็นลบ ซึ่งพบบ่อยในภาวะซึมเศร้า และฟื้นฟู “การตอบสนองต่อรางวัล” ทำให้ผู้ป่วยกลับมามีความสุขกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันได้อีกครั้ง รวมถึงศิลปะและดนตรี สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการรับมือกับโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรมของตนเองได้อีกครั้ง (องค์การอนามัยโลก)
อย่างไรก็ดี แม้ผลลัพธ์จะน่าสนใจเพียงใด การบำบัดด้วยสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท รวมถึงไซโลไซบิน ยังถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยถูกจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ที่ควบคุม และยังไม่เป็นที่ยอมรับให้ใช้ทางการแพทย์ ถึงกระนั้น ก็มีนักวิจัยไทยบางกลุ่มเริ่มศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างยาสมุนไพรแผนโบราณ พิธีกรรมทางจิตวิญญาณ และการบำบัดสมัยใหม่ เป็นที่น่าสังเกตว่า หน่วยงานทางการแพทย์ในไทยเคยอนุมัติการรักษาทางเลือกบางประเภท เช่น กัญชาทางการแพทย์ หลังผ่านการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวดและโครงการนำร่องมาแล้ว (บางกอกโพสต์) การนำการบำบัดด้วยไซโลไซบินมาใช้ในระบบสาธารณสุขไทยนั้น จำเป็นต้องมีการทบทวนกฎระเบียบอย่างรอบคอบ การทดลองด้านความปลอดภัยอย่างถี่ถ้วน และการปรับให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมอย่างมาก
ในอดีต พืชและเห็ดที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทเคยถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของชนเผ่าบางกลุ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงบางกลุ่ม แต่ไม่พบการใช้ในพุทธศาสนากระแสหลักของไทย ซึ่งโดยทั่วไปเน้นการทำสมาธิและการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติมากกว่าการใช้สารเหล่านี้ ดังนั้น กรอบกฎหมายและจริยธรรมสำหรับการนำมาใช้ในทางคลินิกจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงภูมิหลังที่ซับซ้อนนี้ด้วย ความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการใช้สารเหล่านี้เพื่อความบันเทิงกับการใช้ทางการแพทย์ยังค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้อย่างกว้างขวาง เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดและปัญหาการถูกสังคมตีตรา
ในอนาคต ทีมวิจัยจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอนและยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจลอนดอน (UCL) กำลังศึกษาค้นคว้าสารประกอบออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอื่นๆ เช่น ดีเอ็มที (DMT) เพื่อหาความเป็นไปได้ในการนำมารักษาภาวะต่างๆ เช่น การติดสุรา พวกเขากำลังขยายการใช้ “สิ่งกระตุ้นที่ใกล้เคียงชีวิตจริง” เช่น การให้ชมภาพยนตร์เต็มเรื่องระหว่างการสแกนสมองด้วย fMRI เพื่อให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในการประมวลผลทางอารมณ์และความคิดในโลกความเป็นจริงระหว่างการรักษาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น “ผมเชื่อว่าแนวทางการวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์เชิงภาพโดยใช้สิ่งกระตุ้นที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เช่น ภาพยนตร์หรือดนตรี คือมิติใหม่ของวงการจิตเวชศาสตร์” นักวิจัยท่านแรกของงานวิจัยนี้กล่าว “แนวทางเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของประสบการณ์ในแต่ละขณะจิต ซึ่งมักจะบกพร่องไปในผู้ป่วยทางจิตเวชได้ดีขึ้น” (Medical Xpress)
สำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า หรือดูแลผู้ที่เป็นโรคนี้ ผลวิจัยเหล่านี้นำมาซึ่งความหวังว่าการรักษาในอนาคตอาจไม่เพียงช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ยังช่วยฟื้นคืนความสดใสทางอารมณ์และการเชื่อมโยงกับศิลปะ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและชีวิตจิตวิญญาณของไทย ในระหว่างนี้ ผู้ป่วยควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับใบอนุญาต และดูแลตนเองด้วยวิธีที่ปลอดภัยและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เช่น การหากิจกรรมทางดนตรีทำ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี ผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรทางการแพทย์ควรติดตามข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททั่วโลกที่เพิ่มมากขึ้น และอาจเริ่มพิจารณาหารือเบื้องต้นถึงแนวทางที่การบำบัดดังกล่าวจะสามารถนำมาปรับใช้อย่างมีจริยธรรมและปลอดภัยในระบบสาธารณสุขของไทยได้ในอนาคต
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตในประเทศ สามารถติดต่อกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีบริการให้คำปรึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (dmh.go.th) ขณะเดียวกัน กลุ่มนักวิชาการและชุมชนหลายแห่งกำลังพยายามสร้างความเข้าใจว่าดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม สามารถช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้าได้อย่างไร เมื่อการวิจัยก้าวหน้าและกฎระเบียบต่างๆ พัฒนาไป ประชาชนชาวไทยย่อมต้องการข้อมูลที่เชื่อถือได้และนโยบายที่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในการดูแลสุขภาพจิต