ในวงการนักกฎหมายที่ความเครียดและภาวะหมดไฟเป็นปัญหาหมักหมมมานานหลายปี ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสุขภาพจิต ALM ประจำปี 2025 ชี้ให้เห็นแง่มุมบวกที่ต้องจับตาอย่างระมัดระวัง สุขภาพจิตของเหล่านักกฎหมายปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ถึงแม้แรงกดดันมหาศาลในที่ทำงานจะยังคงอยู่ไม่หายไปไหน แถมในบางครั้งยังดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นเสียด้วยซ้ำ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้มีบทเรียนสำคัญสำหรับนักกฎหมายในบ้านเรา และตอกย้ำถึงความท้าทายระดับโลกเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน โดยเฉพาะในสายงานที่ขึ้นชื่อเรื่องความกดดันสูง
สุขภาวะที่ดีของนักกฎหมายเป็นประเด็นที่น่าห่วงใยในระดับสากลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน การถูกตีตราเรื่องปัญหาสุขภาพจิต ภาระงานที่หนักอึ้ง และปัญหาการใช้สารเสพติด ล้วนถูกมองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากอยู่ในสำนักงานกฎหมายหลายแห่ง ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย ผลสำรวจสุขภาพจิต ALM ประจำปี 2025 ที่ได้สอบถามนักกฎหมายและบุคลากรในสายงานกฎหมายกว่า 3,100 ชีวิต จากสำนักงานทุกขนาด เผยให้เห็นทั้งสัญญาณเชิงบวกและประเด็นที่ยังคงน่าเป็นห่วง ในหลายดัชนีชี้วัดสำคัญ เช่น อัตราภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และการใช้สารเสพติด พบว่านักกฎหมายโดยรวมรายงานว่ามีการปรับตัวที่ดีขึ้น แม้จะเล็กน้อยแต่ก็มีความหมาย เมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราภาวะซึมเศร้าลดลง 3% มาอยู่ที่ 33% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 และถึงแม้อัตราความวิตกกังวลจะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ก็ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 68.7% ความเชื่อที่ว่าปัญหาสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดในแวดวงวิชาชีพนี้อยู่ใน “ระดับวิกฤต” ก็ลดลงเช่นกัน โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 43% ที่เห็นพ้องกับมุมมองดังกล่าว ซึ่งนับว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากปี 2024
แต่เมื่อเจาะลึกรายละเอียดผลสำรวจ จะพบแนวโน้มที่นักกฎหมายไทยจำนวนไม่น้อยน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นคือ ถึงแม้ภาพรวมของดัชนีสุขภาพจิตจะดูดีขึ้น แต่ปัจจัยความเครียดอันหนักหนาสาหัสยังคงฝังรากลึก แถมบางประเด็นกลับยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ยกตัวอย่างเช่น แรงกดดันจากการต้องทำชั่วโมงงานที่สามารถเรียกเก็บเงินได้ (billable hours) ให้ถึงเป้าหมายยังคงเป็นปัญหาที่หนักข้อขึ้น โดย 65.5% ของผู้ตอบแบบสำรวจ หรือเกือบสองในสาม ยอมรับว่าเงื่อนไขดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของตน ซึ่งเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน ปัญหาที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงไปอีกก็คือ “ความหลงใหลในการเติบโตที่ไม่สิ้นสุด” ของแวดวงนี้ ตามที่หุ้นส่วนระดับเจ้าของจากสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่แห่งหนึ่งให้ทัศนะไว้ การที่สำนักงานกฎหมายพยายามผลักดันอัตราค่าบริการให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ความคาดหวังของลูกความพุ่งสูงขึ้นไปจนเกินกว่ากำลังของมนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว ส่งผลให้ความเครียดทับถมมากยิ่งขึ้น นักกฎหมายอาวุโสชาวอเมริกันท่านหนึ่งอธิบายอย่างเปิดอกว่า “สำนักงานที่ยังคงปรับขึ้นอัตราค่าบริการจนถึงจุดที่ไม่สมเหตุสมผลกำลังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะลูกความมักจะรู้สึกว่าพวกเขาสามารถเรียกร้องจากเราได้เกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ไหว เนื่องจากเราคิดค่าบริการพวกเขาในอัตราที่สูงมากสำหรับเวลาของเรา” (ผลสำรวจ ALM อ้างอิงจาก Above the Law) ความคิดเห็นนี้น่าจะโดนใจนักกฎหมายไทยไม่น้อย ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากลูกความทั้งในและต่างประเทศเช่นเดียวกัน
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ มีความคืบหน้าบางประการในด้านวัฒนธรรมองค์กร แม้จะเล็กน้อยแต่ก็มีความหมาย โดยพบว่ามีนักกฎหมายเพียง 73% ที่รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมการทำงานส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพจิตของตน ซึ่งลดลง 6% รายงานเกี่ยวกับการใช้ยาและการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงความรู้สึกเฉื่อยชา สิ้นหวัง และความรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยก ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ดี เกือบครึ่งหนึ่ง (48.4%) ยังคงเผชิญกับภาวะขาดแรงจูงใจ และ 37.4% ของนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่รายงานว่ามีความรู้สึกเศร้าใจอยู่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ความขัดแย้งทางการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยกว่า 70% ระบุว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของตน นับเป็นเครื่องย้ำเตือนว่ากระแสสังคมในภาพรวมย่อมส่งผลต่อสุขภาวะของปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกาหรือในประเทศไทย ที่ซึ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองมักจะส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานอยู่บ่อยครั้ง
เป็นเรื่องน่ายินดีที่แวดวงกฎหมายเริ่มมีการปรับตัวตอบสนองในเรื่องนี้ โดยพบว่า 36% ของบุคลากรที่ตอบแบบสำรวจสามารถใช้วันลาพักร้อนได้ครบตามสิทธิ (เพิ่มขึ้น 6%) และ 41% ระบุว่าสำนักงานของตนอนุญาตให้ลาหยุดระยะยาวเพื่อดูแลสุขภาพจิตหรือแก้ไขปัญหาสารเสพติดได้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน นโยบายที่ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในสายวิชาชีพที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานว่าให้ความสำคัญกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์น้อยกว่าผลสำเร็จของงาน
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากประเด็นนี้มีความชัดเจนและเป็นเรื่องเร่งด่วน นักกฎหมายไทยเองก็เผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณงานที่ล้นมือ วัฒนธรรมองค์กรแบบมีลำดับชั้นสูง และความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในการตอบสนองความคาดหวังของลูกความในตลาดสากล ดังที่สะท้อนให้เห็นในเอกสารทางวิชาการด้านกฎหมายในประเทศ (วารสารกฎหมายอาเซียน) อย่างไรก็ดี ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตของนักกฎหมายในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และมีสำนักงานกฎหมายเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนและเข้มแข็ง หรือมีโครงการให้คำปรึกษาที่บุคลากรสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ข้อมูลล่าสุดจากต่างแดนนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ โดยเปลี่ยนจุดมุ่งเน้นจากการตีตราและการ “รักษาหน้าตา” ไปสู่ความโปร่งใส ความเห็นอกเห็นใจ และมาตรการป้องกันเชิงรุก
ในอดีตที่ผ่านมา ลักษณะเด่นของงานกฎหมายในประเทศไทยคือการให้ความเคารพผู้อาวุโส ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และความคาดหวังในปริมาณงานที่สูงลิ่ว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มักนำไปสู่ภาวะหมดไฟในกลุ่มนักกฎหมายรุ่นใหม่และบุคลากรสายสนับสนุน ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สภาทนายความและองค์กรด้านกฎหมายหลายแห่งในประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดกิจกรรมสัมมนาและกิจกรรมออนไลน์ (webinar) ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการความเครียด การฝึกสติ และพฤติกรรมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดี ถึงกระนั้น ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่ทรัพยากรเหล่านี้จะสามารถเข้าถึงได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสำนักงานกฎหมายที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัดและในระดับภูมิภาค
เมื่อมองไปยังอนาคต ผลสำรวจของ ALM ชี้ชัดว่าการจะพัฒนาสุขภาพจิตให้ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงแค่การพึ่งพาความเข้มแข็งของตัวบุคคลเท่านั้น งานวิจัยด้านสาธารณสุขในแวดวงกฎหมายได้ชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพหลายประการ เช่น การกำหนดเป้าหมายชั่วโมงทำงานที่เรียกเก็บเงินได้ (billing targets) ในระดับที่สมเหตุสมผล การสร้างหลักประกันการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตได้อย่างสม่ำเสมอ การมีเครือข่ายสนับสนุนจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และการฝึกอบรมภาวะผู้นำที่เน้นให้ความสำคัญกับความเห็นอกเห็นใจมากกว่าการมุ่งเน้นผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว (รายงานสุขภาวะของเนติบัณฑิตยสภาสากล) สำหรับบริบทของประเทศไทย การปฏิรูปในลักษณะเดียวกันนี้อาจจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งในมิติของวัฒนธรรมองค์กรและนโยบายในระดับภาพรวมของภาคส่วน บรรดาหุ้นส่วนและผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานกฎหมายไทยสามารถริเริ่มได้จากการทบทวนนโยบายการลา ส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยอย่างเปิดใจเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพจิต และลงทุนในโครงการที่มุ่งส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของพนักงาน
สำหรับนักกฎหมายแต่ละท่าน บทเรียนที่สำคัญและชัดเจนคือ การขอความช่วยเหลือเสียแต่เนิ่นๆ การใช้สิทธิวันลาที่มีอย่างเต็มที่ และการกล้าที่จะท้าทายบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่สอนให้อดทนต่อความทุกข์โดยไม่ปริปากบอกใคร องค์กรวิชาชีพและสถาบันการศึกษาด้านกฎหมายในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดการตีตรา จัดเตรียมทรัพยากรที่บุคลากรสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น และร่วมกันกำหนดมาตรฐานสำหรับชีวิตการทำงานที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์และมีความสมดุล
โดยสรุปแล้ว แม้ว่านักกฎหมายทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จะยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันอันหนักหน่วงอยู่ก็ตาม แต่งานวิจัยระดับนานาชาติชิ้นล่าสุดก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงสามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อคนในวิชาชีพนี้หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิตอย่างจริงจัง สำหรับสำนักงานกฎหมายและนักกฎหมายในประเทศไทย นี่จึงเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำบทเรียนเหล่านี้มาต่อยอด สนับสนุนนโยบายที่มีความก้าวหน้า และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เพื่อวางรากฐานความเข้มแข็งของวิชาชีพและความไว้วางใจจากสังคมในระยะยาว