ผมเล่าเรื่องหลักสูตร วท. บ. นวัตกรรมการเกษตรและการจัดการไว้ที่ (๑) เป็นหลักสูตรประหลาด คือเกิดจากความร่วมมือระหว่างคณะทรัพยากรธรรมชาติกับมูลนิธิ BCL (รศ. ดร. นิกร วัฒนพนม ประธานมูลนิธิ) ที่สมาชิกของ BCL ทำหน้าที่คล้าย “อาจารย์พิเศษ” แบบไม่เป็นางการ และไม่รู้ตัว คือทำหน้าที่ชวนนักศึกษาทำ reflection สิ่งที่นักศึกษาเรียนจากการปฏิบัติงานในแต่ละวัน รวมทั้งไปชวน “ลุงนัน” มาทำหน้าที่ “ศาสตราจารย์ปฏิบัติ” เป็นผู้คิดวิธีดำเนินการภาคปฏิบัติ เพื่อ “การเรียนรู้จากประสบการณ์” (experiential learning) ของนักศึกษา
อ่านหรือดาวน์โหลดหนังสือเรื่อง การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ ได้ที่ (๒)
หลักสูตรนี้ประยุกต์ใช้หลักการและวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์โดยทีมมูลนิธิ BCL นำโดยท่านเลขาธิการมูลนิธิ นพ. สมบูรณ์ จิรวัฒนาสมกุล ที่นำเอากระบวนการ “ใคร่ครวญสะท้อนคิด” (reflection) เข้าไปเสริมหลักสูตรภาคปฏิบัติ ชักนำให้นักศึกษาสะท้อนคิดข้อมูลจากการปฏิบัติในแต่ละวันสู่หลักการหรือทฤษฎีด้านการเกษตร และนำเอาหลักการที่ตนร่วมกันตกผลึกไปทกลองใช้ในงานของวันต่อๆ ไป ทำให้การเรียนรู้ในหลักสูตรนี้เป็นการเรียนรู้เชิงลึก และเชื่อมโยง
ที่สำคัญคือ นักศึกษาเกิดความมั่นใจในสิ่งที่ตนได้เรียนรู้ เกิด “ความมั่นใจในตนเอง” (self-efficacy) เกิด “ความเป็นผู้ก่อการ” (agency)
เมื่อนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ทำโครงการ IS – Independent Study นักศึกษาคนหนึ่ง (แอร์ - พนา รัตนวงษา) ได้รับมอบหมายให้ไปทำโครงการที่อำเภอขุนหาญ มีที่ดิน ๒๔ ไร่ที่สตรีคหบดีในท้องถิ่น (แม่เต่า – วิเชียร สุภาพ) ต้องการทำเป็นศูนย์เรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียง และบริจาครายได้บริจาคให้โรงพยาบาลขุนหาญ พื้นที่นี้กลายเป็น แปลงเกษตรแนวใหม่ และการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรแนวใหม่ สาธิตแก่เกษตรกรในบริเวณใกล้เคียง ที่เห็นผลต้นไม้เติบโตเร็วอย่างทันตา ก็ได้รับศรัทธาจากเกษตรกรชาวบ้าน
นักศึกษา และหลักสูตรผลิตเกษตรกรแนวใหม่จึงออกฤทธิ์ สร้างเกษตรกรแนวใหม่โดยไม่ต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ให้แก่เกษตรกรชาวบ้าน เกิดเครือข่ายเรียนรู้จากประสบการณ์ขึ้นในอำเภอขุนหาญ โดยมีลุงนัน ชูเอียด เป็น “ประธานคณะอาจารย์ที่ปรึกษา” โดยไม่ต้องมีใครแต่งตั้ง และคณะอาจารย์ที่ปรึกษาก็คือนักธุรกิจสมาชิกของมูลนิธิ BCL ที่ทำหน้าที่ชวนสะท้อนคิด โดยที่ตนเองไม่มีความรู้ด้านการเกษตรเลย
เป็นปรากฏการณ์ “ผุดบังเกิด” (emergence) ทางสังคม … social emergence จากหลักสูตรผลิตเกษตรกรแนวใหม่ ที่พลังจิตและพฤติกรรมกุศลเพื่อประโยชน์ของสังคมของหลายฝ่ายมาบรรจบกัน เกิดเป็นพลังสังคมยิ่งใหญ่ที่ ผุดบังเกิดขึ้นมาเอง ไม่มีสูตรสำเร็จที่มีคนคิดมาก่อนล่วงหน้า เป็นมหัศจรรย์เล็กๆ ทางสังคม เชื่อมโยงกับอุดมศึกษา และขบวนการจิตสาธารณะของนักธุรกิจสมาชิดมูลนิธิ BCL
เมื่อคุณหมอสมบูรณ์ชวนไปเยี่ยมชมกิจการดังกล่าวที่อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ผมจึงรับปากทันที นัดกันได้วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๘ โดยผมออกจากบ้านตีห้า ไปขึ้นเครื่องบินที่ออก ๖.๔๐ น. ถึงสนามบินอุบล ๘.๑๐ น. นั่งรถไปอำเภอขุนหาญอีกเกือบสองชั่วโมง ไปที่ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง JWR by แม่เต่า บ้านสุขสมบูรณ์ ต. พราน อ. ขุนหาญ จ. ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมชมบริเวณศูนย์ และรับฟังคำอธิบายเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น ๔ เดือน เริ่มเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๗ เมื่อแอร์เดินทางจากหาดใหญ่ไปทำโครงการ โดยพักอยู่ที่บ้านสร้างใหม่ในบริเวณศูนย์เรียนรู้ ซึ่งหมายความว่าจะไม่เพียงไปทำโครงการ IS เพื่อรายงานมหาวิทยาลัย แต่แอร์จะอยู่ยาวเพื่อสร้างศูนย์เรียนรู้ และชุมชนเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง อำเภอขุนหาญ
เมื่อไปถึงศูนย์เรียนรู้ของแม่เต่า เวลาเกือบ ๑๐ น. พบว่า ลุงนัน คุณหมอสมบูรณ์ และทีม BCL ไปรออยู่แล้ว
หลังจากเดินชมสถานที่และฟังคำอธิบายเกือบ ๑ ชั่วโมง เราก็นั่งล้อมวงคุยกัน โดยเขาเอาไมค์ส่งให้ผม คล้ายๆ จะให้ผมพูด ผมขอทำหน้าที่ “คุณอำนวย” ตั้งคำถามว่า ที่แต่ละท่านมาวันนี้มีเป้าหมายอะไร มาเห็นสถานที่และฟังคำอธิบายแผนการแล้วคิดอะไร โดยชี้ให้ผู้อาวุโสน้อยพูดก่อน เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่คนคาดหวังว่าจะไปฟังผมพูด มาเป็นทุกคนแชร์เป้าหมายและความคิดแก่คนในวง ที่มีประมาณ ๒๐ คน เป็นทีม BCL ห้าหกคน ที่เหลือเป็นครู และชาวบ้าน ดร. นิกรมาร่วมตอนประมาณ ๓๐ นาทีก่อนเที่ยง และท่านเกษตรอำเภอมาร่วมภายหลัง
การคุยกันค่อยๆ ก่อความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องอาชีพการเกษตร หรือการเป็นเกษตรกรรายได้สูง ที่ทุกคนเชื่อว่าอยู่แค่เอื้อม เพราะไปเห็นตัวอย่างของลุงนันที่จังหวัดพัทลุงมาแล้ว และลุงนันก็เคยมาดูพื้นที่และให้คำแนะนำเมื่อปลายปีที่แล้ว ดังนั้นเมื่อผมขอให้ลุงนันพูด ท่านบอกว่า อาชีพเกษตรกรไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ต้องปลูกพืชที่ตนกำหนดราคาเอง ไม่ใช่ถูกคนอื่นกำหนดราคาอย่างข้าว ท่านยกตัวอย่างปลูกพลู ขายได้ ๓๐๐ บาท/กก. โดยส่งออกไปไต้หวัน ที่สำคัญต้องคิดเป็น รู้จักพืช ดิน น้ำ ภูมิอากาศ รู้จักพืชหลักพืชพี่เลี้ยง รู้จักหาตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จและไปเรียนรู้จากเขา ผมสรุปว่าลุงนันเป็นนักเรียนรู้ตัวยง (ท่านเอ่ยถึงการเป็นคนที่เปรียบเสมือนน้ำไม่เต็มแก้ว) จึงประสบความสำเร็จในชีวิตสูงมาก ท่านสรุปว่าต้องคิดเป็น ทำเป็น ขายเป็น แบ่งปัน และสร้างเครือข่าย ผมตีความว่า มีจิตสาธารณะ เผื่อแผ่แก่ผู้อื่นและสังคม
เมื่ออาราธนาหลวงพี่ที่มาร่วมวง ท่านแนะนำตัวว่าชื่อพระพิภพ จิรวัฒโน เคยทำวนเกษตรที่กาญจนบุรี ท่านแนะนำว่า เกษตรกรต้องมี Growth Mindset และมีความเป็น entrepreneur และรู้จักการบริหารจัดการ ท่านสอนวิปัสสนากรรมฐาน
รศ. ดร. นิกร บอกวงพูดคุยว่า มูลนิธิ BCL มุ่งสนับสนุน ๓ อย่าง คือ (๑) ส่งเสริมความเข้มแข็งของปัจจัย ๔ ที่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค) เน้นที่เรื่องอาหาร (๒) พัฒนาคน (๓) ความเข้มแข็งของชุมชน มาพบชุมชนขุนหาญ พบว่ามีปัจจัยองค์ประกอบครบทั้ง ๓ ข้อ
วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๘ ผมก็ได้รับวิดีทัศน์เล่าเรื่องการเกิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านแม่เต่า บรรยากาศการไปเยี่ยมชมและเสวนากันเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=-uMMan3usqg
ผมค่อยๆ ปะติดปะต่อข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น และจะดำเนินการต่อไป ได้ชัดเจนขึ้น เมื่อไปกินอาหารเที่ยงที่โรงพยาบาลขุนหาญที่นั่งรถไป ๑๕ นาที และฟังการบรรยายสรุปเรื่องโรงพยาบาลขุนหาญโดย ผอ. นก - พญ. รัชฎาพร รุญเจริญ ที่บอกว่าโรงพยาบาลชุมชนขนาด ๙๐ เตียงแห่งนี้ เน้นทำงาน ๒ ด้านคู่ขนานหรือเสริมแรงกัน คือ ด้านดูแลสุขภาวะองค์รวมของพลเมืองแสนคนเศษๆ ในอำเภอขุนหาญที่อยู่ใต้สุดของจังหวัดศรีสะเกษ ติดประเทศกัมพูชา กับสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยมีศูนย์สนับสนุนชุมชนเข้มแข็งสังกัดโรงพยาบาล ผมจับความได้ว่า คุณหมอนก เป็นหมอที่ดำเนินตามรอย นพ. อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เธอจึงได้รับศรัทธาจากชาวบ้านมาก และโรงพยาบาลก็ได้รับเงินบริจาคสนับสนุนจากหลากหลายทาง รวมทั้งจากแม่เต่า
กิจกรรมของ รพ. ขุนหาญจึงมีความหมากหลายมาก สรุปโดยย่อในสไลด์นี้
แต่จริงๆ แล้วมีกิจกรรมมากกว่านี้มาก โดยทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยราชการอื่นๆ เช่น สาธารณสุขอำเภอ เกษตรอำเภอ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอ (พชอ.) อย่างเข้มแข็งมาก รวมทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชน
ผมไปรู้จักคำว่า CG ที่นี่ ย่อมาจาก Care Giver ที่คัดเลือก อสม. มาฝึก ๕๐๐ ชั่วโมง ในหลักสูตรของกรมอนามัย ผมจึงได้ไปเปิดหูเปิดตาว่าเรื่อง care giver ในชนบทเขาก้าวหน้ามาก แถมยังมี CCG – Community Care Giver อีกด้วย เสียดายที่ไม่มีเวลาซักว่า CCG ทำอะไรบ้าง ต่างจาก CG อย่างไร
CG ที่นี่ไม่ได้บริบาลเฉพาะมนุษย์ ยังบริบาลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย จึงมีกิจกรรมปลูกต้นไม้ และเข้าใจว่า CG ทำหน้าที่เป็นผู้นำชุมชนด้วย ผมจึงเห็นความเป็นนักยุทธศาสตร์ของคุณหมอนก ที่เมื่อจะส่งทีมไปดูงานที่บ้านในกอย อ. ป่าบอน จ. พัทลุง ของลุงนัน (๔ - ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๗) เธอเลือกส่ง CG ไปหลายคน รวมทั้งชวนเกษตรอำเภอไปด้วย ไปกัน ๑ รถตู้ นั่งรถทรมานไป ๒ วันจึงถึง ขาไปทุกคนทรมานมาก ขากลับคุยวางแผนกลับไปทำที่ที่ดินของตนเองกันอย่างคึกคัก
หลักสูตร วท. บ. นวัตกรรมการเกษตรและการจัดการ ของ มอ. และ BCL ประสบความสำเร็จก็เพราะมีกิจกรรม community engagement ตั้งแต่แรก โดยมีลุงนัน ชูเอียด เป็นผู้นำฝ่ายชุมชน แล้วอาศัยการเชื่อมโยงโดยมูลนิธิ BCL นศ. ของหลักสูตรคือคุณแอร์ (พนา รัตนวงษา) ที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรี ก็ได้ไปทำหน้าที่ community engagement ที่ อ. ขุนหาญ ที่น่าเสียดายคือ ไม่มีฝ่ายคณาจารย์ของคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม. สงขลานครินทร์ ไปร่วมเลย ผมชวนอีก ๒ มหาวิทยาลัยไปร่วมเรียนรู้ผลกระทบจากหลักสูตรแนวใหม่ ก็ไม่มีคนสนใจ
เป็นกรณีตัวอย่างของการพัฒนาชุมชนด้วยกลไกการเรียนรู้ พัฒนาการทำมาหากินของชาวบ้าน ให้พัฒนาขึ้นเป็นกิจการรายได้สูง
เป็นกรณีตัวอย่าง มูลนิธิเพื่อกิจการสาธารณะอย่าง BCL ที่เน้นใช้พลังของการเรียนรู้ สร้างคนที่มีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีจิตสาธารณะ และมีทักษะการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต
เป็นกรณีตัวอย่างโรงพยาบาลขุนหาญภายใต้ภาวะผู้นำของ พญ. รัชฎาพร รุญเจริญ (หมอนก) ที่ทำงานด้านสุขภาวะครบวงจรคู่กับงานพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ทำงานด้วยความสัมพันธ์แนวราบ ไม่เน้นการสั่งการ จึงเกิดผลกว้างขวางโดยง่าย ทำให้ผู้ร่วมงานในโรงพยาบาลทำงานด้วยแรงบันดาลใจ ด้วยพลังจิตสาธารณะ
เป็นกรณีตัวอย่างการพัฒนาทุกด้านด้วยกลไกการเรียนรู้จากประสบการณ์ เน้นเรียนรู้จากการสะท้อนคิดร่วมกัน
วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๘ เป็นวันประวัติศาสตร์ของกิจกรรม community engagement อำเภอขุนหาญ ของมูลนิธิ BCL ร่วมกับโรงพยาบาลขุนหาญ ที่บ้านแม่เต่า วิเชียร สุภาพ ผู้ที่ในอดีตเป็น CG ที่บังเอิญได้ไปทำงานเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุชาวต่างประเทศ (หญิง) ที่ภูเก็ต และเมื่อหญิงชราจะสิ้นชีวิตได้ยกมรดกก้อนใหญ่ให้แก่เธอ และเธอก็นำมรดกนั้นมาทำประโยชน์สาธารณะ
เป็นการบรรจบกันของพลังความดีงาม หลากหลายฝ่าย หลากหลายด้าน สู่การเรียนรู้และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขุนหาญ ผมจึงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “การผุดบังเกิด” (emergence) ของพลังการเรียนรู้
ที่มหาวิทยาลัยต่างๆ น่าจะได้ดำเนินการถอดบทเรียน สำหรับนำไปปรับประยุกต์ใช้ในหลักสูตรอื่นๆ ต่อไป
จะช่วยให้อุดมศึกษาก่อผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนสูงยิ่ง และน่าจะช่วยให้เกิด transformation ของระบบอุดมศึกษา เหมือนอย่างที่กิจกรรมที่เชื่อมโยงกับหลักสูตร วท. บ. นวัตกรรมการเกษตรและการจัดการ นี้ก่อผลกระทบอย่างที่เล่า และจะมีผลกระทบตามมาอีกมากมาย
วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ผมพบลิ้งค์วิดีทัศน์ (๓) เรื่องราวการลงพื้นที่เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ใน Line Group สภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ผู้ลงลิ้งค์คือท่านอธิการบดี ผมจึงเสนอให้นำเรื่องนี้รายงานในสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เพื่อหาทางขยายผลการจัดหลักสูตรแนวนวัตกรรม ที่ส่งผลให้บัณฑิตรู้จริง มีความเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ และเป็นโอกาสให้มหาวิทยาลัยมี community engagement ท่านนายกสภา ศ. ดร. สนิท อักษรแก้ว รับลูกสั่งให้บรรจุในวาระการประชุมสภามหาวิทยาลัย วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๘
วิจารณ์ พานิช
๑๒ เม.ย. ๖๘ ปรับปรุงเพิ่มเติม ๘ พ.ค. ๖๘