แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจระดับแนวหน้าได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนครั้งใหม่ เกี่ยวกับสารเคมีที่พบได้ทั่วไปในเปลือกแคปซูลของยาหลายชนิดที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหรือวิตามิน โดยชี้ว่าสารเคมีดังกล่าวอาจเป็นต้นเหตุของภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ให้ข้อมูลกับ Daily Mail ว่า สารทาเลต (phthalates) ซึ่งเป็นสารเพิ่มความยืดหยุ่นที่มักใช้เพื่อให้แคปซูลนิ่มและคงรูป สามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้ สารเหล่านี้อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหลอดเลือดแดงและกระตุ้นการอักเสบ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนลำบากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจรวมถึงภาวะหัวใจหยุดเต้น การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากมีงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการใช้สารทาเลตอย่างแพร่หลายในยาและความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น

สารทาเลต หรือที่รู้จักกันในชื่อ สารพลาสติไซเซอร์ (plasticizers) เป็นกลุ่มสารเคมีที่ใช้เพื่อทำให้พลาสติกนิ่มและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สารกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ใช้กันอย่างกว้างขวางในสินค้าอุปโภคบริโภคและบรรจุภัณฑ์อาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในอุตสาหกรรมยาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเปลือกนอกของแคปซูลยา ในประเทศไทยเรา ยาแคปซูลถือเป็นรูปแบบยาที่คุ้นเคยกันดี ทั้งยาที่หาซื้อได้เองตามร้านขายยาและยาตามใบสั่งแพทย์ ตั้งแต่วิตามินรวม ยาแก้ปวดที่ใช้กันบ่อยๆ ไปจนถึงยารักษาโรคหวัดทั่วไป ทำให้โอกาสที่คนทั่วไปจะได้รับสารนี้มีค่อนข้างสูง มีข้อมูลระบุว่าเฉพาะตลาดแคปซูลนิ่มในสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวก็มีมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และมีแนวโน้มคล้ายกันทั่วเอเชีย (dailymail.co.uk)

ผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวไทยจึงนับว่ามีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากคนไทยมีแนวโน้มบริโภคยาเพิ่มขึ้นและมีอัตราการซื้อยาใช้เองค่อนข้างสูง ยารูปแบบแคปซูลกลายเป็นยาพื้นฐานที่พบได้ทั่วไปในตู้ยาประจำบ้านหลายครัวเรือน ร้านขายยา และห้องจ่ายยาของโรงพยาบาลในประเทศไทย นั่นหมายความว่าคนทั่วไปทุกเพศทุกวัยอาจได้รับสารทาเลตเข้าร่างกายเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว และสะสมความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดามานานหลายปี

งานวิจัยล่าสุดยิ่งตอกย้ำคำเตือนนี้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2564 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Pollution ได้วิเคราะห์ปัสสาวะของผู้ใหญ่กว่า 5,300 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 55 ถึง 64 ปี และติดตามผลลัพธ์ทางสุขภาพเป็นเวลาหลายปี ผลการศึกษาพบว่าการได้รับสารทาเลตในปริมาณที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มากขึ้น แม้จะควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ แล้วก็ตาม (dailymail.co.uk) นอกจากนี้ การทบทวนงานวิจัยหลายชิ้นโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIH) พบว่าการได้รับสารทาเลต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารได-2-เอทิลเฮกซิลทาเลต (DEHP) เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและหลอดเลือด และถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นตัวการรบกวนจังหวะการเต้นของหัวใจและสุขภาพของหลอดเลือด (pmc.ncbi.nlm.nih.gov)

กลไกเบื้องหลังความเสี่ยงเหล่านี้น่ากังวลไม่น้อย สารทาเลตที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจากแคปซูลยาสามารถก่อให้เกิดการอักเสบและความเครียดออกซิเดชันในเซลล์ที่บุผนังหลอดเลือดแดง สิ่งนี้นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดง “แข็งตัว” หรือตีบตัน ซึ่งเป็นภาวะที่อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวาย หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดโป่งพองได้ นอกจากนี้ สารเคมีเหล่านี้ยังสามารถรบกวนสมดุลของคอเลสเตอรอลและเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเสี่ยงต่อโรคหัวใจให้มากขึ้นไปอีก (atsdr.cdc.gov, pmc.ncbi.nlm.nih.gov)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของสหรัฐฯ (NIEHS) อธิบายว่า “การศึกษาทั้งในห้องปฏิบัติการและการศึกษาระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่าการได้รับสารทาเลตสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบเผาผลาญพลังงาน อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีข้อมูลจากการศึกษาติดตามผลระยะยาวเพิ่มเติม ก่อนที่จะสามารถแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองเป็นประจำได้” ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจอีกท่านหนึ่งที่อ้างอิงโดย Daily Mail กล่าวเสริมว่า “สารทาเลตสามารถเพิ่มการอักเสบซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจ การลดการใช้แคปซูลนิ่มที่ไม่จำเป็นอาจเป็นสิ่งที่สมควรทำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว”

สำหรับประเทศไทย คำเตือนนี้ยิ่งมีความสำคัญเร่งด่วนมากขึ้น เนื่องจากอัตราโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการอันดับต้นๆ ของผู้ใหญ่ไทย (องค์การอนามัยโลก) แม้ว่าวิถีชีวิต พันธุกรรม และอาหารยังคงเป็นปัจจัยหลัก แต่ภัยคุกคามใหม่ๆ เช่น การได้รับสารเคมีจากยาก็เพิ่มความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่งที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองข้ามไป ในร้านขายยาไทย แคปซูลนิ่มมักถูกนำเสนอว่าเป็นทางเลือกที่รับประทานง่ายกว่าหรือเป็นสินค้าระดับพรีเมียม โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่กลืนยาเม็ดแบบดั้งเดิมได้ลำบาก ซึ่งกลุ่มเหล่านี้อาจเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อผลกระทบของสารทาเลตมากที่สุดด้วย

บริบททางวัฒนธรรมก็ทำให้ปัญหานี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาสมุนไพรท้องถิ่นมักมีการใช้ควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน โดยที่มักจะไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยในระยะยาวหรือการได้รับสารสะสม ผู้บริโภคยังมีความตระหนักรู้น้อยเกี่ยวกับส่วนประกอบที่ไม่ใช่ตัวยาสำคัญในยา เช่น วัสดุเปลือกแคปซูล เมื่อเทียบกับสารปรุงแต่งอื่นๆ ในอาหารหรือยา หน่วยงานกำกับดูแลของไทยได้กำหนดข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับสารทาเลตในบรรจุภัณฑ์อาหารและของเล่นเด็กตามมาตรฐานสากล แต่กฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้ในยายังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร (วิกิพีเดีย)

ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นและอาจมีการออกกฎระเบียบควบคุมการใช้สารทาเลตในการผลิตยาทั่วโลก บางประเทศและผู้ผลิตบางรายกำลังพัฒนาวัสดุเปลือกแคปซูลทางเลือกที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเพิ่มความยืดหยุ่นมากนัก เช่น ไฮดรอกซีโพรพิลเมทิลเซลลูโลส (HPMC) ซึ่งจะช่วยลดการได้รับสารของผู้บริโภคได้ในระยะยาว (csun.edu) สำหรับประเทศไทย การหารืออย่างต่อเนื่องระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หน่วยงานกำกับดูแล ผู้สั่งใช้ยา และผู้ผลิต จะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินความเสี่ยง ส่งเสริมการติดฉลากที่โปร่งใส และระบุทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าหากเป็นไปได้

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อความสำคัญที่ควรนำไปปฏิบัติทั้งเรียบง่ายและเร่งด่วนคือ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเลือกใช้ยาใดๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะยาแคปซูลนิ่ม ควรสอบถามเกี่ยวกับส่วนประกอบที่ไม่ใช่ตัวยาสำคัญและสอบถามว่ามีทางเลือกอื่นที่ไม่มีสารทาเลตหรือไม่ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจ ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์ว่าสมควรเปลี่ยนไปใช้ยาที่ปราศจากสารทาเลตหรือไม่ และปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เสมอ ในขณะที่องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังคงพัฒนาต่อไป การศึกษาข้อมูลและความตระหนักรู้เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ซ่อนอยู่ในยาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

แหล่งข้อมูล: