ผลวิจัยชิ้นโบว์แดงจากมหาวิทยาลัยฮิวสตันได้ส่องแสงให้เห็นภาพใหม่ของปัญหาการศึกษาที่คาราคาซังมานาน นั่นคือ แม้คติเรื่องเพศในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (สะเต็ม) จะยังคงฝังรากลึก แต่มุมมองของเด็กๆ กลับซับซ้อนกว่าที่คิด งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งเพิ่งเผยแพร่และตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ฉบับล่าสุด เผยว่าเด็กหญิงและเด็กชายยังคงมองว่าบางสาขาในสะเต็ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ถูกมองว่าเป็นของผู้ชาย ขณะที่กลับมีท่าทีที่เป็นกลางทางเพศ หรือกระทั่งเอนเอียงไปทางเด็กผู้หญิงเสียด้วยซ้ำสำหรับสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ผลลัพธ์ที่ได้นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการจัดการศึกษาและความพยายามสร้างความเท่าเทียมทางเพศในบ้านเรา ซึ่งการผลักดันให้เด็กผู้หญิงหันมาสนใจเรียนในทุกแขนงของสะเต็มยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญทางนโยบายที่เดินหน้าทำกันอยู่
แล้วงานวิจัยชิ้นนี้มันสำคัญกับคนไทยยังไงล่ะ? หลายปีมานี้ ทั้งคนวางนโยบายและนักการศึกษาบ้านเราต่างทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อดันสาขาสะเต็มให้เป็นเส้นทางหลักสู่ความก้าวหน้าในอาชีพการงานและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของชาติ นโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่รัฐบาลไทยชูธงอยู่ก็ตอกย้ำชัดเจนว่าความเท่าเทียมทางเพศในสายสะเต็มคือฐานรากสำคัญของการพลิกโฉมประเทศสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและสร้างมูลค่า แต่ช่องว่างการมีส่วนร่วมก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ จำนวนผู้หญิงที่ยังน้อยในสาขาเทคโนโลยีและวิศวกรรมยังคงเป็นเรื่องน่าห่วง ซึ่งก็เป็นภาพเดียวกับที่เห็นกันทั่วโลก งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ว่า “สะเต็ม” ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด การจะออกมาตรการแก้ไขที่ได้ผลจริงจึงต้องปรับให้เข้ากับภาพจำที่ต่างกันสุดขั้วของแต่ละสาขาในสะเต็ม
ข้อค้นพบสำคัญจากมหาวิทยาลัยฮิวสตันมีทั้งเรื่องที่ชวนกังวลและเรื่องที่พอให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง จากการสำรวจนักเรียนกว่า 2,700 คน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายในหลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา ทีมวิจัยพบว่าเด็กๆ ทั้งหญิงและชายส่วนใหญ่เกินคาดมักนึกถึงผู้ชายทันทีเมื่อถูกถามถึงอาชีพวิศวกรหรือนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทัศนคติเหล่านี้เริ่มก่อตัวเร็วสุดตั้งแต่ชั้นประถม และส่งผลยาวไปถึงการเลือกสายการเรียนในระดับมัธยมปลายและชีวิตหลังจากนั้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สอดรับกับงานวิจัยชิ้นก่อนๆ รวมถึงงานวิจัยที่นำทีมโดยมหาวิทยาลัยฮิวสตันเองเมื่อปี 2021 ที่ชี้ว่าภาพจำเกี่ยวกับวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถหยั่งรากได้ตั้งแต่อายุเพียงหกขวบ (uh.edu)
แต่พอถามเด็กๆ ว่าเพศไหน “เก่งกว่า” หรือสนใจคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากกว่ากัน เด็กผู้หญิงกลับถูกมองว่าเหนือกว่าหรือทัดเทียม “เรามักจะพูดถึงสะเต็มเหมือนเป็นภาพรวมก้อนเดียว แต่พอเจาะลึกลงไปจริงๆ จะเห็นว่ามันมีความแตกต่างกันเยอะมากระหว่างสาขาต่างๆ ในสะเต็ม” ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮิวสตัน หัวหน้าทีมวิจัย อธิบาย “มันยังมีช่องว่างเรื่องความเท่าเทียมอีกเยอะมาก และเราก็พยายามแก้ปัญหาในบางจุดได้ดีกว่าจุดอื่นๆ เราควรจะทุ่มทรัพยากรไปตรงจุดที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดจริงๆ” นักวิจัยท่านนี้ย้ำว่า การที่ภาพจำความเป็นชายยังคงฝังหัวในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์นี่แหละ คือจุดที่ต้องรีบหาทางแก้ไขด่วนที่สุด
ตัวเลขสถิติล่าสุดของไทยเองก็ตอกย้ำข้อค้นพบนี้ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ชี้ว่า ปัจจุบันผู้หญิงคว้าปริญญาไปเกือบ 60% ในสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์ชีวภาพ แต่กลับมีไม่ถึงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่จบปริญญาในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์ ภาพรวมนี้สอดคล้องเป๊ะกับข้อมูลของสหรัฐอเมริกาที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮิวสตันยกมาอ้างอิง ทั้งในไทยและอเมริกา ช่องว่างนี้ยังคงมีอยู่ถึงแม้จะมีความพยายามจากทั้งกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยต่างๆ และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมในการผลักดันสะเต็มให้เข้าถึงทุกคนก็ตาม
บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดการกับภาพจำเหล่านี้ตั้งแต่เด็กๆ ยังเล็ก หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาเอกด้านการวัดผล วิธีการเชิงปริมาณ และวิทยาการการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าเราเปลี่ยนความคิดความเข้าใจของพวกเขาได้ พวกเขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสาขาเหล่านี้ได้เหมือนกัน” ทีมวิจัยยังมีนักจิตวิทยาการรู้คิดแถวหน้าจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันร่วมด้วย นอกจากนี้ หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยยังเป็นบัณฑิตปริญญาเอกชาวไทยสาขาการวัดผล วิธีการเชิงปริมาณ และวิทยาการการเรียนรู้ (MQMLS) ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความร่วมมือระดับนานาชาติที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยชิ้นนี้
การที่ภาพจำความเป็นชายยังคงหยั่งรากลึกในสาขาสะเต็มสายเทคโนโลยี ก่อให้เกิดปัญหาในชีวิตจริงที่ส่งผลกระทบกว้างไกลกว่าแค่เรื่องการเข้ามหาวิทยาลัย ดังที่ผู้เขียนหลักของงานวิจัยชี้ว่า “การมีตัวแทนน้อยเกินไปอาจแปลว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างถูกออกแบบมาให้เข้ากับเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น หรือเทคโนโลยีอาจไม่สามารถจดจำสีผิวบางประเภทได้เลย” สำหรับประเทศไทย ที่โครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การทำให้แน่ใจว่านักออกแบบ วิศวกร และนักพัฒนาจะสะท้อนมุมมองที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกด้วย
ในทางกลับกัน ความคืบหน้าเรื่องทัศนคติทางเพศต่อคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็พอทำให้เราใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง งานวิจัยชี้ว่าผลการเรียนที่โดดเด่นของเด็กผู้หญิงในวิชาเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้คนมองแบบนั้น ถึงอย่างนั้น นักวิจัยก็เตือนว่าความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ นี้ยังคงเปราะบาง และอาจถูกกระทบได้จากกระแสสังคมในวงกว้าง รวมถึงนโยบายการศึกษาที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และอคติในที่ทำงานที่ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน
สำหรับนักการศึกษาไทยแล้ว สิ่งที่งานวิจัยนี้บอกเป็นนัยนั้นชัดเจน นั่นคือ มาตรการในโรงเรียนควรพุ่งเป้าไปที่การจัดการกับภาพจำในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์โดยตรง โดยเน้นสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนได้ลองสัมผัสกับสาขาเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่เกี่ยงเพศ ผู้เขียนหลักของงานวิจัยให้เหตุผลว่า “เราต้องเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ได้ลองทำกิจกรรมด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์ เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้โลกได้ เด็กๆ เหล่านี้สามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้โลกได้อีกมาก ถ้าพวกเขารู้สึกว่าประตูทุกบานเปิดรอพวกเขาอยู่”
ในทางปฏิบัติ นี่อาจหมายถึงการผนวกการเขียนโค้ดและวิทยาการหุ่นยนต์เข้าไปในหลักสูตรแกนกลางระดับชาติ ซึ่งเป็นแนวทางที่เริ่มเป็นที่ยอมรับในบ้านเราแล้ว แต่ก็มักจะติดข้อจำกัดในโรงเรียนต่างจังหวัดหรือโรงเรียนที่ขาดแคลนงบประมาณ โครงการนอกห้องเรียน เช่น ชมรมหุ่นยนต์ หรือค่ายเขียนโค้ดช่วงปิดเทอม ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญได้เช่นกัน ในเชิงวัฒนธรรม ผลวิจัยนี้ท้าทายความเชื่อเก่าแก่ของไทยที่มักจะมองว่างานวิศวะและเทคโนโลยีเป็นเรื่องของผู้ชาย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเองก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่ผู้หญิงมีบทบาทโดดเด่นในสายชีววิทยาและการแพทย์มาตลอด
งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจที่มาได้ถูกจังหวะพอดีสำหรับคนวางนโยบายของไทยว่าอย่ามอง “สะเต็ม” เป็นภาพรวมก้อนเดียวในการออกมาตรการต่างๆ นโยบายที่จะได้ผลจริงต้องเข้าใจถึงภาพจำและอุปสรรคเฉพาะตัวของแต่ละสาขาในสะเต็ม และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากัน ในขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าจะปั้นนักนวัตกรรมและนักคิดเชิงวิพากษ์รุ่นใหม่ การลดช่องว่างทางเพศในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์นั้นจำเป็นต้องลงมือทำจริงจังโดยมีข้อมูลรองรับในทุกระดับของระบบการศึกษา
สำหรับอนาคต ผู้เขียนแนะให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจปัจจัยซับซ้อนทั้งทางสังคม วัฒนธรรม และครอบครัว ที่คอยตอกย้ำภาพจำเหล่านี้ สำหรับบริบทของไทย นี่หมายรวมถึงการจัดการกับเรื่องความคาดหวังของครู การออกแบบหลักสูตร และการนำเสนอภาพลักษณ์ของวิศวกรและนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ในตำราเรียนและสื่อต่างๆ ซึ่งบ่อยครั้งยังคงฉายภาพอาชีพเหล่านี้ว่าเป็นของผู้ชายล้วนๆ โครงการให้คำปรึกษา การเชิดชูผู้หญิงไทยเก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จในสายเทคโนโลยี และการกระตุ้นให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมจัดการกับอคติเหล่านี้ ล้วนเป็นแนวทางที่มีแววว่าจะได้ผลดีมาก
สำหรับผู้ปกครอง คุณครู และบุคลากรทางการศึกษาในบ้านเรา ข้อคิดที่นำไปใช้ได้จริงนั้นเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ ต้องท้าทายภาพจำเรื่องเพศในทุกที่ทุกทาง สนับสนุนให้เด็กทุกคนได้ลองค้นหาตัวเองในทุกสาขาของสะเต็ม และมอบโอกาสที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้เด็กหญิงและเด็กชายได้พัฒนาทักษะและความมั่นใจไปพร้อมๆ กันอย่างเท่าเทียม ดังที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮิวสตันย้ำชัด ความเท่าเทียมในสะเต็มไม่ใช่การต่อสู้แค่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นชุดปฏิบัติการที่ต้องตรงจุด และต้องสะท้อนวัฒนธรรมและบริบทเฉพาะตัวของแต่ละสังคมด้วย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียด สามารถอ่านบทสรุปงานวิจัยฉบับเต็มได้จากมหาวิทยาลัยฮิวสตัน (uh.edu) และข่าวที่เผยแพร่ในระดับนานาชาติผ่านทาง EurekAlert (eurekalert.org)