งานวิจัยชิ้นใหม่และบทความจากสื่อดังอย่าง NPR เพิ่งจะเปิดประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันเพื่อน ที่หลายครั้งต้องสั่นคลอนเมื่อครอบครัวมีสมาชิกใหม่ตัวน้อย ๆ เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาติไหน ๆ ก็คงเคยเจอปรากฏการณ์คล้าย ๆ กัน คือพอมีลูกปุ๊บ ความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงก็มักจะเปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัด ทั้งคุณพ่อคุณแม่มือใหม่และเพื่อนที่ยังโสดหรือยังไม่มีลูก ต่างก็ต้องปรับตัวรับมือกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะในสังคมไทยที่กลุ่มเพื่อนสนิทมิตรสหายถือเป็นกำลังใจและที่พึ่งพิงสำคัญ ขณะที่โครงสร้างครอบครัวและสังคมก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (NPR)
หนึ่งในกรณีศึกษาที่หยิบยกมาเล่า คือประสบการณ์จริงของนักเขียนหญิงท่านหนึ่ง ที่หลังคลอดลูก เธอกลับรู้สึกเคว้งคว้างเดียวดายอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้ง ๆ ที่เป็นคนแรกในกลุ่มเพื่อนที่มีน้อง แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เมื่อเพื่อน ๆ ที่ยังไม่มีลูกเริ่มตีตัวออกห่างไปทีละคนสองคน บรรดานักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวชี้ว่า ความรู้สึกแบบนี้เจอกันได้บ่อย ๆ และต้นตอก็มักมาจากความเข้าใจผิดของทั้งสองฝ่าย คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะกังวลว่าเพื่อนที่ยังไม่มีลูกจะไม่เข้าใจหรือไม่อินกับชีวิตใหม่ที่ทุกอย่างหมุนรอบเจ้าตัวเล็ก ส่วนเพื่อนที่ยังไม่มีลูกก็มักจะคิดไปเองว่าเพื่อนคงเหนื่อยหัวหมุน หรือยุ่งเกินกว่าจะปลีกตัวมาเจอหน้ากันได้
ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประสบการณ์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะภาพรวมสังคมไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ที่คนหนุ่มสาวมักแยกออกมาสร้างครอบครัวเดี่ยว ไม่ได้อยู่เป็นครอบครัวขยายเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งทำให้เพื่อนกลายเป็นทั้งที่พึ่งทางใจและเป็นกำลังสำคัญในชีวิตประจำวัน พอต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเพื่อนเท่านั้นที่อาจจะสั่นคลอน แต่ยังส่งผลไปถึงความรู้สึกผูกพันกับความเป็นกลุ่มก้อนหรือชุมชนอีกด้วย
นักเขียนด้านวัฒนธรรมชาวต่างชาติท่านหนึ่ง (Anne Helen Petersen) ให้ทัศนะไว้น่าคิดว่า การรักษาความเป็นเพื่อนเอาไว้ในทุกช่วงจังหวะของชีวิตนั้นสำคัญยิ่ง เพราะ “คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนกับคนแบบเดียวกันเท่านั้น ชีวิตมันจะสนุกและเปิดโลกทัศน์ได้กว้างขึ้นอีกเยอะ ถ้าเรามีเพื่อนที่มีมุมมองหลากหลาย” แม้ว่าคำกล่าวนี้จะมาจากบริบทสังคมตะวันตก แต่แนวคิดนี้ก็สอดคล้องกับค่านิยมของไทยไม่น้อย ที่มองว่าเพื่อนสนิทก็เปรียบเสมือนญาติคนหนึ่ง เป็นทั้งที่ปรึกษา เป็นผู้รับฟัง และเป็นที่พึ่งพาอาศัยกันในยามยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเลี้ยงดูอุ้มชูลูกหลานในแบบครอบครัวขยายของไทย
จากงานวิจัยชิ้นนี้ สรุปได้ ๔ ปมหลัก ๆ ที่มักจะสร้างรอยร้าวให้มิตรภาพ เมื่อเพื่อนคนหนึ่งกลายมาเป็นคุณพ่อคุณแม่:
๑. การตีตราหรือมองแบบเหมารวม (Stereotyping) เพื่อนที่ยังไม่มีลูกมักจะคิดไปเองว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่คงจะยุ่งวุ่นวายเกินกว่าจะไปสังสรรค์เฮฮาได้เหมือนเดิม ส่วนฝ่ายคุณพ่อคุณแม่เองก็มักจะลังเลใจ ไม่กล้าชวนเพื่อนไปงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับลูก ๆ เพราะกลัวเพื่อนจะอึดอัดหรือรู้สึกเป็นส่วนเกิน นักเขียนคนเดิมยังอธิบายเสริมว่า “ฝ่ายพ่อแม่ก็คิดว่าทำแบบนี้คือเกรงใจเพื่อน ส่วนเพื่อนที่ไม่มีลูกกลับรู้สึกเหมือนถูกกีดกัน” แนวคิดนี้ก็ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร ที่แนะนำว่าทั้งสองฝ่ายควรจะเปิดอกคุยกันตรง ๆ ถึงเวลาว่างและความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคน ดีกว่าจะคิดเองเออเองไปฝ่ายเดียว
๒. วงสนทนาที่คุยกันอยู่เรื่องเดียว (Conversation Imbalance) เวลาที่กลุ่มเพื่อนซึ่งมีทั้งคนที่เป็นพ่อแม่แล้วกับคนที่ยังไม่มีลูกมาเจอกัน บางทีวงสนทนาก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องลูก เรื่องคลอด เรื่องเลี้ยงเด็ก จนคนที่ยังไม่มีลูกอาจจะตามไม่ทัน หรือไม่มีประสบการณ์ร่วมมาแชร์ด้วย นักเขียนท่านเดิมเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่าเคยต้องนั่งฟังเพื่อนคุยกันแต่เรื่องวิธีการคลอดลูก โดยที่ตัวเองไม่มีอะไรจะพูดเสริมได้เลย ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าทุกคนในวงควรจะช่วยกันใส่ใจให้บทสนทนามีความหลากหลาย เปิดโอกาสให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวงสนทนาได้ ซึ่งทักษะการชวนคุยแบบนี้ก็มักจะเห็นได้บ่อย ๆ ในวัฒนธรรมไทย เวลาไปรวมญาติหรือไปงานบุญงานวัด ที่มีคนหลายรุ่นหลายวัยมารวมตัวกัน
๓. โหยหา “วันคืนเก่า ๆ” (Nostalgia for the “Old Days”) ทั้งสองฝ่ายอาจจะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป งานวิจัยชี้ว่า แทนที่จะพยายามนัดเจอกันแบบเดิม ๆ ลองปรับเปลี่ยนกิจกรรมดูบ้าง เช่น คุณพ่อคุณแม่อาจจะชวนเพื่อนไปเดินตลาดซื้อกับข้าวด้วยกัน ช่วยกันทำอาหารมื้อเช้า หรือชวนไปเดินเล่นสบาย ๆ แถวบ้าน แทนที่จะต้องไปนั่งคาเฟ่เก๋ ๆ หรือสังสรรค์กันยันดึกเหมือนเคย ลองเปลี่ยนมุมมองดูว่า “เวลาคุณภาพ” สามารถสร้างได้หลากหลายรูปแบบและในหลายช่วงเวลา
๔. หลีกเลี่ยงที่จะคุยกันในเรื่องยาก ๆ (Avoiding Difficult Conversations) บางคนอาจจะรู้สึกอึดอัดใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดมันออกมาตรง ๆ ปล่อยให้ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมจนกลายเป็นปัญหาระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าการเปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยเยียวยาความรู้สึกหรือช่วยเคลียร์ใจกันได้มาก แม้ว่าท้ายที่สุดอาจจะต้องยอมรับความจริงว่ารูปแบบความสัมพันธ์มันจำเป็นต้องเปลี่ยนไป หรืออาจจะต้องเว้นระยะห่างกันไปบ้างชั่วคราวก็ตามจริง แม้ในสังคมไทยที่มักจะให้ความสำคัญกับการรักษาน้ำใจและประคับประคองมิตรภาพ อาจจะทำให้รู้สึกว่าการเปิดอกคุยเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่ในระยะยาวแล้ว การสื่อสารกันอย่างจริงใจกลับเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี
สำหรับบรรยากาศในเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองใหญ่ ที่มีทั้งอัตราการเกิดที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น (แม้ภาพรวมประเทศจะลดลง) และแรงกดดันสารพัดที่คนหนุ่มสาวต้องเผชิญ ก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น (Bangkok Post) ข้อมูลจากผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคุณครู นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตใจ ต่างก็พบเจอพ่อแม่วัยหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการศึกษาจากต่างประเทศเช่นกัน
งานวิจัยยังได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมไว้ด้วยเช่นกัน หัวใจสำคัญก็คือ ทั้งฝ่ายที่เป็นคุณพ่อคุณแม่และฝ่ายเพื่อนที่ยังไม่มีลูก ควรจะเปิดใจให้กว้าง พยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเดาไปเองว่าเพื่อนคงไม่ว่าง ก็ควรจะลองเอ่ยปากถามไถ่ตารางชีวิตของอีกฝ่ายดู และพร้อมที่จะยอมรับว่าช่วงเวลาที่จะนัดเจอกันอาจจะต้องยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนไปบ้างเพื่อให้ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาครอบครัวของไทยท่านหนึ่งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความยืดหยุ่นเช่นกัน โดยมองว่ากิจกรรมที่เคยทำร่วมกันอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปบ้าง จากที่เคยนัดสังสรรค์กันตอนกลางคืน ก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นชวนกันไปเดินเล่นรับลมตอนเช้าที่สวนสาธารณะ หรือหันมาทำกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น ซึ่งวิถีชีวิตแบบนี้จะค่อนข้างใกล้เคียงกับชีวิตของคนไทยในต่างจังหวัด ที่ทุกคนในชุมชนมักจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการเลี้ยงดูเด็ก ๆ แตกต่างจากสังคมเมืองใหญ่ที่ครอบครัวส่วนใหญ่มักจะเล็กลงและค่อนข้างแยกตัวออกจากผู้คนรอบข้าง
บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า ประเทศไทยเราจะสามารถช่วยดูแลและส่งเสริมให้ทั้งคนหนุ่มสาวและครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ในเรื่องนี้ ภาครัฐก็สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะที่เอื้อเฟื้อและเป็นมิตรกับเด็ก ๆ การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและออฟฟิศต่าง ๆ มีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้มีโอกาสสร้างเครือข่ายพบปะพูดคุยกันผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น โรงเรียน วัด หรือศูนย์กิจกรรมของชุมชน เพื่อเป็นการต่อยอดค่านิยมเรื่อง “น้ำใจ” และความเอื้ออาทรที่มีอยู่ในสังคมไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
เมื่อมองไปในอนาคต นักวิชาการหลายท่านคาดการณ์ว่ามิตรภาพระหว่างเพื่อนจะยังคงต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปอีก อาจจะได้เห็นแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่มีลูกช้าลง โยกย้ายถิ่นฐานเพื่อการทำงานกันมากขึ้น หรือมีรูปแบบครอบครัวที่หลากหลายและยืดหยุ่นกว่าในอดีต ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอย่างแอปพลิเคชันต่าง ๆ และโซเชียลมีเดีย ก็มีทั้งคุณูปการและความท้าทายในตัวเอง กลุ่มเพื่อนบางกลุ่มอาจจะยังคงติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสม่ำเสมอผ่านแชตหรือวิดีโอคอล แต่ในทางกลับกัน บางความสัมพันธ์ก็อาจจะค่อย ๆ เลือนหายไปเพราะความเหนื่อยล้าจากการเชื่อมต่อทางดิจิทัล (digital fatigue) สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีการเติบโตของการเชื่อมต่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง (UNICEF Thailand) สิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือการสร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการรักษามิตรภาพในโลกแห่งความเป็นจริงและในโลกออนไลน์
สำหรับคุณผู้อ่านชาวไทยที่อาจจะกำลังเผชิญหน้าหรือต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อยู่ งานวิจัยชิ้นนี้ก็มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดใจ ชวนเพื่อนคุย ลองริเริ่มกิจกรรมใหม่ ๆ ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยและทุกสถานะ พยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกันในการสื่อสาร และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการพูดคุยกันด้วยความจริงใจและความเห็นอกเห็นใจ แม้ว่าความสัมพันธ์อาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามแต่ละช่วงของชีวิต แต่การพยายามรักษาสายใยแห่งมิตรภาพเอาไว้ ไม่เพียงแต่จะเป็นผลดีต่อตัวเราแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อภาพรวมของชุมชนและสังคมไทยของเราอีกด้วย
แหล่งข้อมูล
- NPR: “Why some friendships end after kids come into the picture”
- Bangkok Post: “Urbanisation shapes new families”
- UNICEF Thailand: “The State of Children in Thailand 2021”