ในช่วงไม่กี่ทศวรรษมานี้ เด็กที่ลืมตาดูโลกในประเทศร่ำรวยมีโอกาสจากไปก่อนวัยอันควรน้อยลงแบบไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ เรื่องนี้มีงานวิจัยใหม่ๆ ยืนยันเพียบ แต่กลับไม่ค่อยเป็นข่าวใหญ่ให้โลกได้ฉลองกันเท่าไหร่ การที่อัตราตายของเด็กลดลงอย่างมากขนาดนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสุดๆ ด้านสาธารณสุขในยุคเราเลยก็ว่าได้ ทว่าเรื่องราวน่ายินดีนี้มักถูกปัญหาท้าทายด้านสุขภาพอื่นๆ กลบซะมิด ทำให้หลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราก้าวหน้าไปไกลแค่ไหนแล้ว และอะไรบ้างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแบบนี้ (Our World in Data)

สำหรับคนไทยเราแล้ว ข่าวนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขสถิติไกลตัว ประเทศไทยเราเองก็พัฒนาเรื่องสุขภาพเด็กไปไกลมากในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เราสามารถเรียนรู้และได้กำลังใจจากประสบการณ์ของประเทศรายได้สูงเหล่านี้ได้เต็มๆ แนวโน้มนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำว่าเป้าหมายยากๆ ด้านสาธารณสุขสามารถทำได้จริง แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เราลงทุนในระบบสาธารณสุข การป้องกันโรค และการสร้างหลักประกันทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต

การที่อัตราการเสียชีวิตของเด็กลดลงในกลุ่มประเทศร่ำรวยนั้นเป็นผลพวงจากมาตรการหลายอย่างที่ทำกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ฉีดวัคซีน การดูแลแม่และเด็กแรกเกิดที่ดีขึ้น ยาปฏิชีวนะที่เข้าถึงง่าย อาหารการกินที่ดี และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกว่าเดิม ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญทั้งสิ้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เมื่อปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) ประเทศอย่างสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น มีอัตราตายของเด็กสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว แต่ทุกวันนี้ ความเสี่ยงที่เด็กเล็กต่ำกว่าห้าขวบจะเสียชีวิตในสังคมเหล่านี้ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกามีอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบ ลดฮวบจากประมาณ 3% ในปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) เหลือเพียง 0.6% ในปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) ตามข้อมูลของ World Bank

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความก้าวหน้าแบบนี้เกิดจากทั้งนวัตกรรมทางการแพทย์ครั้งสำคัญและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในภาพรวมประกอบกัน ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุขระดับโลกจากมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่ง ให้ข้อมูลกับ Our World in Data ว่า: “เด็กๆ ตายน้อยลงจากโรคติดเชื้อแบบเห็นได้ชัด เพราะทุกวันนี้เรามีวัคซีนใช้อย่างทั่วถึง เมื่อก่อนโรคปอดบวมกับโรคท้องร่วงคร่าชีวิตเด็กไปไม่รู้เท่าไหร่ แต่การรักษาและการป้องกันดีๆ ก็ช่วยให้สถานการณ์พลิกกลับมาดีขึ้นได้”

ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำซ่อนอยู่แม้แต่ในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยเอง ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจสังคม การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่ฝังรากลึก และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ไม่เท่ากัน ล้วนทำให้ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้านี้เหมือนๆ กัน สำหรับบ้านเรา ข้อค้นพบนี้จึงเป็นทั้งแรงบันดาลใจและสิ่งที่ต้องระมัดระวัง กล่าวคือ เรายังต้องตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีพื้นเพครอบครัวอย่างไร จะได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าที่ช่วยชีวิตเหล่านี้อย่างถ้วนหน้า

ประเทศไทยเราก็มีเส้นทางการพัฒนาคล้ายๆ กับประเทศร่ำรวยเหล่านั้น ถึงแม้จังหวะก้าวในการพัฒนาและความท้าทายที่เผชิญจะแตกต่างกันไปบ้าง ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟระบุว่า อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบในประเทศไทยลดลงจาก 37 คนต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน ในปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) เหลือเพียง 8 คนต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน ในปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) (UNICEF Thailand) การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น โครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของรัฐบาล และความร่วมมือระหว่างประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนส่งความสำเร็จนี้ ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสะท้อนผ่านตัวเลขสถิติเท่านั้น แต่ยังสัมผัสได้จากชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของครอบครัวไทย ตั้งแต่คลินิกในชนบทของภาคอีสานไปจนถึงโรงพยาบาลในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความก้าวหน้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงเมื่อรัฐบาล ชุมชน และภาคส่วนทางการแพทย์ร่วมมือกัน

วัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย สมัยก่อน สังคมไทยมีความเชื่อดั้งเดิมซึ่งเคยส่งผลต่อแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคลอดบุตรและการดูแลเด็กเล็ก แต่เดี๋ยวนี้ ผู้คนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดูแลเด็กที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ประกอบกับการสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพอย่างกว้างขวาง และการผสมผสานโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขเข้ากับเทศกาลประเพณีต่างๆ ได้ช่วยปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเด็กให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น

เมื่อมองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ายังคงมีความท้าทายหลายประการรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นกระแสความลังเลใจในการรับวัคซีนที่เพิ่มสูงขึ้น โรคอุบัติใหม่ต่างๆ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นภัยคุกคามที่อาจทำให้ความสำเร็จที่สร้างมาอย่างยากลำบากต้องถอยหลังลงคลองได้ หากไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจังและทันท่วงที สำหรับประเทศไทย การแก้ไขปัญหา เช่น ภาวะทุพโภชนาการในพื้นที่ห่างไกล ช่องว่างในการดูแลสุขภาพแม่และเด็กในช่วงก่อนและหลังคลอด และปัญหามลพิษในเขตเมือง จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาแนวโน้มเชิงบวกนี้ให้คงอยู่และพัฒนาต่อไป การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายรองรับทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีการลงทุนเพื่อดูแลสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของสังคมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับครอบครัวและชุมชนคนไทย ขั้นตอนที่สามารถทำได้จริงเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น การพาบุตรหลานไปรับวัคซีนตามกำหนดนัดหมาย การเข้ารับบริการฝากครรภ์ และการร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้มีอากาศและน้ำที่สะอาด ในส่วนของผู้กำหนดนโยบาย จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณสำหรับบริการสุขภาพแม่และเด็ก ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ และแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ ขณะที่สื่อมวลชนและนักการศึกษาก็สามารถมีบทบาทในการช่วยปรับเปลี่ยนการรับรู้ของสังคม จากการมองเห็นแต่ปัญหาและวิกฤต ไปสู่การชื่นชมและเฉลิมฉลองความสำเร็จต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความท้าทายระดับโลก ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของอัตราการรอดชีวิตของเด็กถือเป็นดั่งแสงสว่างนำทางที่ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้สำเร็จผ่านการร่วมมือร่วมใจกัน เมื่อเราตระหนักถึงคุณค่าของความสำเร็จเหล่านี้และนำไปต่อยอด ประเทศไทยและประชาคมโลกจะสามารถสร้างสรรค์อนาคตที่เด็กทุกคนได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตอย่างแข็งแรงและมีสุขภาพดี