ผลสำรวจชิ้นใหม่จากศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ฉายภาพพฤติกรรมการกินอันซับซ้อนของชาวอเมริกันในปี 2025 โดยชี้ว่าราคาอาหารที่ทะยานสูงขึ้นประกอบกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป กำลังทำให้การเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นเรื่องท้าทายยิ่งขึ้นสำหรับหลายคน ผลการวิเคราะห์เจาะลึกครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการจัดสมดุลระหว่างรสชาติ ความสะดวกสบาย ราคาที่จ่ายไหว และประโยชน์ต่อสุขภาพ พร้อมเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะสะท้อนสถานการณ์ด้านโภชนาการที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่น้อย
ในภาวะที่ราคาอาหารยังคงไต่ระดับสูงขึ้นไม่หยุด ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ถึง 90% ที่ร่วมตอบแบบสำรวจยอมรับว่า อาหารเพื่อสุขภาพมีราคาแพงขึ้นจริงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกือบ 7 ใน 10 คนระบุว่า ราคาที่สูงขึ้นนี้ทำให้การดูแลสุขภาพการกินเป็นเรื่องยากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ผลสำรวจซึ่งจัดทำในกลุ่มผู้ใหญ่ 5,123 คนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของผู้คน รวมถึงความพยายามที่จะกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ท่ามกลางปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้น ตัวเลือกบริการส่งอาหารเดลิเวอรี่ที่มีมากมาย และคำแนะนำด้านอาหารที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย (pewresearch.org)
ประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจสำหรับคนไทยไม่น้อย เพราะประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่น่ากังวลไม่แพ้กัน ทั้งโรคอ้วน โรคหัวใจ และเบาหวาน ไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกา ทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมอาหารจานด่วนที่แพร่หลาย และความนิยมสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ล้วนส่งผลให้พฤติกรรมการกินของคนไทยเปลี่ยนไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มหลายประการที่พบในรายงานของพิว ข้อมูลเชิงลึกจากผลสำรวจเกี่ยวกับผลกระทบของราคา ความสามารถในการเข้าถึง และความรู้ความเข้าใจต่อสุขภาพการกิน จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขเพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของผลสำรวจ พบว่ามีชาวอเมริกันเพียงราว 2 ใน 10 เท่านั้นที่มองว่าพฤติกรรมการกินของตนเองนั้น “ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง” หรือ “ดีต่อสุขภาพมาก” ขณะที่ประมาณ 59% ประเมินว่าการกินของตน “ค่อนข้างดีต่อสุขภาพ” ที่น่าเป็นห่วงคือ มีถึง 20% หรือ 1 ใน 5 ที่ระบุว่าการกินของตน “ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ” หรือ “ไม่ดีต่อสุขภาพเลย” กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้สูง และผู้มีการศึกษาสูง มักจะรายงานพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า ส่วนกลุ่มคนอายุน้อยและผู้มีรายได้น้อยกลับเผชิญความท้าทายในเรื่องนี้มากกว่า
เมื่อต้องตัดสินใจเลือกอาหาร ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ “รสชาติ” มาเป็นอันดับหนึ่ง โดย 83% มองว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งหรือสำคัญมาก รองลงมาคือ “ราคา” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่น่ากังวล โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดย 3 ใน 4 ของกลุ่มนี้ระบุว่าราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เทียบกับเพียงครึ่งเดียว (54%) ในกลุ่มผู้มีฐานะดีกว่า “ประโยชน์ต่อสุขภาพ” ตามมาเป็นอันดับสาม โดยกว่าครึ่ง (52%) ระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆ ขณะที่ “ความสะดวกสบาย” มาเป็นอันดับสี่ โดย 47% ให้ความสำคัญกับความง่ายในการเตรียมและการเข้าถึง
ผลลัพธ์เหล่านี้ดูจะคล้ายคลึงกับประสบการณ์ในประเทศไทย ที่วิถีชีวิตคนเมืองอันเร่งรีบและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ร้านอาหารและอาหารสะดวกซื้อได้รับความนิยมมากขึ้น อย่างไรก็ดี อาหารปรุงเองที่บ้านยังคงเป็นหัวใจสำคัญในทั้งสองประเทศ ในสหรัฐฯ ผู้ใหญ่เกือบ 9 ใน 10 คน กินอาหารปรุงเองที่บ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละสองสามครั้ง ขณะที่มีเพียง 17% ที่สั่งอาหารเดลิเวอรี่ และเพียง 12% ที่กินอาหารนอกบ้านบ่อยพอๆ กัน ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่กินอาหารปรุงเองที่บ้านทุกวันมีแนวโน้มที่จะระบุว่าพฤติกรรมการกินของตนดีต่อสุขภาพมาก (29% เทียบกับ 12% ของผู้ที่ทำอาหารเองน้อยกว่า)
ผลสำรวจในสหรัฐฯ ยังชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพการกินที่แต่ละคนประเมินเอง ในกลุ่มที่ระบุว่าการกินอาหารเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมากนั้น 35% มองว่าพฤติกรรมการกินของตนดีต่อสุขภาพมาก เทียบกับเพียง 3% ในกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสัมพันธ์นี้ยังคงปรากฏชัดแม้จะพิจารณาความแตกต่างทางเชื้อชาติ เพศ และรายได้ แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงมักให้ความสำคัญกับทุกปัจจัยมากกว่าผู้ชาย ทั้งรสชาติ ราคา สุขภาพ และความสะดวกสบาย
สำหรับชาวอเมริกัน ราคาอาหารที่พุ่งสูงถือเป็นความท้าทายใหญ่หลวง ประมาณ 69% ระบุว่า ปัจจุบันการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นเรื่องยากขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แรงกดดันทางการเงินยิ่งหนักหน่วงเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่สุด โดย 77% ของกลุ่มนี้ระบุว่าราคาที่สูงขึ้นทำให้การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพยากขึ้น และเกือบครึ่งหนึ่งบอกว่า “ยากขึ้นมาก” อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงอาหารโดยรวมยังถือว่าค่อนข้างดี ชาวอเมริกันประมาณ 2 ใน 3 กล่าวว่าสามารถหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพใกล้บ้านได้ง่าย แม้ว่าสัดส่วนนี้จะลดลงในกลุ่มคนผิวสี ชาวฮิสแปนิก และผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบท
ในด้านความรู้ความเข้าใจ ประมาณครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกัน (49%) รู้สึกมั่นใจอย่างยิ่งหรือมั่นใจมากว่าตนเองรู้ว่าอาหารประเภทใดดีต่อสุขภาพ ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่ผู้ที่มีระดับการศึกษาสูงกว่ามักจะแสดงความมั่นใจในเรื่องนี้มากกว่า ความมั่นใจดังกล่าวส่งผลต่อการเลือกบริโภคอาหารที่ดีขึ้น โดย 1 ใน 3 ของผู้ที่มีความมั่นใจสูงระบุว่าพฤติกรรมการกินของตนดีต่อสุขภาพมาก ขณะที่ผู้ที่ขาดความมั่นใจมีเพียง 5% เท่านั้นที่ระบุเช่นนั้น
ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเชื่อมโยงผลการค้นพบเหล่านี้เข้ากับข้อกังวลด้านสุขภาพในระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการท่านหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ในรายงานได้เน้นย้ำว่า อาหารที่ดีต่อสุขภาพซึ่งหาซื้อง่าย ราคาไม่แพง และสะดวกสบาย เป็นกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาโรคอ้วนและโรคเรื้อรัง ผู้กำหนดนโยบายจากทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่เทียบเคียงได้กับกระทรวงสาธารณสุขของไทย ต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งระบุในงานวิจัยของพิวว่า “ความพยายามในการควบคุมวัตถุเจือปนในอาหารและส่งเสริมการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพกำลังได้รับแรงหนุนมากขึ้น ด้วยตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสาธารณสุขหากโรคที่เกี่ยวข้องกับการกินไม่ได้รับการควบคุม” (pewresearch.org)
สำหรับประเทศไทย ผลการค้นพบเหล่านี้มีความนัยสำคัญหลายประการ ราคาผักผลไม้สดและสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อสุขภาพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ สะท้อนสถานการณ์คล้ายคลึงกับในอเมริกา หน่วยงานภาครัฐด้านหลักประกันสุขภาพของไทย ได้ให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เรื่องอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนหลายแห่งได้เพิ่มสัดส่วนผักและผลไม้มากขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาโรคอ้วนในเด็ก อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพระหว่างประชากรในเขตเมืองและชนบทยังคงเป็นปัญหา และคนไทยผู้มีรายได้น้อยยังคงเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่พบในผลการศึกษาของสหรัฐฯ (who.int)
ในเชิงวัฒนธรรม มรดกทางอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของไทย ซึ่งแต่เดิมเน้นผัก ธัญพืช และวัตถุดิบสดใหม่ ถือเป็นการส่งเสริมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว แต่เช่นเดียวกับในสหรัฐฯ กระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตกำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคเหล่านี้ การเติบโตของอาหารแปรรูป เครื่องดื่มน้ำตาลสูง และร้านอาหารจานด่วน ยิ่งทำให้มาตรการด้านสาธารณสุขและการให้ความรู้ด้านโภชนาการที่ตรงจุดมีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า ทั้งผลการศึกษาของพิวและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขของไทยต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำให้อาหารที่ดีต่อสุขภาพเข้าถึงง่าย ราคาไม่แพง และน่าสนใจ แนวทางการพัฒนาที่เป็นไปได้มีตั้งแต่การออกมาตรการกำกับดูแล (เช่น การเก็บภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลสูง และการห้ามใช้วัตถุเจือปนที่เป็นอันตราย) การเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับผักและผลไม้ การลงทุนในการเกษตรในเมือง และการรณรงค์สาธารณะอย่างเข้มข้นเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านอาหาร การรับมือกับปัญหาโรคที่เกี่ยวข้องกับการกินที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย สามารถนำบทเรียนและกลยุทธ์จากอเมริกามาปรับใช้ได้ เช่น การสร้างเครือข่ายอาหารท้องถิ่นที่เข้มแข็ง การติดฉลากโภชนาการที่โปร่งใส และการรณรงค์ให้ความรู้ที่เหมาะสมกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่วัยทำงาน (bangkokpost.com)
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้คือ ภาวะเศรษฐกิจและวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นเรื่องท้าทายในทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น การมองหาทางเลือกอาหารสดในท้องถิ่นที่ราคาไม่แพง การให้ความสำคัญกับการทำอาหารกินเองที่บ้านเมื่อมีโอกาส และการศึกษาข้อมูลโภชนาการจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยให้แต่ละครอบครัวสามารถดูแลสุขภาพการกินให้ดีขึ้นได้ แม้จะต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและสภาพแวดล้อมด้านอาหารที่เปลี่ยนไป ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการด้านสุขภาพ และผู้นำชุมชน จำเป็นต้องร่วมมือกันต่อไปเพื่อสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนแต่ละคนและสุขภาพโดยรวมของประเทศชาติ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโดยละเอียดและระเบียบวิธีวิจัยฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้จากรายงานของศูนย์วิจัยพิวเกี่ยวกับ ชาวอเมริกันกับการเลือกอาหารและการกินเพื่อสุขภาพ