กระแสพ่อแม่สายชิล หรือที่เรียกกันติดปากว่า “คุณแม่สไตล์ B” กำลังฮิตระเบิดในโลกโซเชียล จุดประเด็นให้ถกกันให้แซ่ดอีกครั้งว่า นิยาม ‘พ่อแม่ที่ดี’ ในยุคดิจิทัลหน้าตาเป็นยังไงกันแน่ เทรนด์นี้ที่ TODAY.com เพิ่งตีแผ่ไปสดๆ ร้อนๆ ก็ไม่ได้ดังแค่ในต่างแดน แต่ยังลามมาถึงครอบครัวไทย ที่นับวันยิ่งเปิดใจรับทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและแนวทางการเลี้ยงลูกยุคใหม่มากขึ้นทุกที

การมาถึงของ “คุณแม่สไตล์ B” สะท้อนชัดถึงการเปลี่ยนมุมมองต่อ ‘ความเป็นแม่’ ในสังคม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พ่อแม่ โดยเฉพาะเหล่าคุณแม่ ต่างแบกรับความคาดหวังให้ต้องโชว์ภาพครอบครัวเพอร์เฟกต์ ทั้งบ้านช่องต้องสะอาดกริ๊บ ตารางชีวิตเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว ลูกๆ เองก็มีกิจกรรมอัดแน่นไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ภาพลักษณ์เหล่านี้ที่โซเชียลมีเดียยิ่งสาดสปอตไลท์ใส่ ก็ลามมากดดันคุณแม่ชาวไทยไม่น้อยหน้า เพราะสังคมไทยเราเองก็ให้ค่ากับความกลมเกลียวเป็นระเบียบทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ทว่าเทรนด์ “คุณแม่สไตล์ B” เปรียบเหมือนการ ‘ขบถ’ ต่อความสมบูรณ์แบบนั้นแบบนิ่มๆ แทนที่จะต้องมานั่งจัดชั้นวางของให้เป๊ะทุกองศา หรือเคร่งครัดกับตารางเวลาชนิดห้ามพลาด พ่อแม่กลุ่มนี้กลับโอบรับความอลหม่านและความไม่แน่นอนในแต่ละวัน ภาพชินตาในคลิปไวรัล TikTok คือรถที่ของกองระเกะระกะ ขนมที่ลืมหยิบติดมือ หรือเด็กๆ ที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากตอนเล่นเปื้อนดินเปื้อนโคลน คุณแม่ชาวอเมริกันรายหนึ่งในบทความของ TODAY ก็เล่าว่าลิ้นชักเก็บของจิปาถะในครัวบ้านเธอน่ะรกตลอด แถมยังชอบแวะซื้อของขวัญวันเกิดเอาดาบหน้าระหว่างทางไปงานเลี้ยง ซึ่งเชื่อว่าพ่อแม่ไทยหลายคนที่ต้องสู้รบปรบมือทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัวใหญ่ และเรื่องลูก คงอินตามไม่ยาก

ศาสตร์จิตวิทยาบุคลิกภาพพอจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ข้อมูลจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน ระบุว่า คนบุคลิกภาพแบบ A (Type A) มักจะเป๊ะเว่อร์ ชอบการแข่งขัน และรู้สึกว่าเวลาเป็นของมีค่า ต้องรีบเร่งตลอด ส่วนคนบุคลิกภาพแบบ B (Type B) จะออกแนวชิลๆ ใจเย็น ไม่ค่อยสะทกสะท้านกับความวุ่นวาย ซึ่งนักจิตบำบัด อย่างผู้เชี่ยวชาญในนิวยอร์กที่บทความอ้างถึง ก็มองว่าบุคลิกแบบนี้ช่วยส่งเสริมสุขภาพใจและความยืดหยุ่นได้ดี กรอบคิดนี้มีงานวิจัยทางจิตวิทยารองรับมานานหลายสิบปี แม้ว่าทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะออกมาเบรกว่าอย่าไปยึดติดกับป้ายแปะเหล่านี้มากนัก (Psychology Today)

บทความเชิงลึกของ TODAY.com ไม่เพียงแค่หยิบเทรนด์นี้มาเล่า แต่ยังขุดลึกลงไปถึงเหตุผลที่มันฮิตติดลมบนในตอนนี้ ที่ปรึกษาด้านการเลี้ยงลูกชี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสตีกลับเทรนด์ “แม่บ้านย้อนยุค” (tradwife) ที่เชิดชูภาพแม่บ้านในอุดมคติยุค 1950 บวกกับการที่คนเริ่มตื่นรู้ถึงพิษภัยของการเลี้ยงลูกแบบสร้างภาพลงโซเชียล บทความระบุว่า “ดูเหมือนว่าคนเริ่มจะต่อต้านความคิดที่ว่า การเป็นแม่มีสูตรสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว บรรดาคุณแม่เริ่มคิดได้ว่า ‘ฉันต้องหาสไตล์ของตัวเองให้เจอและยอมรับมันให้ได้’” ความรู้สึกที่ว่า ‘ฉันเลือกเองได้’ นี้สำคัญมาก โดยเฉพาะในบ้านเรา ที่งานวิจัยจากคลังปัญญาจุฬาฯ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ชี้ว่าภาระงานราษฎร์งานหลวง ทั้งงานนอกบ้านและงานในบ้าน ยังคงหนักอึ้งอยู่ที่ปีกของผู้หญิงเป็นหลัก

การเติบโตของการเลี้ยงลูกสไตล์ B ยังสะท้อนภาพใหญ่ของสังคมและจิตวิทยาด้วย ในบ้านเรา การขยายตัวของเมืองอย่างก้าวกระโดดบวกกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ระบบครอบครัวขยายที่เคยเป็นตาข่ายรองรับเริ่มตึงมือ ส่งผลให้การเลี้ยงลูกยุคนี้กลายเป็นโจทย์ยากเรื่องการหาจุดสมดุล คอนเซ็ปต์เรื่อง “สนุก” ที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมไทย และการเลี้ยงลูกสไตล์ B ที่เน้นความยืดหยุ่นเฮฮาเป็นหลัก ก็น่าจะจี้ใจดำพ่อแม่ที่อยากให้ลูกมีความสุข ไม่แพ้เรื่องเรียนเก่งหรือมีของครบครัน

แม้พ่อแม่หลายคนจะอ้าแขนรับเทรนด์ใหม่นี้แบบโล่งอก แต่ก็มีเสียงค้านเบาๆ ว่าชิลเกินไปจะกลายเป็นดาบสองคมหรือเปล่า ฝั่งที่เชียร์สไตล์ A ก็แย้งว่าโครงสร้างและความเป็นระเบียบต่างหากที่จำเป็นสุดๆ สำหรับพัฒนาการเด็ก โดยอ้างงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยออริกอนสเตต ที่ชี้ว่ากิจวัตรประจำวันสัมพันธ์กับผลการเรียนที่ดีขึ้นและความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็ก อย่างไรก็ดี นักจิตบำบัดในบทความของ TODAY ก็ย้ำว่า “หัวใจสำคัญคือความยืดหยุ่น” เด็กที่ปรับตัวเก่งมักได้ประโยชน์จากทั้งกรอบและอิสระ เติบโตได้ดีไม่ว่าถุงเท้าจะใส่สลับข้างหรือไม่ก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวสัมพันธ์ในไทยก็เห็นด้วยกับข้อมูลเหล่านี้ นักจิตวิทยาจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งย่านศาลายา ซึ่งมีประสบการณ์ให้คำปรึกษาครอบครัวในกรุงเทพฯ มากว่าสองทศวรรษ ชี้ว่า “เด็กที่โตมาในบ้านที่ตึงเป๊ะเกินไป อาจเจอปัญหาความกังวลหรือการต่อต้าน ส่วนเด็กที่ได้ลองผิดลองถูกบ้าง มักจะมีความเป็นตัวของตัวเองและภูมิต้านทานทางใจที่ดีกว่า” ถึงอย่างนั้น นักจิตวิทยาท่านเดิมยังเสริมว่า ความสม่ำเสมอ ทั้งเรื่องความรัก การสอนเรื่องระเบียบวินัย และกิจวัตรประจำวัน ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ และย้ำเตือนว่าการปล่อยปละละเลยจนไร้ขอบเขต อาจทำให้เด็กรู้สึกเคว้งได้เหมือนกัน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็ตอกย้ำความท้าทายในการหาจุดลงตัวนี้ ปัจจุบัน คุณแม่ชาวไทยกว่า 60% ทำงานนอกบ้าน ซึ่งต่างจากคนรุ่นก่อนลิบลับ การต้องแบกรับทั้งงานราษฎร์งานหลวงทำให้ความเครียดพุ่งปรี๊ด และอาจทำให้การเลี้ยงลูกแบบเป๊ะทุกระเบียดนิ้วเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายครอบครัว ในสถานการณ์แบบนี้ แนวคิดคุณแม่สไตล์ B อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ตั้งใจอยากจะเป็น แต่เป็นเหมือนการปรับตัวสู้ชีวิตให้รอดในยุคสมัยที่ทุกอย่างหมุนเร็ว

ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญก็เบรกไว้ว่าอย่ามองอะไรตื้นเขินเกินไป โมเดลบุคลิกภาพสี่แบบ (A, B, C, D) ที่บทความ TODAY พูดถึง แม้จะมีการศึกษากันเยอะ แต่เดี๋ยวนี้เขามองกันว่าเป็นเหมือนสเปกตรัมต่อเนื่องมากกว่าจะแบ่งเป็นกลุ่มชัดเจนตายตัว บทวิจารณ์ล่าสุดในวารสาร “Personality and Individual Differences” ก็สรุปว่าคนส่วนใหญ่มีนิสัยผสมปนเปกันหลาย “แบบ” และการเลี้ยงลูกที่ยืดหยุ่นจริงๆ คือการปรับสไตล์ตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติของลูกแต่ละคน นักจิตวิทยาจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งเดิมที่อ้างถึงก่อนหน้ากล่าวว่า “ผลเสียจะเกิดเมื่อคุณพยายามจะเป็นตามป้ายนั้น แทนที่จะให้ป้ายนั้นสะท้อนตัวตนของคุณ… และสิ่งที่คุณทำอยู่แล้ว พอป้ายกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง คุณจะหงุดหงิดที่ทำไม่ได้เสียที”

โซเชียลมีเดียยิ่งทำให้ประเด็นเหล่านี้ดังกระหึ่มขึ้นไปอีก TikTok และ Instagram กลายเป็นเวทีให้พ่อแม่ไทยแชร์ทั้งเรื่องราวความสำเร็จและความอลเวง ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตจำเป็นของเจ้าตัวเล็กหลังบ้าน ความพยายามหัดทำผัดไทยที่ออกมาไม่เป็นสับปะรด หรือปาร์ตี้วันเกิดสุดเหวี่ยงที่สิ่งเดียวที่แมตช์กันคือเสียงหัวเราะ แม้การเปิดอกแบบนี้จะช่วยปลอบประโลมใจได้ แต่ก็มีด้านมืดคือการเปรียบเทียบและความกังวลที่ตามมา ผู้เชี่ยวชาญไทยและนักจิตวิทยาทั่วโลกจึงย้ำนักย้ำหนาถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ (digital literacy) และ “การเสพสื่ออย่างมีสติ” (mindful consumption) สำหรับครอบครัวยุคดิจิทัล

เอาเข้าจริง ก็ยังไม่มีผลวิจัยฟันธงว่าเลี้ยงลูกสไตล์ B หรือ A แบบไหนจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากันเป๊ะๆ แต่นักจิตวิทยาเด็กส่วนใหญ่ทั้งในไทยและเทศต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ความอบอุ่น ความสม่ำเสมอ และการมีขอบเขตที่พอดีๆ นี่แหละคือหัวใจสำคัญ “เคล็ดลับ” อาจอยู่ที่การอยู่กับปัจจุบันและตอบสนองต่อความรู้สึกของลูก ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เจอได้ทั้งในบ้านสายชิลและบ้านสายเป๊ะ

กระแสนี้ยิ่งถูกจริตคนไทยมากขึ้น เมื่อแนวคิดเรื่องเพศสภาพ สมดุลชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัว และนิยามของ “แม่ที่ดี” เริ่มเปลี่ยนไป บุคลากรทางการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัยหลายท่านสังเกตเห็นว่า มีคุณพ่อเข้ามามีเอี่ยวในกิจกรรมโรงเรียนของลูกมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมเริ่มยอมรับว่าสไตล์การเลี้ยงดูที่หลากหลายเป็นผลดีกับเด็กๆ ทุกคน คอนเซ็ปต์แบบไทยๆ อย่าง “ไม่เป็นไร” ที่สะท้อนการปล่อยวาง ไม่ซีเรียสกับเรื่องหยุมหยิม ก็ดูจะเข้าล็อกกับแนวคิดคุณแม่สไตล์ B พอดิบพอดี และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีคนแห่ตามในโซเชียลไทยกันคึกคัก

แล้วอนาคตการเลี้ยงลูกในไทยจะเป็นยังไงต่อ? เมื่ออัตราการเกิดลดฮวบ ครอบครัวก็เล็กลง โฟกัสจึงเปลี่ยนจากปริมาณไปสู่คุณภาพ เน้นแนวทางที่ส่งเสริมสุขภาวะทางใจไปพร้อมๆ กับความสำเร็จด้านวิชาการ เทรนด์คุณแม่สไตล์ B เหมือนมาชวนให้พ่อแม่ได้ถอยออกมาพักหายใจบ้างเมื่อมีโอกาส มองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากความวุ่นวายในแต่ละวัน และรู้จักให้อภัยตัวเองที่ไม่สามารถเป็นพ่อแม่ในอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริงได้

สำหรับพ่อแม่ชาวไทยที่กำลังมองหาไอเดียไปปรับใช้ ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำที่ทำได้จริงมาฝากกัน:

  • ตั้งเป้าแค่ “ดีพอใช้” ไม่ต้อง “ดีเลิศ” บ้านที่มีเสียงหัวเราะและการเรียนรู้ สำคัญกว่าบ้านที่สะอาดเอี่ยมอ่อง
  • คุยกับลูกบ่อยๆ เปิดใจรับฟังความคิดความรู้สึกของพวกเขา
  • สร้างกิจวัตรสำหรับเรื่องสำคัญๆ อย่างเวลากิน เวลานอน แต่ก็เผื่อที่ให้ความยืดหยุ่นและความปุบปับบ้าง
  • เวลาส่องอินฟลูฯ ใน TikTok หรือ Instagram ก็ให้หารสองไว้บ้าง จำไว้ว่าชีวิตจริงไม่ได้อยู่หน้ากล้องเสมอไป
  • อย่าอายที่จะขอแรงจากญาติสนิทมิตรสหายหรือคนในชุมชน ใช้จุดแข็งของครอบครัวขยายแบบไทยๆ แต่ก็ปรับให้เข้ากับยุคสมัย
  • ถ้าเป็นไปได้ ให้ช่วยกันเลี้ยงลูกหลายๆ มือ การมีต้นแบบที่หลากหลายช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะรอบด้านและรู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

ในขณะที่ข้อถกเถียงเรื่องสไตล์การเลี้ยงลูกที่ “ใช่ที่สุด” ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือครอบครัวไทย ก็ไม่ต่างจากครอบครัวทั่วโลก ที่กำลังมองหาวิธีใหม่ๆ ในการรับมือกับความท้าทายของการเป็นพ่อแม่ในโลกที่หมุนเร็วไม่หยุดนิ่ง ท่ามกลางแรงกดดันให้ต้องเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง กระแสคุณแม่สไตล์ B จึงเป็นเหมือนเครื่องช่วยเตือนสติที่ทำให้เราได้ผ่อนคลาย หัวเราะ และมีความสุขไปกับการเดินทางบนเส้นทางสายพ่อแม่ ที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็งดงามในแบบของมัน

แหล่งข้อมูล: