งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ จำนวนมากกำลังเข้ามาเปลี่ยนมุมมองที่เราเคยมีต่อความแตกต่างทางเพศในสมองของคนเรา และยังท้าทายความเชื่อที่ฝังรากลึกมานานนับศตวรรษเกี่ยวกับเรื่องความคิดความอ่านของผู้ชายและผู้หญิง บรรดานักประสาทวิทยาแถวหน้าต่างชี้ว่า ถึงจะมีรายละเอียดทางชีววิทยาที่ต่างกันอยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงแล้ว สมองของผู้ชายและผู้หญิงกลับคล้ายกันมากกว่าที่เราเคยคิดกันไว้เยอะ ซึ่งเรื่องนี้นับว่าส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อแวดวงการศึกษา สุขภาพ และประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ทั้งในบ้านเราและทั่วโลกเลยทีเดียว (VICE)

ตลอดหลายยุคหลายสมัย ทั้งวัฒนธรรมป๊อป แม้กระทั่งงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางส่วน ก็มักจะแปะป้ายกันว่าสมองของผู้ชายนั้นเก่งเรื่องตรรกะหรือมิติสัมพันธ์โดยกำเนิด ในขณะที่สมองของผู้หญิงจะอ่อนไหวง่าย มีสัญชาตญาณความเป็นแม่สูงกว่า ความคิดแบบนี้ก็ยังถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะในห้องเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในวงสนทนาของครอบครัวคนไทย ซึ่งก็ส่งผลไปหมด ตั้งแต่การเลือกสายอาชีพไปจนถึงการตีตราปัญหาทางสุขภาพจิต แต่ทุกวันนี้ ความก้าวหน้าทางประสาทวิทยากำลังเข้ามาทลายกรอบคิดเรื่องเพศแบบเดิมๆ นี้ ดร. อาร์มิน ราซนาฮาน จากสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (US National Institute of Mental Health) อธิบายว่า “เท่าที่ผมรู้มา ยังไม่มีการวัดผลค่าไหนของสมองมนุษย์เลยที่จะแบ่งแยกได้ชัดเจนว่านี่คือสมองผู้ชาย นั่นคือสมองผู้หญิง เพราะข้อมูลมันมักจะคาบเกี่ยวกันอยู่เสมอ” จริงๆ แล้ว ตามคำกล่าวของ ดร. ราซนาฮาน หากมีคนนำสมองสองก้อนมาให้คุณดู โดยก้อนหนึ่งเป็นของผู้ชายและอีกก้อนเป็นของผู้หญิง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะบอกได้ว่าสมองไหนเป็นของใคร เพียงแค่ดูจากโครงสร้างเท่านั้น

เทคโนโลยีล่าสุดอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการถ่ายภาพสมองความละเอียดสูง ก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มมองเห็นความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างสมองของแต่ละเพศได้บ้าง ในงานวิจัยชิ้นสำคัญที่นำโดย ดร. อีวอนน์ ลุย จาก NYU Langone แบบจำลอง AI สามารถทายเพศทางชีววิทยาของอาสาสมัครหนุ่มสาวจากภาพสแกนสมองได้แม่นยำถึง 98% ดร. ลุย ตั้งข้อสังเกตว่า “ดิฉันเชื่อว่างานวิจัยของเราเป็นชิ้นแรกเลยที่ตรวจเจอความแตกต่างระดับโครงสร้างจิ๋วๆ ในสมองระหว่างเพศได้” ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ว่านี้ มักจะเกี่ยวกับลักษณะการจัดเรียงตัวของเนื้อเยื่อสีขาว (white matter) หรือการทำงานของสมองบางส่วนตอนทำกิจกรรมต่างๆ

ถึงอย่างนั้น ผู้เชี่ยวชาญก็ออกมาเตือนว่าอย่าเพิ่งตีความผลวิจัยพวกนี้ไปไกลเกินจริง การที่เจอบางอย่างต่างกัน เช่น ผู้หญิงอาจจะมีเนื้อเยื่อสีเทา (gray matter) แถวๆ ฮิปโปแคมปัสเยอะกว่าหน่อย หรือผู้ชายมีส่วนพูทาเมน (putamen) ใหญ่กว่า ไม่ได้แปลว่าสมองจะมีวิธีทำงานแบบ ‘ผู้ชายเป๊ะ’ หรือ ‘ผู้หญิงจ๋า’ ชัดเจนขนาดนั้น ดร. ลุย อธิบายเพิ่มเติมว่า “ความแตกต่างพวกนี้อาจเป็นแค่วิธีการทำงานของสมองที่ทำให้ได้ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่ใช้วิธีการที่ต่างกันไปเท่านั้นเอง” นักวิจัยคนอื่นๆ ก็ย้ำเหมือนกันว่า ความแตกต่างที่เห็นๆ กันนี้ อาจจะไม่ได้มีผลต่อความสามารถในการคิดอ่านหรือรับรู้เลยก็ได้ และที่สำคัญคือ ลักษณะสมองของแต่ละคนมันหลากหลายเป็นเฉดสี ไม่ได้แบ่งขาวดำชัดเจนเป็นหมวดๆ

มุมมองที่มองรอบด้านและเข้าใจความละเอียดอ่อนแบบนี้สำคัญมากๆ สำหรับบ้านเรา ที่นโยบายการศึกษา การดูแลสุขภาพ หรือแม้แต่ในที่ทำงานบางทียังไปตอกย้ำความคิดเหมารวมเรื่องเพศแบบเก่าๆ นักประสาทวิทยาในบ้านเราหลายคนก็เอาผลวิจัยจากต่างประเทศพวกนี้มาอ้างอิง พร้อมกับให้เหตุผลว่า การไปตีกรอบเด็กนักเรียนนักศึกษาด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่ถูกแปะป้ายว่าเป็นแบบ ‘ผู้ชาย’ หรือ ‘ผู้หญิง’ มันเสี่ยงที่จะทำให้เรามองข้ามความสามารถที่หลากหลายของแต่ละคนไป พวกเขาเลยแนะนำให้ใช้วิธีการสอนและให้คำปรึกษาที่เคารพความแตกต่างหลากหลายของคนเราจริงๆ

งานวิจัยนี้ยังเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเรื่องสุขภาพด้วย มีโรคทางจิตเวชและระบบประสาทบางอย่างที่มักจะเจอในเพศใดเพศหนึ่งมากกว่าอีกเพศ ตัวอย่างเช่น โรคซึมเศร้ากับไมเกรน มักจะเจอในผู้หญิงมากกว่า ส่วนออทิสซึมกับโรคจิตเภทจะเจอในผู้ชายมากกว่า (แหล่งข้อมูล NIH) นักประสาทวิทยาชี้ว่า ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ในสมองนี่แหละ ที่ในอนาคตอาจจะช่วยอธิบายได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังมองว่าความคาดหวังของสังคมและสภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย ดร. ราซนาฮาน อธิบายว่า “จริงๆ แล้ว มันยากมากเลยนะในคนเราที่จะฟันธงลงไปว่าความแตกต่างระหว่างเพศเนี่ย มันมาจากปัจจัยทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน” ซึ่งก็ยิ่งย้ำให้เห็นว่า เวลาจะออกแบบนโยบายอะไร ต้องมองให้สมดุลทั้งเรื่องชีววิทยาและวัฒนธรรม

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยใหม่ๆ อย่างโครงการใหญ่เบิ้มที่ชื่อ Adolescent Brain Cognitive Development (ABCD) ก็กำลังศึกษาอยู่ว่า อัตลักษณ์ทางเพศและบทบาททางสังคมมันส่งผลต่อพัฒนาการของสมองยังไงบ้าง นักประสาทวิทยาท่านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า ความแตกต่างของสมองที่เกี่ยวโยงกับเรื่องเพศที่เจอบ่อยที่สุด มักจะเกี่ยวกับเรื่องการประมวลผลภาพที่เห็น การเคลื่อนไหว การตัดสินใจ และอารมณ์ แต่เครือข่ายสมองแต่ละส่วนพวกนี้ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากประสบการณ์ชีวิต การศึกษา และวัฒนธรรมของแต่ละคนเหมือนกัน

ถ้ามองย้อนไปในประวัติศาสตร์บ้านเราก็น่าสนใจไม่แพ้กัน บทบาททางเพศในสังคมไทยเราถูกหล่อหลอมมาจากทั้งประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยๆ ปี คำสอนทางพุทธศาสนา หรือแม้แต่พระบรมราชโองการในสมัยก่อน แต่ในขณะเดียวกัน บทบาทพวกนี้ก็เปลี่ยนไปเร็วมากเหมือนกัน พอสังคมไทยเริ่มเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เมื่อคนเริ่มเข้าใจและยอมรับความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศมากขึ้น ทั้งกลุ่มคนข้ามเพศ กลุ่มคนที่ไม่ระบุเพศในบ้านเรา นักการศึกษาและคนทำงานด้านสาธารณสุขก็เลยถูกกระตุ้นให้เลิกยึดติดกับความคิดเก่าๆ ที่ไปตัดสินสมอง จิตใจ หรือความสามารถของคนจากเพศกำเนิดอย่างเดียว

ถ้ามองไปข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์ต่างก็เห็นตรงกันว่า การไปสรุปเหมารวมว่านี่คือสมอง ‘ผู้ชาย’ หรือนี่คือสมอง ‘ผู้หญิง’ มันทั้งทำให้เข้าใจผิด แถมยังอาจจะอันตรายด้วย มุมมองที่ถูกกว่าก็คือ สมองของคนเราทุกคนมันเป็นผลลัพธ์จากการผสมผสานกันของทั้งพันธุกรรม ฮอร์โมน พัฒนาการ และวัฒนธรรม การส่งเสริมความเข้าใจแบบนี้จะช่วยให้ประเทศไทยเราผลักดันการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน การดูแลสุขภาพจิตของทุกคน และความใฝ่ฝันในอาชีพของทุกคน โดยไม่เอาเรื่องเพศมาเป็นตัวตัดสิน

สำหรับคนอ่านชาวไทยเรา สิ่งสำคัญที่อยากให้ลองเอาไปปรับใช้ก็คือ การตั้งคำถามกับความคิดเหมารวมเรื่องเพศกับสติปัญญา ไม่ว่าจะในห้องเรียนหรือที่บ้าน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้หันมาเน้นการส่งเสริมจุดแข็งของแต่ละคน และให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมกับย้ำว่า การจะเข้าใจเรื่องสมองจริงๆ มันหมายถึงการยอมรับความซับซ้อนของมัน ไม่ใช่ไปยึดติดกับกรอบคิดแบ่งเพศแบบเก่าๆ ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู และคนวางนโยบายทั้งหลาย จึงควรหมั่นศึกษาข้อมูลวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เวลาที่จะต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ที่มีผลต่ออนาคตของเด็กๆ และต้องไม่ลืมว่าสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเครือข่ายสมองที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนขึ้นมา

แหล่งข้อมูล: