ปัญหาการสูญเสียการได้ยิน นับเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ คุกคามและนับวันยิ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลของผู้สูงวัยทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา งานวิจัยชิ้นใหม่จากนิวยอร์กไทมส์เปิดเผยว่าพฤติกรรมในชีวิตประจำวันง่ายๆ อย่างการอยู่ในที่เสียงดังนานๆ หรือแม้แต่การใช้คอตตอนบัดปั่นหู อาจเป็นตัวเร่งให้หูเสื่อมเร็วกว่าที่คิด แม้ว่าพันธุกรรมและวัยจะเป็นปัจจัยพื้นฐาน ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่ป้องกันได้ ที่สำคัญไปกว่านั้น ยังมีหลักฐานใหม่ชี้ว่าการสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมและซึมเศร้าในวัยชราได้ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีถนอมการได้ยินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนไทยที่ต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งจากสิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์

ทั่วโลกมีคนกว่า 360 ล้านคนที่การสูญเสียการได้ยินส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และราว 1 ใน 3 ของผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปต้องเผชิญปัญหานี้ ส่วนในไทย ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าตัวเลขผู้มีปัญหาการได้ยินจะเพิ่มสูงขึ้นตามทิศทางโลก ด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการสัมผัสเสียงดังจากกิจกรรมบันเทิงต่างๆ ที่มากขึ้น (Pacific Prime Thailand) ปัญหาหูตึงไม่ได้กระทบแค่การพูดคุยสื่อสาร แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม ภาวะสมองถดถอย และความเสียหายทางเศรษฐกิจ ที่ประเมินมูลค่าความเสียหายทั่วโลกไว้สูงถึง 7.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากปัญหาการได้ยินที่ไม่ได้รับการดูแล (WHO)

งานวิจัยชี้ว่า แม้ครึ่งหนึ่งของปัญหาหูเสื่อมตามวัยจะมาจากพันธุกรรม แต่ปัจจัยแวดล้อมอย่างเสียงดังและการบาดเจ็บที่หูก็มีส่วนสำคัญและเราควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงอึกทึกจากคอนเสิร์ต หรือเสียงรบกวนในเมืองที่เราเจอทุกวัน ตั้งแต่ความจอแจบนถนนในกรุงเทพฯ ไปจนถึงการเดินทางนานๆ ล้วนค่อยๆ ทำลายการได้ยินทีละน้อย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก อ้างอิงงานวิจัยล่าสุดว่า ผู้ใหญ่วัย 75 ปีขึ้นไปถึง 55% มีปัญหาการได้ยินที่กระทบชีวิตประจำวัน และความเสี่ยงส่วนใหญ่มักสะสมมาเป็นสิบๆ ปี ไม่ใช่แค่ชั่วข้ามคืน (nytimes.com) เสียงดังเกิน 85 เดซิเบล เช่น เสียงพลุ เสียงในโรงงาน หรือการเปิดเพลงดังฟังผ่านหูฟัง สามารถทำลายเซลล์ขนในหูชั้นในได้อย่างถาวร ซึ่งเซลล์เหล่านี้มีหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงเป็นสัญญาณส่งไปที่สมอง (Occupational Safety and Health Administration)

สัญญาณเตือนว่าเสียงรอบข้างอาจกำลังทำร้ายหูของคุณ คือเมื่อคุณต้องตะโกนคุยกันเพื่อให้ได้ยิน หากเจอสถานการณ์แบบนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียง เช่น ปลั๊กอุดหู หรือที่ครอบหู สำหรับในไทย ความตื่นตัวเรื่องการป้องกันส่วนบุคคลเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและคนทำงานในเมือง สถานที่อย่างตลาดสด งานวัดงานเทศกาลริมทาง หรือแม้แต่ในฟิตเนส ก็มักมีระดับเสียงดังเกินมาตรฐาน ทำให้เริ่มมีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันหูที่ถูกต้อง (Thai Watsadu)

อุปกรณ์ป้องกันเสียงมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งปลั๊กอุดหูที่ทำจากโฟม ซิลิโคน หรือแบบสั่งทำเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับใช้ในงานอีเวนต์หรือที่ทำงานที่มีเสียงดังเกินมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนที่ครอบหู หน้าตาคล้ายหูฟังอันใหญ่ เหมาะกับการใช้งานในสนามบิน ไซต์งานก่อสร้าง หรือเมื่อต้องเจอกับเสียงดังเป็นพักๆ ส่วนปลั๊กอุดหูแบบสอดตื้น (ear canal caps) ก็เป็นอีกทางเลือกที่เบา สบาย สำหรับสถานการณ์ที่มีเสียงดังปานกลาง สำหรับคนไทยที่ต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ควรดูค่าการลดเสียง (Noise Reduction Rating หรือ NRR) ของผลิตภัณฑ์ด้วย ยิ่งค่าสูงยิ่งลดเสียงได้ดี จะได้มั่นใจว่าเหมาะกับระดับเสียงที่เราต้องเจอ ใครที่ต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้ทุกวัน อย่าลืมทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อป้องกันหูติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้หูตึงได้ โดยเฉพาะในบ้านเราที่อากาศร้อนชื้น (Thai Watsadu)

ถึงแม้การป้องกันหูจากเสียงดังจะสำคัญที่สุด แต่อีกความเสี่ยงหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือการใช้ไม้พันสำลี หรือคอตตอนบัด แคะหูผิดวิธี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคอตตอนบัดที่คนส่วนใหญ่ชอบใช้ “ทำความสะอาด” หูนั้น จริงๆ แล้วอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี นักวิจัยที่อ้างถึงในรายงานของนิวยอร์กไทมส์อธิบายว่า จริงๆ แล้วหูของเรามีกลไกทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ เซลล์ผิวหนังจะค่อยๆ ดันขี้หูออกมาด้านนอกเหมือนสายพานลำเลียง การใช้คอตตอนบัดแยงหู อาจดันขี้หูให้ลึกลงไปอีกจนอุดตัน หรือที่ร้ายกว่านั้นคืออาจทำให้แก้วหูทะลุ หรือกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่ช่วยในการนำเสียงเคลื่อนหลุดจากที่ (nytimes.com) แถมเศษสำลียังอาจติดค้างในรูหู ทำให้ปวดหู ติดเชื้อ และได้ยินไม่ชัด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและจอห์นส์ฮอปกินส์ แนะนำว่าถ้าไม่ได้มีปัญหาทางการแพทย์อะไรเป็นพิเศษ ควรทำความสะอาดแค่ใบหูด้านนอกด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือถ้าจำเป็นจริงๆ อาจใช้ยาหยอดละลายขี้หูสูตรอ่อนโยนที่หาซื้อได้ทั่วไป ร่วมกับลูกยางดูดขี้หูตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ งานวิจัยคลินิกล่าสุดก็ตอกย้ำความเสี่ยงนี้ โดยชี้ว่าการบาดเจ็บจากคอตตอนบัดเป็นสาเหตุหนึ่งของการสูญเสียการได้ยินที่ป้องกันได้ทั่วโลก (PubMed: Endoscope ear pick)

อีกวิธีที่หลายคนมักมองข้ามคือการตรวจสุขภาพหูเป็นประจำ เหมือนกับการตรวจวัดความดันโลหิตนั่นเอง ผู้เชี่ยวชาญแนะว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจการได้ยินทุก 5 ปี และตรวจให้ถี่ขึ้นเป็นทุก 1-3 ปีหลังอายุ 64 ปี (nytimes.com) การตรวจเจอเร็วสำคัญมาก เพราะปัญหาการได้ยินที่ไม่ได้รับการแก้ไขนั้นเชื่อมโยงกับภาวะสมองถดถอย ปัญหาการได้ยินในช่วงบั้นปลายชีวิต ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคสมองเสื่อมที่ปรับแก้ได้ เรื่องนี้จึงถูกบรรจุในโครงการรณรงค์ป้องกันโรคของโรงพยาบาลหลายแห่งในไทยและกระทรวงสาธารณสุข (Bumrungrad Hospital) ในบ้านเรา สามารถไปตรวจการได้ยินได้ที่โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกปฐมภูมิบางแห่ง แต่สิทธิการรักษาอาจแตกต่างกันไปตามแผนประกันสุขภาพของแต่ละคน (Pacific Prime Thailand) น่าเสียดายที่ประกันสุขภาพหลายฉบับไม่ครอบคลุมค่าเครื่องช่วยฟังหรือประสาทหูเทียม โดยเฉพาะกรณีที่เป็นมาก่อนทำประกันหรือเป็นไปตามวัย การวางแผนล่วงหน้าจึงสำคัญมากสำหรับคนที่อาจต้องการความช่วยเหลือด้านนี้ในระยะยาว

ผลกระทบจากการปล่อยปละละเลยเมื่อการได้ยินเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันอาจรุนแรงกว่าที่คิด ผู้เชี่ยวชาญทั้งในสหรัฐฯ และไทยแนะว่า หากจู่ๆ เกิดอาการหูดับหรือได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าข้างเดียวหรือสองข้าง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เรื่องนี้เวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์จะให้ผลดีที่สุดหากได้รับภายใน 72 ชั่วโมง ดังนั้น การส่งตัวไปพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก หรือนักตรวจการได้ยินให้เร็วที่สุดจึงจำเป็นอย่างยิ่ง (nytimes.com) สำหรับคนไทยเรา นั่นหมายความว่าอย่ามองข้ามอาการหูที่เปลี่ยนไปกะทันหันว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยชั่วคราว และควรรีบไปตรวจโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิถีชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบ และการเข้าถึงบริการเฉพาะทางที่อาจไม่ง่ายนักในบางพื้นที่

ความก้าวหน้าล่าสุดในการป้องกันและรักษาภาวะหูตึงตามวัย หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “เพรสไบาคูซิส” (presbycusis) กำลังเข้ามามีบทบาทในการวางแผนกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขมากขึ้น งานวิจัยชี้ว่าเพรสไบาคูซิสเป็นภาวะที่แย่ลงอย่างช้าๆ จากการเสื่อมของเซลล์ประสาทรับเสียง แต่เราสามารถชะลอผลกระทบได้ด้วยการหลีกเลี่ยงเสียงดัง การตรวจเช็กสม่ำเสมอ และการเข้าร่วมโครงการดูแลการได้ยิน (PubMed: Presbycusis) ปัจจุบันยังมีงานวิจัยใหม่ๆ ที่ศึกษาปัจจัยป้องกันอื่นๆ เช่น การดูแลน้ำหนักตัวให้สุขภาพดี เพราะพบว่าโรคอ้วนทำให้หูตึงตามวัยแย่ลงได้ การรณรงค์ด้านสาธารณสุขในไทยเองก็เน้นส่งเสริมไลฟ์สไตล์สุขภาพดี การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในวัยเด็กที่อาจทำให้หูหนวก (เช่น โรคหัด) และการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในที่ทำงาน

ในภาคการทหารและอุตสาหกรรมของไทย มีโครงการอบรมออนไลน์ให้ความรู้แก่คนงานเกี่ยวกับการป้องกันหูเสื่อมจากเสียงดัง ซึ่งพบว่าช่วยให้คนงานใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงสม่ำเสมอขึ้น นับเป็นแนวโน้มที่ดี (PRIJNR: Thai Navy Study) โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ ที่พัฒนาโดยใช้หลักจิตวิทยาสุขภาพ อาจถูกนำมาปรับใช้กับประชาชนทั่วไปในเร็วๆ นี้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพหูของคนทุกกลุ่ม

ปัญหาหูเสื่อมยังเกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมประเพณีของไทยด้วย ตั้งแต่งานวัดที่เสียงดังสนั่น ไปจนถึงการฉลองปีใหม่ด้วยพลุและดอกไม้ไฟ การต้องเจอกับเสียงดังๆ มักเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาล การหาจุดสมดุลระหว่างการเฉลิมฉลองสนุกสนานกับสุขภาพส่วนตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งผู้จัดงานและผู้ร่วมงานสามารถช่วยกันได้ เช่น เป็นตัวอย่างในการใช้ปลั๊กอุดหู จัด “โซนปลอดเสียง” หรือดูแลให้เด็กๆ มีอุปกรณ์ป้องกันหูที่เหมาะสมกับวัยเมื่อไปร่วมงานเทศกาล

สำหรับอนาคต ความท้าทายของไทยคือการสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง ส่งเสริมโครงการตรวจคัดกรองในโรงเรียน สนับสนุนให้ผู้สูงอายุตรวจการได้ยินเป็นประจำ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น แอปวัดระดับเสียงในมือถือ เพื่อเตือนผู้ใช้เมื่ออยู่ในที่เสียงดังอันตราย การนำหลักการอนุรักษ์การได้ยินในที่ทำงานมาปรับใช้ในกฎหมายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เหมือนที่เห็นในงานศึกษาของภาคทหารและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะช่วยลดปัญหาและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวได้ (PRIJNR: Thai Navy Study)

สำหรับคนไทยทุกวัย การดูแลการได้ยินเริ่มต้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ ดังนี้:

  • คอยสังเกตและจำกัดการอยู่ในที่เสียงดัง ทั้งในชีวิตประจำวันและที่ทำงาน
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันหูที่เหมาะสม เมื่อต้องอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล
  • เลี่ยงการใช้คอตตอนบัดหรือสิ่งของใดๆ แหย่เข้าไปในรูหู
  • ตรวจสุขภาพหูเป็นประจำ โดยเฉพาะถ้าอายุเกิน 50 ปี ทำงานในที่เสียงดัง หรือสังเกตว่าการได้ยินเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
  • หากจู่ๆ การได้ยินแย่ลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • วางแผนแต่เนิ่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าประกันสุขภาพของคุณจะครอบคลุมเรื่องการได้ยินเมื่ออายุมากขึ้น

การนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ และชวนเพื่อน เพื่อนร่วมงาน และครอบครัวให้ทำตาม จะช่วยให้คนไทยไม่เพียงแต่ถนอมการได้ยินของตัวเอง แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตและการเข้าสังคม ซึ่งการได้ยินที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ในเมื่อมีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการได้ยิน สติปัญญา และความเป็นอยู่ที่ดี การสร้างวัฒนธรรมการป้องกันตั้งแต่วันนี้ จะนำไปสู่วันพรุ่งนี้ที่สดใสและสุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น