เคยไหมที่ต้องเลือกระหว่างการถูกเมินเฉย กับการตกเป็นหัวข้อซุบซิบนินทา? งานวิจัยจิตวิทยาชิ้นล่าสุดเผยแง่มุมที่คาดไม่ถึงของปัญหาทางสังคมสุดอึดอัดนี้ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Self and Identity ชี้ว่า ไม่ว่าทางไหนก็ไม่น่าพิศมัย แต่ก็เจ็บปวดกันไปคนละแบบ ผลลัพธ์จากการทดลอง 5 ครั้งกับผู้ร่วมทดลองกว่า 1,000 ชีวิต ช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า สังคมไทยที่เน้นเรื่อง “หน้าตา” และความสมานฉันท์นั้น มีผลต่อวิธีที่เราตอบสนองต่อแรงขับเคลื่อนทางสังคมเหล่านี้อย่างไร
แม้ว่าคนส่วนใหญ่มองว่าการนินทาเป็นเรื่องไม่ดี และการถูกเมินก็เจ็บจี๊ดหัวใจ แต่งานวิจัยที่นำทีมโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปีและผู้ร่วมงานนานาชาติ ก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าแบบไหนมันแย่กว่ากันแน่ คนส่วนใหญ่ย่อมไม่อยากโดนนินทาเสียๆ หายๆ หรือตกเป็นเป้าให้ใครพูดถึงในทางไม่ดี แต่การถูกเมิน หรือถูกกันออกจากกลุ่ม (ostracism) แม้จะแค่แวบเดียวหรือแบบเนียนๆ ก็ทำให้รู้สึกด้อยค่าเหมือนไม่มีใครเห็นหัว ซึ่งก็สร้างความทุกข์ใจได้ไม่น้อยหน้ากัน “แค่โดนใครสักคนกีดกัน แม้เพียงแวบเดียว ก็ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นตัวประหลาด รู้สึกแย่กับตัวเอง และรู้สึกไร้ค่าไปเลยทันที” หัวหน้านักวิจัยด้านจิตวิทยาให้ทัศนะ อ้างอิงจาก Neuroscience News
เรื่องนี้มันจี้ใจดำคนไทยยังไง? ในสังคมบ้านเราที่ให้ค่ากับความกลมเกลียวในหมู่คณะและการ “รักษาหน้า” เป็นอย่างยิ่ง ทั้งการนินทาและการถูกเพิกเฉยจึงกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงทั้งต่อตัวบุคคลและคนรอบข้าง ความผูกพันในครอบครัวที่เหนียวแน่น ระบบอาวุโส และการรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ทำให้ “คำพูด” ไม่ว่าจะกระซิบกระซาบกันลับหลังหรือความเงียบงัน ต่างก็มีน้ำหนักมหาศาล ผลการศึกษาจากงานวิจัยระดับโลกชิ้นนี้ ชวนให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนว่าธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมที่สืบทอดกันมาเหล่านี้ ส่งผลต่อเราในสังคมไทยกันอย่างไรบ้าง
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด งานวิจัยเผยว่า แม้คนส่วนใหญ่จะโอเคกับการถูกพูดถึงในแง่ดีมากกว่าการถูกมองข้าม แต่เกือบหนึ่งในสามของผู้เข้าร่วมก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี แม้จะเป็นคำชมที่พูดกันลับหลังก็ตาม ความอึดอัดนี้อาจมาจากความกลัวว่าคำชมนั้นอาจไม่จริงใจ หรืออาจพลิกผันกลายเป็นเรื่องลบได้อย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม การนินทาในแง่ลบเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยี้สุดๆ โดยประมาณ 85% ของผู้เข้าร่วมบอกว่าไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นพุ่งเป้ามาที่ตัวเองเด็ดขาด
แต่เรื่องมันมีมุมกลับตาลปัตรอยู่เหมือนกัน ประมาณ 15% ของผู้เข้าร่วม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายหรือคนที่มีนิสัยหลงตัวเองสูง กลับบอกว่ายอมโดนพูดถึงในแง่ลบเสียยังดีกว่าถูกมองเป็นอากาศธาตุ คนกลุ่มนี้อาจจะโหยหาแสงหรือการเป็นที่ยอมรับ ถึงขั้นตีความว่าแม้แต่คำพูดในแง่ลบก็ยังถือว่าเป็นการรับรู้ถึงตัวตนของพวกเขาอย่างหนึ่ง “คนที่มีนิสัยหลงตัวเองมักจะรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียงและพิเศษกว่าใคร ดังนั้นพวกเขาอาจเชื่อว่าการนินทาเกี่ยวกับพวกเขานั้นเป็นเรื่องดีเสมอ แม้จะเห็นๆ อยู่ว่าเป็นเรื่องลบก็ตาม แต่ที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือ พวกเขาชอบที่จะได้รับความสนใจในแง่ลบ มากกว่าการถูกเมินไปเลย” ผู้เขียนหลักของงานวิจัยตั้งข้อสังเกต
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมมีผลอย่างมากในเรื่องนี้ ดังที่นักวิจัยท่านหนึ่งชี้ว่า การนินทาเป็นเรื่องสากลที่แทบจะเป็นของต้องห้ามสำหรับเด็กๆ เสมอ แต่กลับเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในหมู่ผู้ใหญ่ ในสังคมไทย การจับกลุ่มคุยกันตามประสาแม่บ้านหรือวงกรรมการหมู่บ้าน อาจเป็นศูนย์กลางกระจายข่าวสารที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ บางครั้งก็มาในรูปแบบเมาท์มอยหอยสังข์ที่ดูไม่มีพิษมีภัย แต่บางทีก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการรักษาความสัมพันธ์ในชุมชนกับการทำลายชื่อเสียงคนอื่นนั้น ช่างเปราะบางและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
แล้วจริงๆ การนินทามันมีข้อดีอะไรบ้างไหม? ทีมวิจัยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ หากการนินทาถูกใช้อย่างมีความรับผิดชอบ การนินทาในเชิงบวกหรือเป็นกลางสามารถช่วยสร้างบรรทัดฐานทางสังคม เสริมสร้างความเป็นธรรมในกลุ่ม หรือกระตุ้นให้ผู้คนมีความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ต่างจากวิธีที่ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ หรือแม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านของไทยใช้ “คำพูด” เพื่อชี้แนะพฤติกรรมที่เหมาะสม สิ่งนี้สอดคล้องกับสุภาษิตไทยโบราณที่ว่า “ปลาหมอตายเพราะปาก” ซึ่งเตือนถึงอันตรายของคำพูดพล่อยๆ แต่ก็ยอมรับอยู่ในทีว่าการพูดคุยบางอย่างเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ร่วมกันในชุมชน
แต่ความเจ็บปวดจากการถูกกีดกันก็เป็นเรื่องจริง และไม่ใช่แค่สำหรับคนที่ถูกกีดกันอย่างโจ่งแจ้งเท่านั้น งานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ทีมวิจัยอ้างถึงยืนยันว่า แม้แต่ประสบการณ์เพียงชั่วครู่ของการถูกเมิน เช่น การถูกทิ้งให้อยู่นอกวงกิจกรรมหรือวงสนทนา ก็สามารถสร้างความรู้สึกของการถูกกีดกันและความสงสัยในคุณค่าของตนเองอย่างรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียนหรือที่ทำงานในกรุงเทพฯ กลุ่มแชตบนโซเชียลมีเดียในเชียงใหม่ หรือวงสังสรรค์ในงานบุญภาคอีสาน การ “ตกขบวน” ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา อาจรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นในทางสังคมเลยทีเดียว
แล้วคนไทยจะเอาความรู้นี้ไปปรับใช้อย่างไรได้บ้าง? อย่างแรกเลย สำคัญมากที่ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนมีปฏิกิริยาไม่เหมือนกัน และบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเรื่องการนินทาและความเงียบก็อาจมีอิทธิพลต่อสิ่งที่เรารู้สึกว่ารับได้หรือทนไม่ไหว งานวิจัยนี้กระตุ้นให้เราเห็นอกเห็นใจและคิดทบทวนให้ดีก่อนจะพูดถึงคนอื่น โดยเฉพาะในชุมชนเล็กๆ ที่คำพูดแพร่กระจายได้เร็วและความสัมพันธ์ของผู้คนโยงใยกันมาหลายชั่วอายุคน
สำหรับแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ถ้าเป็นไปได้ ให้สื่อสารกันอย่างเปิดอกและให้เกียรติกัน ในที่ทำงานและโรงเรียน การส่งเสริมบรรยากาศที่เปิดกว้างและช่วยเหลือเกื้อกูลกันสามารถลดความเจ็บปวดจากทั้งการนินทาและการกีดกันได้ สำหรับในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกหลานวัยรุ่นซึ่งอาจกำลังเผชิญกับสมรภูมิข่าวลือสุดโหดบนโลกโซเชียล การพูดคุยกันอย่างจริงใจถึงความแตกต่างระหว่างคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์กับการพูดจาทำร้ายจิตใจเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ในชุมชนท้องถิ่น ผู้นำและผู้หลักผู้ใหญ่อาจต้องหวนรำลึกถึงภูมิปัญญาดั้งเดิม: พูดด้วยใจเมตตา และหลีกเลี่ยงคำพูดที่ทำร้ายคนอื่นโดยไม่จำเป็น
ในอนาคต อาจมีงานวิจัยที่สำรวจลึกลงไปว่าพลวัตทางสังคมเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไรในภูมิภาคเอเชียโดยรวม และในประเทศไทยโดยเฉพาะ ซึ่งแนวคิดเรื่อง “หน้าตา” การเห็นแก่ส่วนรวม และการสื่อสารแบบอ้อมๆ ฝังรากลึกอยู่ การศึกษาทางมานุษยวิทยาชี้ว่า แม้การนินทาจะช่วยควบคุมพฤติกรรมที่ถูกมองว่าสร้างความเดือดร้อนหรือเห็นแก่ตัวได้ แต่ก็สามารถทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมที่เปราะบางได้ง่ายเช่นกัน ความท้าทายคือการหาจุดสมดุลที่รักษาทั้งศักดิ์ศรีของแต่ละคนและความปรองดองของกลุ่ม ซึ่งเป็นคุณค่าที่เป็นหัวใจสำคัญของวิถีชีวิตแบบไทย
สำหรับตอนนี้ ข้อความที่ได้รับนั้นชัดเจน: ไม่ว่าจะในวงเมาท์วงเล็กๆ หรือในออฟฟิศทันสมัย การระมัดระวังคำพูดและการคิดไตร่ตรองว่าเราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร ทั้งในแง่ของการชวนเข้ากลุ่มหรือไม่ชวนก็ตาม เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ ดังที่สมาชิกท่านหนึ่งของทีมวิจัยสรุปไว้ว่า “ก็เหมือนกับทุกสิ่งในชีวิตนั่นแหละ การมีความเห็นอกเห็นใจ คิดทบทวน และรอบคอบเกี่ยวกับสิ่งที่คุณเลือกจะพูดถึงคนอื่น เป็นเรื่องที่ฉลาดเสมอ”
หากคุณพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ตรงกลางระหว่างการถูกนินทากับความเงียบงัน ลองพิจารณาหาทางพูดคุยกันอย่างเปิดใจ ทำความเข้าใจเจตนา และสร้างชุมชนที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน บางทีคนไทยเราอาจนำสิ่งที่ดีที่สุดจากขนบธรรมเนียมของเรามาใช้ เช่น ความเมตตา การรู้จักกาลเทศะ และพลังอันนุ่มนวลของความเห็นอกเห็นใจ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานได้ทั้งเสียงกระซิบและช่องว่างของความเงียบ
แหล่งข้อมูล: Neuroscience News; วารสาร Self and Identity; มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี