ในแวดวงฟิตเนสและสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ คงมีกล้ามเนื้อไม่กี่มัดที่กำลังเป็นที่กล่าวขานถึงมากเท่า “โซแอส” (Psoas) ในระยะหลังมานี้ ถึงขนาดที่นักบำบัดและนักวิจัยหลายคนยกให้เป็น ‘กล้ามเนื้อสำคัญที่คุณอาจมองข้าม’ เลยทีเดียว งานวิจัยและรายงานชิ้นใหม่ๆ ชี้ว่า กล้ามเนื้อส่วนลึกมัดนี้ ซึ่งทอดตัวยาวตั้งแต่กระดูกสันหลังส่วนเอว ผ่านอุ้งเชิงกราน ไปจรดกระดูกโคนขา ไม่เพียงแต่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อการเคลื่อนไหวและบุคลิกท่าทางเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยลดอาการปวดหลัง ป้องกันภาวะทุพพลภาพ และเสริมศักยภาพให้นักกีฬาระดับท็อป รวมถึงคนทุกเพศทุกวัยในบ้านเราด้วย
แม้หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากับกล้ามเนื้อที่มองเห็นชัดๆ อย่างไบเซ็ปส์ (กล้ามเนื้อแขนด้านหน้า) หรือควอดริเซ็ปส์ (กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า) แต่เจ้าโซแอสนี่สิ มักจะถูกมองข้ามไป เพราะมันซ่อนตัวอยู่ลึกข้างใน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่หารู้ไม่ว่าหน้าที่ของมันนั้นสำคัญสุดๆ อย่างที่บทความล่าสุดบน lithub.com เขาว่าไว้ ความเจ๋งของโซแอสคือ มันเป็นกล้ามเนื้อหลักเพียงมัดเดียวที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมร่างกายซีกบนกับซีกร่างเข้าไว้ด้วยกัน มีบทบาทสำคัญโดยตรงในการสร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลัง และช่วยให้แกนกลางลำตัวเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ถ้าโซแอสแข็งแรงล่ะก็ จะช่วยให้บุคลิกดี ท่วงท่าการเดินสง่างาม เตะมวยไทยได้หนักหน่วง รำไทยได้อ่อนช้อย รวมถึงทุกจังหวะก้าวในชีวิตประจำวันเลยทีเดียว
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า มีผู้คนกว่า 619 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพกันทั่วโลก งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า คนที่ปวดหลังเรื้อรัง มักจะมีกล้ามเนื้อสะโพกที่อ่อนแอหรือฝ่อลีบลง ซึ่งก็รวมถึงเจ้ากล้ามเนื้อโซแอสตัวดีนี่ด้วย เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการถ่ายภาพทางการแพทย์ล้ำหน้าไปมาก จนสามารถวัดขนาดของ “กล้ามเนื้อลึกลับ” มัดนี้ได้แล้ว และพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ขนาดของมันใหญ่กว่ากล้ามเนื้อที่เรามองเห็นชัดๆ หลายมัดซะอีก นี่แหละที่ยิ่งตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของมันต่อระบบโครงสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกของเรา ตามข้อมูลจาก Spine-health
แล้วเรื่องนี้มันสำคัญกับคนไทยเรายังไง? ก็เพราะว่าบ้านเรากำลังเจอปัญหาปวดหลังและโรคระบบกระดูกกล้ามเนื้อกันถ้วนหน้า แถมอาการเหล่านี้ยังหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จากไลฟ์สไตล์ที่ไม่ค่อยได้ขยับเขยื้อนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตชาวออฟฟิศ หรือน้องๆ นักเรียนในห้องเรียนยุคใหม่ คนไทยจำนวนไม่น้อยใช้เวลานั่งจมอยู่กับที่เป็นชั่วโมงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ต้องผจญรถติดในกรุงเทพฯ หรือนั่งเรียนในห้องเรียน ผลก็คือ กล้ามเนื้อโซแอสของเราๆ ท่านๆ ก็เลยมีโอกาสตึงเปรี๊ยะและอ่อนเปลี้ยเพลียแรงได้ง่ายๆ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เองก็ออกมายืนยันถึงความเกี่ยวพันโดยตรงระหว่างความผิดปกติของโซแอสกับปัญหาบุคลิกภาพเสีย ท่าทางไม่สง่า อาการปวดหลังส่วนล่าง หรือแม้กระทั่งภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดกระดูก จากข้อมูลของ Physiopedia
เจ้าโซแอสเนี่ยยังทำงานเป็นทีมเวิร์คกับกล้ามเนื้อข้างเคียงอย่างกล้ามเนื้ออิลิอาคัส (iliacus) กลายเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่เรียกว่า อิลิโอโซแอส (iliopsoas complex) ซึ่งคอยควบคุมการงอสะโพกของเรา พูดง่ายๆ ก็คือ การเคลื่อนไหวที่ช่วยให้เรายกเข่าขึ้นมาหาหน้าอกได้นั่นเอง ซึ่งเป็นท่าที่เราทำกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ตั้งแต่ก้าวขาขึ้นพี่วินมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงการคุกเข่ากราบพระที่วัด ที่เด็ดไปกว่านั้น โซแอสยังเกาะติดอยู่กับกระดูกสันหลังช่วงเอว ทำให้มันไม่ได้แค่เกี่ยวกับการขยับสะโพกเท่านั้น แต่ยังโยงใยไปถึงความมั่นคงของแกนกลางลำตัว และกลุ่มเส้นประสาทบริเวณเอว (lumbar plexus) อีกด้วย อ้างอิงจาก Cleveland Clinic
เหล่านักกายภาพบำบัด อย่างเช่น ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Peak Performance Project (P3) ที่ซานตาบาร์บารา ก็ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพหรือนักกีฬาสมัครเล่น ก็ล้วนได้อานิสงส์จากการเสริมสร้างความแข็งแรงและคลายกล้ามเนื้อโซแอสอย่างถูกจุดทั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญจาก P3 ย้ำเลยว่า อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหลายๆ เคส หรือที่เรียกว่า ‘ข้อจำกัดด้านสมรรถภาพ’ เนี่ย บ่อยครั้งมีต้นตอมาจากปัญหาความยืดหยุ่นของสะโพกและความตึงของกล้ามเนื้อโซแอสนี่แหละ แนวทางการดูแลของพวกเขาก็เลยผสมผสานทั้งกายภาพบำบัดแบบดั้งเดิม เข้ากับวิทยาศาสตร์การกีฬายุคใหม่ และเทคนิคการคลายพังผืด (myofascial release) ล่าสุด ผลศึกษาด้วย MRI ยังโชว์ให้เห็นเลยว่า นักวิ่งระดับแถวหน้าที่เพิ่มการออกกำลังกายกล้ามเนื้องอสะโพก โดยเน้นไปที่การสร้างความแข็งแรงให้โซแอสโดยเฉพาะ สามารถทำเวลาได้ดีขึ้น แถมยังบาดเจ็บน้อยลงอีกด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น วิธีดูแลกล้ามเนื้อโซแอสแบบไหนถึงจะดีที่สุด ก็ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควร ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ออกมาเตือนว่า การยืดกล้ามเนื้อแบบหักโหมเกินไปอาจจะ ‘ยิ่งทำให้กล้ามเนื้อเครียดหนักกว่าเดิม’ ขณะที่อีกกลุ่มก็เชียร์ให้คลายพังผืดด้วยตัวเอง โดยใช้อุปกรณ์อย่างลูกลาครอส ลูกเมดิซีนบอล หรือเครื่องมือเฉพาะทางอื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็หาได้ไม่ยากตามคลินิกกายภาพบำบัดและสตูดิโอฟิตเนสที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในบ้านเรา แต่โดยรวมแล้ว ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่า การหมั่นดูแลให้โซแอสแข็งแรงและยืดหยุ่นอยู่เสมอ จะช่วยให้เคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น บุคลิกดีขึ้น และอาการปวดต่างๆ ก็จะลดน้อยลง ตามข้อมูลจาก YogaEasy
สำหรับท่านผู้อ่านชาวไทยที่ใส่ใจสุขภาพ อยากจะลองเช็กเจ้ากล้ามเนื้อโซแอสของตัวเองดูบ้าง ก็ทำได้ง่ายๆ ที่บ้านเลยครับ ลองยืนขาเดียว แล้วยกเข่าอีกข้างขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยให้รู้สึกว่ากล้ามเนื้อโซแอสเป็นตัวออกแรงยก ถ้าต้นขาของเรายกขึ้นมาได้ไม่ถึงแนวขนานกับพื้น ก็เป็นไปได้ว่าโซแอสของเราอาจจะอ่อนแอหรือตึงเกินไป ซึ่งปัญหานี้เจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ “มนุษย์นั่งนาน” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวออฟฟิศไปจนถึงน้องๆ นักเรียนนักศึกษา
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพโซแอสนั้นสำคัญขนาดไหน จากบทความทบทวนวรรณกรรมบน PubMed ฉบับปี 2025 ระบุว่า ความผิดปกติของกล้ามเนื้อข้างแนวกระดูกสันหลัง ซึ่งรวมถึงโซแอสด้วยนั้น มีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมและอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง (PubMed) ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้ พบว่าการบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนบริเวณเอว สามารถช่วยฟื้นฟูการทำงานและลดความพิการในกลุ่มผู้ที่มีอาการเหล่านี้ได้ (PubMed) นักกายภาพบำบัดที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติก็มักจะเน้นย้ำถึงบทบาทของโซแอสในโปรแกรมฟื้นฟูอาการปวดหลัง และแนะนำให้ผสมผสานทั้งการสร้างความแข็งแรง การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความคล่องตัว และการคลายพังผืดตามความจำเป็น
ในสังคมไทยเรา ที่ยังให้ความสำคัญกับ “ภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านสุขภาพ” กันอยู่มาก ความรู้ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับโซแอสนี้ ก็ดูจะสอดคล้องกับหลักการของการนวดแผนไทยและศาสตร์บำบัดร่างกายแบบโบราณของไทยเราอยู่ไม่น้อย อย่างเช่น การนวดไทยที่มักจะเน้นนวดคลึงบริเวณสะโพก หลังส่วนล่าง และต้นขา ซึ่งก็เป็นโซนที่กล้ามเนื้อโซแอสซ่อนตัวอยู่นั่นเอง หมอนวดหรือผู้เชี่ยวชาญบางท่านถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า อาการปวดหลังหลายๆ เคส อาจมีต้นตอมาจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อสะโพกและอุ้งเชิงกรานส่วนลึกนี่เอง
เมื่อมองไปข้างหน้า จำนวนคนวัยทำงานในเมืองที่เพิ่มขึ้น บวกกับสังคมผู้สูงอายุของไทย ทำให้คาดการณ์ได้เลยว่าอาการปวดหลังจะยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขใหญ่หลวงต่อไป แต่ยังโชคดีที่กระแสการให้ความสำคัญกับโซแอสในระดับโลก ได้มอบทั้งเครื่องมือและแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้คนไทยเราหันมาป้องกันปัญหานี้กันมากขึ้น เทคโนโลยีอย่างอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ (fitness wearables) หรือบริการกายภาพบำบัดทางไกล (telemedicine physical therapy) ก็จะช่วยให้คนทั้งในเมืองและต่างจังหวัดสามารถติดตามและดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวของตัวเองได้สะดวกขึ้น หลักสูตรวิทยาศาสตร์การกีฬาและโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายในมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลต่างๆ ในไทย ก็มีแนวโน้มที่จะนำงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่เน้นเรื่องโซแอสเข้ามาปรับใช้กันมากขึ้นด้วย
เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มๆ จากกระแสตื่นตัวเรื่องกล้ามเนื้อลึกลับมัดนี้ อยากแนะนำให้คนไทยเราลองเพิ่มการเคลื่อนไหวแบบไดนามิก (dynamic movement) เข้าไปในชีวิตประจำวันดู เช่น ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างระหว่างนั่งทำงานนานๆ ฝึกท่ายกเข่าสลับข้างขณะยืน ถ้ามีอาการปวดสะโพกหรือปวดหลังเรื้อรัง ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือลองไปนวดไทยหรือทำกายภาพบำบัดกับสถานบริการที่ไว้ใจได้และมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเรื่องกายวิภาคของโซแอสจริงๆ ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสและคุณครูพละในโรงเรียน ก็น่าจะลองนำท่าออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้องอสะโพกและแกนกลางลำตัวเข้าไปในโปรแกรมการออกกำลังกาย เพื่อช่วยรับมือกับปัญหาสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อที่กำลังคุกคามเด็กและเยาวชนของเรามากขึ้นทุกวัน
สรุปง่ายๆ ก็คือ ถึงแม้ว่าเราจะมองไม่เห็นเจ้ากล้ามเนื้อโซแอสจากภายนอก แต่ผลกระทบของมันต่อร่างกายเรานั้นลึกซึ้งกว่าที่คิด ตั้งแต่การมีบุคลิกท่าทางที่ดี ไปจนถึงการเป็นสุดยอดนักกีฬา และการใช้ชีวิตประจำวันที่คล่องตัวสบายๆ สำหรับประเทศไทยเราเอง ก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก การหันมาใส่ใจและเรียนรู้ที่จะดูแลกล้ามเนื้อที่หลายคนมองข้ามมัดนี้ อาจเป็นการเปิดประตูไปสู่ยุคใหม่ของสุขภาพที่ดี ชีวิตที่เปี่ยมด้วยพลัง และการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ ปราศจากความเจ็บปวดอย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูล: Literary Hub, Spine-health, Physiopedia, Cleveland Clinic, YogaEasy, PubMed