งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ กำลังตีแผ่ปรากฏการณ์ “medical gaslighting” หรือภาวะที่บุคลากรทางการแพทย์เพิกเฉย วินิจฉัยพลาด หรือไม่เชื่อในความเจ็บปวดของผู้ป่วย ปัญหานี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องทรมานจากอาการปวดทางนรีเวชเรื้อรัง บทวิเคราะห์ล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญที่ตีพิมพ์ใน The Conversation ชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นบ่อยจนน่าห่วง แต่ยังมีรากเหง้ามาจากอคติทางเพศที่ฝังรากลึกในระบบ ช่องว่างความรู้ในการเรียนการสอนแพทย์ รวมถึงการขาดงบสนับสนุนงานวิจัยด้านสุขภาพสตรีอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์นี้เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งในบริบทของไทย ที่ซึ่งข้อจำกัดทางสังคมมักทำให้การเปิดใจคุยเรื่องสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์เป็นเรื่องยาก ทำให้ผู้หญิงไทยอาจยิ่งลังเลที่จะไปหาหมอหรือยืนหยัดเพื่อสิทธิของตัวเอง ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) และภาวะปวดบริเวณปากช่องคลอด (vulvodynia) เป็นสองภาวะปวดทางนรีเวชที่พบได้บ่อย ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากถึง 1 ใน 10 คนทั่วโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่แจ้งว่ามีอาการปวดบริเวณอวัยวะเพศเรื้อรัง มักถูกบุคลากรทางการแพทย์กังขา บางคนถูกบอกให้ “ทำใจให้สบาย” หรือถูกมองว่า “คิดไปเอง”
อาการปวดจากภาวะทางนรีเวชเรื้อรัง เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และภาวะปวดปากช่องคลอด อาจรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แม้แต่เรื่องง่ายๆ เช่น การนั่ง การปั่นจักรยาน หรือแม้แต่การสวมใส่เสื้อผ้าบางชนิด การมีเพศสัมพันธ์หรือแม้แต่การตรวจภายในตามปกติก็อาจกลายเป็นเรื่องทรมานจนแทบทำไม่ได้ งานวิจัยล่าสุดปี 2024 (พ.ศ. 2567) จากคลินิกแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ เผยว่า 45% ของผู้ป่วยที่มีอาการปวดบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอดถูกบอกให้ “ผ่อนคลาย” 39% ถูกทำให้รู้สึกเหมือนตัวเอง “เป็นบ้า” และกว่าครึ่งเคยคิดอยากจะเลิกรักษาไปเลย ตัวเลขเหล่านี้สอดรับกับงานวิเคราะห์อภิมาน (meta-synthesis) ปี 2023 (พ.ศ. 2566) ซึ่งตอกย้ำว่าผู้ป่วยหญิงจำนวนไม่น้อยที่มีอาการปวดมักถูกแพทย์ปัดความรับผิดชอบด้วยคำพูดทำนองว่า “คุณคิดไปเอง”
ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยนี้สะท้อนภาพเดียวกับประสบการณ์ของผู้ป่วยไทยจำนวนมาก ที่คนทำงานด้านสาธารณสุขและนักขับเคลื่อนประเด็นสังคมในไทยชี้ว่า ต้องวนเวียนเปลี่ยนหมอเพื่อหาคำตอบ แต่สุดท้ายก็มักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจน เส้นทางอันยาวไกลเพื่อให้ได้รับการยอมรับและรักษาเยียวยานี้ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะในโลกตะวันตก แต่ยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งไปทั่วเอเชีย ที่ซึ่งกรอบวัฒนธรรมและเรื่องเพศสภาพยิ่งทำให้ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ต่างก็อึดอัดใจที่จะพูดคุยเรื่องสุขภาพ “ส่วนตัว” เหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา (ผลการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้หญิงเอเชีย)
คำว่า “medical gaslighting” เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายขึ้น เพื่ออธิบายพฤติกรรมเพิกเฉยต่อผู้ป่วยเช่นนี้ ปรากฏการณ์นี้มีรากเหง้ามาจากอคติทางเพศที่สั่งสมมานานหลายร้อยปี ที่ครั้งหนึ่งอาการเจ็บป่วยในระบบสืบพันธุ์สตรีเคยถูกป้ายสีว่าเป็นเรื่องของจิตใจหรือ “ฮิสทีเรีย” และแนวคิดนี้ยังคงตกค้างอยู่ในแวดวงการแพทย์ปัจจุบัน จิตวิทยาแนวฟรอยด์ก็เคยอธิบายว่าอาการปวดของสตรีมีสาเหตุจากปมในใจ แม้มุมมองที่ตกยุคเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในหลักสูตรแพทย์มาตรฐานอีกต่อไป แต่มรดกทางความคิดนี้ยังคงฝังรากลึก ดังเช่นที่ผู้ป่วยรายหนึ่งในงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐฯ เล่าถึงประสบการณ์ว่า การมีเพศสัมพันธ์สำหรับเธอให้ความรู้สึก “เหมือนส่วนที่บอบบางที่สุดกำลังถูกฉีกกระชาก” หลังได้รับการรักษาจนหายดี ผู้ป่วยอีกรายเล่าว่า “ตอนนี้ฉันใส่กางเกงหรือชุดชั้นในแบบไหนก็ได้โดยไม่เจ็บปวดอีกต่อไป ฉันไม่เคยตระหนักเลยว่าความเจ็บปวดมันกัดกินร่างกายฉันมากแค่ไหนในแต่ละวัน จนกระทั่งมันหายไปจริงๆ” สิ่งที่ผู้ป่วยเหล่านี้พูดเป็นเสียงเดียวกันคือ การต้องต่อสู้เพื่อให้ความเจ็บปวดของตนเองเป็นที่รับรู้และยอมรับนั้น มันบั่นทอนจิตใจแทบไม่ต่างจากความทรมานทางกายเลย
ผลกระทบของ medical gaslighting ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาที่ล่าช้าหรือการถูกปฏิเสธการดูแลทางร่างกาย แต่มันยังส่งผลกระทบทางใจอย่างหนักหน่วง ผู้ป่วยมักต้องเผชิญกับความรู้สึกสงสัยในตัวเอง ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือแม้กระทั่งอาการคล้ายโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) สำหรับหลายๆ คน การถูกแพทย์ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ทำลายความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุข และทำให้พวกเขารู้สึกเข็ดขยาดที่จะไปพบแพทย์อีกในอนาคต นับเป็นวงจรอุบาทว์ โดยเฉพาะในสังคมที่การสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชนสำหรับอาการเจ็บป่วยที่ “มองไม่เห็น” เช่นนี้ยังมีน้อย นักรณรงค์ด้านสุขภาพจิตในไทยก็สังเกตเห็นความทุกข์ใจคล้ายคลึงกันนี้ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจีย (fibromyalgia) และอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังในไทย ซึ่งยังเป็นภาวะที่คนทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจและมักไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมในหลายพื้นที่ (Bangkok Post)
ปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมปัญหา medical gaslighting ให้เลวร้ายลง คือการขาดแคลนงบประมาณวิจัยด้านสุขภาพสตรีอย่างต่อเนื่อง รายงานล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2025 (พ.ศ. 2568) จากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ (U.S. National Academies) ยิ่งตอกย้ำความน่ากังวลนี้ โดยชี้ว่าโรคภัยที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงเป็นหลัก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และภาวะปวดปากช่องคลอด ได้รับงบวิจัยน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโรคที่ส่งผลกระทบต่อผู้ชาย สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แถมสัดส่วนงบประมาณของสหรัฐฯ ที่จัดสรรให้สุขภาพสตรีกลับลดลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการขู่ตัดงบโครงการวิจัยสำคัญๆ ก็อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก การขาดแคลนงบประมาณในระดับโลกนี้สะท้อนสถานการณ์ในประเทศไทยเช่นกัน โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยและองค์กรสุขภาพไม่แสวงผลกำไรในไทยระบุว่า งบวิจัยสำหรับภาวะที่เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์และอาการปวดอุ้งเชิงกรานยังคงมีอยู่อย่างจำกัด (รายงาน National Academies ปี 2025)
งานวิจัยยังเผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอย่างมากในการรับรู้และจัดการกับอาการปวดเรื้อรัง ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ยังรวมถึงเชื้อชาติและชนชั้นอีกด้วย งานวิจัยชิ้นสำคัญเมื่อปี 2016 (พ.ศ. 2559) เปิดโปงว่า นักศึกษาแพทย์ผิวขาวในสหรัฐฯ เกือบครึ่งที่ตอบแบบสำรวจ ยังคงมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความแตกต่างทางชีววิทยาของผู้ป่วยผิวสีและผิวขาว เช่น เชื่อว่าคนผิวสีมีปลายประสาทรับความรู้สึกน้อยกว่า หรือมีผิวหนังที่หนากว่า ความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ส่งผลให้ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวได้รับการรักษาที่ไม่เพียงพอและอาการปวดของพวกเขาก็มักถูกมองข้าม แม้โครงสร้างสังคมไทยจะต่างออกไป แต่บริบทของไทยเองก็สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในลักษณะคล้ายกัน โดยผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มชาติพันธุ์มักเข้าถึงการรักษาล่าช้ากว่า และมีโอกาสถูกส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญน้อยกว่า (ความเหลื่อมล้ำในการจัดการความปวดในเอเชียแปซิฟิก)
นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่า ผู้หญิงไม่เพียงแต่มีโอกาสเกิดภาวะปวดเรื้อรังสูงกว่า แต่ยังมักถูกมองว่าพูดเกินจริงหรือตีความอาการของตัวเองผิดเพี้ยนไป ทำให้แม้แต่แพทย์มากประสบการณ์ (รวมถึงแพทย์หญิงด้วยกันเอง) ก็อาจประเมินความเจ็บปวดของผู้หญิงต่ำกว่าความเป็นจริง หรือเลือกจ่ายยาทางจิตเวชแทนที่จะรักษาอาการปวดตามหลักฐานทางการแพทย์ ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด เช่น ในห้องฉุกเฉิน อคติเหล่านี้ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้น
ฉันทามติทางการแพทย์ในปัจจุบันนั้นชัดเจนว่า อาการปวด โดยเฉพาะอาการปวดอุ้งเชิงกรานและปากช่องคลอดเรื้อรัง เป็นภาวะทางการแพทย์ที่มีอยู่จริงและมีสาเหตุทางชีววิทยารองรับ แต่การตอบสนองอย่างเมินเฉย ทัศนคติเหมารวมทางเพศหรือเชื้อชาติที่ผิดๆ ประกอบกับการขาดแนวทางการรักษาที่ชัดเจน มักทำให้ผู้ป่วยถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม กลุ่มสูตินรีแพทย์และนักวิชาการด้านการแพทย์ในไทยได้เริ่มหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือในการประชุมต่างๆ เมื่อไม่นานมานี้ โดยเรียกร้องให้มีการวิจัยเพิ่มเติม พัฒนาการฝึกอบรมบุคลากร และส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดกว้างระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยให้มากขึ้น (แนวทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ปี 2024)
การแก้ไขปัญหา medical gaslighting นั้นต้องการมากกว่าแค่การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ งานวิจัยล่าสุดตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาทางคลินิกครั้งใหญ่ รวมถึงการเผชิญหน้ากับอคติ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งฝังรากอยู่ในระบบสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ต่างๆ รวมถึงในประเทศไทย กำลังถูกผลักดันให้เพิ่มเนื้อหาการเรียนการสอนที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ตระหนักถึงอคติทางเพศและวัฒนธรรม เรียนรู้ที่จะรับฟังประสบการณ์ของผู้ป่วยอย่างใส่ใจ และไม่ด่วนสรุปหรือเพิกเฉยต่ออาการที่ยังหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ในทันที ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกอ้างอิงในบทความของ The Conversation ชี้ว่า พลังของการรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริงนั้นมีค่ามหาศาล “การฝึกอบรมแพทย์ต้องเน้นสอนให้นักศึกษาแพทย์รับฟังประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยให้มากขึ้น และกล้ายอมรับเมื่อตนเองไม่รู้คำตอบ”
สำหรับผู้ป่วยและครอบครัวชาวไทยที่ต้องรับมือกับระบบสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับค่านิยมเรื่องการเคารพผู้มีอำนาจและความประนีประนอม การลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสุขภาพของตัวเองอาจเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่นใจ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยเสริมพลังให้ผู้ป่วย เช่น การศึกษาหาข้อมูลด้วยตนเองจากหนังสืออย่าง “When Sex Hurts: Understanding and Healing Pelvic Pain” (เมื่อเซ็กซ์ทำให้เจ็บ: ความเข้าใจและการเยียวยาอาการปวดอุ้งเชิงกราน) และแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เชื่อถือได้จากองค์กรต่างๆ อาทิ สมาคมอาการปวดอุ้งเชิงกรานนานาชาติ (International Pelvic Pain Society) การเข้าร่วมเครือข่ายกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ทั้งในโลกออนไลน์และแบบพบปะพูดคุยกัน ก็สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจสำคัญได้เช่นกัน
สำหรับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือผู้ดูแล การรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ การช่วยจดบันทึกอาการ และการไปพบแพทย์เป็นเพื่อนผู้ป่วย สามารถช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความอัดอั้นตันใจที่ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญได้ สำหรับแพทย์ไทย สารที่ส่งไปนั้นชัดเจน คือ ต้องตระหนักถึงความซับซ้อนของอาการปวด ยอมรับเมื่อจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมหรือส่งต่อผู้ป่วย และที่สำคัญคือต้องต้านทานความคิดที่จะมองข้ามหรือตีความอาการที่ยังหาคำตอบ “ง่ายๆ” ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องของ “ใจ” เพียงอย่างเดียว
หากมองในมุมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย ความท้าทายเรื่องการถูกแพทย์เพิกเฉยนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว การแพทย์แผนไทยเองก็มีการพูดถึงอาการปวดเรื้อรังมานาน โดยมักอธิบายอาการที่ซับซ้อนว่าเป็นผลจากความไม่สมดุลของธาตุหรือปัจจัยทางจิตวิญญาณ ในปัจจุบัน การผสมผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ตะวันตกเข้ากับความเข้าใจแบบไทยๆ เปิดโอกาสให้แพทย์สามารถผสานการรับฟังเรื่องราวของผู้ป่วยเข้ากับแนวทางการรักษาที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อช่วยลดช่องว่างที่เกิดจากการถูกเพิกเฉยและความเข้าใจผิดที่สั่งสมมานาน
เมื่อมองไปในอนาคต ก็พอมีสัญญาณบวกให้เรามองโลกในแง่ดีได้บ้าง (อย่างระมัดระวัง) การตื่นตัวของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น แรงขับเคลื่อนจากนักรณรงค์ด้านสุขภาพสตรี และการปรับปรุงงบประมาณวิจัยที่ค่อยๆ ดีขึ้น กำลังผลักดันให้วงการแพทย์ทั้งในระดับโลกและในไทยหันมาใส่ใจภาวะปวดเรื้อรังมากขึ้น โรงพยาบาลใหญ่ๆ ในไทยเริ่มมีคลินิกระงับปวดเฉพาะทางและทีมสหวิชาชีพมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วยนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปวด และนักกายภาพบำบัด ที่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อดูแลภาวะที่ซับซ้อนและมักถูกเข้าใจผิดเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม การรณรงค์อย่างต่อเนื่องยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณการวิจัยจะเพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริง และทุกขั้นตอนในการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่การดูแลระดับปฐมภูมิไปจนถึงการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ จะปลอดจากอคติและการเพิกเฉย
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อความที่ชัดเจนและนำไปปรับใช้ได้คือ อาการปวดเรื้อรังเป็นเรื่องจริง และการถูกเพิกเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ หากคุณพบว่าแพทย์ไม่เชื่อในอาการของคุณ ลองขอความเห็นจากแพทย์ท่านอื่น (second opinion) ติดต่อองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย และศึกษาข้อมูลด้วยตนเองจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ แม้ว่าวงการแพทย์ไทยจะกำลังค่อยๆ ก้าวไปสู่รูปแบบการดูแลที่เข้าอกเข้าใจและอิงหลักฐานเชิงประจักษ์มากขึ้น แต่ผู้ป่วยและครอบครัวที่มีความรู้ความเข้าใจและความมุ่งมั่นจะยังคงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่วนสำหรับแพทย์ การรับฟังอย่างลึกซึ้งและเชื่อมั่นในประสบการณ์จริงของผู้ป่วย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงพลังที่สุด
เอกสารอ้างอิง:
- The Conversation: When doctors don’t believe their patients’ pain – experts explain the all-too-common experience of medical gaslighting
- Bangkok Post: Finding pain relief in fibromyalgia care
- National Academies 2025: Closing the Evidence Gap in Women’s Health
- PubMed: Women’s experiences of chronic pelvic pain
- ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (Thai Royal College of Obstetricians and Gynaecologists)
- PubMed: Asia-Pacific pain management disparities