งานวิจัยระดับโลกชิ้นล่าสุดตอกย้ำถึงภัยเงียบจากระดับไลโปโปรตีน(เอ) หรือ Lp(a) ที่สูงขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของสารคล้ายคอเลสเตอรอลตัวนี้แม้เพียงเล็กน้อยที่ตรวจพบได้ ก็เกี่ยวพันกับความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นการศึกษาในประเด็นนี้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา กำลังส่งสัญญาณว่าอาจถึงเวลาปรับเปลี่ยนแนวทางการประเมินและจัดการความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดครั้งใหญ่ในหมู่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอย่างไทย ซึ่งโรคหัวใจยังคงรั้งอันดับต้นๆ ของสาเหตุการเสียชีวิต
ไลโปโปรตีน(เอ) หรือ Lp(a) (อ่านว่า แอล-พี-ลิตเติ้ล-เอ) คืออนุภาคชนิดหนึ่งในกระแสเลือด มีลักษณะคล้ายกับ LDL หรือที่เราเรียกกันว่า “ไขมันเลว” แต่มีโปรตีนชนิดพิเศษเกาะอยู่ด้วย ทำให้มันมีความเหนียวกว่าปกติ และมีแนวโน้มที่จะเข้าไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ส่งเสริมให้เกิดลิ่มเลือดและคราบพลัคอุดตันได้ง่ายขึ้น สิ่งที่ทำให้ Lp(a) แตกต่างจากคอเลสเตอรอลตัวอื่นคือ ระดับของมันถูกกำหนดจากพันธุกรรมเป็นหลัก และแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการใช้ยาลดคอเลสเตอรอลที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แม้ Lp(a) จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ถูกมองข้ามมานานหลายสิบปี แต่งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ซึ่งศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเรือนแสน ก็ตอกย้ำให้เห็นชัดว่าแม้ Lp(a) จะสูงขึ้นเพียงนิดเดียว ก็เป็นเรื่องที่แพทย์ต้องให้ความสำคัญ (medicalxpress.com)
งานวิจัยซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ได้วิเคราะห์ระดับ Lp(a) ของผู้เข้าร่วมการศึกษาจากหลากหลายเชื้อชาติและช่วงวัยทั่วโลก และติดตามผลในระยะยาวเพื่อดูอัตราการเกิดภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง กล่าวคือ เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่มีระดับ Lp(a) ต่ำสุด คนที่ระดับ Lp(a) สูงขึ้นมาในระดับที่ตรวจวัดได้ ต่างก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่น่าสนใจคือ ความเสี่ยงนี้ยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวตามระดับ Lp(a) ที่เพิ่มขึ้น และเริ่มเห็นผลกระทบแม้ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งชี้ว่าเกณฑ์ค่า “ปกติ” ที่ใช้กันอยู่อาจจะสูงเกินไปแล้วก็เป็นได้ (medicalxpress.com)
การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดคร่าชีวิตคนไทยคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในแต่ละปี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกี่ยวพันกับปัญหาความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน และวิถีชีวิตแบบคนเมืองที่เปลี่ยนไป (who.int) อย่างไรก็ดี แม้โรงพยาบาลต่างๆ ในไทยจะมีความพร้อมในการตรวจคัดกรองไขมัน LDL, HDL และไตรกลีเซอไรด์ แต่การตรวจวัดระดับ Lp(a) เป็นประจำนั้นยังไม่แพร่หลายนัก และไม่ได้รวมอยู่ในการตรวจสุขภาพประจำปีโดยทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจหลายท่านในไทยเน้นว่าผลวิจัยนี้ควรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทบทวนแนวทางการคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจในระดับประเทศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ผลวิจัยนี้ทำให้เราต้องมองไกลกว่าแค่การดูค่าคอเลสเตอรอลแบบเดิมๆ แล้วครับ จำเป็นต้องพิจารณาตรวจ Lp(a) ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีประวัติส่วนตัวหรือคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ถึงแม้ว่าค่าคอเลสเตอรอลโดยรวมจะดูเป็นปกติก็ตาม”
ทั่วโลกคาดการณ์ว่าประมาณ 1 ใน 5 คน อาจมีระดับ Lp(a) สูงจากปัจจัยทางพันธุกรรม แต่ความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ยังค่อนข้างต่ำ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามคำแนะนำมาตรฐาน เช่น การกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และงดสูบบุหรี่ แม้จะเป็นสิ่งที่ดีและควรทำ แต่ก็แทบไม่มีผลต่อระดับ Lp(a) เลย ปัจจุบันยังมียาน้อยมากที่สามารถลดระดับ Lp(a) ได้โดยตรง ทว่าก็มีกลุ่มยาใหม่ๆ หลายตัวที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและทดลองทางคลินิกระยะสุดท้าย (nih.gov) ซึ่งถือเป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงที่อาจตรวจพบได้จากการคัดกรองที่ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต
สำหรับผู้ป่วยและครอบครัวคนไทยที่มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนวัยอันควร เช่น เกิดภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน ก่อนอายุ 55 ปีในผู้ชาย หรือ 65 ปีในผู้หญิง ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจวัดระดับ Lp(a) แม้ปัจจุบัน สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ ยังไม่ได้กำหนดให้การตรวจ Lp(a) เป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานระดับประเทศอย่างเป็นทางการ แต่แนวทางปฏิบัติสากลก็สนับสนุนให้ตรวจในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าในปัจจุบันคนไทยเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าถึงการตรวจไขมันในเลือดเชิงลึก แต่ความตื่นตัวในเรื่องนี้กำลังค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่ใส่ใจสุขภาพและในแวดวงบริการสุขภาพเอกชนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือคนไทยต้องตระหนักว่า แม้จะไม่มีภาวะไขมัน LDL สูงหรือความดันโลหิตสูง ก็อาจมีความเสี่ยงเงียบที่ซ่อนอยู่ในรูปของ Lp(a) ได้ ซึ่งตอกย้ำประเด็นสำคัญในระบบสาธารณสุขไทยว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้วิถีชีวิตเลยทีเดียว
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การแพทย์ชี้ว่าประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีรูปแบบไขมันในเลือดที่เฉพาะตัว กล่าวคือ โดยเฉลี่ยแล้วอาจมีระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมค่อนข้างต่ำกว่า แต่ในบางกรณีกลับพบอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูงกว่า สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมครอบครัวที่แข็งแกร่งและการอยู่อาศัยร่วมกันหลายรุ่น โอกาสในการตรวจพบความเสี่ยงแต่เนิ่นๆ ผ่านการคัดกรองทางพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับสมาชิกในครอบครัว จึงอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคในระยะยาวได้
ในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขอาจจำเป็นต้องพิจารณานำการตรวจวัดระดับ Lp(a) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมตรวจสุขภาพที่ภาครัฐสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมียาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาออกมา การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน ซึ่งอาจทำผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียยอดนิยมและคลินิกในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ จะช่วยให้คนไทยเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงทั้งที่ปรับเปลี่ยนได้และปรับเปลี่ยนไม่ได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจของตนเองได้อย่างมีข้อมูลและทันท่วงที
ระหว่างที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังไม่ถูกบรรจุเป็นแนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการ ประชาชนชาวไทยสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ตั้งแต่บัดนี้ โดยสอบถามแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับผลการตรวจไขมันในเลือดอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรสนับสนุนความก้าวหน้าในการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมและไขมันในเลือด สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในวงการแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือดของไทย และที่สำคัญที่สุดคือ การดำเนินชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพหัวใจที่ดีต่อไป เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ แม้ว่าระดับ Lp(a) ของคุณอาจจะไม่สามารถลดลงได้ง่ายก็ตาม
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถศึกษาจากรายงานต้นฉบับได้ที่ Medical Xpress และติดตามข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานสาธารณสุขในประเทศเมื่อมีคำแนะนำการคัดกรองใหม่ๆ ออกมา