งานวิจัยระดับโลกชิ้นล่าสุดเผยว่า ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป หากได้รับวัคซีนป้องกันงูสวัด จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดปัญหาใหญ่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจ ได้ถึง 23% และผลป้องกันนี้อยู่ได้นานถึง 8 ปีหลังฉีด ผลวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร European Heart Journal เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และสื่อดังระดับโลกอย่าง สมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป (European Society of Cardiology) และ Science Daily ก็รีบนำเสนอข่าว นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการสาธารณสุข เพราะชี้ให้เห็นว่าวัคซีนตัวนี้ไม่ได้มีดีแค่ป้องกันผื่นงูสวัดที่ทั้งคันทั้งปวดทรมานเท่านั้น
บ้านเราที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับมาตรการป้องกัน ทั้งโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนไทยมาตลอด งานวิจัยชิ้นนี้จึงถือว่าสำคัญมาก เพราะชี้ให้เห็นว่าแค่ฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดเพียงอย่างเดียว ก็สามารถป้องกันปัญหาสุขภาพสำคัญของผู้สูงอายุได้ถึงสองด้านพร้อมกัน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าแต่ละปี โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทยไปเป็นแสนๆ คน และความเสี่ยงนี้จะพุ่งพรวดเมื่ออายุแตะเลข 5 ที่ผ่านมา การรณรงค์เรื่องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดมักเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการใช้ยาเป็นหลัก แต่วันนี้วัคซีนกำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งอาวุธลับที่ทรงพลังและหลายคนอาจมองข้ามไป
การศึกษานี้ติดตามกลุ่มตัวอย่างผู้สูงวัยกว่าล้านคน ยาวนานถึง 8 ปี พบว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด มีอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดหัวใจ ลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 23% ข้อค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลจากการศึกษาอื่นๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ทั่วประเทศจากเกาหลีใต้ หรือการศึกษาแบบติดตามกลุ่มตัวอย่าง (cohort studies) อีกหลายชิ้นในยุโรปและอเมริกาเหนือ (Science Daily; escardio.org; cidrap.umn.edu) ทีมวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า กลไกสำคัญที่ทำให้วัคซีนนี้ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ คือการป้องกันไม่ให้เป็นงูสวัด ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบในร่างกายที่เกิดจากไวรัสตัวนี้ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อเป็นงูสวัด จะเกิดการอักเสบในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง
บรรดาผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจต่างยกย่องผลวิจัยนี้ว่าเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” (game changer) ครั้งสำคัญ หัวหน้าทีมวิจัยด้านระบาดวิทยาที่รับผิดชอบการศึกษาตามรุ่นในเกาหลีใต้ กล่าวว่า “งานวิจัยของเรามีหลักฐานที่หนักแน่น ชี้ว่าวัคซีนที่หาได้ไม่ยากตัวนี้ สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไปได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของโรคหลอดเลือดสมองอยู่แล้ว” การฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่แค่ป้องกันอาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาท หรือภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนังเท่านั้น แต่ยังเหมือนมีเกราะอีกชั้น ช่วยป้องกันจากสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนในวัยนี้อีกด้วย
สำหรับในบ้านเรา วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ซอสเตอร์ (งูสวัด) มีให้ฉีดมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการนำเข้าวัคซีนชนิดหน่วยย่อยโปรตีนลูกผสม (recombinant subunit vaccine) อย่าง ชิงกริกซ์ (Shingrix) ซึ่ง อย. อนุมัติให้ใช้ในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป และยังปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องด้วย (Wikipedia) ส่วนวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์อย่าง ซอสตาแว็กซ์ (Zostavax) แม้บางประเทศจะยังมีใช้อยู่บ้าง แต่ก็น้อยลง และไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขของไทยก็แนะนำให้ผู้สูงอายุฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดเช่นกัน แต่ด้วยความที่คนทั่วไปยังไม่ค่อยรู้ข้อมูลเรื่องนี้มากนัก บวกกับยังกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเอง อัตราการฉีดวัคซีนเลยยังไม่สูงเท่าที่ควร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย แนะนำว่า “คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว หรือมีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งควรปรึกษาหมอประจำตัวเรื่องการฉีดวัคซีนตัวนี้” ประธานสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ประโยชน์ถึงสองต่อ ทั้งกันอาการปวดทรมานจากงูสวัด และลดเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองไปตลอดชีวิต ทำให้วัคซีนนี้คุ้มค่าสุดๆ ในแง่ของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ต่างย้ำว่าผลวิจัยใหม่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยวิธีลดความเสี่ยงโรคหัวใจแบบเดิมๆ ที่ทำกันอยู่ ทั้งการคุมความดัน ออกกำลังกาย และงดสูบบุหรี่ เพียงแต่ชี้ว่าวัคซีนเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือใหม่ที่ทรงอานุภาพ “เราต้องรีบนำผลวิจัยนี้ไปปรับใช้ในแนวทางการให้วัคซีนระดับชาติของเราโดยด่วน” ผู้บริหารระดับสูงด้านนโยบายสาธารณสุขท่านหนึ่งกล่าว “นอกจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่กับโควิด-19 ที่ฉีดกันเป็นประจำทุกปีแล้ว วัคซีนป้องกันงูสวัดก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยในบ้านเรามีสุขภาพดี แข็งแรงไปนานๆ”
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเราทำได้ดีเยี่ยมเรื่องโครงการฉีดวัคซีนในเด็ก แต่เรื่องวัคซีนกระตุ้นในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกับโรคที่คนมักมองว่า “ไม่ร้ายแรงถึงตาย” หรือไม่ค่อยเจอบ่อย ยังถือว่าตามหลังอยู่พอสมควร แต่จริงๆ แล้ว เชื้อเฮอร์ปีส์ ซอสเตอร์ หรือ งูสวัด เนี่ย เจอได้บ่อยมากในกลุ่มคนที่อายุยืนยาว สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เคยประเมินไว้ว่า คนไทยอย่างน้อย 1 ใน 3 จะเคยเป็นงูสวัดสักครั้งในชีวิต โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นหลังอายุ 50 ปี ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของสถานเสาวภา สภากาชาดไทย ให้ข้อสังเกตว่า เคสที่อาการรุนแรง อาจทำให้ปวดเรื้อรัง ตาบอด หรือมีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทตามมาได้ ซึ่งเป็นภาระหนักทั้งกับครอบครัวและระบบสาธารณสุขของประเทศ
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขที่ติดตามสถานการณ์โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ชี้ว่าแม้เด็กไทยจะได้รับวัคซีนในอัตราที่สูงกว่า 95% แต่อัตราการฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ (รวมถึงงูสวัด) ยังคงต่ำมาก อยู่ที่ไม่ถึง 20% ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องขยายความคุ้มครองของประกันสุขภาพ และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนให้มากขึ้น “ผลการศึกษาชิ้นนี้ควรกระตุ้นให้ทั้งคนวางนโยบายและหมอพยาบาล ช่วยกันให้ข้อมูลและส่งเสริมให้คนไข้ โดยเฉพาะในเขตเมืองและจังหวัดที่มีผู้สูงอายุอยู่เยอะๆ อย่างลำปาง นครราชสีมา และเชียงใหม่ ได้ฉีดวัคซีนกันมากขึ้น” นายกสมาคมที่ดูแลกิจการผู้สูงอายุแห่งหนึ่งให้ความเห็น
ถ้ามองไปทั่วโลก ประเทศไทยเราเรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศอื่นๆ ได้ อย่างเช่น สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ที่เขามีโครงการระดับชาติ บรรจุการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพตามปกติสำหรับผู้ที่อายุ 70 ปีขึ้นไปเลย ซึ่งก็มีรายงานว่าช่วยลดจำนวนคนไข้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลและลดภาวะแทรกซ้อนจากงูสวัดได้จริง ในขณะที่อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป การขยายตัวของเมือง และคนอายุยืนขึ้น โครงการป้องกันโรคแบบครบวงจรจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลในบ้านเรา และช่วยให้ผู้สูงอายุหลายล้านคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ (CBS News; UPI)
สำหรับอนาคต นักวิจัยเรียกร้องให้มีการลงทุนมากขึ้น ทั้งในด้านการให้ความรู้ การสื่อสารกับสาธารณชน และการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สูงอายุไทยจะได้รับรู้ข้อมูลเครื่องมือป้องกันโรคต่างๆ ที่มีอยู่อย่างครบถ้วน ภาครัฐและบริษัทประกันเอกชนก็อาจจะต้องพิจารณาขยายความคุ้มครองวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ให้มากขึ้น เพื่อลดอุปสรรคเรื่องค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย
สำหรับท่านผู้อ่านชาวไทยที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ผลวิจัยใหม่นี้น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ และควรหาเวลานัดคุณหมอเพื่อปรึกษาเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครมีความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวาน หรือมีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งควรรีบดำเนินการ ลูกหลานที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่หรือญาติผู้ใหญ่สูงวัย ก็สามารถช่วยได้ด้วยการพาไปปรึกษาคุณหมอเรื่องวัคซีน และช่วยอธิบายถึงประโยชน์ที่มากกว่าแค่ป้องกันงูสวัด ซึ่งมีงานวิจัยระดับโลกรองรับแล้ว
แน่นอนว่าการฉีดวัคซีนไม่ใช่ยาวิเศษที่จะมาทดแทนการใช้ชีวิตแบบใส่ใจสุขภาพได้ การกินอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการไม่ข้องเกี่ยวกับบุหรี่ ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่วัคซีนในยุคนี้ก็เหมือนมอบเกราะป้องกันอีกชั้นที่เราอาจคาดไม่ถึง จากโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนไทย ดังที่นายกสมาคมเวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทยได้สรุปไว้ว่า “การป้องกันตนเองจากความทุกข์ทรมานและภาวะแทรกซ้อนที่คุกคามถึงชีวิต ด้วยการฉีดวัคซีนเพียงไม่กี่เข็ม ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายดายเช่นนี้มาก่อน”
แหล่งข้อมูล: