อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงมากมายทั่วโลก ได้ออกมาเปิดใจเล่าถึงประสบการณ์การเข้าพบนักจิตบำบัดเพื่อช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต จุดประเด็นให้สังคมหันมาใส่ใจประเด็นสุขภาพจิตของผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เช่น เมื่อลูกๆ เติบโตและแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง หรือเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย จากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดย Daily Mail US อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งเล่าว่า ในวัย 60 ปี การบำบัดช่วยให้เธอรับมือกับช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ทั้งยังช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ในครอบครัว และเปิดโอกาสให้ลูกสาวได้เดินบนเส้นทางของตัวเองอย่างอิสระ เธอกล่าวว่า “ทุกวันนี้ฉันก็ยังรับการบำบัดอยู่ เพราะชีวิตกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน…ฉันเพิ่งผ่านเรื่องยากๆ ในชีวิตมาได้ และครอบครัวก็ยังคงแข็งแรงดี ตอนนี้บ้านกลายเป็นเหมือนรังที่ว่างเปล่าไปแล้ว…” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางอารมณ์ของผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับตัวตนใหม่ หลังจากทุ่มเทชีวิตให้กับครอบครัวและสังคมมานานหลายสิบปี (The Star)

เรื่องราวนี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะในสังคมไทย รวมถึงอีกหลายวัฒนธรรมในเอเชีย การพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุ ยังคงเป็นเรื่องที่ถูกตีตราว่าเป็นเรื่องน่าอาย หรือถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่กรณีของอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ได้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ว่าการบำบัดทางจิตใจเปรียบเสมือน “การปรับจูนครั้งใหญ่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตบทต่อไป” ซึ่งเป็นแนวทางที่ดี เป็นการดูแลตัวเองเชิงรุก และมุ่งเน้นสุขภาวะของตนเองเป็นสำคัญ เธอยังเสริมอีกว่า “แต่ละคนควรเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองที่สุด” เพื่อย้ำว่าการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกเมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหรือแรงกดดันต่างๆ และยังถือเป็นการดูแลตัวเองรูปแบบหนึ่งด้วย

การที่อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ยังเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ รวมถึงการที่เธอหายหน้าหายตาไปจากกิจกรรมสาธารณะในช่วงหนึ่ง เธอให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ ‘Work in Progress’ ถึงแรงกดดันที่ผู้หญิงต้องเผชิญว่า “สิ่งที่พวกเราผู้หญิงต้องเจอ คือความกลัวที่จะทำให้คนอื่นผิดหวัง…จนกระทั่งปีนี้ หลายคนนึกไม่ถึงว่าฉันจะเลือกทำอะไรเพื่อตัวเองได้บ้าง พอฉันหายหน้าไป ผู้คนก็คิดไปว่าต้องมีปัญหาครอบครัวแน่ๆ แต่นี่คือสิ่งที่สังคมมักจะมองผู้หญิง” ความเปิดอกเปิดใจนี้ช่วยสะท้อนความรู้สึกที่ผู้หญิงไทยหลายคนก็มีร่วมกัน ทั้งเรื่องความคาดหวัง ความรับผิดชอบ และการหันกลับมาดูแลตัวเอง ซึ่งไม่ใช่แค่สำหรับบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ยังรวมถึงผู้หญิงธรรมดาทั่วไปด้วย

งานวิจัยใหม่ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ พบว่าช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต เช่น วัยหลังเกษียณ หรือเมื่อลูกๆ แยกย้ายออกจากบ้านไปมีครอบครัวของตัวเอง เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือความรู้สึกสูญเสีย โดยเฉพาะในสังคมที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวอย่างสังคมไทย ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากผูกพันกับบทบาทแม่บ้านแม่เรือนและหน้าที่ในครอบครัวอย่างเหนียวแน่น (BMC Women’s Health) นักจิตวิทยาแนะนำว่า การมองว่าการบำบัดเป็นเรื่องปกติธรรมดาจะช่วยลดความเสี่ยงทางอารมณ์ และช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนและค้นหาความหมายใหม่ของชีวิตในช่วงวัยที่เปลี่ยนไปได้ดีขึ้น

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่ามีคนไทยราว 1.5 ล้านคน ที่เผชิญกับภาวะซึมเศร้า แต่มีเพียงประมาณหนึ่งในสามเท่านั้นที่เข้าถึงการรักษาอย่างจริงจัง (Bangkok Post) นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย ชี้ว่าควรมีการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Space) สำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป ที่อาจรู้สึกโดดเดี่ยวหลังจากลูกๆ แยกย้ายออกไปสร้างครอบครัว “ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับบทบาทในครอบครัวมาก เมื่อลูกๆ โตและย้ายออกไป ก็อาจรู้สึกเหมือนหน้าที่หลักในชีวิตหมดไป” นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยให้ความเห็น “การบำบัดจะช่วยให้พวกเธอค้นพบตัวตนใหม่ และสร้างเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมได้”

ทัศนคติเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ที่เริ่มมีแคมเปญรณรงค์และบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้คนทุกเพศทุกวัย ผู้นำทางความคิดที่เป็นสตรีอย่างอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ จึงถือเป็นต้นแบบสำคัญที่ช่วยเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยในสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมที่มักให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและบทบาทของผู้หญิงในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของครอบครัว การที่เธอกล้าออกมาแสดงจุดยืนในการดูแลตัวเองจึงเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่

ในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม ก็มีการพูดคุยเปิดใจในลักษณะของการ “รับฟังอย่างเข้าใจ” หรือการขอคำปรึกษาจากพระสงฆ์ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส หรือญาติสนิทมิตรสหาย แต่การผสมผสานแนวทางดั้งเดิมเข้ากับบริการสุขภาพจิตสมัยใหม่จากผู้เชี่ยวชาญ เช่น การบำบัดหรือการให้คำปรึกษาโดยตรง ยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตัวอย่างจากอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งที่ชี้ว่าการมี “ใครสักคนที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน” เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตนั้น ได้ช่วยตอกย้ำถึงประโยชน์ของความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและมีผู้รับฟังอย่างแท้จริง

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2573 ประชากรไทยเกือบ 1 ใน 4 จะมีอายุมากกว่า 60 ปี (WHO Thailand) การดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการดูแลครอบครัวมาเป็นการใส่ใจดูแลตัวเอง จึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหลายท่านต่างเน้นย้ำว่า ควรมีบริการบำบัดทางจิตใจที่เข้าถึงได้ง่าย มีสายด่วนสำหรับขอคำปรึกษา และมีการรณรงค์เพื่อลดอคติในสังคมต่อเรื่องสุขภาพจิต สำหรับผู้หญิงไทยที่กำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต คำแนะนำของอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งจึงมีความหมายอย่างยิ่งว่า การบำบัดไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่เปรียบเสมือน “การปรับจูน” เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ เยียวยาบาดแผลในใจ และสลัดความรู้สึกผิดที่ไม่จำเป็นทิ้งไป

ท้ายที่สุดนี้ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาแนวทางดูแลสุขภาพจิตและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต สามารถลองค้นหาแหล่งความช่วยเหลือต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสายด่วนสุขภาพจิต บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ โรงพยาบาลในพื้นที่ หรือแม้แต่การปรึกษาผู้นำทางจิตวิญญาณที่ท่านไว้ใจ หากเราเปิดใจและเดินตามแนวทางของอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง สังคมไทยก็จะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ ด้วยการยอมรับว่าสุขภาพจิตคือการลงทุนที่สำคัญ ทั้งต่อตนเองและครอบครัว ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยมาใส่ใจ

แหล่งข้อมูล: