ประเด็นร้อนเรื่องการให้เด็กๆ เพลิดเพลินกับหน้าจอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะตามร้านอาหาร กำลังกลายเป็นดราม่าที่ถกกันสนั่นอีกรอบในหมู่พ่อแม่และผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งมีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาเจาะลึกว่าเทคโนโลยีมันเข้ามามีบทบาทในชีวิตครอบครัวยุคนี้ที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันได้อย่างไร ล่าสุดมีบทความไวรัลกระแทกใจความว่า “ฉันให้ลูกดูจอในร้านอาหาร ถ้าคุณไม่มีลูกก็อย่ามาจุ้น” ได้จุดไฟให้วงสนทนาทั้งในโลกออนไลน์และนอกจอลุกเป็นไฟ เรื่องนี้มันสะท้อนเลยว่ามุมมองคนเริ่มเปลี่ยน แถมวงการวิทยาศาสตร์ก็หันมาสนใจกันมากขึ้นว่าไอ้เจ้าจอมือถือเนี่ยมันมาเกี่ยวกับการตัดสินใจเลี้ยงลูกในแต่ละวันยังไง โดยเฉพาะเวลาที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกน้อยอยู่นิ่งๆ ไม่งอแง

เรื่องนี้ยิ่งจี๊ดใจพ่อแม่ชาวไทยเข้าไปใหญ่ เพราะการหอบลูกจูงหลานไปกินข้าวนอกบ้านกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ โดยเฉพาะในเมืองกรุงฯ ที่ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และเวลาที่บีบรัด ทำให้หลายบ้านเลือกฝากท้องนอกบ้านมากกว่าทำกินเอง ในสถานการณ์แบบนี้ งานหินของคนเป็นพ่อเป็นแม่คือต้องทำยังไงให้ลูกๆ มีอะไรทำเพลินๆ ไม่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว และทำตัวน่ารัก ไม่ใช่แค่ให้ตัวเองได้พักหูพักใจ แต่ยังช่วยให้บรรยากาศร้านไม่เสียไปด้วย ถึงจะมีสายตาพิฆาตมองว่าภาพเด็กเล็กนั่งจ้องแท็บเล็ตหรือมือถือบนโต๊ะอาหารมันช่างไม่เข้าท่า พ่อแม่หลายคนก็สวนกลับว่าเสียงนกเสียงกาเหล่านั้นไม่เคยเข้าใจหัวอกคนมีลูก หรือความกดดันสารพัดที่ครอบครัวยุคใหม่ต้องแบกรับ

พักหลังมานี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ออกมาให้ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับดราม่านี้ อย่างงานวิจัยชิ้นเบิ้มที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics เมื่อปี 2023 ก็ชี้ว่า ถึงแม้การปล่อยให้ลูกจ้องจอนานเกินไปหรือดูคนเดียวจะโยงใยไปถึงปัญหาการนอนและพฤติกรรม แต่การให้ลูกใช้จอแป๊บๆ โดยมีผู้ใหญ่คอยดูอยู่ด้วย อย่างตอนกินข้าวในร้านอาหารเนี่ย อาจช่วยให้พ่อแม่รับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น แถมยังช่วยให้เด็กๆ ได้ฝึกเข้าสังคมนอกบ้านได้อีกต่างหาก (Pediatrics) ประเด็นสำคัญที่งานวิจัยนี้เน้นย้ำคือ ปัญหาจริงๆ มันไม่ได้อยู่ที่การใช้จอเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในที่สาธารณะหรือสถานการณ์จำเป็นๆ แต่มันอยู่ที่เวลารวมๆ ที่ใช้ไป คุณภาพของสิ่งที่ดู และการที่พ่อแม่ไม่ได้นั่งดูไปด้วยต่างหาก

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กจากโรงพยาบาลเด็กชื่อดังในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่ง ให้ทัศนะว่า “พ่อแม่ไทยหลายคนมัวแต่แคร์สายตาคนอื่นเวลาลูกใช้จอในร้านอาหาร แต่เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าใช้อย่างพอเหมาะพอดี มันช่วยให้ทั้งครอบครัวเอ็นจอยกับมื้ออาหารได้ ป้องกันลูกงอแง แถมลดความเครียดพ่อแม่ได้ด้วย ถ้ามีการดูแลและตั้งกติกาที่ชัดเจน” มุมมองนี้ก็ไปในทิศทางเดียวกับเสียงส่วนใหญ่ของพ่อแม่ อย่างที่เห็นในบทความของ The Telegraph ที่พ่อแม่หลายคนออกมาโต้ว่า ถ้าใครไม่เคยเลี้ยงลูกเอง ก็อย่ามาตัดสินแบบเหมารวมหรือตั้งกฎเหล็กที่มันตึงเกินไป (The Telegraph)

จริงอยู่ที่เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ในไทย แต่ก็เข้าเค้ากับสังคมไทยที่เน้นเรื่องความปรองดองในครอบครัว และการให้เกียรติผู้ใหญ่รวมถึงคนอื่นๆ ที่ร่วมโต๊ะอาหาร เลยไม่แปลกที่จะเห็นอากงอาม่า ที่ยังยึดติดกับความคิดเก่าๆ ออกอาการไม่เห็นด้วยกับการใช้จอบนโต๊ะอาหาร แต่ถึงอย่างนั้น ท่าทีของผู้สูงวัยเองก็เริ่มผ่อนปรนลงบ้างแล้ว ผลสำรวจจากสถาบันวิจัยครอบครัวไทยแห่งหนึ่งเมื่อปี 2024 เผยว่า พ่อแม่คนไทยในเมืองเกินครึ่งยอมให้ลูกใช้ตัวช่วยดิจิทัลบางอย่างในร้านอาหาร โดยหลายคนให้เหตุผลหลักๆ ว่า “กลัวเสียหน้ากลางร้าน” และ “กดดันที่ต้องคุมลูกให้อยู่หมัด” ผลสำรวจเดียวกันยังบอกด้วยว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่มีการจำกัดเวลาและเลือกคอนเทนต์ให้ลูกอย่างดี

ฝั่งร้านอาหารเองก็เริ่มขยับตัวปรับตาม ร้านอาหารเอาใจครอบครัวบางร้านถึงกับมีโซนเด็กเล่น หรือมีเมนูเด็กพ่วงบริการให้เช่าแท็บเล็ต เพื่อตอบโจทย์พ่อแม่ยุคใหม่ที่เน้นความสะดวก ผู้จัดการร้านอาหารเชนดังในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่ง เล่าว่า “ครอบครัวไทยอยากมาเอ็นจอยกับการกินข้าวนอกบ้านด้วยกัน ถ้าการใช้จอแค่นิดหน่อยมันช่วยให้ทุกคน ทั้งพ่อแม่ ลูก และลูกค้าท่านอื่น แฮปปี้ขึ้น เราก็มองว่าเป็นเรื่องดีนะ” แต่ก็มีบางร้านที่ขอความร่วมมือให้ใช้กันพอหอมปากหอมคอ โดยเฉพาะในโอกาสสำคัญๆ หรือมื้อที่เป็นทางการหน่อย ซึ่งก็สะท้อนถึงการหาจุดสมดุลระหว่างการปรับตัวเข้ากับวิถีเลี้ยงลูกยุคใหม่และการรักษาธรรมเนียมเดิมๆ

ถ้ามองในมุมสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญก็แนะให้พ่อแม่ไทยใช้สติและดูตาม้าตาเรือเป็นกรณีๆ ไป คำแนะนำจากองค์กรระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมกุมารแพทย์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ก็บอกว่า เด็กอายุ 2-5 ขวบ ไม่ควรใช้จอที่มีคุณภาพ (ย้ำว่ามีคุณภาพนะ) เกินวันละชั่วโมง และต้องมีคนดูอยู่ด้วย (แนวปฏิบัติขององค์การอนามัยโลกเรื่องเวลาหน้าจอ) ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย ก็จะเน้นไปที่การสร้างสมดุลระหว่างโลกออนไลน์กับกิจกรรมจริงๆ ข้างนอก การสอนให้รู้เท่าทันสื่อ และการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เจอประสบการณ์หลายๆ แบบ

นักจิตวิทยาเด็กจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชื่อดังของไทยท่านหนึ่ง สรุปว่า “หัวใจหลักมันอยู่ที่ว่าเราใช้จอกันยังไง? เป็นแค่ตัวช่วยให้ลูกนิ่งแป๊บๆ หรือกลายเป็นไม้เท้าที่ขาดไม่ได้? บริบท เนื้อหา และการพูดคุยกับลูกต่างหากที่สำคัญ แทนที่จะคอยจับผิดพ่อแม่ทุกครั้งที่หยิบยื่นจอให้ลูก สังคมเราควรจะซัพพอร์ตครอบครัวด้วยคำแนะนำดีๆ ที่ใช้ได้จริงและเข้ากับวัฒนธรรมของเราจะดีกว่า”

เอาจริงๆ นะ ครอบครัวไทยก็มีวิธีง่ายๆ ในการคุมการใช้จอในร้านอาหารได้เหมือนกัน เช่น ตกลงเวลากันก่อน เปิดซับไตเติล เลือกรายการที่มีสาระหรือดูแล้วสบายๆ และเก็บจอเมื่ออาหารมาถึงโต๊ะ ส่วนใครที่ยังนอยด์กับสายตาคนรอบข้าง ผู้เชี่ยวชาญก็ฟันธงมาแล้วว่าแต่ละบ้านก็มีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน การให้ลูกใช้จอเป็นครั้งคราวบนโต๊ะอาหาร ไม่ได้แปลว่าพัฒนาการทางสังคมของลูกจะพัง หรือความสัมพันธ์ในบ้านจะแย่ลงหรอกน่า

ตราบใดที่พฤติกรรมการกินข้าวของคนไทยและเทคโนโลยียังคงเปลี่ยนไปไม่หยุด ประเด็นดราม่าเรื่องลูกติดจอในร้านอาหารก็คงจะยังเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันอีกยาว ทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และหมอ ก็เห็นตรงกันว่า การเปิดอกคุยกันแบบไม่ตัดสินใคร ให้คำแนะนำที่อยู่ตรงกลางและมีข้อมูลจริงมารองรับนี่แหละ คือการหนุนหลังครอบครัวไทยให้รับมือได้ทั้งในที่สาธารณะและบนโต๊ะอาหารได้ดีที่สุด