อายุรแพทย์โรคหัวใจชั้นนำชาวอเมริกันได้ออกมาตีระฆังเตือนครั้งสำคัญ เรียกร้องให้ผู้คนอย่าหลงเชื่อกระแสวิทยาศาสตร์จอมปลอมที่กำลังระบาดหนัก และหันมายึดมั่นในกลยุทธ์ที่พิสูจน์ได้จริงและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพื่อยืดอายุขัยและพัฒนาคุณภาพชีวิต ในหนังสือเล่มใหม่ของเขา “Super Agers: An Evidence-Based Approach to Longevity” นพ. อีริก โทโพล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน Scripps Research Translational Institute ได้ประณามการแพร่ระบาดของพวกไบโอแฮกกิง ทฤษฎีสมคบคิดต้านวัคซีน และขบวนการ “ต่อต้านความชรา” ที่ไร้หลักฐาน ซึ่งเริ่มมีคนคล้อยตามมากขึ้น โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 (The Guardian)
หัวใจหลักที่ นพ.โทโพล ต้องการสื่อ สรุปได้จากคำกล่าวของเขาที่ว่า “หนังสือเล่มนี้พยายามจะแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ขจัดวิทยาศาสตร์จอมปลอม และฉายภาพให้เห็นว่าเรามีโอกาสดีมากที่จะป้องกัน 3 โรคร้ายแห่งวัยที่คอยบั่นทอนช่วงชีวิตดีๆ ของเรา” แนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่คนไทยเองก็กำลังตื่นตัวกับเทรนด์สุขภาพระดับโลกและการแพทย์ทางเลือกในบ้านเรามากขึ้น ข้อเรียกร้องของ นพ.โทโพล ที่ให้หันมาใส่ใจสุขภาพตามหลักความเป็นจริงและวิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่ทันยุคทันสมัยอย่างยิ่ง
ความไม่เชื่อมั่นในสถาบันวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีเชื้อไฟจากข้อมูลเท็จในช่วงโควิดและจากบุคคลมีชื่อเสียงที่มักออกมาให้ความเห็นสวนทาง ได้สร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเติบโตของแนวทางการดูแลสุขภาพที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ คำโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการชะลอวัย และความลังเลใจในการฉีดวัคซีนทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ซึ่งการใช้สมุนไพร สถานพักผ่อนเชิงสุขภาพ และการบำบัดทางเลือกยังคงฮิตติดลมบน การที่ นพ.โทโพล ออกมาท้าทาย “เรื่องเหลวไหล” เหล่านี้จึงมีความหมายไม่น้อย การระบาดอย่างรวดเร็วของความเชื่อผิดๆ ด้านสุขภาพบนโซเชียลมีเดียในไทย ทำให้หน่วยงานรัฐด้านสาธารณสุขต้องออกมาแก้ข่าวกันพัลวัน ทั้งเรื่องยาวิเศษหรือคำแนะนำทางโภชนาการที่ชวนให้เข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง ดังที่เห็นได้ชัดในช่วงที่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 อยู่ในจุดสูงสุด (The Standard)
หัวใจสำคัญของคำแนะนำจาก นพ.โทโพล คือแนวคิดเรื่อง “ช่วงชีวิตที่แข็งแรง” (health span) ซึ่งหมายถึงจำนวนปีที่คนเราใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ปราศจากโรคเรื้อรังที่สำคัญ แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่อายุขัยที่ยืนยาวเท่านั้น เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นพ.โทโพล ได้ยกตัวอย่างกลุ่ม “ผู้สูงวัยสุขภาพเลิศ” (wellderly) คือผู้สูงอายุเกิน 80 ปีที่ไม่มีโรคเรื้อรังซึ่งมักพบในคนที่อายุน้อยกว่ามาก หนึ่งในกรณีศึกษาคือคนไข้หญิงวัย 98 ปีของเขา ซึ่งระบุเพียงชื่อย่อว่า คุณ LR ที่ยังคงขับรถไปพบแพทย์ด้วยตนเองและใช้ชีวิตอย่างอิสระ มีเพียงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยเท่านั้น
แล้วเราจะทำอย่างไรจึงจะมีอายุยืนยาวและมีชีวิตชีวาเช่นนั้นได้? นพ.โทโพล ยืนยันว่าการนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดข้อมูลชีวภาพ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สุดล้ำสำหรับการประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล และเครื่องมือทางการแพทย์แม่นยำสูงแบบใหม่ๆ เหล่านี้มอบโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนในการป้องกันสามโรคร้ายหลักของโลก ได้แก่ มะเร็ง โรคหัวใจ และโรคความเสื่อมของระบบประสาท ด้วยการมุ่งเน้นไปที่การป้องกันและการปรับการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) พันธุกรรม และการประเมินวิถีชีวิต แพทย์จะสามารถวางแผนเฉพาะบุคคลที่ช่วยลดความเสี่ยงของแต่ละคนได้อย่างมาก เขาชี้ว่าวิธีนี้น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากระแส “ไบโอแฮกกิง” แบบเหมาโหลที่ผู้ประกอบการคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพนิยมทำกัน
สิ่งสำคัญคือ นพ.โทโพล หลีกเลี่ยงกระแสที่ยึดติดกับหลักการตายตัวหรือเป็นเพียงแฟชั่นวูบวาบ คำแนะนำของเขาเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยดี แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างแข็งแกร่ง นั่นคือ การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และปลา หรือที่รู้จักกันดีในชื่ออาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ควบคู่ไปกับการบริโภคคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ การออกกำลังกายเป็นประจำ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เข้มแข็ง และการนอนหลับที่มีคุณภาพ คำแนะนำเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้านสาธารณสุขนานหลายทศวรรษ รวมถึงการศึกษากลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นและอิตาลี ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวทางที่คล้ายกันในโครงการรณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุขของไทย (กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย) อย่างไรก็ตาม นพ.โทโพล ชี้ว่าแม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะน่าเชื่อถือ แต่การปฏิบัติตามยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างน่าผิดหวัง แม้จะทราบถึงความเสี่ยงและประโยชน์อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอุปสรรคที่อาจแก้ไขได้ด้วยการแพทย์เฉพาะบุคคลขั้นสูง (hyper-personalized medicine)
นอกจากนี้ นพ.โทโพล ยังมองเห็นความท้าทายที่นอกเหนือไปจากทางเลือกส่วนบุคคลอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ” (social determinants of health) เช่น มลพิษทางอากาศ โครงสร้างพื้นฐานในชุมชน ความยากจน และการเลือกปฏิบัติ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาวะในระดับประชากร ในประเทศไทย ซึ่งการขยายตัวของเมืองส่งผลให้อัตราโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เชื่อมโยงกับมลพิษ ความเครียด และวิถีชีวิตแบบนั่งนิ่งเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้ (องค์การอนามัยโลก ข้อมูลประเทศไทย)
วิสัยทัศน์ของเขาสำหรับ “การป้องกันปฐมภูมิ” (primary prevention) รวมถึงเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เช่น วัคซีน โดยปกป้องบทบาทสำคัญของวัคซีนจากกระแสวาทกรรมต่อต้านวัคซีนที่เพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกาและในระดับที่น้อยกว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นพ.โทโพล ยังกล่าวถึงยาที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น กลุ่มยา GLP-1 receptor agonists (ที่รู้จักกันดีคือ Ozempic และ Wegovy) ซึ่งปัจจุบันใช้รักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วน และกำลังมีการวิจัยถึงผลกระทบที่เป็นไปได้ในการป้องกันมะเร็งและอัลไซเมอร์ แม้ยาเหล่านี้กำลังเป็นข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ แต่ราคาสูงและมีจำนวนจำกัดอาจทำให้การนำมาใช้ในไทยเป็นไปได้ช้า ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการหาทางออกตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เข้าถึงได้และเหมาะสมกับทรัพยากรในท้องถิ่น (Bangkok Post)
แม้จะมีความก้าวหน้าเหล่านี้ หนังสือของ นพ.โทโพล ก็ออกมาในช่วงเวลาที่ผู้นำด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับมรสุมทางการเมือง นพ.โทโพลยอมรับว่า การแต่งตั้งผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์และเป็นที่รู้จักในวงกว้างคนใหม่ เข้ามาเป็นหัวหน้าหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐบาลกลาง ถือเป็นสถานการณ์ที่ถดถอย การแต่งตั้งดังกล่าวยังตามมาด้วยการตัดลดงบประมาณอย่างหนัก การปลดผู้เชี่ยวชาญในสายงาน และการยกเลิกทุนวิจัยสำคัญๆ หลายร้อยโครงการ เขากังวลว่าบทบาทผู้นำของอเมริกาในฐานะผู้ให้ทุนและผู้กำกับดูแลวิทยาศาสตร์สุขภาพกำลังตกอยู่ในอันตราย นักวิจัยไทยจำนวนมากมองไปยังสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) และองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐฯ เพื่อเป็นต้นแบบด้านกฎระเบียบและมาตรฐานสากล ความไม่มั่นคงที่นั่นอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการให้ทุนวิจัยและการอนุมัติยาทั่วโลก (Nature)
อย่างไรก็ตาม นพ.โทโพล ยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับบทบาทผู้นำในระดับนานาชาติ เขากล่าวว่า “แน่นอนว่าโอกาสในประเทศนี้ (สหรัฐฯ) อาจไม่สู้ดีนัก แต่หลายส่วนของโลกจะเดินหน้าเรื่องนี้ ผมมั่นใจ” ตัวอย่างในอดีตที่เขายกมาชี้ให้เห็นว่าประเทศในยุโรปดำเนินการอย่างเด็ดขาดในการสั่งห้ามสารอันตรายก่อนหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ และชี้ให้เห็นว่าประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มีโอกาสพิเศษในการเร่งรัดการปฏิรูปตามหลักฐานเชิงประจักษ์
สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้บริโภคชาวไทย ข้อมูลเชิงลึกล่าสุดนี้ตอกย้ำความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในการสร้างสมดุลระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรมในการปฏิบัติด้านสุขภาพ การเคารพภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น องค์ประกอบของการแพทย์แผนไทย ต้องควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังวิธีการรักษาที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ อาหารมหัศจรรย์ หรือกระแสนิยมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นแหล่งความภาคภูมิใจของชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน ยิ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องทำให้แน่ใจว่าการรักษาและคำแนะนำต่างๆ เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวด (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) นอกจากนี้ ชุมชนในประเทศไทยยังมีลักษณะเป็นสังคมหลายช่วงวัยมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดคำถามเร่งด่วนเกี่ยวกับสุขภาวะของผู้สูงอายุและการเข้าถึงการรักษาที่ผ่านการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างเท่าเทียม
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย, คณาจารย์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต่างเห็นด้วยกับคำเตือนของ นพ.โทโพล เกี่ยวกับการชะล่าใจและวิทยาศาสตร์ลวงโลก ดังที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า “การพัฒนาอย่างรวดเร็วของประเทศไทยและการเปิดรับกระแสสุขภาพระดับโลก หมายความว่าเรายิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นสองเท่ากับการป้องกันที่อิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่วิธีการรักษาแบบคนดังหรือการโฆษณาเชิงพาณิชย์ที่ทำให้ไขว้เขว” คณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์หลายท่านก็มักให้สัมภาษณ์เตือนอยู่เสมอถึงการแพร่หลายของคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพ “มหัศจรรย์” ที่ขาดงานวิจัยรองรับที่หนักแน่น
นัยยะสำคัญสำหรับประเทศไทยมีหลายมิติด้วยกัน ได้แก่ (1) เสริมสร้างการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพและการบำบัดทางเลือก (2) ขยายการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสุขภาวะตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (3) ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยระดับท้องถิ่นและภูมิภาคเพื่อปรับการแพทย์เชิงป้องกันให้เหมาะสมกับบริบทของไทย และ (4) สร้างความมั่นใจในการเข้าถึงการรักษาที่ได้รับการพิสูจน์แล้วอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะสำหรับประชากรสูงอายุของไทย
ดังที่ นพ.โทโพล เตือนไว้ ข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ความก้าวหน้าในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นจากการวินิจฉัยด้วย AI หรือยาใหม่ๆ จะต้องอาศัยระบบสุขภาพที่แข็งแกร่ง การศึกษา และการสนับสนุนจากชุมชนเพื่อให้บรรลุศักยภาพสูงสุด สำหรับผู้อ่านชาวไทย บทเรียนที่นำไปปฏิบัติได้นั้นชัดเจน นั่นคือ บ่มเพาะนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ รับข้อมูลจากแหล่งสุขภาพที่น่าเชื่อถือ ผลักดันนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ในด้านสาธารณสุขและผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค และใช้วิจารณญาณในการพิจารณาคำกล่าวอ้างเรื่องปาฏิหาริย์ ผู้ที่ต้องการอายุยืนยาวและ “ช่วงชีวิตที่แข็งแรง” อย่างแท้จริง ต้องเรียกร้องทั้งนวัตกรรมและหลักฐาน โดยมุ่งมั่นไม่เพียงแค่การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่เพื่อชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังและความมีชีวิตชีวา
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากรายงานต้นฉบับโดย The Guardian: theguardian.com