การอดอาหารเป็นช่วง หรือที่เรียกติดปากว่า “Intermittent Fasting” (IF) กลายเป็นเทรนด์สุขภาพสุดฮิตที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเชื่อกันว่าช่วยทั้งเรื่องคุมน้ำหนักและเสริมสร้างสุขภาพให้ดีขึ้น งานศึกษาใหม่ ๆ รวมถึงงานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่ในปี ๒๕๖๗ นี้ ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเกี่ยวกับเทรนด์ดังกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นข้อควรระวังสำหรับคนไทยที่คิดจะปรับเปลี่ยนวิธีการกินมาเป็นแบบ IF
สำหรับคนไทยสายสุขภาพ คงจะคุ้นเคยกับวิธี IF ผ่านตากันมาบ้างตามสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากเหล่ายูทูบเบอร์สายออกกำลังกาย หรือแม้แต่คำแนะนำจากคลินิกสุขภาพใกล้บ้าน หลักการสำคัญของ IF คือการแบ่งช่วงเวลากินอาหารในแต่ละวัน เช่น กินอาหารให้อยู่ในกรอบเวลา ๘ ชั่วโมง แล้วอดอาหารต่อเนื่อง ๑๖ ชั่วโมง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน ปรับสมดุลร่างกาย และอาจช่วยให้อายุยืนขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี งานวิจัยใหม่ ๆ ก็เริ่มทำให้เราเห็นภาพรวมของ IF ทั้งในแง่ประโยชน์และข้อจำกัดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากการทบทวนวรรณกรรมขนาดใหญ่ในปี ๒๕๖๗ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร EClinicalMedicine ของ The Lancet พบว่า IF มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังช่วยปรับปรุงระดับไขมันในเลือด ลดการอักเสบ และปรับสมดุลระบบเผาผลาญในผู้ใหญ่บางกลุ่มได้ด้วย ผลการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ทำ IF อาจมีน้ำหนักตัว ความดันโลหิต และความไวต่ออินซูลินที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติ แม้ว่าระดับการเปลี่ยนแปลงจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลก็ตาม (thelancet.com)
แต่ในขณะเดียวกัน งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ในปี ๒๕๖๗ ก็ชี้ให้เห็นอีกมุมว่า กลุ่มคนที่จำกัดเวลารับประทานอาหาร (time-restricted eating) ต่อเนื่องเป็นเวลา ๑ ปี ลดน้ำหนักได้ในอัตราที่ไม่ต่างจากกลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติแต่ได้รับปริมาณแคลอรี่เท่ากัน สรุปคือ ปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับต่างหากที่เป็นปัจจัยหลักในการลดน้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องของช่วงเวลาการกิน หัวหน้าทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ให้ความเห็นว่า “การนับแคลอรี่ดูจะมีผลต่อการลดน้ำหนักมากกว่าการกำหนดช่วงเวลากินอาหาร วิธี IF อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ที่ช่วยให้คนลดปริมาณแคลอรี่ลงโดยไม่ตั้งใจเท่านั้น” (hub.jhu.edu)
ในอีกด้านหนึ่ง งานศึกษาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ WebMD ในปีเดียวกัน พบว่าผู้ที่มีภาวะอ้วนที่ทำ IF สามารถลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันลงได้ประมาณ ๒๐๐–๕๕๐ กิโลแคลอรี่ แม้จะไม่ได้จดบันทึกการกินอย่างเคร่งครัด ซึ่งก็ส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้จริง แต่ทีมวิจัยก็เตือนว่า ความเรียบง่ายของวิธี IF อาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประวัติความผิดปกติเกี่ยวกับการกิน (eating disorders) หรือมีภาวะทางเมตาบอลิซึมบางอย่าง (webmd.com)
แต่สิ่งที่น่ากังวลและต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ รายงานล่าสุดจากสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ที่พบว่า กลุ่มผู้ใหญ่ที่จำกัดเวลารับประทานอาหารให้อยู่ในช่วง ๘ ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นถึง ๙๑% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานอาหารในช่วงเวลา ๑๒–๑๖ ชั่วโมง แม้ว่าข้อมูลนี้จะเป็นผลจากการศึกษาเชิงสังเกตและอาจมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม แต่นักวิจัยก็เตือนว่า “ผลกระทบระยะยาวของการทำ IF ต่อความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุและจากโรคหัวใจและหลอดเลือดยังไม่เป็นที่ชัดเจน และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป” (heart.org)
เมื่อมองในบริบทของสังคมไทย ก็อาจมีปัจจัยเฉพาะที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย อาหารไทยเราขึ้นชื่อเรื่องความสดใหม่ วัตถุดิบจากธรรมชาติ และวัฒนธรรมการกินข้าวร่วมกันในครอบครัว การจะเลือกทำ IF จึงอาจมีเรื่องท้าทายอยู่บ้าง เช่น การตักบาตรในตอนเช้า หรือมื้อเย็นที่ต้องพร้อมหน้ากันทั้งบ้าน อาจทำให้การเว้นช่วงอดอาหารเป็นไปได้ยากในครอบครัวที่มีสมาชิกหลากหลายวัย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพชุมชนในพื้นที่ภาคกลางท่านหนึ่ง ให้ทัศนะว่า “ความสำเร็จของการทำ IF ในกลุ่มคนไทยมักขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่น เข้ากับวิถีชีวิตของครอบครัวและอาหารตามฤดูกาล”
หากมองในมุมของศาสนา การอดอาหารถือเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณในสังคมไทย โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนา เช่น การที่พระภิกษุสงฆ์ฉันอาหารเพียงมื้อเช้าและมื้อเพลเท่านั้น แต่การอดอาหารในลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อการฝึกฝนทางจิตใจ ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการลดน้ำหนัก นักกำหนดอาหารจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ได้เน้นย้ำว่า “การนำหลักการ IF มาปรับใช้เพื่อสุขภาพนั้น ต้องแยกให้ออกจากแนวปฏิบัติเรื่องการอดอาหารเพื่อการปฏิบัติธรรม เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน รวมถึงปัจจัยสนับสนุนทางสังคมก็ไม่เหมือนกันด้วย”
เมื่อมองไปในอนาคต IF อาจมีบทบาทสำคัญในงานด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ที่ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กำลังเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล การติดตามผลกับบุคลากรทางการแพทย์ และการตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงได้ ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่ง ได้ให้ข้อสรุปว่า “ไม่มีอาหารสูตรวิเศษใด ๆ คนไทยควรให้ความสำคัญกับโภชนาการที่สมดุล การรับประทานอาหารอย่างมีสติ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่สนใจวิธี IF ควรปรึกษานักกำหนดอาหารที่ขึ้นทะเบียนแล้ว”
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจอยากจะลองเริ่มทำ IF คำแนะนำเบื้องต้นคือ ให้เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป วิธีที่ค่อนข้างปลอดภัยคือการเว้นช่วงมื้ออาหารข้ามคืนประมาณ ๑๒ ชั่วโมง และเน้นรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักอยู่เสมอคือ คุณภาพของอาหารนั้นสำคัญไม่แพ้ช่วงเวลาที่รับประทาน หากต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินอย่างจริงจัง ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีโรคประจำตัว การสนับสนุนซึ่งกันและกันในครอบครัวหรือในที่ทำงานก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การสร้างสุขนิสัยที่ดีเป็นไปได้อย่างยั่งยืน
โดยสรุปแล้ว แม้ว่า IF อาจมีประโยชน์สำหรับคนบางกลุ่ม แต่ก็ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกคน และควรชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียให้รอบด้าน สำหรับคนไทย การผสมผสานแนวปฏิบัติที่ดีเรื่องอาหารดั้งเดิม เช่น การเน้นผักสด การกินในปริมาณที่พอเหมาะ และการกินข้าวร่วมกันในครอบครัว เข้ากับกลยุทธ์ด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน จะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ยั่งยืนได้มากกว่า เมื่อมีวิธีการดูแลสุขภาพใหม่ ๆ เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการรู้จักปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นของเรา ที่ยังคงให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและชุมชน