งานวิจัยชิ้นโบแดงจากมหาวิทยาลัยชิคาโกตีแผ่ความจริงว่า อาหารสไตล์ตะวันตก ที่หนักไปทางของแปรรูป เนื้อแดง นมเนย และน้ำตาลท่วมจอ แต่กากใยจากพืชกลับน้อยนิด ส่งผลกระทบอย่างจังต่อการฟื้นตัวของลำไส้หลังต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ การค้นพบนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature อันเลื่องชื่อ มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของคนไทย เพราะทุกวันนี้เราก็เอนเอียงไปตามกระแสอาหารฝรั่งกันมากขึ้นเรื่อยๆ (Earth.com)

หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้คือการชี้ให้เห็นกันจะๆ ว่า อาหารที่เราโซ้ยเข้าไปทุกวัน ไม่เพียงแต่กระทบต่อความหลากหลายและความปึ๋งปั๋งของเหล่าจุลินทรีย์ในไส้เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวกำหนดด้วยว่า เราจะกลับมาฟิตได้เร็วแค่ไหนหลังต้องผ่านการรักษา อย่างการกินยาปฏิชีวนะ สำหรับคนไทยเรา ที่มีอาหารพื้นบ้านอุดมผัก สมุนไพร และของหมักดองอยู่แล้ว งานวิจัยชิ้นนี้จึงเหมือนกระดิ่งเตือนใจให้เห็นถึงพลังของอาหารบ้านเราในการดูแลสุขภาพ

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกเขาทดลองกับหนูเลยนะ แบ่งเป็นกลุ่มที่ให้กินอาหารฝรั่งจ๋า กับอีกกลุ่มที่กินอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนเน้นผักผลไม้เป็นหลัก พอยาปฏิชีวนะ ซึ่งปกติก็ใช้รักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียนั่นแหละ ออกฤทธิ์ไปแล้ว ทีมก็มาวัดผลดูว่าจุลินทรีย์ในลำไส้มันฟื้นตัวกันยังไง ผลลัพธ์ออกมาน่าตกใจ หนูที่โดนขุนด้วยอาหารฝรั่ง ไม่ใช่แค่จุลินทรีย์ดีๆ ในไส้ฟื้นตัวยากเท่านั้นนะ แต่ยังเสี่ยงติดเชื้อร้ายๆ อย่างซัลโมเนลลาสูงลิ่วเลยทีเดียว กลับกัน หนูที่กินอาหารกากใยสูงจากผักผลไม้และธัญพืชไม่ขัดสี ฟื้นตัวได้เร็วปรื๋อ แถมแข็งแรงกว่าเห็นๆ

หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาการแพทย์ มหาวิทยาลัยชิคาโก อธิบายว่า “เราอึ้งไปเลยที่เห็นว่ากระบวนการฟื้นตัวของหนูที่กินอาหารฝรั่งกับหนูที่กินอาหารดีๆ มันต่างกันคนละเรื่อง” ทีมวิจัยเปรียบลำไSส้ว่าเป็นเหมือนป่าอุดมสมบูรณ์ ส่วนยาปฏิชีวนะก็ไม่ต่างจากไฟป่าที่เผาเรียบทั้งจุลินทรีย์ตัวร้ายและตัวดี อาหารดีๆ จึงโคตรจำเป็นในการฟื้นฟูระบบนิเวศนี้ขึ้นมาใหม่ “พอคุณซัดอาหารฝรั่งเข้าไป มันไม่เวิร์คหรอก เพราะมันไม่ได้ให้สารอาหารที่ใช่แก่จุลินทรีย์ที่จำเป็น ในเวลาที่พวกมันต้องการฟื้นตัวพอดี” ศาสตราจารย์อีกท่านหนึ่งในทีมวิจัย กล่าวเสริม “ผลก็คือ จะมีจุลินทรีย์แค่ไม่กี่เจ้าที่ครองพื้นที่และทรัพยากร ไม่เปิดโอกาสให้พวกตัวเล็กตัวน้อยอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการฟื้นตัวได้เติบโตเลย” (Earth.com; อ้างอิงวารสาร Nature ผ่าน PubMed)

เพื่อจะบูสต์การฟื้นตัวให้เร็วขึ้น ทีมวิจัยถึงกับลองใช้วิธีปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ (FMTs) ซึ่งเป็นวิธีที่เริ่มฮิตกันมากขึ้นในการรักษาอาการลำไส้แปรปรวนขั้นรุนแรง แต่ที่น่าเศร้าคือ ในหนูที่ยังโด๊ปอาหารฝรั่งอยู่ แม้จะปลูกถ่ายจุลินทรีย์ดีๆ เข้าไป ก็ยังไม่สามารถกู้ชีพเหล่าจุลินทรีย์ในไส้ให้กลับมาแข็งแรงได้อยู่ดี “ถึงแม้การปลูกถ่ายจะเพอร์เฟกต์แค่ไหน แต่ถ้าหนูยังกินอาหารผิดๆ อยู่ จุลินทรีย์ที่ใส่เข้าไปมันก็เกาะไม่อยู่หรอก ระบบนิเวศจุลินทรีย์ก็จะไม่หลากหลาย สุดท้ายลำไส้ก็ไม่ฟื้นตัวอยู่ดี” หัวหน้าทีมวิจัยท่านเดิม กล่าวเสริม

ผลวิจัยนี้กระทบเต็มๆ กับคนไทยอย่างเราๆ เลยครับ ในยุคที่วิถีชีวิตทันสมัยขึ้น อาหารจานด่วนครองเมือง ขนมแปรรูปเกลื่อนตลาด จนพฤติกรรมการกินแบบเดิมๆ ของไทยเราเปลี่ยนไปเยอะ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขก็ชี้ชัดว่า การซดเครื่องดื่มน้ำตาลสูงกับการกินอาหารแปรรูปที่มากขึ้น มันโยงใยกับอัตราโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พุ่งพรวดทั่วประเทศ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, การสำรวจอนามัย) เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้ว่าสุขภาพลำไส้นี่แหละคือหัวใจสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันและเป็นเกราะป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังชั้นดี

เรื่องนี้ยังมีข้อคิดดีๆ ให้เอาไปปรับใช้ได้จริง โดยเฉพาะใครที่กำลังจะเข้ารับการรักษา ไม่ว่าจะเป็นผ่าตัด หรือรักษามะเร็ง ที่มักจะต้องเจอยาปฏิชีวนะกับยากดภูมิคุ้มกัน ถึงแม้การจะโละอาหารที่กินอยู่ทั้งหมดอาจจะยากไปหน่อยสำหรับบางคน แต่แค่ค่อยๆ เพิ่มของที่มีกากใยสูงๆ อย่างข้าวกล้อง ผักใบเขียว (ใช่ครับ ผักใบเขียวนี่แหละ) และผลไม้ ก็สร้างความแตกต่างได้เยอะแล้ว “ผมเชื่อว่าอาหารคือยา…อาหารสามารถใช้เป็นตัวรักษาแบบเจาะจงได้เลย เพราะเราเลือกได้ว่าส่วนประกอบไหนในอาหารจะไปส่งผลต่อจุลินทรีย์กลุ่มไหน และหน้าที่อะไรของพวกมันในลำไส้” ศาสตราจารย์ท่านเดิมที่ร่วมทำวิจัย ให้ทัศนะ

งานวิจัยนี้ยังไปจ๊ะเอ๋กับภูมิปัญญาไทยโบราณเรื่องสรรพคุณของอาหารในการรักษาโรคพอดีเป๊ะ การแพทย์แผนไทยและสูตรอาหารบ้านเราก็เน้นของดีๆ อย่างผักดอง ข้าวเหนียวถั่วดำ หรือน้ำต้มสมุนไพร ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ตอกย้ำว่าความหลากหลายของอาหารสำคัญกับสุขภาพแค่ไหน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ก็เคยเสนอให้เอาอาหารเหล่านี้มาผสมผสานกับคำแนะนำทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ขณะที่กลุ่มนักโภชนาการก็เชียร์ให้เร่งให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องแหล่งอาหารกากใยสูงและโปรไบโอติกธรรมชาติที่หาง่าย ราคาไม่แรง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อาหารฝรั่งกำลังฮิตติดลมบน (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.))

มองไปข้างหน้า ผลกระทบต่อนโยบายสุขภาพและโภชนาการของประเทศเราถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว การปลุกกระแสให้คนไทยรู้ถึงพิษภัยของอาหารฝรั่งที่มีต่อลำไส้ จะช่วยเบรกการพุ่งทะยานของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในบ้านเราได้ ทีมวิจัยยังมองการณ์ไกลว่า อาหารเสริมแบบตรงจุด หรือโครงการโภชนาการชุมชน อาจเข้ามาช่วยเสริมทัพความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงวัย หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ งานวิจัยล่าสุดนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเกี่ยวพันแบบตัดไม่ขาดระหว่างอาหารการกินกับสุขภาพลำไส้ในระยะยาว สำหรับคนไทยเรา ข้อความสำคัญนั้นเรียบง่ายแต่โคตรจะจำเป็น นั่นคือ การหันมากินผักผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารไทยบ้านๆ ที่มีกากใยสูงให้มากขึ้นในแต่ละวัน จะช่วยปั้นสุขภาพให้ปึ๋งปั๋งได้อีกเยอะ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องกินยาปฏิชีวนะหรือหลังหายป่วยใหม่ๆ ในยุคที่อาหารฝรั่งยังคงดาหน้าเข้ามาไม่หยุด การหวนกลับไปหาแก่นแท้ของวัฒนธรรมอาหารไทยอาจเป็นยาดีที่ช่วยป้องกันโรคได้ในตัวมันเอง ใครที่กำลังจะผ่าตัดหรือจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยิ่งต้องใส่ใจเพิ่มกากใยจากพืชในมื้ออาหารเป็นพิเศษ เพื่อให้ลำไส้ฟื้นตัวได้แจ๋ว สุขภาพโดยรวมจะได้เจ๋ง ส่วนวิธีง่ายๆ ที่ทำได้เลยก็คือ ลองเพิ่มผักผลไม้เข้าไปอีกมื้อละอย่างสองอย่าง เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง แล้วก็ลองหาอาหารหมักดองพื้นบ้านอร่อยๆ มาบำรุงจุลินทรีย์ในไส้กันดูนะครับ

ที่มา: Earth.com, Nature, กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)