ข่าวดีที่อาจพลิกโฉมการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทั่วโลก! ทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเครือข่าย เผยผลวิจัยเบื้องต้นสุดทึ่ง ชี้การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์แบบเข้มข้นสุดขั้ว อาจไม่ใช่แค่ชะลอ แต่มีสิทธิ์ฟื้นฟูสมองผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นบางรายได้จริง แม้ยังเป็นแค่ข้อมูลชุดแรกที่ต้องรอการพิสูจน์ซ้ำ แต่ก็สั่นสะเทือนความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าอัลไซเมอร์เป็นโรคสมองเสื่อมที่ไม่มีวันหวนคืน นับเป็นความหวังครั้งใหม่ โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ และมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล (Harvard Gazette, Local12.com, BGR)

รูปแบบการทดลอง: ปรับพฤติกรรมทุกด้าน

งานวิจัยชิ้นนี้ เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ ในวารสาร Alzheimer’s Research & Therapy โดยคัดเลือกอาสาสมัคร ๕๑ ท่าน อายุเฉลี่ยราว ๗๓ ปี ที่อยู่ในระยะเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์ หรือเริ่มมีอาการสมองถดถอย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง ๒๖ ท่าน ที่ต้องเข้าโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบเข้มข้นครบวงจร นานถึง ๒๐ สัปดาห์ ประกอบด้วย การควบคุมอาหารเน้นพืชผักเป็นหลัก (Plant-based diet) พร้อมบริการส่งถึงบ้าน (รวมถึงคู่สมรสด้วย) ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิกและเสริมสร้างกล้ามเนื้อทุกวัน เสริมด้วยวิตามินและอาหารเสริมจำเป็น เช่น น้ำมันปลาโอเมก้า-3, ขมิ้นชัน, วิตามินซี, วิตามินบี 12, แมกนีเซียม, โคเอนไซม์คิวเท็น, โพรไบโอติก และเห็ดหลินจือ ฝึกกำหนดลมหายใจ โยคะ และทำสมาธิทุกวันเพื่อลดความเครียด แถมยังมีกลุ่มบำบัดผ่านวิดีโอคอล สรุปแล้วใช้เวลากับผู้เชี่ยวชาญเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ ๑๒ ชั่วโมง ถือว่าเข้มข้นสุดๆ กว่างานวิจัยด้านสมองเสื่อมที่ผ่านๆ มาเลยทีเดียว (Harvard Gazette)

ผลลัพธ์พลิกความเชื่อเดิม

ผลลัพธ์ที่ได้ เรียกว่าพลิกความเชื่อเดิมๆ เลยทีเดียว! เพราะกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าโปรแกรมปรับพฤติกรรมสุดเข้มข้น แสดงให้เห็นพัฒนาการด้านความคิดความจำที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ใครๆ ก็คิดว่ามีแต่จะทรุดลงเรื่อยๆ ข้อมูลจากแบบทดสอบมาตรฐานที่องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ใช้ประเมินการรับรู้ พบว่ากว่า ๔ ใน ๑๐ ของผู้ป่วยกลุ่มนี้มีคะแนนดีขึ้นหรือคงที่ ขณะที่กลุ่มควบคุมส่วนใหญ่กลับแย่ลง ส่วนผลประเมินภาพรวมทางคลินิก (Clinical Global Impression of Change) ยิ่งชัดเจน คือมีผู้ที่ดีขึ้นถึง ๑๐ คน อาการคงที่ ๗ คน และไม่มีใครเลยที่อาการทรุดหนัก ตรงข้ามกับกลุ่มควบคุมที่ส่วนใหญ่อาการแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

ทีมวิจัยยังติดตามดูตัวชี้วัดต่างๆ ทั้งผลเลือด สุขภาพจุลินทรีย์ในลำไส้ และการทดสอบสมองอย่างละเอียด แม้ว่าค่า pTau 181 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้เฉพาะของอัลไซเมอร์จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่สัดส่วนโปรตีนแอมีลอยด์-เบตา (amyloid-beta) ที่เป็นหมุดหมายสำคัญของโรคนี้ กลับมีแนวโน้มดีขึ้นตามระดับความเคร่งครัดในการทำตามโปรแกรม ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนีสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด อย่างเช่น ระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาลสะสม และค่าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ดีขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับตัวชี้วัดสุขภาพจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ก้าวต่อจากงานวิจัยเดิม สู่ความเป็นไปได้ใหม่

ก่อนหน้านี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และมีกิจกรรมทางสังคม ช่วยลดความเสี่ยงหรือชะลอสมองเสื่อมได้ แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก้าวไปอีกขั้น เพราะค้นพบความเป็นไปได้ที่จะฟื้นฟูคะแนนความจำให้กลับมาดีขึ้นได้จริง! หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้สัมภาษณ์ว่า > “แค่เห็นผลคะแนนดีขึ้นในเวลาเพียง ๒๐ สัปดาห์ กับกลุ่มตัวอย่างแค่ ๕๐ คน ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตล้วนๆ เอาจริงๆ ผมยังทึ่งเลยนะ เพราะมันเป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็ต้องย้ำนะครับว่านี่เป็นงานวิจัยเล็กๆ และใช้เวลาสั้น อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่านี่คือคำตอบสุดท้าย แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ”

ข้อควรระวัง ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

แม้ผลจะออกมาน่าตื่นเต้น แต่ทั้งนักวิชาการจากฮาร์วาร์ดและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการแพทย์ต่างก็ย้ำว่าต้องมองอย่างระมัดระวังสุดๆ เพราะกลุ่มตัวอย่างยังน้อย แค่ ๕๑ คน แถมระยะเวลาทดลองก็สั้นเพียง ๒๐ สัปดาห์ ที่สำคัญคือ โปรแกรมนี้มัน “จัดเต็มทุกด้านพร้อมกัน” เลยทำให้แยกยากว่าผลดีที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยไหนกันแน่ งานวิจัยก่อนๆ รวมถึงการทบทวนงานวิจัยครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๖๗ ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าแค่ปรับพฤติกรรมอย่างเดียวจะพลิกฟื้นอาการสมองเสื่อมได้จริง ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า “อยากให้ทุกคนสนใจและได้แรงบันดาลใจจากผลลัพธ์นี้นะครับ แต่ยังไม่ควรตีความไปไกลเกินจริง เพราะเรายังต้องการข้อมูลอีกเยอะมาก” (BGR)

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมองว่า จุดแข็งของงานวิจัยนี้คือการปรับพฤติกรรมแบบองค์รวมหลายมิติพร้อมกัน และมีการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งแตกต่างจากงานวิจัยเดิมๆ ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาอีกท่านหนึ่งในทีมวิจัย กล่าวเสริมว่า “ถ้าเราสามารถปรับสมดุลระบบเผาผลาญ ลดการอักเสบ และฟื้นฟูสุขภาพหลอดเลือดและสมองได้ มันย่อมส่งผลดีต่อสมองแน่นอน และโปรแกรมนี้ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีเทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าการใช้ยาต้านอัลไซเมอร์บางตัวด้วยซ้ำ”

ความหมายในบริบทไทย และโอกาสสำหรับอนาคต

สำหรับประเทศไทยเรา ที่กำลังเผชิญกับปัญหาโรคอัลไซเมอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว คาดการณ์กันว่าภายในปี ๒๕๗๓ อาจมีคนไทยป่วยด้วยภาวะสมองเสื่อมไม่ต่ำกว่า ๗ แสนคน (Wikipedia) แม้ว่าวัฒนธรรมไทยเราจะเน้นการดูแลกันเองในครอบครัว แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ลูกหลานต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงาน ประกอบกับเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภาระการดูแลผู้สูงอายุจึงเริ่มเปลี่ยนมือไป หากจะนำแนวทางการปรับพฤติกรรมแบบเข้มข้นโดยมีครอบครัวร่วมด้วยอย่างในงานวิจัยนี้มาปรับใช้ในบ้านเรา คงต้องมีการวางแผนการลงทุนและปรับรูปแบบให้เข้ากับวิถีชีวิตและทรัพยากรที่มีอยู่จริง

แนวคิดการปรับเปลี่ยนชีวิตแบบยกเครื่องหลายด้านพร้อมกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้ สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งคุ้นเคยกับแนวคิดการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ การทำสมาธิ หรือกิจกรรมในชุมชน โปรแกรมที่เน้นอาหารจากพืช ออกกำลังกาย โยคะ ทำสมาธิ และมีกลุ่มคอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน น่าจะเข้ากับค่านิยมและวิถีชีวิตแบบไทยๆ ได้ไม่ยาก ซึ่งถือเป็นโอกาสดีในการต่อยอด สร้างสรรค์โครงการใหม่ๆ หรือพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านการป้องกันโรค

แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดสำคัญอยู่ไม่น้อย งานวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แถมยังเจออุปสรรคจากสถานการณ์โควิด-๑๙ ทำให้จากเดิมที่ตั้งเป้ารับอาสาสมัคร ๑๐๐ คนทั่วสหรัฐฯ กลับเหลือเพียงครึ่งเดียว ทีมวิจัยเองก็ออกตัวชัดเจนว่ายังต้องการการศึกษาที่ใหญ่ขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และครอบคลุมกลุ่มประชากรที่หลากหลายกว่านี้ ก่อนที่จะกล้าแนะนำให้เป็นแนวทางการรักษาทั่วไปได้ ปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งค่าอาหารมังสวิรัติ อาหารเสริม ค่าฝึกโยคะและสมาธิกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่จะมาสนับสนุนในพื้นที่ชนบทห่างไกล ก็ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับประเทศไทย

ที่ผ่านมา วงการแพทย์ทั่วโลกต่างนิยามโรคอัลไซเมอร์ว่าเป็นภาวะสมองเสื่อมที่อาการจะแย่ลงเรื่อยๆ มาตลอดศตวรรษ นับตั้งแต่แพทย์ชาวเยอรมันเป็นผู้ค้นพบและตั้งชื่อโรคนี้ จนถึงทุกวันนี้ แม้จะมียากลุ่มใหม่ๆ ราคาแพงลิบลิ่วอย่าง เลคาเนแมบ (lecanemab) ออกมา แต่การรักษาส่วนใหญ่ก็ยังเน้นแค่บรรเทาอาการมากกว่าจะชะลอตัวโรคได้จริง ส่วนยาเลคาเนแมบเอง ถึงจะได้รับการอนุมัติในต่างประเทศแล้ว แต่ด้วยราคาที่สูงปรี๊ด ก็ยังไม่แพร่หลายในไทย ทำให้การเน้นส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคยังคงเป็นทางเลือกที่สำคัญที่สุดสำหรับคนไทย (Wikipedia)

ทิศทางที่ควรเดินต่อ

ก้าวต่อไปที่ควรเป็นคือ หน่วยงานภาครัฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ดูแล ควรจับตางานวิจัยลักษณะนี้อย่างใกล้ชิด โดยไม่สร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะ “รักษาให้หายขาด” ได้ในเร็ววัน ควรส่งเสริมให้มีการวิจัยเชิงวัฒนธรรมที่นำแนวคิดแบบองค์รวมมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน เสริมสร้างบทบาทของศูนย์สุขภาพชุมชนให้แข็งแกร่งขึ้น โดยมีทีมนักโภชนาการ ครูฝึกสอนการออกกำลังกาย ผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับใช้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยขยายทางเลือกในการป้องกันความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในวงกว้างได้

สำหรับประชาชนทั่วไปและครอบครัว คำแนะนำที่ดีที่สุดจากหลักฐานที่มีในปัจจุบันคือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินผักผลไม้และธัญพืชให้หลากหลาย เลี่ยงอาหารแปรรูป หาเวลาทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น ฝึกเทคนิคผ่อนคลายความเครียด เช่น นั่งสมาธิ หรือฝึกโยคะแบบไทยๆ และหมั่นตรวจเช็คสุขภาพสมองตั้งแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง หรือการดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้ง อย่าเพิ่งหลงเชื่อกระแส “รักษาหายได้” จากงานวิจัยชิ้นเล็กๆ แต่ให้นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพสมองของเราให้ดีอย่างต่อเนื่องจะดีกว่า


แหล่งข้อมูลอ้างอิง