งานวิจัยล่าสุดเผยกลไกสำคัญว่าเหตุใดคนบางกลุ่มจึงมีปัญหาในการทำความเข้าใจบทสนทนาในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังอึกทึก โดยชี้เป้าไปที่ความเปลี่ยนแปลงใน “อินซูลา” (insula) สมองส่วนสำคัญ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งบัฟฟาโล ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Brain and Language สัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นว่าสมองส่วนอินซูลาซีกซ้ายของผู้ที่ประสบปัญหา “หูตึงในวงสนทนาที่มีเสียงรบกวน” (speech-in-noise) ต้องทำงานหนักขึ้น แถมรูปแบบการเชื่อมต่อยังเปลี่ยนไป แม้ในยามที่สมองควรได้พักผ่อน ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายของปัญหาการฟังที่แก้ไม่ตก รวมถึงความเชื่อมโยงกับภาวะการรับรู้ถดถอยและโรคสมองเสื่อม (Neuroscience News)

ปัญหาการได้ยินในสถานที่เสียงดังรบกวนเป็นเรื่องน่ารำคาญใจของคนไทยไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่อุดมไปด้วยเสียงอึกทึก เช่น ตลาดสดที่จอแจในกรุงเทพฯ ร้านอาหาร หรือช่วงรวมญาติในเทศกาลสงกรานต์ แม้ปัญหาการสูญเสียการได้ยินตามวัยจะเป็นที่รับรู้กันดีอยู่แล้ว แต่งานวิจัยชิ้นนี้เจาะจงไปที่สมองส่วนอินซูลา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อของสมองในระยะยาว เมื่อคนเรามีปัญหาในการกลั่นกรองเสียง ในขณะที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย และผู้คนเริ่มใส่ใจปัญหาสุขภาพการรับรู้ตามวัยมากขึ้น การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการตัดสินใจดูแลสุขภาพของแต่ละบุคคล ตลอดจนการวางยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข

ผลการค้นพบที่สำคัญจากงานวิจัยชี้ว่า ผู้ที่ทำคะแนนแบบทดสอบการเข้าใจคำพูดท่ามกลางเสียงรบกวนได้ไม่ดีนัก พบว่าสมองส่วนอินซูลาซีกซ้ายมีการเชื่อมต่อกับส่วนประมวลผลเสียงของสมองหนาแน่นขึ้น แม้ในขณะพักผ่อน นั่นแปลว่าสมองของพวกเขายังคง “ถูกเรียกใช้” ให้ประมวลผลและถอดรหัสเสียงอยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอกก็ตาม งานวิจัยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อของสมองในสภาวะปกตินี้ เปรียบได้กับ “การเดินสายวงจรสมองใหม่แบบถาวร” ซึ่งไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับปัญหาการฟังเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อภาวะการรับรู้ถดถอยอีกด้วย สิ่งนี้อาจช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดการสูญเสียการได้ยินจึงมักถูกโยงเข้ากับโรคสมองเสื่อมและภาวะบกพร่องทางการรับรู้อื่นๆ ในงานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้น (Neuroscience News)

สมองส่วนอินซูลาเป็นโครงสร้างซับซ้อนที่อยู่ลึกลงไปในสมอง เชื่อมโยงกับสมองส่วนหน้า และมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการข้อมูลทางประสาทสัมผัส อารมณ์ และการรับรู้ (Wikipedia) ในบริบทของดนตรีและอารมณ์ การเชื่อมต่อที่แข็งแรงขึ้นระหว่างอินซูลากับเปลือกสมองส่วนการได้ยิน (auditory cortex) ยังสัมพันธ์กับการตอบสนองทางอารมณ์ต่อเสียงที่รุนแรงขึ้น หรือที่เรียกว่า “ความรู้สึกขนลุก” (frisson) (Wikipedia) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งบัฟฟาโลมุ่งเน้นไปที่ว่า การที่อินซูลาถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดปัญหาในการฟังเสียงพูดท่ามกลางเสียงรบกวนนั้น อาจเป็นภาวะที่สมองส่วนการรับรู้ทำงานหนักเกินไป (cognitive overload) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรระดับสูงของสมองในระยะยาว

ในการศึกษานี้ คณะผู้วิจัยได้ให้อาสาสมัครผู้ใหญ่จำนวน 40 คน อายุระหว่าง 20 ถึง 80 ปี เข้ารับการทดสอบการได้ยิน จากนั้นจึงทำการสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ขณะพักผ่อน ซึ่งต่างจากงานวิจัยทั่วไปที่มักจะวัดการทำงานของสมองระหว่างการทำกิจกรรมการฟังจริงๆ งานวิจัยนี้กลับตรวจสอบสมองในสภาวะพื้นฐานคือขณะพักผ่อน ผลการศึกษาพบว่า อินซูลาซีกซ้ายมีการเชื่อมต่อกับบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินสูงกว่าในกลุ่มคนที่มีปัญหาในการฟังเสียงพูดท่ามกลางเสียงรบกวน สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึง “การทำงานเบื้องหลัง” บางอย่าง ที่วงจรภาษาและประสาทสัมผัสของสมองกำลังพยายามชดเชยอยู่แล้ว แม้จะยังไม่มีเสียงรบกวนในสภาพแวดล้อมก็ตาม

มีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นคือ ผู้เข้าร่วมวิจัยรายหนึ่งซึ่งมีความสามารถในการได้ยินพื้นฐานค่อนข้างต่ำ กลับทำคะแนนการฟังเสียงพูดท่ามกลางเสียงรบกวนได้ดีที่สุดด้วยหูข้างหนึ่ง เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมากในที่ทำงานเป็นประจำ กรณีนี้ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ว่า หากสมองได้สัมผัสกับเสียงรบกวนและได้ฝึกฝนมากพอ ก็อาจปรับตัวและพัฒนาความสามารถในการแยกแยะเสียงพูดท่ามกลางเสียงอึกทึกได้ดีขึ้น ดังที่หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์ด้านรังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์และชีวเวชศาสตร์เจคอบส์ อธิบายว่า “เราไม่จำเป็นต้องยอมจำนนว่าตัวเองจะฟังในที่เสียงดังไม่รู้เรื่องเสมอไป งานวิจัยนี้ชี้ว่าคุณสามารถฝึกฝนจนเอาชนะปัญหานี้ได้” (Neuroscience News)

ผู้เชี่ยวชาญไทยด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เคยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการรักษากับภาวะการรับรู้ถดถอยที่รวดเร็วยิ่งขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ (เอกสารข้อเท็จจริงจาก WHO) ปัจจุบัน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยมีการจัดหาเครื่องช่วยฟังให้ผู้สูงอายุตามเกณฑ์ที่กำหนด แต่ความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการจัดการกับปัญหาการได้ยินแม้เพียงเล็กน้อยยังคงอยู่ในระดับต่ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตสัมผัสวิทยาชั้นนำท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯ ให้ข้อสังเกตว่า “บางทีครอบครัวอาจมองว่าที่ผู้สูงอายุพูดน้อยลงเพราะนิสัยเปลี่ยนไป โดยไม่ทันคิดว่าปัญหาจริงๆ อาจมาจากเครือข่ายการได้ยินในสมองของท่านทำงานหนักเกินไป” งานวิจัยนี้ยืนยันว่าการปรับตัว เช่น การพูดให้ชัดเจนขึ้น ลดเสียงรบกวนรอบข้าง และการแก้ไขปัญหาการได้ยิน สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพสมองในระยะยาวได้

งานวิจัยใหม่นี้ยังเปิดความเป็นไปได้ที่ว่า การฝึกการรับรู้ผ่านการเผชิญหน้ากับเสียงรบกวนในระดับที่ควบคุมได้ อาจช่วยเสริมสร้างความสามารถของสมองในการรับมือกับสถานการณ์การฟังที่ท้าทาย การฝึกดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูการได้ยิน หรือการบำบัดการพูดและภาษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนไทยที่การทำงานหรือชีวิตประจำวันต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงซับซ้อน การนำวิธีการเหล่านี้มาปรับใช้ในวงกว้างจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนโดยรวม โดยลดผลกระทบทางปัญญาจากการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและมีอุบัติการณ์ของโรคสมองเสื่อมเพิ่มสูงขึ้น (The Lancet Public Health)

บทบาทของอินซูลาในหน้าที่ทางประสาทสัมผัสและการรับรู้อื่นๆ ก็น่าสนใจเช่นกัน นอกจากเรื่องการได้ยินแล้ว อินซูลายังเกี่ยวข้องกับภาษา อารมณ์ และแม้กระทั่งการรับรู้สภาวะของร่างกาย ในวัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิม การให้ความเคารพผู้สูงวัยรวมถึงการเอาใจใส่ความต้องการของท่านเมื่อต้องร่วมวงสนทนาหรือทำกิจกรรมในชุมชน งานวิจัยนี้ตอกย้ำพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับแนวปฏิบัติเหล่านี้ และสนับสนุนภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ให้ลดเสียงรบกวนรอบข้างและหันหน้าสนทนากับผู้สูงอายุ สำหรับนักเรียนและคนทำงานในเมือง การทำความเข้าใจผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่เสียงดังต่อสุขภาพสมอง อาจนำไปสู่การจัด “พื้นที่เงียบ” (quiet zones) มากขึ้น การใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียง หรือการใช้กลยุทธ์การฟังเฉพาะที่แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการพูดและภาษา

สำหรับทิศทางในอนาคต ผู้เขียนงานวิจัยเรียกร้องให้มีการวิจัยระยะยาวเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่า “การฝึก” การได้ยินแบบเฉพาะเจาะจง หรือการปรับสภาพแวดล้อม สามารถย้อนกลับหรือชะลอการเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อของอินซูลา และลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในทศวรรษหน้า (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) งานวิจัยดังกล่าวจะสามารถสนับสนุนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อสุขภาวะผู้สูงอายุ สุขภาพสมอง และการวางผังเมืองได้โดยตรง

สำหรับผู้อ่านชาวไทย งานวิจัยนี้มีข้อคิดที่เป็นประโยชน์หลายประการ หากคนใกล้ตัวของคุณมักขอให้คนอื่นพูดซ้ำบ่อยๆ มีปัญหาในการฟังเมื่ออยู่ในร้านอาหาร หรือดูเหมือนแยกตัวออกไปเมื่ออยู่ในวงสนทนาของครอบครัวที่มีเสียงดัง ลองแนะนำให้เขาไปตรวจการได้ยิน ยิ่งได้รับการดูแลเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งลดภาระของสมองได้มากเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดเสียงโทรทัศน์ระหว่างพูดคุย หรือเลือกสถานที่ที่เงียบสงบกว่า ก็ช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้ที่มีปัญหาการได้ยินง่ายขึ้น สำหรับคนไทยวัยหนุ่มสาวและผู้ที่ทำงานในที่เสียงดัง การ “พักหู” เป็นประจำและการพักผ่อนทางจิตใจจะช่วยลดความเหนื่อยล้าทางสมองและปกป้องการได้ยินได้

โดยสรุป งานวิจัยนี้ได้ค้นพบกลไกสำคัญในสมองส่วนอินซูลา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของปัญหาที่หลายคนรู้จักกันดีคือการฟังเสียงพูดในที่ที่มีเสียงดังรบกวน งานวิจัยยังเชื่อมโยงการปรับตัวของระบบประสาทที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่เพียงแต่กับปัญหาการได้ยินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุขภาพสมองในระยะยาวด้วย นับเป็นทั้งคำเตือนและแสงแห่งความหวังสำหรับผู้ที่ยินดีจะขอความช่วยเหลือหรือฝึกฝนสมองของตนเอง ดังที่นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเห็นพ้องต้องกันว่า การตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ และการดำเนินการเชิงรุก สามารถช่วยรักษาทั้งความสามารถในการสื่อสารและการรับรู้ให้อยู่กับเราไปจนถึงวัยชราได้

อ้างอิง: