มัลลิกาวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๘. มัลลิกาวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงชื่อมัลลิกา
(พระนารทเถระถามมัลลิกาเทพธิดาว่า)
[๖๕๘] เทพธิดา ผู้มีพัสตราภรณ์และธงล้วนแต่สีเหลือง ประดับประดาด้วยเครื่องประดับสีเหลืองเจิดจ้า เธอถึงจะไม่ประดับด้วยผ้าห่มสีเหลืองอร่ามงามเช่นนี้ก็ยังงาม
[๖๕๙] เทพธิดา ผู้สวมเกยูรทอง ประดับอุบะทอง คลุมเรือนร่างด้วยข่ายทอง เธอผู้สวมศีรษะด้วยพวงมาลัยแก้วนานาชนิดเป็นใครกัน
[๖๖๐] มาลัยแก้วเหล่านั้นล้วนสำเร็จด้วยทองคำธรรมชาติ ด้วยแก้วทับทิม แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ บางพวงก็ล้วนแล้วด้วยแก้วลาย บ้างก็สำเร็จด้วยแก้วมณีกับแก้วลายแดงคล้ายสีเลือด บ้างก็สำเร็จด้วยแก้วแดงอันสดใสคล้ายสีตานกพิราบ
[๖๖๑] บรรดามาลัยเหล่านั้น บางพวงส่งเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกยูง บางพวงส่งเสียงไพเราะเหมือนเสียงพญาหงส์ทอง บางพวงส่งเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก เสียงมาลัยเหล่านั้นไพเราะชวนฟัง คล้ายเสียงดนตรีเครื่องห้า ที่คนธรรพ์ผู้ฉลาดพากันบรรเลงก็ปานกัน
[๖๖๒] อนึ่ง รถของเธอก็งดงามมาก มีส่วนประกอบวิจิตรบรรจงไปด้วยรัตนชาติต่างๆ ซึ่งบุญกรรมจัดสรรมาให้เบ็ดเสร็จงดงามด้วยเครื่องประกอบหลากหลาย
[๖๖๓] ยามเธออยู่บนรถสีสุกปลั่งดั่งทองคำนั้น ภูมิประเทศนี้ก็สว่างไสวไปทั่วถึงกัน เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอเธอจงบอกเถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า
(มัลลิกาเทพธิดาตอบว่า)
[๖๖๔] เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม ผู้ทรงมีพระกรุณาหาประมาณมิได้ เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ได้ใช้ข่ายทองวิจิตรบรรจงไปด้วยแก้วมณีทองคำ และแก้วมุกดา ซึ่งดาดด้วยข่ายทองคำ ห่มคลุมพุทธสรีระ
[๖๖๕] ครั้นดิฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วนั้น จึงสร่างโศก หมดโรคภัย มีความสุข รื่นเริงบันเทิงใจอยู่เป็นนิตย์
มัลลิกาวิมานที่ ๘ จบ
-----------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓
๘. มัลลิกาวิมาน
อรรถกถามัลลิกาวิมาน
มัลลิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจ เริ่มต้นทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จนถึงทรงโปรดสุภัททปริพาชก แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในเวลาใกล้รุ่ง ณ วันเพ็ญ เดือน ๖ ในระหว่างต้นสาละทั้งคู่ ณ สาลวันแห่งมัลลราช ใกล้กรุงกุสินารา. พวกเทวดาและมนุษย์ต่างพากันทำการบูชาพระสรีระของพระองค์.
ในครั้งนั้น ราชบุตรีของกษัตริย์มัลละเป็นภรรยาของพันธุลมัลละ ในกรุงกุสินารา ชื่อมัลลิกา เป็นอุบาสิกามีศรัทธาเลื่อมใส เอาน้ำหอมล้างเครื่องประดับมหาลดาของตน เช่นเดียวกับของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ขัดด้วยผ้าเนื้อดีและถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นต้น เป็นอันมากอย่างอื่นบูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้.
ส่วนเรื่องนางมัลลิกา โดยพิสดารมาแล้วในอรรถกถาธรรมบท.
ครั้นต่อมา นางมัลลิกานั้นสิ้นชีพิตักษัยไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ด้วยอานุภาพแห่งการบูชานั้น นางมัลลิกาได้มีทิพยสมบัติอันโอฬาร ไม่สาธารณ์ด้วยผู้อื่น. วิมานประดับด้วยผ้า รุ่งเรืองด้วยแก้ว ๗ ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรัศมีสีทอง ผ่องใสยิ่งนัก ปรากฏเหมือนสายน้ำสีทอง แดงเรื่อโปรยลงมาจากทุกทิศ.
ครั้งนั้น ท่านพระนารทะจาริกไปยังเทวโลกเห็นเทพธิดาจึงเข้าไปหา. เทพธิดาครั้นเห็นท่านพระนารทะ จึงยืนประคองอัญชลีนมัสการ.
ท่านพระนารทะจึงถามเทพธิดานั้นว่า
ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีผ้านุ่งห่มและธงล้วนแต่สีเหลือง เครื่องประดับก็ล้วนแต่สีเหลือง ท่านถึงไม่ประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงาม ก็ยังงาม
ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีเครื่องประดับล้วนแต่ทองคำ แก้วไพฑูรย์ จินดา มีกายปกคลุมด้วยร่างแหทองคำเหลืองอร่าม เป็นระเบียบงดงามด้วยสายแก้วต่างๆ สายแก้วเหล่านั้น ล้วนสำเร็จด้วยทองคำ แก้วทับทิม แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ แก้วลายคล้ายตาแมว แก้วแดงคลายสีเลือด บางอย่างก็สดใสเหมือนสีตานกพิราบ เครื่องประดับทั้งหมดที่ตัวของท่านนี้ทุกๆ สาย ยามต้องลมพัดมีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกยูง เสียงพญาหงส์ทอง เสียงนกการเวก มิฉะนั้นก็เสียงเบญจางคดุริยดนตรีที่พวกคนธรรพ์พากันบรรเลงเป็นคู่ๆ อย่างไพเราะน่าฟัง
อนึ่ง รถของท่านก็งดงามมาก หลากไปด้วยรัตนะสีต่างๆ อันบุญกรรมจัดสรรมาให้จากธาตุนานาชนิด ดูงดงาม ยามท่านยืนอยู่บนรถ ขับไปถึงที่ใด ที่นั้นก็สว่างไสวไปทั่ว.
ครั้นพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดาก็ตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดีฉันมีร่างกายปกคลุมไว้ด้วยข่ายทองคำ วิจิตรไปด้วยแก้วมณีทองคำและแก้วมุกดา เพราะดีฉันมีจิตผ่องใส ได้บูชาพระโคดมผู้ทรงคุณหาประมาณมิได้ ซึ่งเสด็จปรินิพพานไปแล้ว.
ดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญไว้ จึงสร่างโศกถึงความสุขรื่นเริงบันเทิงใจอยู่เป็นนิตย์.
อนึ่ง เนื้อความนี้ ท่านพระนารทะได้แจ้งแก่พระธรรมสังคาหกาจารย์ ครั้งทำสังคายนาโดยทำนองเดียวกันกับที่ตนและเทพธิดากล่าวแล้วในครั้งนั้น. พระธรรมสังคาหกาจารย์เหล่านั้นจึงยกคำบอกเล่านั้นขึ้นสู่การสังคายนา ด้วยประการนั้นเอง.
จบอรรถกถามัลลิกาวิมาน
-----------------------------------------------------