ผลสำรวจระดับโลกครั้งสำคัญเผย ครูเกือบครึ่งระบุว่าปีการศึกษา 2567-2568 เป็นปีที่พวกเขารู้สึกเครียดกับการทำงานมากที่สุดในชีวิต ยิ่งกว่าช่วงโควิด-19 ระบาดหนักเสียอีก ผลสำรวจนี้ฉายภาพให้เห็นสภาวะการทำงานอันหนักหน่วงของครูอย่างชัดเจน และงานวิจัยชิ้นล่าสุดก็ตอกย้ำว่าครูในไทยกำลังเผชิญแรงกดดันคล้ายกันหลายด้าน จนเกิดคำถามสำคัญถึงอนาคตของอาชีพครูและผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งในระดับประเทศและทั่วโลก

ข้อมูลนี้มาจากการสำรวจความเครียดครูของ Prodigy Education (Prodigy Education Teacher Stress Survey) ที่สอบถามความคิดเห็นของครูระดับอนุบาลถึงมัธยมปลาย (K-12) กว่า 800 คนในสหรัฐอเมริกา ผลลัพธ์ที่ได้น่าตกใจอย่างยิ่ง คือ ครูถึงร้อยละ 45 เห็นตรงกันว่าปีนี้เป็นปีที่เครียดที่สุด โดยจำนวนครูที่รายงานว่าเครียดมากขึ้นนั้น สูงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 ถึงสามเท่า โดยรวมแล้ว ครูร้อยละ 95 ยอมรับว่ารู้สึกเครียดไม่มากก็น้อย และร้อยละ 68 ประเมินระดับความเครียดของตนเองว่าอยู่ขั้น “ปานกลางถึงสูงมาก” (Prodigy Education) ที่น่าสนใจคือ ครูเกือบ 1 ใน 10 คนวางแผนจะลาออกเมื่อสิ้นปีการศึกษา และราวหนึ่งในสี่กำลังคิดอย่างจริงจังที่จะอำลาวงการนี้ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความกังวลเรื่องปัญหาขาดแคลนครูที่อาจลุกลามในระบบโรงเรียนต่างๆ

ความเครียดที่พุ่งสูงขึ้นของครูนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอเมริกาเท่านั้น ในประเทศไทย งานวิจัยทางวิชาการและจิตวิทยาหลายชิ้นชี้ว่าปัจจัยเสี่ยงคล้ายๆ กันกำลังผลักดันให้ครูไทยเผชิญกับภาวะหมดไฟในการทำงาน งานวิจัยเชิงสำรวจล่าสุดในจังหวัดชลบุรี ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2567 พบว่าครูประมาณครึ่งหนึ่งกำลังเผชิญความเครียดระดับปานกลางถึงสูงและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์หลังการระบาดใหญ่ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับการสำรวจก่อนเกิดโรคระบาด (J-STAGE) รูปแบบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าความเครียดที่ปรากฏในระดับสากลนั้นสะท้อนให้เห็นในห้องเรียนของไทยเช่นกัน และส่งผลกระทบร้ายแรงไม่ต่างกัน

สาเหตุสำคัญหลายประการที่ทำให้ความเครียดของครูพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่า ปัญหาพฤติกรรมนักเรียน ภาระงานที่ล้นมือ ค่าตอบแทนที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับผู้ปกครอง กลายเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความเครียด (YourTango) ครูมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 58) ชี้ว่าปัญหาการจัดการชั้นเรียน โดยเฉพาะพฤติกรรมก่อกวนและก้าวร้าวของนักเรียน เป็นเรื่องที่หนักอกหนักใจเป็นพิเศษ ปัจจัยรองลงมาคือค่าตอบแทนต่ำ (ร้อยละ 44) และภาระงานเอกสาร เช่น การประชุม งานธุรการต่างๆ และการดูแลนอกเหนือการสอน (ร้อยละ 28) ครูเกือบหนึ่งในสี่ระบุว่าความขัดแย้งกับผู้ปกครองเป็นบ่อเกิดความตึงเครียดที่สำคัญ

งานวิจัยชี้ว่าครูไทยก็เผชิญปัจจัยความเครียดแบบเดียวกัน ภาระงานที่มากเกินไปและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับงานอื่นๆ นอกเหนือจากการสอนในห้องเรียน เช่น การดูแลกิจกรรมนอกหลักสูตร การทำเอกสาร และการจัดการความปลอดภัย เป็นสาเหตุหลักของความเครียด (J-STAGE) ในงานวิจัยที่ศึกษาครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาแห่งหนึ่งในประเทศไทย พบว่าภาวะหมดไฟเชื่อมโยงกับการที่นักเรียนไม่สนใจเรียน การขาดแคลนสื่อการสอน การสนับสนุนด้านการพัฒนาวิชาชีพที่ไม่เพียงพอ และนโยบายของโรงเรียนบางอย่างที่อาจลดทอนความรับผิดชอบ เช่น ระบบการประเมินผลแบบไม่มีตก (ThaiJO) ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ การมองโลกในแง่ลบ และความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าในอาชีพ ไม่ใช่แค่เรื่องในตำรา แต่เป็นสิ่งที่ครูหลายคนในการสำรวจกำลังเผชิญอยู่จริงในชีวิตประจำวัน

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบริบทไทยคือความคาดหวังให้ครูทำงานนอกเวลาเรียนปกติ แม้จะไม่สบายก็ตาม งานวิจัยที่ชลบุรีปี 2567 พบว่าครูที่ต้องทำงานทั้งที่ป่วย มีโอกาสประสบความเครียดสูงกว่าปกติมากกว่าสองเท่า เมื่อรวมกับแรงกดดันด้านเวลาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในที่ทำงาน ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดภาวะหมดไฟและความพึงพอใจในงานลดต่ำลง ซึ่งสอดคล้องกับสาเหตุที่ทำให้ครูลาออกจากอาชีพในประเทศตะวันตก เรื่องนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยต้องการแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ระดับบุคคลหรือวัฒนธรรมเท่านั้น

ปัจจัยความเครียดเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน ทั้งในสหรัฐฯ และไทย ความเครียดสูงและภาวะหมดไฟของครูเชื่อมโยงโดยตรงกับความคิดที่จะลาออกจากอาชีพ ผลสำรวจของ Prodigy เตือนว่า “ครูหนึ่งในสามคนไม่คาดว่าจะยังสอนหนังสืออยู่ในอีกสามปีข้างหน้า” ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการไม่ได้รับการยอมรับ ความคาดหวังที่สูงเกินไป และการสนับสนุนที่จำกัด งานวิจัยไทยยิ่งย้ำให้เห็นว่าภาวะหมดไฟนำไปสู่คุณภาพการสอนที่ลดลง นักเรียนมีส่วนร่วมน้อยลง และอัตราการลาออกของบุคลากรสูงขึ้น (ThaiJO) สำหรับนักเรียน ผลกระทบต่อเนื่องที่ตามมาอาจรุนแรงมาก เช่น การเรียนรู้หยุดชะงัก แรงจูงใจลดลง และผลสัมฤทธิ์โดยรวมแย่ลง

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษจากงานวิจัยในไทยคือ บทบาทครูได้ขยายขอบเขตไปครอบคลุมงานอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการสอนโดยตรงจำนวนมาก ซึ่งหลายงานไม่ได้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยตรง ปัจจุบันครูต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานด้านความปลอดภัย งานธุรการ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยเฉพาะในเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรม ที่ผู้ปกครองทำงานเป็นเวลานาน ทำให้เด็กๆ ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนมากขึ้น งานวิจัยที่ชลบุรีระบุว่า “ครูอาจต้องทำเอกสารหรืองานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนให้เสร็จในช่วงวันหยุด” ซึ่งส่งผลกระทบต่อเวลาส่วนตัวและคุณภาพชีวิตของครูโดยตรง

แม้จะเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ ครูจำนวนมากก็พยายามดูแลสุขภาพจิตใจตัวเอง แต่ผลสำรวจในอเมริกาพบว่า ครูร้อยละ 78 จำเป็นต้องละเลยการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานเนื่องจากภาระงาน และมีเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่มีเวลาสำหรับกิจกรรมดังกล่าวเป็นประจำ สิ่งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์การรับมือของครูไทย ที่หันไปพึ่งพาการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน การปฏิบัติธรรม หรือเพียงแค่ “กัดฟันสู้” เพื่อรับมือกับผลกระทบทางอารมณ์ (ThaiJO) แต่วิธีการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ดังที่ ดร. จอช พรีเออร์ จาก Prodigy Education กล่าวไว้ว่า “แค่คำชื่นชมอย่างเดียวไม่พอ ครูต้องการการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ มีความหมาย และต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับความขอบคุณของเรา ไม่ใช่แค่สัปดาห์นี้ แต่ทุกสัปดาห์ตลอดทั้งปี” (Prodigy Education)

ต้นตอของวิกฤตนี้หยั่งรากลึกมาจากการตัดสินใจเชิงนโยบายและสังคมในวงกว้าง ทั้งในสหรัฐฯ และไทย ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ ขนาดชั้นเรียนที่ใหญ่ขึ้น ความคาดหวังด้านผลงานที่สูงเกินจริง และนโยบายโรงเรียนที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ล้วนส่งผลให้ครูเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ผลสำรวจนานาชาติเสนอแนะมาตรการเชิงนโยบาย เช่น การเรียนการสอนสี่วันต่อสัปดาห์ หรือนโยบายการรักษาวินัยในชั้นเรียนที่เข้มแข็งขึ้น เป็นแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ สิ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างครูกับผู้ปกครอง และการลงทุนอย่างต่อเนื่องในบริการสนับสนุนต่างๆ เป็นสิ่งที่ครูต้องการอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญในไทยก็เห็นพ้องในเรื่องนี้ โดยกระตุ้นให้ผู้บริหารโรงเรียนจัดบริการให้คำปรึกษา ลดภาระงานที่ไม่ใช่การสอน และสร้างชุมชนวิชาชีพที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ในเชิงวัฒนธรรม ค่านิยมเรื่อง “ความเกรงใจ” ของไทย มักทำให้ครูไม่กล้าแสดงความเครียดหรือปฏิเสธงานเพิ่มเติม เพราะกลัวจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แม้ค่านิยมนี้จะช่วยสร้างความปรองดอง แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามันก็สามารถเพิ่มความเครียดภายในใจและทำให้ครูไม่กล้าเรียกร้องเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองได้ ซึ่งเป็นกลไกที่สะท้อนให้เห็นทั้งในทัศนคติของสังคมและการตอบสนองเชิงนโยบาย

เมื่อมองไปข้างหน้า สัญญาณเตือนดังชัดเจน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ อัตราการลาออกของครูจะเพิ่มสูงขึ้น และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนอาจแย่ลงไปอีก สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องและความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาอยู่แล้ว สถานการณ์นี้จึงน่าวิตกอย่างยิ่ง การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาถือเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้จำเป็นต้องรวมมาตรการคุ้มครองสุขภาพและภาระงานของครูอย่างจริงจังเข้าไปด้วย ตั้งแต่การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและการลาป่วยที่ยืดหยุ่น ไปจนถึงการลดภาระงานที่ไม่ใช่การสอนอย่างจริงจัง และการลงทุนในการพัฒนาวิชาชีพที่มีความหมาย (J-STAGE; ThaiJO)

ความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการรักษาครูให้อยู่ในระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของไทยรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารโรงเรียนต้องตระหนักว่าการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของครูคือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย หากไม่มีครูที่มีสุขภาพดีและมีแรงจูงใจ การปฏิรูปใดๆ ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ และการเรียนรู้ของเด็กๆ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด”

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ทั้งครู ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษา มีสิ่งที่สามารถทำได้ทันที ผู้บริหารโรงเรียนควรประเมินความเป็นอยู่ที่ดีของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้ครูสามารถแสดงความกังวลได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดผลเสียตามมา ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนครูได้โดยการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์และเคารพขอบเขตความเป็นมืออาชีพของครู ครูควรเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนเพื่อนร่วมงานและเข้าถึงแหล่งให้คำปรึกษาที่มีอยู่ พร้อมทั้งเรียกร้องขอบเขตงานที่ชัดเจนเพื่อดูแลสุขภาพของตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ผลสำรวจความเครียดของครูทั่วโลกปี 2567-2568 นับเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ อาชีพครูกำลังเดินไปสู่จุดที่ไม่ยั่งยืนภายใต้แรงกดดันในปัจจุบัน หากประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมแห่งอนาคตที่เข้มแข็ง ความเป็นอยู่ที่ดีของครูจะต้องเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายและแนวปฏิบัติทางการศึกษา

แหล่งข้อมูล: