ราคาอาหารที่พุ่งพรวดในสหรัฐอเมริกากำลังทำให้ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยเดือดร้อนหนักเรื่องการกินของดีมีประโยชน์ ผลสำรวจล่าสุดจากศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าถึงอาหารมีประโยชน์กลายเป็นเรื่องท้าทายยิ่งกว่าเดิม สถานการณ์นี้ซ้ำเติมด้วยภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงเกาะติดไม่ไปไหน ผลสำรวจพบว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันถึงร้อยละ 90 ยอมรับว่าราคาอาหารเพื่อสุขภาพถีบตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และเกือบถึงร้อยละ 70 บอกว่าราคาที่สูงลิ่วกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและความสามารถในการเลือกกินอาหารดีๆ ของพวกเขา เรื่องนี้เลยกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับชาติที่น่าห่วง แถมยังลุกลามส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงบ้านเราด้วย
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจในระดับโลก ซึ่งก็ตรงกับสถานการณ์ในบ้านเรา ที่คนไทยเองก็กำลังเจอปัญหาคล้ายๆ กัน คือจะทำยังไงให้กินดีอยู่ดีได้ในขณะที่ค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองและครอบครัวที่มีรายได้น้อย พอราคาอาหารแพงขึ้น ตัวเลือกอาหารดีๆ ก็มีน้อยลง ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มันก็สูงอยู่แล้วทั่วโลก ก็ยิ่งน่ากังวลหนักเข้าไปอีก
ผลสำรวจของพิวที่ไปคุยกับผู้ใหญ่กว่า 5,100 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ปี 2025 เผยว่า กลุ่มคนรายได้น้อยหรือพวกที่มีรายได้ประจำแบบเดือนชนเดือนนี่แหละที่โดนผลกระทบเต็มๆ โดยร้อยละ 47 ของคนกลุ่มนี้บอกว่ามีปัญหาเรื่องการซื้อหาอาหารดีๆ มีประโยชน์กิน ในขณะที่กลุ่มคนรวยมีแค่ร้อยละ 15 เท่านั้นที่เจอปัญหานี้ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยวิทยาศาสตร์และสังคมของศูนย์วิจัยพิว ให้ความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าคนที่มีรายได้น้อยจะเจอปัญหาหนักกว่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนอเมริกันที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย” (ซีเอ็นเอ็น) ท่านยังย้ำด้วยว่า แม้แต่กลุ่มคนรวยเองก็ยังรู้สึกได้ถึงพิษสงของราคาข้าวของเครื่องใช้ในครัวที่พุ่งลิ่ว
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วิกฤตนี้มันหนักข้อขึ้น ก็คือการที่คนตะวันตกส่วนใหญ่ยังติดกับการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเป็นของที่มีราคาสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง True Health Initiative ชี้ว่า “พวกถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเลนทิลนี่แหละของดีมีประโยชน์แถมราคาก็ไม่แรง ธัญพืชต่างๆ ที่เอามาหุงต้มก็มีคุณค่าทางอาหารสูงและช่วยประหยัดเงินได้เยอะเหมือนกัน” ท่านยังบอกอีกว่า ถ้าหันมากินผักผลไม้มากขึ้น แล้วดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน ก็จะช่วยให้ได้กินของดีขึ้นแถมยังประหยัดเงินได้อีกด้วย “ปัญหาใหญ่มันไม่ได้อยู่ที่ราคาอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ว่าคนเราอ่านฉลากโภชนาการกันเป็นหรือเปล่าต่างหาก” ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้กล่าว
การกินอาหารขยะ หรืออาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ยังคงเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนในสหรัฐฯ แต่ละปีมีคนอเมริกันตายเป็นล้านจากโรคที่เกี่ยวกับการกิน เช่น โรคอ้วน มะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวานชนิดที่ 2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ใช่ย่อย คาดกันว่าอาหารห่วยๆ กับความไม่มั่นคงทางอาหาร ทำเอาสหรัฐฯ เสียหายปีละกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งค่ารักษาพยาบาลและผลผลิตที่หายไป แต่ที่น่าแปลกคือ เกือบร้อยละ 60 ของคนอเมริกันกลับคิดว่าตัวเองกินอาหาร “ค่อนข้างดีต่อสุขภาพ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญท่านเดิม (ผู้ก่อตั้ง True Health Initiative) ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “คนอเมริกันจะประเมินคุณภาพอาหารที่ตัวเองกินได้แม่นแค่ไหนกันเชียว ขนาดความดันโลหิตเรายังไม่ให้คนทั่วไป ‘เดา’ เอาเองเลย แล้วจะหวังให้พวกเขา ‘เดา’ คุณภาพอาหารของตัวเองได้ยังไง”
พฤติกรรมการกินก็มีผลต่อความคิดเห็นเรื่องสุขภาพของอาหารเหมือนกัน คนที่ส่วนใหญ่ทำกับข้าวทานเองที่บ้าน มักจะมองว่าอาหารของตัวเองดีต่อสุขภาพมากๆ หรือดีมาก ซึ่งต่างจากกลุ่มที่กินข้าวนอกบ้านเป็นประจำลิบลับ โดยมีแค่ร้อยละ 12 เท่านั้นที่คิดแบบนั้น แต่สำหรับคนอเมริกันส่วนใหญ่แล้ว รสชาติมาเป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 83 บอกว่ารสชาติสำคัญกว่าราคาและความดีต่อสุขภาพซะอีกเวลาเลือกกิน ไอ้ความติดอกติดใจในรสชาตินี่แหละ ที่ทำให้อาหารแปรรูปขั้นสุด (ultra-processed foods) มันขายดิบขายดี ที่มักจะอัดแน่นไปด้วยน้ำตาล เกลือ ไขมัน และสารปรุงแต่งต่างๆ เพื่อให้ถูกปากคนกิน ผลการศึกษาเมื่อปี 2019 (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) พบว่า ทุกวันนี้อาหารในสหรัฐฯ ราวๆ ร้อยละ 71 เป็นอาหารแปรรูปขั้นสุด
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ออกมาเตือนกันอยู่เรื่อยๆ ว่าการกินอาหารแปรรูปขั้นสุดเยอะๆ เนี่ย มันเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็งบางชนิด หรือแม้แต่โรคซึมเศร้า ซึ่งก็มีงานวิจัยมากมายมายืนยันเรื่องนี้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนมากินอาหารที่เน้นพืชผักเป็นหลัก อย่างเช่น อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ก็จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้เยอะมาก ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที.เอช. แชน อธิบายว่า “ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ดีต่อสุขภาพ ประโยชน์ที่ได้มันมหาศาลมาก ทั้งช่วยลดอัตราการตายก่อนวัยอันควรโดยรวม และจากสาเหตุต่างๆ ด้วย” ท่านเน้นย้ำว่า “คนเราปรับตัวเก่ง สามารถสร้างรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพในแบบของตัวเองได้ แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องกินพืชผักให้มากขึ้น ลดเนื้อแดง เนื้อแปรรูป น้ำตาลที่เติมเข้ามา และโซเดียมลง ซึ่งนี่ควรเป็นพื้นฐานไม่ว่าคุณจะอยากกินแบบไหนก็ตาม”
เรื่องราวจากฝั่งอเมริกานี่ก็ให้ข้อคิดดีๆ กับบ้านเราหลายอย่าง เพราะราคาอาหารบ้านเราก็แพงขึ้นไม่แพ้กัน ยิ่งเจอผลกระทบจากปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก แถมด้วยเรื่องโลกร้อนที่กระทบภาคเกษตรเข้าไปอีก หลายครอบครัวคนไทยเลยกำลังหัวหมุนกับการจัดสรรอาหารการกินให้สมดุล อาหารไทยแท้ๆ ที่มีทั้งผัก ข้าว ปลา แถมยังทำกินเองที่บ้าน ก็เริ่มจะโดนขนมกรุบกรอบกับน้ำหวานเข้ามาแทนที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นคนเมือง การเปลี่ยนแปลงนี้ บวกกับการตลาดแบบจัดหนักของอาหารแปรรูป ยิ่งทำให้เห็นภาพซ้อนกับที่อเมริกาไม่มีผิด และเป็นสัญญาณว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในไทยมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก (กระทรวงสาธารณสุข, องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย)
ที่สำคัญกว่านั้น เรื่องนี้ยังย้ำให้เห็นว่าการทำอาหารกินเองที่บ้านและความรู้เรื่องอาหารมันสำคัญแค่ไหนสำหรับคนไทย ในต่างจังหวัดหลายๆ แห่ง การทำกับข้าวเองด้วยของสดใหม่ยังเป็นเรื่องปกติ ซึ่งก็ช่วยให้บางชุมชนรอดพ้นจากพิษภัยของราคาอาหารแพงและการตลาดของอาหารแปรรูปไปได้บ้าง แต่ก็น่าเสียดายที่การขยายตัวของเมืองกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปกำลังค่อยๆ กัดกร่อนวิถีเดิมๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในไทยก็ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐลงทุนกับโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขให้มากขึ้น เพื่อสอนให้คนอ่านฉลากอาหารเป็น สร้างความเข้าใจเรื่องการกินเพื่อสุขภาพ และสนับสนุนตลาดของสดในท้องถิ่น เพื่อให้ของดีมีประโยชน์ยังคงมีราคาที่ชาวบ้านจับต้องได้
มองไปข้างหน้า ราคาอาหารที่แพงขึ้นเรื่อยๆ กับการระบาดของอาหารสะดวกซื้อแปรรูปทั่วโลก อาจจะทำให้การกินของดีมีประโยชน์กลายเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกสำหรับคนเป็นล้านๆ ยกเว้นเสียแต่ว่าภาครัฐ ผู้ผลิตอาหาร และชุมชน จะจับมือกันทำให้อาหารที่มีประโยชน์เป็นที่ต้องการและมีราคาที่คนทั่วไปซื้อไหว สำหรับบ้านเราแล้ว นั่นก็หมายถึงการรื้อฟื้นการสอนเรื่องอาหารในโรงเรียน สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ และส่งเสริมการทำกับข้าวทานเองที่บ้าน ซึ่งเป็นรากเหง้าวัฒนธรรมอาหารของเราอยู่แล้ว นโยบายอย่างการติดฉลากอาหารให้ชัดเจน อย่างสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ของบ้านเรา บวกกับการอุดหนุนราคาผักผลไม้ ก็อาจจะช่วยลดช่องว่างเรื่องราคา ทำให้คนเข้าถึงอาหารสุขภาพได้ง่ายขึ้น
คนอ่านชาวไทยเองก็ควรจะตื่นตัวกับเรื่องพวกนี้ แล้วหันมาดูแลสุขภาพตัวเองแบบง่ายๆ เช่น ให้ความสำคัญกับการทำกับข้าวทานเองที่บ้าน เลือกกินผักเยอะๆ ธัญพืชไม่ขัดสี อ่านฉลากอาหารให้ดี และลด ละ เลิกขนมแปรรูปกับน้ำหวาน การนำภูมิปัญญาอาหารไทยดั้งเดิมมาปรับใช้ และการอุดหนุนตลาดสดใกล้บ้าน จะช่วยให้ครอบครัวรับมือกับราคาอาหารโลกที่ผันผวนได้ แถมยังสุขภาพดีกันถ้วนหน้าด้วย
ใครอยากอ่านเพิ่มเติม ลองเข้าไปดูได้ที่ รายงานข่าวจากซีเอ็นเอ็น และข้อมูลจากศูนย์วิจัยพิว, องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC), และ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที.เอช. แชน