งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร Nature เผยให้เห็นว่า สารหลอนประสาท เช่น ไซโลไซบิน (psilocybin) อาจไม่ได้มีฤทธิ์แค่เปลี่ยนการรับรู้หรืออารมณ์เท่านั้น แต่ยังลึกลงไปถึงขั้นปรับเปลี่ยนการสื่อสารระหว่างสมองและระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งนับเป็นความหวังใหม่ที่อาจพลิกโฉมการรักษาโรคทางจิตเวชและภาวะอักเสบต่างๆ ทั่วโลกเลยทีเดียว งานวิจัยชิ้นนี้ นำทีมโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และดำเนินการวิจัย ณ โรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนส์ ชี้ให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญในการบำบัดทางสุขภาพจิต จากเดิมที่เน้นเพียงการแทรกแซงสารสื่อประสาท มาเป็นการบูรณาการเส้นทางระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน (neuroimmune pathways) ให้เป็นเป้าหมายหลักสำหรับการพัฒนายาและการรักษาในอนาคต (Neuroscience News; Nature)
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวทางการรักษาปัญหาสุขภาพจิตทั้งในไทยและทั่วโลกมักจะพุ่งเป้าไปที่ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง หรือความผิดปกติในการส่งสัญญาณของระบบประสาทเป็นหลัก สะท้อนให้เห็นผ่านการพัฒนายากลุ่มต้านอาการซึมเศร้า ยาคลายกังวล และยารักษาโรคจิต ทว่า การรักษาเหล่านี้บ่อยครั้งให้ผลในระยะยาวที่จำกัดสำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย และมักไม่ได้ลงลึกถึงความเชื่อมโยงอันซับซ้อนระหว่างสุขภาพจิต ภาวะเครียดเรื้อรัง และการอักเสบในร่างกาย ประเทศไทยเองก็ไม่ต่างจากหลายประเทศ ที่กำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมือง ซึ่งการเข้าถึงระบบสนับสนุนแบบดั้งเดิมอาจมีข้อจำกัด และความต้องการนวัตกรรมการรักษาก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว (WHO Thailand, Bangkok Post)
งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ค้นพบกลไกสำคัญ กล่าวคือ เมื่อคนเราเผชิญกับความเครียดเรื้อรัง การส่งสัญญาณในสมองส่วนอะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลความกลัว จะเกิดความผิดปกติขึ้น ความผิดปกตินี้จะไปกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันบริเวณเยื่อหุ้มสมอง (meninges) ก่อให้เกิดการตอบสนองแบบอักเสบ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับความกลัวและความวิตกกังวลยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น รายงานของทีมวิจัยชี้ว่า สารประกอบหลอนประสาทสามารถย้อนกระบวนการเหล่านี้ได้ โดยช่วยลดการตอบสนองที่มากเกินไปของระบบภูมิคุ้มกัน และบรรเทาพฤติกรรมเชิงลบที่ตามมา เสมือนเป็นการ “รีเซ็ต” การสื่อสารระหว่างสมองและระบบภูมิคุ้มกันเลยทีเดียว
นักวิทยาศาสตร์หัวหน้าทีมวิจัยได้อธิบายกับ Genomic Press ว่า “เราค้นพบว่าเซลล์แอสโทรไซต์ (astrocytes) ในอะมิกดาลาใช้ตัวรับสัญญาณเฉพาะที่เรียกว่า EGFR เพื่อควบคุมความกลัวที่เกิดจากความเครียด” พร้อมเสริมว่า “เมื่อความเครียดเรื้อรังเข้ามารบกวนการส่งสัญญาณนี้ จะนำไปสู่ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกี่ยวพันกับเซลล์สมองและเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งท้ายที่สุดจะยิ่งซ้ำเติมพฤติกรรมหวาดกลัว สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ สารประกอบหลอนประสาทสามารถย้อนกลับกระบวนการทั้งหมดนี้ได้” (Neuroscience News)
โดยทั่วไป สังคมไทยยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยไซโลไซบินและสารหลอนประสาทอื่น ๆ ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายยาเสพติด (พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522) อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังนี้เองที่งานวิจัยทั่วโลกเริ่มชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ทางการแพทย์ ทำให้ประเทศไทยเริ่มมีการทบทวนนโยบายยาเสพติดบางประการ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงประวัติศาสตร์การใช้ยาแผนโบราณจากพืชและความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (UNODC Southeast Asia Drug Report)
ทีมวิจัยในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ เริ่มนำเทคนิคการคัดกรองทางพันธุกรรม (genomic screening) และการวิเคราะห์ระดับเซลล์เดี่ยว (single-cell analysis) มาใช้เพื่อศึกษาแผนผังการสื่อสารระหว่างสมองและระบบภูมิคุ้มกันอย่างละเอียด ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีกับแวดวงชีววิทยาศาสตร์ของไทยที่กำลังเติบโต ด้วยเทคนิคระดับโมเลกุลขั้นสูง เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างแผนที่แสดงให้เห็นว่าเซลล์ภูมิคุ้มกันเฉพาะถูกเรียกมาตอบสนองต่อความเครียดเรื้อรังได้อย่างไร และสารหลอนประสาทเข้าไปขัดขวางกระบวนการนี้อย่างไร โดยช่วยลดการรวมตัวของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และฟื้นฟูการส่งสัญญาณที่เป็นประโยชน์กลับคืนมา การทดลองของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นในอะมิกดาลาและเยื่อหุ้มสมองส่วนที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นบริเวณสำคัญในการจัดการกับการตอบสนองต่อความกลัวและความเครียด
จุดสำคัญคือ การออกฤทธิ์สองทางนี้อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมสารหลอนประสาทถึงมีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่งในการรักษาโรคทางสุขภาพจิตและภาวะอักเสบที่หลากหลาย แม้ว่าการทดลองทางคลินิกระยะแรก ๆ ในโลกตะวันตกจะมุ่งเน้นไปที่โรคซึมเศร้า โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) และภาวะเสพติด แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสารประกอบอย่างไซโลไซบินอาจมีประโยชน์สำหรับโรคภูมิต้านตนเองและภาวะอักเสบอื่น ๆ ที่แม้จะไม่มีองค์ประกอบทางจิตเวชที่ชัดเจน แต่ก็มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับความเครียดและการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (Nature; The Lancet Psychiatry)
ข้อมูลเชิงลึกนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งผลกระทบทางสังคมจากความเครียดเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นความกดดันทางการศึกษา การขยายตัวของสังคมเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ กำลังเป็นที่สนใจและศึกษามากขึ้นโดยนักวิจัยทางการแพทย์และสังคมสงเคราะห์ในประเทศ (คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสุขภาพจิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จิตแพทย์และนักประสาทวิทยาจากโรงพยาบาลชั้นนำของไทยหลายแห่งให้ความเห็นว่า แนวทางการรักษาที่มุ่งเป้าไปที่ทั้งระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน อาจเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับผู้ป่วยชาวไทยที่กำลังต่อสู้กับโรคที่ดื้อต่อการรักษาแบบเดิม ๆ
นักวิจัยหัวหน้าทีม ซึ่งมีพื้นฐานทั้งด้านกฎหมายและประสาทวิทยา ได้เน้นย้ำว่าปัจจัยแวดล้อม โดยเฉพาะประสบการณ์เลวร้ายและการถูกทารุณกรรม สามารถปรับเปลี่ยนการส่งสัญญาณภายในร่างกายได้ลึกซึ้งกว่าที่เคยเข้าใจกันในการดูแลสุขภาพจิตแบบดั้งเดิม แนวทางการทำงานแบบสหวิทยาการในห้องปฏิบัติการของนักวิจัยท่านนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่กำลังเติบโตในประเทศไทย นั่นคือการส่งเสริมการทำงานทางวิทยาศาสตร์แบบทีมที่อาศัยความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเพื่อสร้างความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด “ส่วนที่ผมชอบที่สุดคือการนำคนที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (และประสบการณ์ส่วนตัว) ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเข้ามาในห้องปฏิบัติการและในทีมของเรา เพื่อให้ทุกคนได้ทำงานร่วมกัน” นักวิจัยท่านเดิมกล่าว โดยเน้นถึงคุณค่าของการผสมผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากหลากหลายแขนง (Neuroscience News)
ในอดีต การแพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงระหว่างกายและใจมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการแพทย์แบบองค์รวมและแนวทางการรักษาที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา งานวิจัยชิ้นใหม่นี้สามารถเสริมสร้างรากฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ให้กับปรัชญาการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมดังกล่าว และยังสนับสนุนข้อเรียกร้องจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทย ที่ต้องการขยายการเข้าถึงทางเลือกการรักษาที่กว้างขวางและละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่รัดกุม (Journal of the Medical Association of Thailand)
ในส่วนของการพัฒนาในอนาคต ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะมีบทบาทสำคัญในการศึกษาทางคลินิกระดับภูมิภาค เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านประสาทวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีรากฐานการผสมผสานระบบการแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน เส้นทางข้างหน้าจำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการให้ความรู้แก่สาธารณชนในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงอคติทางสังคมที่ยังคงมีอยู่ต่อสารหลอนประสาทและปัญหาสุขภาพจิต หากดำเนินการอย่างรอบคอบ ประเทศไทยอาจได้เห็นการพัฒนาการบำบัดที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของโรคทางจิตเวชได้โดยการฟื้นฟูแกนสมอง-ภูมิคุ้มกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้คนนับล้าน แต่ยังจะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในด้านเวชศาสตร์ระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน (neuroimmune medicine) อีกด้วย
สำหรับครอบครัว ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ข้อความที่ต้องการสื่อสารนั้นชัดเจน นั่นคือ โปรดติดตามความก้าวหน้า ณ จุดบรรจบของประสาทวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดที่เป็นนวัตกรรมสำหรับโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับความเครียด การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย การลดอคติด้วยความเข้าอกเข้าใจ และการให้ความรู้เพื่อลดผลกระทบเชิงลบ จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลล่าสุดได้จากแหล่งต่างๆ เช่น Neuroscience News, Nature และช่องทางของคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย (มหาวิทยาลัยมหิดล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)