ประเด็นร้อนเรื่องการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สอนในมหาวิทยาลัยกำลังคุกรุ่น เมื่อนักศึกษาปีสุดท้ายรายหนึ่งจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นในสหรัฐฯ ลุกขึ้นมาขอค่าเทอมคืน หลังจับได้ว่าอาจารย์ใช้ ChatGPT ทำสื่อการสอนหน้าตาเฉย เรื่องนี้แดงขึ้นมาเพราะมีหลักฐานคาตา ทั้งข้อความและภาพที่ AI สร้างปรากฏหราในวิชาธุรกิจ กลายเป็นประเด็นใหญ่ให้สังคมต้องหันมาขบคิดถึงปัญหาจริยธรรม การสอน และเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ตามมาเป็นพรวน เมื่อเครื่องมือ AI ประเภท Generative AI เริ่มกลายเป็นของสามัญในแวดวงอุดมศึกษา
เรื่องมันเริ่มจากนักศึกษารายนี้เอะใจกับเอกสารประกอบการสอนที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม Canvas ของมหาวิทยาลัย เนื้อหามันดูห้วน ๆ แปลก ๆ แถมมีวลีเด็ดอย่าง “ขยายความทุกส่วน ให้รายละเอียดและเจาะจงมากขึ้น” ซึ่งเป็นคำสั่งที่คนมักใช้ป้อนให้ AI โผล่มากลางคัน ไหนจะคุณสมบัติผู้นำที่ลิสต์มาแบบกว้าง ๆ กับภาพที่ AI สร้างให้แบบมีแขนขางอกเกิน แถมสะกดคำผิด ๆ ถูก ๆ อีกต่างหาก นักศึกษาเลยตาสว่างว่า ทั้ง ๆ ที่มหา’ลัยมีกฎห้ามเด็กใช้ AI ทำการบ้าน แต่อาจารย์กลับใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้ซะเอง! ความย้อนแย้งนี้ทำให้นักศึกษายื่นเรื่องร้องเรียนเป็นทางการไปยังคณะบริหารธุรกิจ ขอค่าเทอมคืนเหนาะ ๆ ประมาณ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับวิชานี้ (New York Times, Futurism)
กรณีนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สะเทือนถึงระบบการศึกษาทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย เพราะมหาวิทยาลัยไทยเองก็กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในห้องเรียนแบบสายฟ้าแลบ และต้องตอบคำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับคุณภาพการสอนและความซื่อสัตย์ทางวิชาการ ท่ามกลางกระแสปฏิรูปการศึกษาและการขยายตัวของการเรียนรู้แบบผสมผสานที่นำ AI มาใช้ เหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นจึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนถึงความท้าทายที่สถาบันการศึกษาและนักศึกษาไทยคงหนีไม่พ้นในอนาคต
แม้ทางมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นจะปัดตกคำขอคืนค่าเทอม แต่เรื่องนี้ก็จุดประเด็นให้ถกกันสนั่นทั้งมหาวิทยาลัยและกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ อาจารย์เจ้าของเรื่อง ซึ่งต่อมายอมรับว่าได้ใช้ทั้ง ChatGPT, Perplexity และ Gamma AI เพื่อ “ปรับเนื้อหาให้ดูสดใหม่” ก็ยอมรับว่าไม่ได้ตรวจทานเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนส่งให้นักศึกษา พร้อมยอมรับว่าควรโปร่งใสกว่านี้ โดยกล่าวว่า “มองย้อนกลับไป ก็เสียดายที่ไม่ได้ดูให้ดีกว่านี้” และเสนอว่าอาจารย์ควรเปิดเผยเสมอว่ามีการใช้ AI ในสื่อการสอนเมื่อใดและอย่างไร (Futurism, New York Times) ล่าสุด มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นได้ออกนโยบาย AI เป็นทางการแล้ว โดยกำหนดให้ต้องระบุที่มาและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI เพื่อ “ความถูกต้องและความเหมาะสม”
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างความคิดที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างนักศึกษาที่จ่ายค่าเทอมแพงลิ่วหวังจะได้เรียนกับอาจารย์ที่เป็นคนจริงๆ กับนักการศึกษาที่หันไปพึ่งพาเครื่องมือ AI มากขึ้นเพื่อจัดการกับภาระงานที่หนักอึ้งและลดขั้นตอนจุกจิก ผลสำรวจระดับชาติล่าสุดที่ New York Times อ้างถึง ชี้ว่า เปอร์เซ็นต์ของอาจารย์มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่ใช้ Generative AI บ่อยครั้ง เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในหนึ่งปี ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มทั่วโลก อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งให้ทัศนะไว้ว่า มัน “ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว” สำหรับการใช้ AI ในห้องเรียน และการใช้อย่างรับผิดชอบนั้นคงต้องปรับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีและความคาดหวังของนักศึกษาที่เปลี่ยนไป
อาจารย์หลายคนทั่วโลกแย้งว่า ถ้าใช้ AI อย่างถูกวิธีและรอบคอบ มันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาจุกจิก เพิ่มเวลาให้กับปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย และปรับปรุงการให้ฟีดแบ็กได้ เช่น อาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดท่านหนึ่งได้สร้างแชทบอทมาช่วยนักศึกษาทำแบบฝึกหัดเขียนโค้ด ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่บอกว่ามีประโยชน์สำหรับคำถามพื้นๆ ทำให้คณาจารย์มีเวลามุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งกว่าเดิมได้ (New York Times) ขณะที่อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันอีกท่าน ก็สร้างแชทบอทที่ฝึกจากเรียงความที่เคยตรวจแล้ว เพื่อให้คำแนะนำเรื่องการเขียนแก่นักศึกษาเป็นรายคน ซึ่งช่วยนักศึกษาที่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือโดยตรงได้มาก
แต่ในมุมของนักศึกษาและผู้สังเกตการณ์ การที่สื่อการสอนจาก AI เกลื่อนกลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีการบอกกล่าวกันล่วงหน้า อาจกัดกร่อนความไว้วางใจและคุณค่าที่นักศึกษารู้สึกว่าได้รับจากการศึกษาที่จ่ายแพง ในเมื่อค่าเล่าเรียนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น รวมถึงในไทย ที่ผู้ปกครองและนักศึกษาต้องทุ่มเทกำลังทรัพย์อย่างมากเพื่อการศึกษาระดับอุดมศึกษา ความคาดหวังที่จะได้รับการสอนที่มีคุณภาพจากมันสมองและสองมือของอาจารย์ก็ยิ่งสูงเป็นเงาตามตัว ความกังวลนี้ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก เมื่อคำอธิบายรายวิชาของหลายมหาวิทยาลัย รวมถึงคลาสเจ้าปัญหาที่นอร์ทอีสเทิร์นนั่นแหละ ห้ามนักศึกษาใช้ AI อย่างชัดเจน แต่กลับไม่ค่อยมีมาตรฐานเดียวกันนี้สำหรับอาจารย์ผู้สอนเสียอย่างนั้น
งานวิจัยเรื่อง AI ในแวดวงอุดมศึกษาชี้ให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2025 ที่ปากีสถานพบว่า ChatGPT ช่วยให้นักศึกษาเรียนดีขึ้น ช่วยค้นคว้าข้อมูล และทำความเข้าใจเรื่องยากๆ ได้ง่ายขึ้น (Effects of ChatGPT on students’ academic performance) แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่า การเอาเนื้อหาจาก AI มาใช้ดื้อๆ โดยไม่กลั่นกรองหรือแก้ไข อาจเจอข้อมูลมั่วๆ (ที่เรียกว่า “อาการหลอน” หรือ hallucination) ตอกย้ำอคติเดิมๆ และบั่นทอนการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทยไม่น้อย เพราะเราก็มีเสียงวิจารณ์เรื่องการเรียนการสอนแบบท่องจำกันมานานนมแล้ว (Bangkok Post)
ในมิติทางจริยธรรมก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน นักวิจัยด้านนโยบาย AI ย้ำว่าต้องใช้ AI ในห้องเรียนอย่างโปร่งใส มีกติกาชัดเจนทั้งสำหรับคนสอนและคนเรียน งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2025 หนุนให้เปิดเวทีถกกันเรื่องความเสี่ยง ประโยชน์ และข้อจำกัดของ AI อย่างจริงจัง เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการสร้าง “เข็มทิศทางจริยธรรม” ให้นักศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลกการทำงานในอนาคตที่จะมีระบบอัตโนมัติเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ (Postphenomenological Study: Using Generative Knowing and Science Fiction for Fostering Speculative Reflection on AI-nudge Experience) แม้กระทรวงศึกษาธิการของไทยจะกำลังผลักดันเรื่องความรู้ดิจิทัลและเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และได้ออกคำแนะนำเบื้องต้นเรื่องการใช้ AI ในห้องเรียนมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีมาตรฐานที่ครอบคลุมออกมาบังคับใช้ ว่าครูอาจารย์ต้องเปิดเผยหรือแจ้งที่มาเมื่อใช้ AI ช่วยสอน
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากเรื่องนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ในขณะที่มหาวิทยาลัยไทยเริ่มนำ Generative AI มาใช้ทำเนื้อหาวิชา ออกแบบการประเมินผล และปรับการเรียนรู้ให้เข้ากับแต่ละคน นโยบายที่ชัดเจนและการสื่อสารที่โปร่งใสจึงเป็นเรื่องสำคัญสุดๆ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักศึกษาและคุณค่าของการศึกษา มหาวิทยาลัยไทยยังต้องจัดอบรมพัฒนาอาจารย์ให้รู้จักใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและได้ผลจริง รวมถึงปรับปรุงหลักสูตรให้มีความรู้เรื่อง AI และความซื่อสัตย์ทางวิชาการสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในบริบทของมหาวิทยาลัยไทย ที่ความสัมพันธ์ครู-ศิษย์มักมีเรื่องความเคารพและลำดับชั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง การแอบใช้ Generative AI โดยไม่บอกกล่าว อาจยิ่งทำให้เรื่องความเป็นธรรมและอำนาจในการศึกษายุ่งเหยิงซับซ้อนขึ้นไปอีก โดยเฉพาะถ้านักศึกษารู้สึกว่ามีสองมาตรฐานเกิดขึ้น
กรณีฉาวที่มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นสัญญาณบอกเหตุถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่การศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งบางครั้งก็วิ่งแซงหน้ามาตรฐานที่วางไว้ หรือความเข้าใจร่วมกันระหว่างคนสอนกับคนเรียนไปไกล ในระยะสั้น นักศึกษาทั้งในไทยและทั่วโลกมีแววว่าจะจับไต๋เนื้อหาที่ AI สร้างได้เก่งขึ้น และจะส่งเสียงเรียกร้องความคุ้มค่าและความโปร่งใสสำหรับค่าเทอมที่จ่ายไปมากขึ้นเรื่อยๆ ในทางกลับกัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็จะถูกกดดันให้รีบออกมาตรการที่ชัดเจนว่า AI เหมาะจะใช้ในห้องเรียนเมื่อไหร่ อย่างไร และเพื่ออะไร พร้อมทั้งต้องสื่อสารนโยบายเหล่านี้ให้รู้กันทั่วถึงด้วย
มองไปข้างหน้า วงการอุดมศึกษาไทยสามารถถอดบทเรียนสำคัญจากกรณีอื้อฉาวในอเมริกาครั้งนี้ได้ นโยบายควรระบุชัดเจนว่าต้องเปิดเผยการใช้ AI ทุกครั้ง พัฒนาระบบตรวจสอบเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นให้เข้มแข็ง ดูทั้งความเกี่ยวข้องและความถูกต้อง และต้องมีช่องทางให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นเมื่อมีข้อกังวล การที่ไทยจะส่งเสริมการนำ AI มาใช้ ต้องไม่ไปทำลายความผูกพันสำคัญระหว่างครูและศิษย์ หรือละเลยสิทธิของนักศึกษาที่จะรู้ว่าใคร (หรืออะไร) กำลังปั้นอนาคตทางการศึกษาของพวกเขา
ในยุคที่ Generative AI หาใช้ได้ง่ายขึ้นทุกวัน ผู้อ่านชาวไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ผู้ปกครอง หรือนักการศึกษา ควรหนักแน่นในเรื่องความโปร่งใสและความเป็นธรรมจากสถาบันการศึกษา ถ้าคุณเป็นนักศึกษา ก็ควรถามไถ่อาจารย์ให้ชัดเจนเรื่องการใช้ AI และขอคำอธิบายเกี่ยวกับนโยบาย AI ของสถาบัน ในฐานะอาจารย์หรือผู้บริหาร ก็ควรสละเวลาทำความเข้าใจศักยภาพและข้อจำกัดของ AI รับฟังเสียงของนักศึกษา และเปิดอกคุยกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ ทุกคนในสังคมไทยมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันว่า ศักยภาพของ AI จะเข้ามาช่วยยกระดับ ไม่ใช่มาแทนที่ หัวใจของการศึกษา ซึ่งก็คือ การแสวงหาความเข้าใจของมนุษย์เรานั่นเอง
แหล่งข้อมูล: