สถานการณ์โรคมะเร็งในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหายกำลังเป็นที่จับตามองในแวดวงการแพทย์ทั่วโลก ทั้งจากผลการศึกษาล่าสุดและรายงานจากประสบการณ์จริงที่ชี้ชัดว่า คนในวัย 20, 30 และ 40 ปี ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งชนิดต่างๆ มากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ปรากฏการณ์นี้ ซึ่งนิตยสารดังอย่าง The Economist เพิ่งจุดประเด็นไป กำลังทลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่ามะเร็งเป็นโรคของผู้สูงอายุ พร้อมกับสร้างโจทย์ท้าทายใหม่ให้กับระบบสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเองด้วย

ที่ผ่านมา เรามักเข้าใจกันว่ามะเร็งเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงวัย ทำให้แคมเปญรณรงค์ป้องกัน แนวทางคัดกรองโรค รวมถึงงานวิจัยด้านสุขภาพต่างๆ เน้นไปที่กลุ่มผู้มีอายุเกิน 50 ปีเป็นหลัก แต่ข้อมูลทางระบาดวิทยาในช่วงไม่กี่ปีมานี้กลับชี้ให้เห็นว่า อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมไทรอยด์ และมะเร็งชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคนอายุน้อยกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแถบเอเชียตะวันออก ยุโรป อเมริกาเหนือ ตลอดจนหลายประเทศกำลังพัฒนา สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการเพิ่มขึ้นของ “มะเร็งที่เกิดในคนอายุน้อย” (early-onset cancers) หรือมะเร็งที่ตรวจพบในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปี ซึ่งเป็นประเด็นที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) และวารสารการแพทย์ชั้นนำอย่าง Nature Reviews Clinical Oncology ต่างให้ความสำคัญและแสดงความห่วงใยมากขึ้นทุกขณะ

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แม้ว่าเราจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการป้องกัน การวินิจฉัยเบื้องต้น และการรักษามะเร็ง แต่ระบบสาธารณสุขของเราก็ยังคงให้ความสำคัญกับผู้ป่วยสูงวัยเป็นหลัก จากรายงานของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในประเทศ พบว่าทุกวันนี้มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในกลุ่มคนอายุน้อยเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่น่าเป็นห่วงคือส่วนใหญ่มักตรวจพบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อครอบครัว แต่ยังกระทบต่อกำลังสำคัญของชาติในวัยทำงานอีกด้วย ภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามานี้กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และกระตุ้นให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีการตรวจคัดกรองที่เร็วขึ้น รวมถึงการรณรงค์สร้างความเข้าใจที่ตรงจุดเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย

ผลการศึกษาวิจัยชี้ว่ามีปัจจัยซับซ้อนหลายประการอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน การขาดการออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกินที่เพิ่มสูงขึ้น การได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม และความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ Oncology พบว่าในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยมะเร็งในกลุ่มคนอายุน้อยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเกือบ 80% โดยเฉพาะกลุ่มมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุด “เราเจอเคสคนไข้อายุแค่สามสิบกว่าๆ ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่สมัยก่อนแทบไม่เคยเจอในคนวัยนี้เลย เรื่องนี้ทำให้เราต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่หมด ทั้งเรื่องความเสี่ยง การคัดกรอง และการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยให้ข้อมูล พร้อมระบุว่าศูนย์มะเร็งในไทยกำลังปรับแนวทางการดูแลรักษาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้

สถานการณ์คล้ายๆ กันนี้ยังพบได้ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเช่นกัน พฤติกรรมการบริโภคอาหารแปรรูป วิถีชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ อัตราโรคอ้วนที่ทะยานสูงขึ้น รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะที่แพร่หลาย ซึ่งล้วนเป็นภาพที่คุ้นตาในสังคมเมืองของไทย ปัจจัยเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคมะเร็งที่สูงขึ้นในคนหนุ่มสาว นักวิจัยบางกลุ่มถึงกับเสนอว่า อาจจำเป็นต้องเฝ้าระวังการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้กันตั้งแต่ในวัยเด็ก เนื่องจากมะเร็งหลายชนิดใช้เวลานานกว่าจะแสดงอาการ

บริบททางวัฒนธรรมของไทยเองก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้ทวีความซับซ้อนเข้าไปอีก โดยทั่วไป คนไทยส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่ามะเร็งเป็นโรคของผู้สูงอายุ ทำให้คนหนุ่มสาวอาจมองข้ามหรือไม่ได้ใส่ใจสัญญาณเตือนเบื้องต้นที่ไม่ชัดเจนนัก เช่น อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดท้องเป็นๆ หายๆ หรือมีเลือดออกทางทวารหนัก นอกจากนี้ อคติทางสังคมและความเชื่อเรื่องบุญกรรมก็ยังเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้หลายคนลังเลที่จะไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ส่งผลให้คนหนุ่มสาวชาวไทยจำนวนไม่น้อยไปถึงมือหมอเมื่อมะเร็งได้ลุกลามไปมากแล้ว ทำให้โอกาสในการรักษาให้หายขาดลดน้อยลง

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยเริ่มตื่นตัวกับปัญหานี้มากขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า “ข้อมูลใหม่ๆ ที่เราได้รับ ทั้งจากฐานข้อมูลทะเบียนมะเร็งในประเทศและงานวิจัยจากทั่วโลก ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนแนวทางการคัดกรองโรคกันใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ” ท่านยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อติดตามปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ อาหารการกิน และพันธุกรรม ที่อาจส่งผลต่อการเกิดมะเร็งในคนอายุน้อยของไทย รวมถึงการปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น ล่าสุด สถาบันมะเร็งแห่งชาติก็ได้เริ่มแคมเปญรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่ามะเร็งไม่ใช่โรคของคนแก่เท่านั้น พร้อมกระตุ้นให้ทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไร หากพบอาการผิดปกติที่น่าสงสัย ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านย้ำว่า แม้โปรแกรมการคัดกรองมะเร็ง เช่น การตรวจแมมโมแกรม หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ โดยทั่วไปจะแนะนำให้เริ่มทำเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน แนวทางเหล่านี้อาจจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง “เราต้องทิ้งความคิดเดิมๆ ที่ว่ามีแค่คนแก่เท่านั้นที่เสี่ยงเป็นมะเร็ง” นักระบาดวิทยาด้านโรคมะเร็งระดับโลกท่านหนึ่งให้ทัศนะผ่านวารสาร The Lancet Oncology “พฤติกรรมและการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ตั้งแต่สมัยเด็กและวัยรุ่น อาจส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในอีกหลายสิบปีข้างหน้าได้ ดังนั้น การให้ความรู้แต่เนิ่นๆ และการลดปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในยุคนี้”

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยมีความแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ เนื่องจากประเทศไทยมีประสบการณ์ในการขับเคลื่อนโครงการควบคุมมะเร็งระดับชาติ ทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) และการคัดกรองไวรัสตับอักเสบ อย่างไรก็ตาม การปรับระบบการคัดกรองมะเร็งให้เร็วขึ้นและครอบคลุมยิ่งขึ้น อาจสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรที่มีอยู่ หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ความท้าทายนี้ยังรวมไปถึงความต้องการเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่ทันสมัยยิ่งขึ้น บริการให้คำปรึกษาและการดูแลที่รอบด้านสำหรับผู้ป่วยอายุน้อย ตลอดจนนโยบายสนับสนุนผู้ป่วยวัยทำงานในช่วงที่ต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน

บทเรียนจากอดีตสอนให้เรารู้ว่า หากการเปลี่ยนแปลงของแบบแผนการเกิดโรคไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกจุด อาจส่งผลกระทบลูกโซ่ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างได้ การที่คนหนุ่มสาวชาวไทยป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งกำลังการผลิตในตลาดแรงงาน ความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และผลิตภาพโดยรวมของประเทศในระยะยาว เพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยที่เป็นเสาหลักหารายได้และดูแลครอบครัว การเจ็บป่วยของพวกเขาจึงอาจสร้างภาระต่อเนื่องไปยังคนรุ่นอื่นๆ ได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การรับมือกับสถานการณ์มะเร็งในคนอายุน้อยที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในวันข้างหน้า จำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขแบบบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับภัยเงียบใหม่นี้ การขยายโอกาสการเข้าถึงบริการคัดกรองสำหรับกลุ่มเสี่ยง การรับประกันว่ามีระบบส่งต่อผู้ป่วยและการรักษาที่รวดเร็วทันท่วงที และการทุ่มงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยทางพันธุกรรมเฉพาะถิ่นที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเดินหน้าจัดการกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในภาพรวมอย่างจริงจังต่อไป ทั้งการส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ การสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางกายมากขึ้น และการควบคุมสารก่อมะเร็งในสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น

สำหรับคนหนุ่มสาวชาวไทยและครอบครัว ข่าวนี้ถือเป็นทั้งสัญญาณเตือนและแรงผลักดันให้หันมาใส่ใจสุขภาพกันอย่างจริงจัง นั่นคือ หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเอง เข้ารับการตรวจคัดกรองหากมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งหรือมีอาการน่าสงสัย และปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคร้ายนี้ การตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไรก็ตาม ในเมื่อความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับมะเร็งก้าวหน้าไปมาก ความเข้าใจของพวกเราเองก็ต้องก้าวตามให้ทัน โดยต้องยอมรับความจริงที่ว่า วันนี้มะเร็งไม่ใช่โรคของผู้สูงอายุอีกต่อไป การป้องกัน การเฝ้าระวัง และการดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน

แหล่งข้อมูล: