ไม่นึกเลยว่าการล้มเพียงแค่นั้น จะทำให้เจ็บปวดและยาวนานถึงเพียงนี้.. จากที่เคยนอนหลับปกติ กลับกลายเป็นต้องนั่งหลับติดต่อกันถึงคืนสองคืนเต็ม ๆ จนก้นเริ่มเจ็บ เพราะกลางวันก็นั่งอยู่แล้ว พอเพิ่มการนั่งกลางคืนเข้าไปอีก กลายเป็นนั่งทั้งวันทั้งคืน ยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม
คืนต่อมา ฉันจึงทดลองวางหมอนและผ้าห่มซ้อนกันหลาย ๆ ผืนข้างตัว เพิ่มความหลากหลายของท่านั่งหลับ ด้วยการเอนตัวพิงหมอนผ้าห่มแทน
ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็เริ่มลุ้นทุกคืนว่าเมื่อไรจะได้นอนเสียที..
ผ่านไปกว่าสัปดาห์ จึงเริ่มนอนตะแคงข้างที่ไม่เจ็บได้บ้าง ส่วนอีกด้านก็ใช้หมอนดันไว้ที่หลัง ไม่ให้พลิกตัว เพราะหากเผลอพลิก ขาอาจเคลื่อนไปอยู่ในท่าที่มัน “จ้องเล่นงานเราอยู่แล้ว” (ฮา) และนั่นจะทำให้เกิดอาการเสียวแปลบ เกร็ง ปวดลามทั้งท่อนขาอย่างบอกไม่ถูก
ถัด ๆ มาเริ่มสังเกตตัวเองขณะนั่งดูทีวีบนพื้น ตัวเราจะค่อย ๆ ไถลเอนลงกลายเป็นท่านอนทีละน้อย ๆ จนเมื่อไถลถึงจุดหนึ่ง ขาจะเจ็บแปล๊บเตือนให้รู้ตัว ก็ต้องขยับตัวให้นั่งตรงใหม่ เป็นอย่างนี้ซ้ำ ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันเพิ่งรู้ว่า บางครั้งเราก็เผลอไถลเอนตัวจนจะนอนราบได้อยู่แล้ว และนั่นแหละ.. เป็นที่มาของ “การฝึกนอนราบอย่างจริงจัง”

การทดลองเริ่มขึ้นอีกครั้ง..
ล้มตัวตะแคงข้างที่ไม่เจ็บก่อน แล้วค่อยพลิกเป็นท่านอนราบหงาย ทดลองความสูงของหมอนแบบต่าง ๆ สูงเกินก็เจ็บ ต่ำเกินก็ปวด กว่าจะรู้วิธีเอาหมอนมารองสะโพกหรือขาท่อนล่างให้พอเหมาะ ต้องลองผิดลองถูกอยู่หลายคืน ที่ว่าเจ็บนั้น ไม่ใช่เจ็บธรรมดา แต่เป็นอาการปวดเริ่มจากสะโพก และก้นที่น่าจะฟกช้ำจากการกระแทก แล้วค่อย ๆ ลามลงไปจนถึงหน้าแข้ง ซึ่งเป็นจุดที่ปวดที่สุด
คืนแล้วคืนเล่า การนอนกลายเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความพยายาม ต้องลุ้นทุกขั้นตอน กระทั่งคืนหนึ่งฉันรู้สึกได้ว่าเจ็บน้อยลงมาก และนั่นทำให้ดีใจจนอดคิดไม่ได้ว่า..
“นี่เราต้องลุ้นกับการนอนซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราทำมาตลอดชีวิต ถึงขนาดนี้เลยหรือ?”
แต่เรื่องยังไม่จบ ยังเหลือ “การเดิน” ที่ยังต้องลุ้นอีกอย่าง
จากที่เคยก้าวไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ จู่ ๆ ก็ทำไม่ได้เหมือนเดิม คืนนั้นหลังกลับจากหาหมอ ฉันแวะซื้อวอล์กเกอร์จากร้านขายยา กลายเป็นเครื่องมือเดียวที่ช่วยให้เคลื่อนไหวในบ้านได้เอง
แม้วันนี้จะเริ่มเดินระยะใกล้ ๆ ได้บ้าง แต่ทุกย่างก้าวต้องเกร็งหลัง เกร็งสะโพก และขาข้างที่เจ็บก็มักจะปวดร้าวไปจนถึงหน้าแข้งเสมอ วอล์กเกอร์จึงยังเป็น “ผู้ช่วยหลัก” ที่ช่วยในการพยุงตัว ลดการลงน้ำหนักขาข้างที่เจ็บตามคำแนะนำของนักกายภาพ..
“อย่าเพิ่งลงน้ำหนักเท้าเต็มที่ จะดีกว่า”
เรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน ทั้งการนอนและการเดิน ซึ่งเคยทำได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องเตรียมตัว วันหนึ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ต้องลุ้นทุกครั้งว่าจะสำเร็จหรือไม่? จะสำเร็จเมื่อไหร่?
“มันบ่แน่ดอกนาย..” เมื่อถึงวัยนี้ของเราแล้ว อะไร ๆ ก็ดูจะไม่แน่นอนไปเสียทั้งหมด!
ขอเอาใจช่วยครับ ผมประสบปัญหาใกล้เคียงกับท่านมาก่อน ปัจจุบัน สำหรับท่านอนนั้น ผมใช้ผ้าขนหนูขนาดนุ่งห่มไปชายหาดแบบนั้น ใช้เป็นหมอน โดยเอามาพับให้พอดีกับผ้าขนหนูใช้เช็ดตัว ที่ทำหน้าที่อย่างปลอกหมอน อยู่บนสุดเพื่อสามารถซักส่วนนี้ได้บ่อย และมีผ้าขนหนูที่ใช้พันคอ กันความเย็น รวมทั้งสามารถใช้ปิดตา เพราะไม่ได้ปิดไฟจนมืดสนิท ปิดปาก ได้ด้วย ทำให้การพลิกตัวซ้ายขวา และนอนหงาย หมอนผ้าเช็ดตัวก็ไม่ส่งผลให้ต้องปรับตัวตามแบบหมอนปกติ (และมีผ้าห่มที่ม้วนไว้ใช้คราวหนาวมาก ซึ่งไม่ค่อยมี เพราะไม่ได้ตั้งเครื่องปรับอากาศให้เย็น หรือบางทีไม่ใช้เลย) ผมได้แนวความคิดมาจากพระเซ็นในญี่ปุ่นที่เห็นครั้งหนึ่งในทีวี ที่ใช้ผืนผ้าพับทำเป็นหมอน อีกอย่างที่ผมทำคือห้องนอน ยังให้มีแสงสว่าง เช่น จากแสงไฟภายนอกที่พอมองเห็นเวลาลุกขึ้นเพื่อเข้าห้องน้ำ ฯลฯ โดยไม่ต้องไปเปิดไฟในห้องทุกครั้ง ส่วนการเดินที่ยังพอเป็นปกติสุข ยังไม่เป็นปัญหามาก เพียงระวังเรื่องการหกล้มจากการดูแลต้นไม้ในบ้าน…วิโรจน์ ครับ
ขอบคุณมาก ๆ ครับ หายและแข็งแรงขึ้นเร็ว ๆ นะครับ