พฤติกรรมผูกพันต่อการเรียนของนักเรียน (student engagement) หมายถึงสภาพที่นักเรียนเป็นหุ้นส่วน (partner) สำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง   ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน ผู้นำเรื่อง social engagement มาสู่วงการอุดมศึกษาไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน    ได้ให้คำไทย เรื่อง university social engagement ว่า พันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม    โดยมีมิติสำคัญ ๔ ประการคือ 

  1. ร่วมคิดร่วมทำแบบพันธมิตรและหุ้นส่วน (Partnership)
  2. เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (Mutual benefits)
  3. เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และเกิดผลงานวิชาการ (Knowledge sharing and scholarship)
  4. เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ประเมินได้ (Measurable social impact)

ซึ่งผมมองว่า เราสามารถนำสาระหลัก ๔ ข้อ ของ university social engagement มาใช้กับ student engagement ได้อย่างกลมกลืน   คือในเรื่อง student engagement นักเรียนเป็นหุ้นส่วน (ผู้ลงมือคิดและทำ) สำคัญ โดยครูก็เป็นหุ้นส่วนสำคัญด้วย   เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน ครู และหุ้นส่วนอื่นๆ    เกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งต่อนักเรียน ครู และหุ้นส่วนอื่นๆ  รวมทั้งเกิดผลกระทบต่อโรงเรียน และชุมชนโดยรอบ และอาจเกิดผลกระทบต่อระบบการศึกษาของประเทศด้วย   

คำว่า “พฤติกรรมผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนนักศึกษา” (student engagement) เพิ่งอุบัติขึ้นในปี ค.ศ. 1991   ในหนังสือ Pascarella, E. T., & Terenzini, P. T. (1991). How College Affects Students: Findings and Insights from Twenty Years of Research. San Francisco, CA: Jossey-Bass.  นำสู่การประยุกต์ใช้และการวิจัยมากมายหลากหลาย   แต่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครู ให้ความหมายของคำว่า student engagement แตกต่างหลากหลายมาก  ดังที่กล่าวแล้วในบทที่ ๑ ว่า หนังสือ Student Engagement Techniques เน้นบทบาทของครูหรืออาจารย์    แต่ผมชอบท่าทีในหนังสือ Reimagining Student Engagement  มากกว่า   เพราะให้น้ำหนักการเป็นผู้กระทำการของนักเรียนเป็นสำคัญ   

สามมิติของ engagement 

มีผู้เสนอว่า การผูกพัน (engagement) มี ๓ มิติคือ 

  • ผูกพันเชิงพฤติกรรม (behavioral dimension)    เช่น ปฏิบัติตามกฎระเบียบ  มาโรงเรียนสม่ำเสมอและตามกำหนดเวลา ไม่มาสาย   แสดงความสนใจต่อบทเรียน   ร่วมอภิปราย ตั้งคำถาม หรือตอบคำถาม    ร่วมกิจกรรมของโรงเรียน เป็นต้น
  • ผูกพันเชิงอารมณ์ (emotional engagement)    เป็นความรู้สึกเกี่ยวกับโรงเรียน  ครู เพื่อนๆ และการเรียน   เช่น รู้สึกว่าได้รับการยอมรับ (belonging) ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเพื่อนๆ หรือของชั้นเรียน  รู้สึกว่าได้รับความรักความห่วงใยจากครู  มีความสุข  สนใจ  ตื่นเต้น เศร้า กังวล หรือเครียด  เป็นต้น    
  • ผูกพันเชิงความคิด (cognitive engagement)   นักเรียนมุ่งเสาะแสวงหาวิธีเรียนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น   หาความท้าทายใหม่ๆ สำหรับเรียนรู้   แสดงพฤติกรรมล้มแล้วลุก (resilience) เรียนรู้จากความล้มเหลว    เป็นพฤติกรรมของการกำกับการเรียนรู้ของตนเอง (self-regulated learning)  และใช้การรู้เท่าทันความคิดของตนเอง (metacognition) เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของตนสู่การบรรลุเป้าหมาย      

ซึ่งผมคิดเพิ่มเติมว่า ยังมีมิติอื่นๆ อีก เช่น ผูกพันเชิงสังคม (social engagement)  นักเรียนบางคนอาจมาโรงเรียนเพราะอยากมาพบเพื่อน มาเล่นหรือพูดคุยกับเพื่อน   ไม่ใช่อยากมาเรียน  การได้รับการยอมรับจากครูและเพื่อนๆ ในชั้นเรียน (belonging) น่าจะเป็นมิติหนึ่งที่ช่วยให้การผูกพันต่อการเรียนดีขึ้น    ช่วยให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ดีขึ้น    เป็นทั้งมิติเชิงสังคมและเชิงอารมณ์ 

    

Student Engagement Continuum 

 หนังสือ Reimagining Student Engagement แนะนำให้ทำความเข้าใจ student engagement จากตาราง student engagement continuum หกระดับ  ไล่ตั้งแต่ขั้นต่ำสุดคือก่อกวน (Disrupting) ชั้นเรียน  ไปจนถึงขั้นสูงสุด เป็นผู้ขับเคลื่อน (Driving) การเรียนรู้ของตนเองและเพื่อนๆ   โดยมีพฤติกรรมเชิงรุก และมีเป้าหมายของตนเองอย่างชัดเจน  ดังนี้ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  ป่วน (Disrupting)

เลี่ยง

(Avoiding)

ไม่ใส่ใจ

(Withdrawing)

เข้าร่วม

(Participating)

ลงทุน

(Investing)

ขับเคลื่อน

(Driving)

ร่วมกับกิจกรรม

(Engaging in the activity)

ป่วนบรรยากาศการเรียน

 

ไม่ร่วมกิจกรรม

 

เถียงครู

 

เลี่ยงไม่เรียนหรือทำงาน

 

ไม่เตรียมตัว

 

หาทางหลบไปจากห้องเรียน

เข้าร่วมแต่ไม่สนใจการเรียน

 

เด็กหลังห้อง

 

นั่งเหม่อ ใจลอย

 

ทำอย่างเสียไม่ได้ 

ทำงาน

 

อยู่กับงาน 

 

เอาใจใส่

 

ตอบคำถาม

ถาม

 

ให้คุณค่าต่อกิจกรรม

 

สนใจ

 

สนุกกับการเรียน

ตั้งเป้าหมายของการเรียน

 

ขอคำแนะนำป้อนกลับเพื่อปรับปรุง

 

หาสิ่งท้าทาย

 

ติดตามผลและประเมินความก้าวหน้าของตนเอง

ร่วมกับ เพื่อนๆ

(Engaging with peers)

ทะเลาะกับเพื่อนๆ 

 

หาทางป่วน

ชวนเพื่อนคุยเรื่องอื่น

 

ชวนเพื่อนเล่น ไม่เรียน

นั่งร่วมกลุ่ม แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ ทำงานร่วมทีมตามคำสั่ง 

แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับเพื่อนๆ

 

ทำตามความสนใจร่วมกัน

ร่วมมือกับคนอื่นดำเนินการสู่เป้าหมายร่วม

 

ท้าทายซึ่งกันและกันเพื่อผลงานที่ดียิ่งขึ้น

        ครูมุ่งให้ศิษย์ทำตามที่ครูสั่ง ครูมุ่งให้ศิษย์สนใจและร่วมกันทำงาน ครูมุ่งให้ศิษย์มีพฤติกรรมเชิงรุกและร่วมมือกันกำหนดเป้าหมายและวิธีการ

 

โปรดสังเกตว่า พฤติกรรมตามในตาราง   สามพฤติกรรมทางซ้าย เป็นสภาพไม่อยากเรียน (disengagement)   สามพฤติกรรมทางขวา เป็นสภาพอยากเรียน (engagement)    หากอยู่ทางซ้ายสุดหรือขวาสุด เป็นพฤติกรรมเชิงรุก (proactive)    ส่วนที่อยู่กลางๆ หน้ากระดาษเป็นพฤติกรรมเชิงรับ (passive)    เราต้องการให้นักเรียนนักศึกษาแสดงพฤติกรรมเชิงรุกที่มีเป้าหมายและมีความหมายต่อตนเองและเพื่อนๆ   คืออยู่ขวาสุดของตาราง (Driving Mode)    เป็น student engagement ที่พึงประสงค์ 

ขอย้ำว่าใน ๓ คอลัมน์ทางขวาของ student engagement continuum   นักเรียนมีพฤติกรรมจดจ่อต่อการเรียนทั้งสิ้น   แต่ในระดับความลึกที่ต่างกัน   เป้าหมายที่ต้องการคือ หนุนให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามในคอลัมน์ขวาสุด คือมีพฤติกรรมเชิงรุก (proactive) ด้วยตนเอง ร่วมกับเพื่อนๆ ในทีม หรือในชั้นเรียน  โดยผมขอเพิ่มเติมว่า อาจรุก (proactive) ขนาดไปชวนพ่อแม่หรือเพื่อนบ้าน เข้าร่วมกิจกรรม        

ต้นฉบับตาราง student engagement continuum ตามในหนังสือ Reimagining Student Engagement สามารถค้นได้จากอินเทอร์เน็ต

 

พฤติกรรมผูกพันหลอกๆ 

นี่คือมายาที่ซ่อนอยู่ลึกมากในสังคมไทย    จากสภาพความสัมพันธ์ในสังคมที่เป็นความสัมพันธ์แนวดิ่ง    และในระบบการศึกษาและระบบราชการ มีสภาพของความสัมพันธ์แนวดิ่ง วัฒนธรรมอำนาจ รุนแรงมาก   คือครูต้องปฏิบัติงานเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาระดับเหนือขึ้นไปเป็นทอดๆ    ว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว    ดังนั้น ในหลายกรณี ปฏิบัติการในโรงเรียนไม่ได้ทำเพื่อเป้าหมายหลัก คือการเรียนรู้และงอกงามของนักเรียน   แต่เป็นการทำเพื่อสนองอำนาจนายเป็นหลัก   สภาพเช่นนี้จะค่อยๆ สร้างวัฒนธรรม “ผูกพันหลอกๆ” (pseudo-engagement) ขึ้นในโรงเรียน    และเด็กๆ นักเรียนจะรับหรือซึมซับวัฒนธรรมนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว    สภาพของ student engagement continuum คอลัมน์ที่ ๒ - ๕ จะเป็นสภาพที่คุ้นเคยชาชิน   โรงเรียนก็จะอยู่ในสภาพของ student engagement หลอกๆ โดยไม่รู้ตัว   ไม่ทราบว่าโรงเรียนไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในหลุมดำนี้หรือเปล่า    เป็นเรื่องที่น่าจะใช้เป็นโจทย์วิจัยระบบการศึกษา 

ผมขอเสนอว่า student engagement continuum คอลัมน์ที่ ๒ - ๕ เป็น student engagement หลอกๆ     ที่โรงเรียนและครูต้องรู้เท่าทัน  และพัฒนาระบบงานขึ้นมาขจัดสภาพหลอกลวงนี้   

มุมมองของผมที่เสนอข้างต้น อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด   ผมเชื่อว่าในทุกโรงเรียน ย่อมมีนักเรียนที่แสดงพฤติกรรม learning engagement ทั้ง ๖ ระดับของ student engagement continuum  โรงเรียนคุณภาพสูงอาจแทบไม่มีนักเรียนในคอลัมน์แรก – ป่วนห้องเรียน ป่วนครู   แต่ทุกโรงเรียนย่อมมีนักเรียน ที่ learning engagement อยู่ในระดับ ๒ - ๕  ที่เป็นความท้าทายของครูและโรงเรียน  ในการดำเนินการหนุนเสริม ให้นักเรียนยกระดับ learning engagement สู่ระดับ ๖ – Drivers ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้    นี่คือเป้าหมายของการจัดทำหนังสือ  งอกงามความรักเรียน (Student Engagement)   เล่มนี้ออกเผยแพร่ 

     

ความจริงใจกับ student engagement  

ดังกล่าวแล้วข้างต้น ว่าพฤติกรรมผูกพันต่อการเรียนของนักเรียน (student engagement) เป็นเรื่องเชิงอารมณ์ เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักเรียนกับเพื่อนๆ และกับครู    ความสัมพันธ์ที่มีความจริงใจต่อกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน (mutual trust) จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการเกื้อหนุนให้นักเรียนมีความมุ่งมั่นมานะพยายาม ยกระดับ learning engagement ของตนเองสู่ระดับ ๖   ซึ่งจะไม่ใช่เพียงมีคุณค่าต่อระดับผลการเรียนวิชาเท่านั้น  แต่จะมีผลต่อการงอกงามคุณลักษณะที่ดีของนักเรียนครบทุกด้านของ VASK (V – Values = ค่านิยม, A – Attitude = เจตคติ, S – Skills = ทักษะ, K – Knowledge = ความรู้) 

ความจริงใจของครูต่อนักเรียนเป็นเรื่องที่นักเรียนรับรู้ได้    การที่ครูพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง นักเรียนจะรับรู้ได้  และจะเป็นตัวการที่ทำให้นักเรียนไม่ไว้วางใจครู   คำแนะนำต่อครูที่ต้องการสร้างความไว้วางใจของนักเรียนต่อครู    มีดังต่อไปนี้

สิ่งที่ครูควรทำ

  • สื่อสารด้วยความอบอุ่นและชัดเจน
  • ใส่ใจในตัวนักเรียนแต่ละคน
  • ทำตัวเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุน
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  • ปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอ
  • แสดงออกด้วยการกระทำ
  • สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียนแต่ละคน

สิ่งที่ครูไม่ควรทำ  

  • วิจารณ์นักเรียนอย่างไม่สร้างสรรค์
  • เปรียบเทียบนักเรียน
  • เพิกเฉยต่อความต้องการของนักเรียน
  • ใช้อำนาจในทางที่ผิด
  • ให้ความสำคัญเพียงแค่ผลการเรียน
  • มีอคติ หรือลำเอียง
  • มีการกระทำที่แสดงความไม่จริงใจ   เช่นพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง    มีพฤติกรรมที่ไม่คงเส้นคงวา 

     

ครูรบกับนักเรียน หรือเป็นหุ้นส่วนกับนักเรียน

เมื่อครูเผชิญสภาพที่นักเรียนไม่สนใจการเรียน (disengage)  ครูต้องไม่ตำหนิหรือด่าว่านักเรียน   ต้องหันมาสำรวจระบบนิเวศการเรียนรู้ของชั้นเรียนและโรงเรียน   รวมทั้งสำรวจตัวครูเอง ในเรื่องการวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และสำรวจท่าทีถ้อยคำที่ตนใช้กับนักเรียน    รวมทั้งสำรวจว่า นักเรียนสนใจการเรียนเรื่องอื่นๆ หรือไม่   ครูต้องไม่มุ่งผลักดันให้ศิษย์เรียนตามที่ครูกำหนด   แต่ต้องทำตัวเป็นหุ้นส่วนกับนักเรียน ร่วมกันสร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้นักเรียนได้เรียนตามที่นักเรียนมีแรงจูงใจ หรือมีความต้องการ  และพร้อมที่จะทุ่มเทพลังของตนเพื่อเป้าหมายนั้น    ตามในหนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) เล่มนี้   

Engage กับอะไร 

สิ่งที่ครูต้องถามคือ นักเรียน engage กับอะไร   กับโรงเรียน หรือ กับการเรียน   สองสิ่งนี้ต่างกัน   มีนักเรียนจำนวนหนึ่งมาโรงเรียนสม่ำเสมอ   แต่สนใจการเรียนน้อยมาก   หนังสือเล่มนี้ มุ่งหนุนให้นักเรียนมี engagement กับการเรียน   ในลักษณะที่นักเรียนพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy) ต่อการเรียน มีสมรรถนะในการเรียนรู้ (learning skills/competencies)  และเชื่อมโยงกับผู้อื่นเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความหมายและคุณค่าร่วมกัน   

ในบทต่อๆ ไป จะพบว่า เพื่อหนุนให้นักเรียน engage กับการเรียน   ต้องหนุนให้นักเรียน engage กับครู  กับเพื่อนๆ   และกับหุ้นส่วนอื่นๆ 

Engage เพื่ออะไร 

คำถามสำคัญคือ เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (purpose) ของ student engagement คืออะไร   ครูต้องตอบคำถามนี้ด้วยตนเอง  เพื่อจะได้หนุน student engagement ได้ตรงเป้าหมาย  เช่นเพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ครบทุกด้านของนักเรียน   เพื่อหนุนความเจริญงอกงามอย่างบูรณาการของนักเรียน    เพื่อแก้ปัญหานักเรียนไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ (ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับการใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตจริง)    เพื่อสุขภาวะทางสังคมของนักเรียนในชั้นเรียน (ออกแบบการเรียนรู้ให้นักเรียนทำงานและเรียนรู้เป็นทีมมากขึ้น)   เป็นต้น   โดยเป้าหมายดังกล่าวต้องกำหนดภายใต้ความต้องการ ตามบริบทที่เป็นจริงของโรงเรียน และนักเรียน     

 

สรุป : ความผูกพันของนักเรียน (student engagement) คือ

สิ่งที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนร่วมกันระหว่างนักเรียนกับครู   เพื่อให้หุ้นส่วนทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ของตนบรรลุจุดมุ่งหมายของตนอย่างดี มีคุณภาพสูง    เกิดปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างหุ้นส่วน   ร่วมกันฟันฝ่าเอาชนะอุปสรรค    ร่วมกันเรียนรู้ จากประสบการณ์ที่ดำเนินการร่วมกันนั้น   

นี่คือนิยาม student engagement ที่ผมคิดขึ้นเอง   ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ   แต่ผมหวังว่า จะเป็นนิยามเชิงปฏิบัติการ ที่จะช่วยให้ชีวิตครูเป็นชีวิตที่เปี่ยมพลัง จาก student engagement  เพื่อนักเรียนรักเรียน  และชีวิตการเรียนรู้ของนักเรียนบรรลุผลการงอกงามในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติของความเป็นมนุษย์ 

ซึ่งเมื่อเข้าใจความหมาย   และมีประสบการณ์จากการปฏิบัติ    จะพบว่า student engagement เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ต่อชีวิตที่ดีของนักเรียน  และของครู       

วิจารณ์ พานิช

๑๕ เม.ย. ๖๘