นับเป็นข่าวดีสำหรับสายเฮลท์ตี้คนไหนก็ตามที่พยายามจะออกกำลังกายให้ได้สม่ำเสมอแต่ใจมันท้อ เพราะล่าสุดมีงานวิจัยเจ๋งๆ ออกมาบอกว่า ถ้าเราออกกำลังกายไปพร้อมกับทำกิจกรรมที่เราชอบไปด้วย มันจะช่วยบูสต์แรงฮึดให้อยากขยับแข้งขยับขาได้เยอะเลยทีเดียว รายงานชิ้นใหม่ที่เผยแพร่โดย Psychology Today ระบุว่า กลยุทธ์เด็ดนี้แหละอาจเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวข้ามกำแพงความขี้เกียจที่คอยสกัดดาวรุ่งไม่ให้ออกกำลังกายซะที ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากๆ ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับอัตราการใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่งที่เพิ่มสูงขึ้น แถมปัญหาสุขภาพก็ตามมาเป็นพรวน

หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้ ที่สรุปไว้ในบทความของ Psychology Today ก็คือ เมื่อคนเราออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับทำอะไรเพลินๆ อย่างอื่นไปด้วย เช่น วิ่งจ็อกกิงไปฟังเพลงหรือพอดแคสต์สุดโปรดไป หรือชวนก๊วนเพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน ความอยากจะขยับร่างกายมันจะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันตาเห็นเลยล่ะ วิธีนี้ ในวงการพฤติกรรมศาสตร์เขาเรียกว่า “การผูกสิ่งล่อใจเข้าด้วยกัน” (temptation bundling) เป็นการเอาหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ ทำให้กิจกรรมที่เราอาจจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่ (อย่างการออกกำลังกาย) มันดูน่าทำขึ้นเยอะ ด้วยการจับคู่มันเข้ากับกิจกรรมที่มันสนุกอยู่แล้วในตัว

เรื่องนี้ส่งผลต่อสุขภาพคนไทยโดยรวมไม่น้อยเลยทีเดียว ผลสำรวจสุขภาพระดับชาติชี้ให้เห็นถึงปัญหาคาราคาซังในการกระตุ้นให้คนไทยทุกเพศทุกวัยหันมาออกกำลังกายตามคำแนะนำ ซึ่งส่งผลให้หลายคนยิ่งกังวลกับอัตราโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจที่พุ่งสูงขึ้น ในอดีต ความพยายามจะโปรโมตการออกกำลังกายมักจะเน้นการรณรงค์สาธารณะที่บอกว่านี่คือความรับผิดชอบส่วนตัวนะ ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพถ้าไม่ออกกำลังกาย หรือเชิญชวนให้ไปใช้สนามกีฬาชุมชน แต่สำหรับหลายๆ คน ถึงแม้ข้อความเหล่านี้จะมาจากความหวังดี ก็ยังสู้แรงต้านในใจไม่ไหว ทั้งความเบื่อ ความรู้สึกว่าทำไปก็ไม่เห็นผลทันที หรืออคติกับการต้องเสียเหงื่อออกแรง

งานวิจัยที่เพิ่งมีรายงานออกมานี้ให้มุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาเรื่องแรงจูงใจเหล่านี้ นักวิจัยพบว่าพอจับคู่การออกกำลังกายเข้ากับสิ่งกระตุ้นที่จูงใจ คนเราไม่เพียงแต่มีแนวโน้มที่จะเริ่มออกกำลังกายมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังบอกด้วยว่ารู้สึกฟินหลังออกกำลังกายมากขึ้น ชี้ให้เห็นว่าประสบการณ์ของพวกเขาไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป แต่กลายเป็นกิจกรรมยามว่างที่ให้ความสุขแบบครบเครื่องกว่าเดิม เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับหลักฐานที่มีอยู่แล้วในสาขาจิตวิทยาพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานวิจัยที่ทบทวนโดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า “การผูกสิ่งล่อใจเข้าด้วยกัน” สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยได้อย่างมีความหมายจริงๆ

“การหาวิธีทำให้การออกกำลังกายรู้สึกเหมือนเป็นภาระน้อยลง และเหมือนเป็นประสบการณ์ที่น่าเพลิดเพลินมากขึ้น ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก” นักวิจัยชั้นนำด้านพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาสรุปไว้ ดังที่อ้างอิงในบทความ “เมื่อเราอนุญาตให้ตัวเองรวมพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพเข้ากับความสุขในชีวิตประจำวัน เราก็มีแนวโน้มที่จะรักษาพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพเหล่านั้นไว้ได้ในระยะยาว”

เมื่อนำผลการวิจัยเหล่านี้มาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย นักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนส หรือแม้แต่คนในครอบครัวเอง อาจลองสนับสนุนกลยุทธ์ต่างๆ เช่น คลาสออกกำลังกายกลุ่มที่เปิดเพลงมันส์ๆ ชวนกันไปเดินเล่นในครอบครัวพร้อมคุยเรื่องสนุกๆ หรืออนุญาตให้เด็กๆ ดูรายการโปรดได้เฉพาะตอนปั่นจักรยานอยู่กับที่ ในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งปัญหามลพิษ ความร้อน และการจราจร มักถูกยกเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง แนวทางนี้อาจหมายถึงการใช้บริการโรงยิมและพื้นที่ออกกำลังกายในร่มที่มีสภาพแวดล้อมแบบมัลติมีเดียที่น่าดึงดูดใจ

ประเพณีวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของไทยเรา เช่น การรำวงตามงานต่างๆ งานวัด และศิลปะป้องกันตัวอย่างมวยไทย อาจถูกมองในมุมใหม่ว่าเป็นโอกาสในการผสมผสานการเคลื่อนไหวร่างกายเข้ากับความสนุกสนานทางสังคม ซึ่งก็ตรงเป๊ะกับข้อเสนอแนะของงานวิจัย นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพของไทยอาจพบว่า การลงทุนในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการออกกำลังกายแบบที่ได้ใช้หลายประสาทสัมผัสหรือแบบที่ได้เข้าสังคม อาจสร้างการมีส่วนร่วมที่ยั่งยืนได้มากกว่าการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เพียงอย่างเดียว

ในอนาคต หากเทคนิคเหล่านี้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ก็อาจไม่เพียงแค่ช่วยแก้ปัญหาแรงจูงใจเฉพาะหน้า แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมต่อการออกกำลังกาย จากที่เป็นเรื่องโดดเดี่ยวหรือน่าเบื่อ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่มีคุณค่าของชีวิตประจำวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วโลกกำลังสนับสนุนแนวทางแบบบูรณาการเช่นนี้มากขึ้น และคาดว่าจะมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อชี้ชัดว่าการผสมผสานกิจกรรมแบบใดมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับกลุ่มประชากรต่างๆ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการนำผลวิจัยนี้ไปปฏิบัติจริง ข้อคิดที่ได้นั้นเรียบง่ายอย่างน่าชื่นใจคือ แทนที่จะฝืนตัวเองออกกำลังกายแบบที่ไม่ชอบ ลองจับคู่การออกกำลังกายของคุณกับสิ่งที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลง บทสนทนา ซีรีส์เรื่องโปรด หรือเพื่อนร่วมกิจกรรมคนรู้ใจ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่ใจในกิจวัตรประจำวัน อาจสร้างความแตกต่างระหว่างความตั้งใจที่ดีกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนและมีความหมายได้

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่ Psychology Today และทบทวนงานวิจัยทางวิชาการเกี่ยวกับ การผูกสิ่งล่อใจเข้าด้วยกัน (temptation bundling)