ผลวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดชี้ชัดว่าพฤติกรรมการเลี้ยงดูบางอย่างที่ผู้ใหญ่มักมองข้ามหรือเห็นเป็นเรื่องปกติ แท้จริงแล้วอาจกำลังบั่นทอนความไว้วางใจของเด็กๆ อย่างไม่รู้ตัว งานวิจัยดังกล่าวได้ระบุ 7 พฤติกรรมที่เด็กๆ มักรับรู้ว่าเป็นการทำร้ายจิตใจหรือ “หักหลัง” ความรู้สึก ผลวิจัยนี้ไม่เพียงช่วยให้เราเข้าใจความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครอง แต่ยังกระตุ้นให้ผู้ใหญ่หันมาทบทวนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของตนเอง พร้อมกันนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารอย่างใส่ใจและความเสมอต้นเสมอปลายภายในครอบครัว ข้อมูลที่ได้นี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย ที่ต้องการส่งเสริมให้เยาวชนเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งทางอารมณ์และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างดี

แม้ผู้ใหญ่หลายคนอาจเชื่อว่าการกระทำบางอย่างของตนไม่ส่งผลเสีย หรืออาจเป็นประโยชน์ต่อเด็กด้วยซ้ำ ทว่าผลการศึกษาทางจิตวิทยาหลายชิ้นกลับชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า พฤติกรรมอย่างการผิดสัญญา การไม่ใส่ใจความรู้สึกของเด็ก หรือการเปรียบเทียบเด็กกับพี่น้อง ล้วนสร้างบาดแผลทางใจหรือทำให้เด็กรู้สึกเหมือนถูกหักหลังได้ รายงานชิ้นล่าสุดนี้สอดรับกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการจำนวนมาก ที่พบว่าความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของเด็กหยั่งรากลึกจากความน่าเชื่อถือและความเห็นอกเห็นใจที่พวกเขาได้รับจากผู้ใหญ่รอบตัว (APA, Frontiers in Psychology)

บทความ “7 สิ่งที่เด็กรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง” (7 things that feel like betrayal to children) จากหนังสือพิมพ์ Times of India ระบุว่า พฤติกรรมที่เด็กๆ มักตีความว่าเป็นการหักหลังความรู้สึก ได้แก่ การผิดสัญญา, การเพิกเฉยหรือด้อยค่าอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา, การเปรียบเทียบกับผู้อื่น (โดยเฉพาะพี่น้อง), การไม่ยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเผชิญ, การไม่รักษาความลับ, การลงโทษเมื่อพวกเขากล้าพูดความจริง และการใช้ความรักเป็นเครื่องมือต่อรองด้วยการงดแสดงความรักเพื่อลงโทษ (Times of India) พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความรู้สึกปลอดภัยและความไว้วางใจของเด็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อการจัดการอารมณ์ ความภาคภูมิใจในตนเอง ตลอดจนความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นในวันข้างหน้า

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กย้ำว่า เมื่อเด็กรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง แม้จากการกระทำเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้พวกเขาเริ่มกังขาในความน่าเชื่อถือของผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดที่สุดได้ “เด็กๆ จะซึมซับประสบการณ์เหล่านี้ และอาจแสดงออกด้วยความวิตกกังวล การแยกตัว หรือปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ตามมา” รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ทัศนะ งานวิจัยนานาชาติ อย่างบทวิเคราะห์เมื่อปี 2017 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology ก็สนับสนุนข้อสังเกตนี้ โดยชี้ว่าการทำลายความไว้วางใจในวัยเด็กนั้นสัมพันธ์กับผลลัพธ์เชิงลบทางพัฒนาการ (Frontiers in Psychology)

ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและการเคารพผู้ใหญ่ ความรู้สึกเจ็บปวดหรือเข้าใจผิดอาจเกิดขึ้นได้ง่าย หากพ่อแม่หรือครูอาจารย์ละเลยความรู้สึกของเด็ก หรือเคร่งครัดกับการเปรียบเทียบลูกศิษย์หรือลูกหลานกับคนอื่น นักจิตวิทยาเด็กท่านหนึ่งจากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “แม้ว่าวัฒนธรรมไทยจะให้คุณค่ากับความประนีประนอมและการเคารพซึ่งกันและกัน แต่สิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่ต้องตระหนักคือ เด็กๆ ต้องการการยอมรับและความเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อผู้ใหญ่ให้สัญญาแล้วไม่รักษาสัญญา หรือนำความซื่อสัตย์ของเด็กมาเป็นเหตุให้พวกเขาต้องเดือดร้อน สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างรอยร้าวในใจเด็กได้อย่างมาก”

ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงครอบครัวในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ครอบครัวในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะกลุ่มที่เผชิญความเครียดทางเศรษฐกิจหรือการย้ายถิ่นฐาน ก็อาจเผชิญกับสภาวะที่ความต้องการทางอารมณ์ของเด็กถูกละเลยโดยไม่ตั้งใจได้เช่นกัน ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Learning หรือ SEL) ในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยสนับสนุนหลักสูตรที่มุ่งปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ การรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รวมถึงกิจกรรมที่เสริมสร้างความไว้วางใจ (กระทรวงศึกษาธิการ)

ในอดีต สังคมไทยมีแนวโน้มส่งเสริมให้เด็ก “เก็บอาการ” หรือกดทับอารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะด้านลบ แม้แนวทางนี้อาจมีส่วนช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในภาพรวม แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าก็มีความเสี่ยงที่เด็กอาจขาดทักษะในการสื่อสารความรู้สึก และขาดความมั่นใจที่จะแสดงออกเมื่อรู้สึกเจ็บปวดหรือถูกทำให้เสียความรู้สึก การให้ความสำคัญกับความสมานฉันท์ในลักษณะนี้ อาจกลายเป็นการปิดกั้นเสียงของเด็กๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นสังเกต ใส่ใจ และสอบถามถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็กอย่างสม่ำเสมอและจริงจัง

สำหรับแนวทางในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแนะนำให้ผู้ปกครองและครูอาจารย์เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องคำพูด คำสัญญา และวิธีการลงโทษ การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เช่น การยอมรับในอารมณ์ความรู้สึกของเด็กแม้ในเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย และการเปิดใจยอมรับความผิดพลาดของตนเองเมื่อเกิดขึ้น ก็สามารถสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจได้แล้ว นอกจากนี้ งานวิจัยยังเสนอแนะกิจกรรมในครอบครัวที่ส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดอก เช่น การจัด “วงคุยในครอบครัว” เป็นประจำ หรือการเล่านิทานร่วมกัน ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในกลุ่มครอบครัวคนเมืองของไทย

สำหรับครอบครัวไทยที่ต้องการกระชับความสัมพันธ์และดูแลสุขภาพใจของลูกหลาน ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้จริง ดังนี้: รักษาสัญญาเสมอ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด หรือหากทำไม่ได้จริงๆ ก็ควรชี้แจงเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเด็กกับพี่น้องหรือคนอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับจุดเด่นและความเป็นตัวของตัวเองของเด็กแต่ละคน เมื่อจำเป็นต้องลงโทษ ให้ตำหนิที่พฤติกรรม ไม่ใช่ที่ตัวตนของเด็ก และห้ามใช้วิธีงดแสดงความรักหรือความเมตตาเพื่อเป็นการลงโทษเด็ดขาด เก็บรักษาความลับของเด็ก เว้นเสียแต่ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย และสนับสนุนให้เด็กกล้าพูดคุยอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือลงโทษ สถานศึกษาต่างๆ ก็ได้รับการส่งเสริมให้นำแนวคิด SEL ไปปรับใช้เช่นกัน เพราะมีข้อมูลชี้ว่าช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของนักเรียนได้ (Harvard Graduate School of Education, ยูนิเซฟ ประเทศไทย)

งานวิจัยชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจสำคัญว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่มองข้ามหรือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเด็กๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง การตระหนักถึง “การทำร้ายความรู้สึกโดยไม่ตั้งใจ” เหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ใหญ่และนักการศึกษาในสังคมไทยสามารถร่วมกันสร้างเกราะป้องกันทางใจที่แข็งแกร่งให้แก่เด็กๆ ได้ เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยอย่างดีที่สุด ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กนั้นชัดเจนและตรงไปตรงมา นั่นคือ: รับฟังอย่างตั้งใจ ใส่ใจและยอมรับความรู้สึกของเด็กเสมอ และเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยความเห็นอกเห็นใจ