สวรส. จัดประชุมหารือการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย บ่ายวันที่ ๘ เมษายาน ๒๕๖๘   โดยที่ตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. มีประกาศ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๖๘  สำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี   สำหรับโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ ปีการศึกษา ๒๕๖๘    ที่ผมอดตั้งคำถามกับตนเองไม่ได้ว่า  สพฐ. จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ในการหนุนให้หลักสูตรใหม่นี้ยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ    หลังจากล้มเหลวมา ๓๐ ปี   

จะเห็นว่า เป้าหมายคือ การพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม สมวัย  ผ่าน การเล่นอย่างมีความหมาย    ใช้หลักการเรียนรู้เชิงรุก    โดยประสานงานกับพ่อแม่ ครอบครัว และชุมชน    มองพัฒนาการ ๕ ด้าน คือ กาย อารมณ์ จิตใจ  สังคม และสติปัญญา    โดยมองว่าพัฒนาการ ๕ ด้านนี้เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน    เป็นสุดยอดของหลักการ

ประสบการณ์ที่ผ่านมากว่า ๓๐ ปี บอกผมว่า กระทรวงศึกษาธิการคิดหลักการเก่ง    แต่ปฏิบัติไม่เก่ง    ทำให้หลักสูตรที่ออกแบบอย่างดี ไม่นำไปสู่คุณภาพการศึกษาที่แท้จริง   การประชุมเมื่อบ่ายวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๘ จึงมีเป้าหมายอุดช่องโหว่นี้ ด้วยกลไกที่ไม่เป็นราชการ   โดยมาจากความคิดของเลขาธิการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์  นพ. ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ที่ทำงานภาคธุรกิจเอกชนมาตลอดชีวิต    และสนใจเรื่องการศึกษาหรือการเรียนรู้ด้วย  มีโรงเรียนของตนเองที่ภูเก็ต ชื่อ 

จุดที่ต้องเอาใจใส่คือ เด็กในภาคสังคมส่วนด้อยโอกาส เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่    ที่มีอยู่ครึ่งหนึ่งของเด็กไทย จะได้รับการปฏิบัติอย่างไร   ครอบครัวที่แทนที่จะเป็นกำลัง กลับเป็นตัวปัญหาในการหนุนพัฒนาการเด็ก จะได้รับการหนุนให้ปรับตัวอย่างไร   คือหลักการของ สพฐ. ที่คิดมาอย่างดี ตามในเอกสาร ไม่เพียงพอต่อการดูแลเด็กกลุ่มนี้   เพราะเอกสารไม่ได้คำนึงถึงบริบทความเป็นจริงของสังคมไทย เด็กไทย ครอบครัวไทย ชุมชนไทย   

ตามเอกสารหลักสูตร แต่ละโรงเรียนต้องจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาตามแนวทางของคู่มือนี้ ที่ให้ตัวอย่าง (ให้ลอกได้)   อ่านแล้วผมเห็นจุดอ่อนของหลักสูตรของ สพฐ. ๓ ด้านสำคัญคือ 

  1. คนเขียนไม่เคยทำ   ไม่เข้าใจบริบทจริงของโรงเรียน    ที่เป็นบริบททางสังคม
  2. มองกิจกรรมเป็นเส้นตรง    ไม่มีแนวคิด learning loop   และ experiential learning
  3. ภาษาที่ใช้ ส่อไปทางการใช้อำนาจรวมศูนย์ ทั้งในระดับส่วนกลาง และในระดับโรงเรียน  ไม่มองครูเป็นผู้ร่วมคิดร่วมเรียนรู้และพัฒนา   

จึงเป็นโอกาสให้ผมไปให้ข้อเสนอแนะในการประชุม    

ผมลองถาม DeepSeek R1 ว่า “ระบบการพัฒนา หรือระบบการศึกษาของเด็กเล็ก อายุ ๓ - ๖ ขวบ ของประเทศไทย มีจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างไร การออกหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๖๘ สำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี โดย สพฐ. น่าจะส่งผลอย่างไร ในอนาคต ๕ - ๑๐ ปี ทำอย่างไรคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในประเทศไทยจะยกระดับขึ้นอย่างน่าพึงพอใจ”    ได้รับคำตอบที่ดีมาก (โปรดถามเพื่ออ่านคำตอบเอง)    ผมจึงถามต่อว่า “ในสภาพความเป็นจริง ครึ่งหนึ่งของเด็กไทย ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับย่ายาย ตาปู่ หรือญาติ และคนเหล่านี้ไม่เข้าใจหลักการเลี้ยงดูเด็กให้มีการพัฒนาและเรียนรู้ครบด้านไม่เป็นกำลังร่วมมือกับโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็กควรมีมาตรการแก้ไขอย่างไร”    ได้รับคำตอบดังนี้

แนวทางแก้ไขปัญหาเด็กปฐมวัย (3–6 ปี) ที่อยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติ ซึ่งขาดความรู้ในการส่งเสริมพัฒนาการ

ปัญหาที่คุณยกมานี้เป็น **ความท้าทายใหญ่ของระบบการศึกษาปฐมวัยไทย** เพราะการที่เด็กขาดการดูแลจากพ่อแม่โดยตรง และผู้เลี้ยงดูหลัก (ปู่ย่าตายาย/ญาติ) ไม่มีความรู้เรื่องพัฒนาการเด็ก ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ในระยะยาว    ต่อไปนี้คือ **มาตรการแก้ไขที่ทำได้จริง**:

## **1. เสริมความรู้ผู้เลี้ยงดู (ปู่ย่าตายาย/ญาติ)**

### **(1) จัด "โรงเรียนผู้สูงอายุ" เพิ่มทักษะการเลี้ยงดูเด็ก**

   - อบรมเรื่อง **พัฒนาการเด็กตามวัย** (เช่น เด็ก 3 ขวบควรฝึกอะไร, วิธีสื่อสารกับเด็ก) 

   - สอนการใช้สื่อการเรียนรู้ง่ายๆ เช่น หนังสือนิทาน การเล่นเสริมทักษะ 

   - **ตัวอย่างที่ดี**: โครงการ "ปู่ย่าอัจฉริยะ" ในบางพื้นที่ที่ให้ผู้สูงอายุมาเรียนรู้การเลี้ยงดูเด็กยุคใหม่ 

### **(2) สร้างสื่อเข้าใจง่ายสำหรับผู้สูงอายุ**

   - ทำ **คลิปวิดีโอสั้นๆ** ภาษาเรียบง่าย เน้นภาพประกอบ (ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ชอบดูทีวี/โทรศัพท์) 

   - แจก **แผ่นพับแบบรูปภาพ** ที่อธิบายกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 

### **(3) ใช้ระบบ "พี่เลี้ยงชุมชน" (Community Mentors)**

   - ฝึกอาสาสมัครในหมู่บ้าน (เช่น ครูเกษียณ อสม.) ให้ไปเยี่ยมบ้านและแนะนำผู้เลี้ยงดู 

   - ตัวอย่าง: โมเดล **"เพื่อนช่วยเพื่อน"** ในพื้นที่ชนบทที่อาสาสมัครช่วยสอนผู้ปกครองเรื่องโภชนาการเด็ก 

## **2. ปรับระบบโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็กให้รองรับเด็กกลุ่มนี้**

### **(1) จัดกิจกรรม "โรงเรียนผู้ปกครอง" (Parent School) แบบไม่เป็นทางการ**

   - นัดพูดคุยเดือนละ 1 ครั้ง ในรูปแบบ **"เล่าสู่กันฟัง"** มากกว่าการบรรยาย 

   - ใช้ภาษาง่ายๆ ไม่เป็นวิชาการเกินไป 

### **(2) สร้างช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงผู้เลี้ยงดู**

   - ส่ง **ข้อความเสียง (Voice Message)** ผ่านไลน์กลุ่ม เพราะผู้สูงอายุบางคนอ่านหนังสือไม่ออก 

   - ให้ครูโทรศัพท์คุยกับผู้เลี้ยงดูโดยตรง แทนการส่งจดหมาย 

### **(3) จัดระบบ "ครูประจำบ้าน" (Home Visits)**

   - ครูหรือนักสังคมสงเคราะห์ออกเยี่ยมบ้านเด็กเป็นระยะ เพื่อประเมินสภาพความเป็นอยู่และให้คำแนะนำ 

## **3. รัฐและท้องถิ่นต้องสนับสนุนเชิงนโยบาย**

### **(1) เพิ่มงบประมาณสำหรับ "ศูนย์เด็กเล็กเชิงรุก"**

   - ศูนย์เด็กเล็กควรมี **นักจิตวิทยาเด็กหรือนักพัฒนาการ** ที่พร้อมให้คำปรึกษาผู้เลี้ยงดู 

   - ตัวอย่าง: โครงการ **"ศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน"** ในพื้นที่ห่างไกล 

### **(2) สร้างแรงจูงใจให้ผู้เลี้ยงดูร่วมมือ**

   - ให้ **เบี้ยเลี้ยงหรือสวัสดิการ** แก่ปู่ย่าตายายที่พาเด็กมาโรงเรียนสม่ำเสมอ 

   - มอบ **เกียรติบัตรหรือของรางวัลเล็กๆ** เพื่อสร้างกำลังใจ 

### **(3) ใช้เทคโนโลยีช่วยติดตามพัฒนาการเด็ก**

   - แอปพลิเคชันรายงานพัฒนาการเด็ก (แบบง่ายๆ) ที่ผู้เลี้ยงดูสามารถใช้งานได้ 

## **4. ตัวอย่างโครงการที่ทำได้จริง**

### ✅ **โครงการ "ย่ายายไอคิวสูง"** (อบรมผู้สูงอายุเรื่องการเลี้ยงดูเด็ก) 

### ✅ **โครงการ "ครูพี่เลี้ยงบ้านใกล้เรือนเคียง"** (อาสาสมัครช่วยดูแลเด็กในชุมชน) 

### ✅ **ระบบ "โทรศัพท์สายด่วนปฐมวัย"** (ให้ผู้เลี้ยงดูโทรปรึกษาเรื่องเด็กได้ฟรี) 

## **สรุป: ต้องแก้แบบบูรณาการ**

- **ผู้เลี้ยงดู** → ต้องเข้าถึงความรู้แบบง่ายๆ 

- **โรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก** → ต้องปรับระบบรองรับเด็กที่พ่อแม่ไม่อยู่ด้วย 

- **รัฐ/ท้องถิ่น** → ต้องสนับสนุนงบประมาณและนโยบายที่ตรงจุด 

หากทำได้ เด็กปฐมวัยไทยจะได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้น แม้ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่โดยตรง”

อ่านคำตอบของ DeepSeek R1 แล้ว ท่านจะเห็นว่า สพฐ. ไปไม่ถึงภาคปฏิบัติ    หยุดอยู่แค่ภาคทฤษฎี    เป็นปัญหาระดับรกฐาน (root cause) ที่ผมคิดว่าเป็นต้นเหตุให้ระบบการศึกษาของเราคุณภาพต่ำ   

ผมลองถามคำถามทั้งสองต่อ Gemini ด้วย    ได้รับคำตอบที่คล้ายกัน   แต่ของ DeepSeek R1 มีมิติเชิงปฏิบัติที่ดีกว่า

ทั้งหมดนั้น เขียนก่อนการประชุม   

ในการประชุมมี “ผู้รู้” และ “ผู้ใหญ่” ของบ้านเมืองมาแนะและเชียร์ ให้มีการก่อตั้ง สถาบันพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย    โดย สวรส. จะให้ทุนพัฒนาโครงการ ๑ ปี แก่ทีมของมูลนิธิสดศรี   เพื่อพัฒนากลไกที่ไม่เป็นทางการในการส่งเสริมและประสานงานการพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย    ที่เป็นการดำเนินการในช่วงอายุ ๐ - ๕ ปี   โดยหลากหลายมาตรการ หลากหลายกลไก    เน้นกลไกในท้องถิ่น   เน้นการริเริ่มสร้างสรรค์กันเองในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย   ไม่รอการริเริ่มจากภาคการเมืองและภาคราชการ    แต่ก็ร่วมมือกับภาคทั้งสองด้วย    

วิจารณ์ พานิช

๕ พ.ค. ๖๘