งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดกำลังสร้างความฮือฮาทั่วโลก เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบปรากฏการณ์ทางสมองสุดพิลึกที่เรียกว่า “ฌาเมส์วู” (jamais vu) มันคือภาวะที่สมองเกิดรวนขึ้นมาชั่วครู่ จนทำให้เรื่องราวหรือสถานการณ์ที่คุ้นเคยกลับดูแปลกประหลาดไปถนัดตา ใครๆ ก็อาจเจอประสบการณ์ชวนงุนงงสับสนแบบนี้ได้ ปรากฏการณ์นี้เปรียบเหมือนด้านตรงข้ามของ “เดจาวู” (déjà vu) ที่หลายคนคุ้นหูกันดี ฌาเมส์วูกำลังเป็นที่จับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันอาจเกี่ยวพันกับความเข้าใจของเราในเรื่องความจำ การรับรู้ ตลอดจนสุขภาพสมองโดยรวม การค้นพบครั้งนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในงานวิจัยที่ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวาง อาจเปลี่ยนมุมมองของเราต่ออาการหลงๆ ลืมๆ หรือการรับรู้ที่ติดขัดในชีวิตประจำวัน รวมถึงประสบการณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยก็อาจเคยประสบมากับตัวเอง

การค้นพบฌาเมส์วูนับว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยเปิดอีกแง่มุมของจิตสำนึกมนุษย์ ที่มักถูกบดบังด้วยความโด่งดังของเดจาวู เดจาวูคือความรู้สึกหลอนๆ เหมือนว่าเราเคยเจอเหตุการณ์นั้นมาแล้วเป๊ะๆ ส่วนฌาเมส์วูนั้นตรงกันข้าม มันทำให้เรารู้สึกแปลกแยกขึ้นมากะทันหันกับข้าวของ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ผู้คนที่คุ้นเคยกันดี รายงานจากสื่ออย่าง Daily Mail และสื่ออื่นๆ ที่นำเสนองานวิจัยนี้ (UNILAD, ScienceAlert) ระบุถึงการทดลองที่น่าสนใจ โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองพูดคำง่ายๆ เช่นคำว่า “ประตู” ซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบครั้ง จนในที่สุดคำนั้นก็ดูเหมือนจะหมดความหมายไป และกลายเป็นคำที่ไม่คุ้นเคย นี่แหละคือตัวอย่างชัดๆ ของอาการฌาเมส์วู

จริงๆ แล้ว ฌาเมส์วูเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่นักวิชาการรู้จักกันมาพักใหญ่แล้ว ชื่อของมันมาจากภาษาฝรั่งเศส แปลตรงตัวว่า “ไม่เคยเห็น” (Wikipedia) ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ฌาเมส์วูคือความรู้สึกที่เกิดกับสิ่งที่เรารู้จักมักคุ้นดีอยู่แล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก หรือดูแปลกตาไปอย่างบอกไม่ถูก ตัวอย่างง่ายๆ ของอาการฌาเมส์วูก็เช่น จู่ๆ ก็ลืมหน้าเพื่อนสนิทไปแว็บหนึ่ง หรือรู้สึกว่าแผนผังบ้านตัวเองมันดูพิลึกๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี อาการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแปลกที่สมองเล่นตลกกับเราเฉยๆ แต่มันยังให้เบาะแสใหม่ๆ ว่ากลไกความจำและความใส่ใจของคนเรามันรวนได้อย่างไร เผยให้เห็นช่องโหว่ในระบบการรับรู้ความแปลกใหม่และความคุ้นเคยของสมองเรานั่นเอง

การศึกษาล่าสุดในเรื่องนี้ นำโดยคณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านการรับรู้ ชี้ว่าการทำความเข้าใจฌาเมส์วูจะช่วยให้เราเห็นภาพการทำงานอันซับซ้อนของระบบความจำมนุษย์ได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น ทีมวิจัยอธิบายว่า “ฌาเมส์วูช่วยให้เรามองเห็นการทำงานของระบบตรวจจับความแปลกใหม่ในสมองแบบเต็มๆ และยังชี้ให้เห็นว่าบางครั้งสมองที่แข็งแรงดีก็อาจจะตีความโลกรอบตัวผิดเพี้ยนไปได้เหมือนกัน” ในการทดลองของพวกเขา ซึ่ง UNILAD ได้รายงานไว้ นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมที่สุขภาพดีเขียนหรือพูดคำง่ายๆ ซ้ำไปซ้ำมา การทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกกับคำเหล่านั้นขึ้นมาชั่วขณะ ผู้เข้าร่วมทดลองเล่าว่าประสบการณ์นี้มันทั้งน่าอึดอัดใจและน่าทึ่งไปพร้อมๆ กัน เรื่องนี้แสดงให้เห็นเลยว่าความรู้สึกที่เรามีต่อความหมายของคำต่างๆ ในสมอง มันเปราะบางและพังลงได้ง่ายแค่ไหน ซึ่งบ่อยครั้งใช้เวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำกับการพูดหรือเขียนซ้ำๆ

สำหรับคนไทยเรา เรื่องนี้ก็มีความน่าสนใจในหลายมิติ แม้ว่าเดจาวูจะเป็นคำที่ติดปากและคุ้นเคยกันดีในบ้านเรา แต่ประสบการณ์ฌาเมส์วูอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก ทั้งๆ ที่มันอาจเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่คิด คนไทยเราเองก็อาจเจอความรู้สึกแบบนี้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ตอนเขียนคำไทยง่ายๆ อย่าง “บ้าน” หรือ “ข้าว” หรือแม้แต่ตอนทำกิจกรรมซ้ำๆ อย่างการสวดมนต์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการงงๆ ชั่วครู่ หรือรู้สึกไม่ผูกพันกับสิ่งที่คุ้นเคยขึ้นมาดื้อๆ นักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในบ้านเราน่าจะเห็นประโยชน์จากข้อมูลนี้ โดยสามารถนำไปช่วยสร้างความเข้าใจให้ผู้คนมั่นใจได้ว่า อาการสับสนงงงวยที่เกิดขึ้นแป๊บๆ แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา และส่วนใหญ่มักไม่น่าเป็นห่วง ตราบใดที่ไม่ได้เป็นบ่อยๆ หรือเกี่ยวพันกับปัญหาสุขภาพด้านอื่น

งานวิจัยเรื่องฌาเมส์วูยังเกี่ยวโยงไปถึงแง่มุมทางการแพทย์อีกด้วย ผลการทบทวนงานวิชาการชิ้นล่าสุด (PubMed) ชี้ว่าความรู้สึกแปลกแยกนี้อาจจะหนักข้อขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การพักผ่อนไม่พอ ความเครียดจัด หรือภาวะทางระบบประสาทบางอย่าง เช่น โรคลมชัก ในสังคมไทยยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างหมุนเร็ว หลายคนอาจกำลังเผชิญกับความเหนื่อยล้าจากเทคโนโลยี รวมถึงความกดดันหนักหน่วงจากการเรียนหรือการทำงาน การทำความเข้าใจอาการสมองรวนเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จึงช่วยคลายความลึกลับของประสบการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลหรือความกลัว โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษาหรือชาวออฟฟิศทั้งหลาย

เมื่อก่อนนี้ ในวัฒนธรรมไทยเรามักมองปัญหาเรื่องความจำและความสับสนในมุมของเรื่องจิตวิญญาณและครอบครัวเป็นหลัก อาการสับสนวูบวาบมักถูกมองว่าเกิดจากความเหนื่อยล้า ดวงไม่ดี หรือแม้แต่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล คนในครอบครัวก็มักจะแนะนำให้พักผ่อน ทำสมาธิ หรือไปวัดไปวาเพื่อทำใจให้สงบ ถึงแม้วิธีเหล่านี้จะช่วยให้สบายใจขึ้นได้ แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เกี่ยวกับฌาเมส์วูก็เข้ามาช่วยเสริมความเข้าใจเดิมๆ ได้เป็นอย่างดี โดยชี้ให้เห็นว่าอาการเพี้ยนๆ เล็กน้อยทางจิตใจเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของสมองที่ใครๆ ก็เป็นได้ ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยร้ายแรงอะไร

ในวันข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์ตั้งเป้าจะศึกษาเพิ่มเติมว่าอาการฌาเมส์วูนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนในคนทั่วไป และมีวิธีเฉพาะเจาะจงที่จะกระตุ้นหรือบรรเทาอาการนี้ได้หรือไม่ ตอนนี้เริ่มมีการหันมาสนใจศึกษาฌาเมส์วูในกลุ่มคนที่ต้องใช้สมองคิดวิเคราะห์หนักๆ เช่น ครูบาอาจารย์ นักเรียนนักศึกษา และคนทำงานสายดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวพันอย่างมากกับเศรษฐกิจไทยที่เน้นการศึกษาและบริการเป็นตัวขับเคลื่อน นักวิจัยบางกลุ่มก็คาดหวังว่า หากเราเข้าใจฌาเมส์วูได้ลึกซึ้งกว่านี้ อาจจะนำไปสู่การรักษาความผิดปกติของความจำที่หนักหนากว่าเดิม หรือช่วยให้นักจิตวิทยาสามารถพัฒนาโปรแกรมฝึกฝนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางสติปัญญาได้

สำหรับคุณผู้อ่านชาวไทย มีคำแนะนำง่ายๆ ที่นำไปปรับใช้ได้คือ หากจู่ๆ คุณรู้สึกแปลกแยกอย่างบอกไม่ถูกกับเพื่อนฝูง คำพูด หรือสถานที่ที่ควรจะ “ปกติ” ก็อย่าเพิ่งตกใจไป อาการส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายและเป็นแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย มันเป็นเพียงอาการรวนเล็กๆ ของสมองที่กำลังพยายามจูนตัวเองระหว่างความคุ้นเคยกับสิ่งใหม่เท่านั้นเอง เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอาการแบบนี้ ลองวิธีง่ายๆ เช่น หาเวลาพักเบรกบ้างระหว่างทำงานหรือเรียนที่ต้องทำอะไรซ้ำๆ นอนหลับให้พอ และผ่อนคลายด้วยวิธีบ้านๆ อย่างการทำสมาธิเจริญสติ หรือเข้าวัดทำบุญให้จิตใจสบาย แต่ถ้าหากรู้สึกสับสนหรือแปลกแยกบ่อยๆ จนรบกวนชีวิตประจำวัน ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตตามโรงพยาบาลหรือคลินิกต่างๆ ในบ้านเรา ซึ่งเดี๋ยวนี้บุคลากรทางการแพทย์ก็มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานวิจัยและการรักษาทางระบบประสาทใหม่ๆ มากขึ้นแล้ว (ข้อมูลจาก WHO ประเทศไทย)

การค้นพบข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับฌาเมส์วูที่ทยอยออกมาเรื่อยๆ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่ความเข้าใจในความซับซ้อนอันน่ามหัศจรรย์ของสมองมนุษย์ เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำว่าประสบการณ์ประเดี๋ยวประด๋าวที่อาจดูน่าอึดอัดใจเหล่านี้ แท้จริงแล้วช่วยให้เราเข้าใจกระบวนการที่เป็นเรื่องปกติสากลของความเป็นมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อสังคมไทยเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น ก็จะเปิดใจยอมรับความหลากหลายของปรากฏการณ์ทางจิตที่ถือเป็นเรื่องธรรมดาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการตีตราในสังคม และส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยกันในวงกว้างเรื่องสุขภาพสมองในยุคดิจิทัลนี้