ผลสำรวจล่าสุดชวนอึ้ง! นักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เกือบ 1 ใน 3 กำลังคิดโบกมือลาห้องเรียน เหตุหลักมาจากความเครียดทางอารมณ์และปัญหาสุขภาพจิตที่รุมเร้า ข้อมูลจาก El Adelantado ชิ้นนี้ ยิ่งตอกย้ำวิกฤตสุขภาพจิตที่กำลังลุกลามในหมู่นักศึกษาปัญญาชน ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงนักศึกษาและคณาจารย์ในบ้านเราด้วย

ภาวะความเครียดที่พุ่งปรี๊ดในกลุ่มนักศึกษากลายเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะชีวิตรั้วมหาวิทยาลัยหลังยุคโควิด-19 มันไม่ง่าย เต็มไปด้วยสารพัดอุปสรรคใหม่ๆ ทั้งความกดดันเรื่องเรียน ปัญหาปากท้องเรื่องเงินทอง ไปจนถึงความรู้สึกเคว้งคว้างอ้างว้างที่หลายคนกำลังเผชิญ สำหรับคนไทยเรา ผลสำรวจนี้สะท้อนปัญหาที่ไม่ต่างกันนักในมหาวิทยาลัยบ้านเรา ซึ่งข้อมูลล่าสุดชี้ว่าสุขภาวะทางใจกำลังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายทั้งอาจารย์และลูกศิษย์มากขึ้นทุกที ยิ่งในยุคที่ทั้งสังคมอเมริกันและไทยต่างต้องขับเคี่ยวกันในสนามการศึกษาระดับโลกที่วัดกันด้วยความเก่ง ผลกระทบทางใจก็ยิ่งเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย

รายงานระบุชัดว่า ร้อยละ 33 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ อยากจะลาออกกลางคัน โดยยกให้ความเครียดทางอารมณ์และปัญหาสุขภาพจิตเป็นตัวการสำคัญ ตัวเลขคนอยากดร็อปเพราะใจป่วยนี้ สูงกว่าคนที่ออกเพราะเรื่องเรียนหรือเรื่องเงินแบบเห็นได้ชัด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยที่แข่งกันดุเดือดและความคาดหวังสูงลิ่วอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอผลกระทบต่อเนื่องจากโควิด-19 ไหนจะการเรียนออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาท และการขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงเพราะต้องปิดมหาวิทยาลัย ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก งานวิจัยในวารสาร Journal of Affective Disorders ก็ยืนยันว่าอัตราความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มนักศึกษาทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นชัดเจน โดยกว่าครึ่งยอมรับว่าสุขภาพจิตย่ำแย่ลงตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ให้ข้อมูลกับ El Adelantado ว่า “เราเจอเคสนักศึกษาที่เข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องความวิตกกังวล อาการแพนิก และภาวะซึมเศร้าเยอะมากแบบไม่เคยเป็นมาก่อน หลายคนรู้สึกแบกรับไม่ไหวกับความคาดหวังเรื่องเรียน แต่ก็รวมถึงการขาดกำลังใจและการสนับสนุนจากคนรอบข้างแบบจริงๆ จังๆ ด้วย” วิกฤตนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อเจอกับอคติเรื่องสุขภาพจิตที่ยังฝังรากลึก ทำให้เด็กๆ ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นโจทย์หินที่คนทำงานด้านการศึกษาทั้งในสหรัฐฯ และไทยรู้ดีแก่ใจ

ถึงตัวเลขฝั่งอเมริกาจะน่าตกใจ แต่มหาวิทยาลัยในไทยก็ใช่ว่าจะรอดพ้นจากความเสี่ยงทำนองเดียวกัน ผลสำรวจล่าสุดของสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย (อ้างอิงจากบางกอกโพสต์) พบว่า นักศึกษาไทยเกือบ 1 ใน 4 มีอาการซึมเศร้าระดับปานกลางถึงหนัก และหลายคนบอกว่าความเครียดเรื่องเรียนกับอนาคตการงานนี่แหละคือตัวการสำคัญที่กดดัน ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ออกมาเตือนว่า “การดูแลใจนักศึกษาต้องมาเป็นอันดับแรกในมหาวิทยาลัยของเรา ถ้าเราเมินเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้ ก็เท่ากับเรากำลังเสี่ยงที่จะสูญเสียผู้นำและนักนวัตกรรมรุ่นใหม่ไป”

บริบทวัฒนธรรมไทยเองก็มีส่วนทำให้ปัญหานี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะเรื่องความคาดหวังของครอบครัวที่อยากให้ลูกเรียนเก่งๆ มีหน้ามีตาในสังคม ทำให้เด็กบางคนต้องเก็บความทุกข์ไว้คนเดียวเงียบๆ ยิ่งในต่างจังหวัด การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตก็ยาก แถมยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายเข้ามาอีก ปัจจัยเหล่านี้ก็ยิ่งซ้ำเติมให้อัตราการซิ่วหรือดร็อปเรียนสูงขึ้น ไม่ต่างจากที่เจอในอเมริกา รายงานจากองค์การอนามัยโลก ก็ชี้ว่าบริการสุขภาพจิตในไทยยังต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา

มองไปข้างหน้า สถานการณ์ทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณว่าต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ในอเมริกา มหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มทุ่มงบมากขึ้นกับบริการให้คำปรึกษาในแคมปัส เอาแอปพลิเคชันดูแลใจมาใช้ และฝึกอาจารย์ให้หูตาไว สังเกตเห็นสัญญาณความทุกข์ของนักศึกษาได้เร็วขึ้น สถาบันในไทยก็เริ่มขยับตัวไปในทิศทางเดียวกัน มหาวิทยาลัยดังๆ ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เริ่มขยายโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน ส่วนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง “Ooca” ก็ช่วยให้นักศึกษาทั่วประเทศเข้าถึงนักจิตวิทยาได้ง่ายขึ้นเยอะ

ปัญหาความเครียดจากการเรียนในไทยที่หยั่งรากลึกมานาน ทั้งเรื่องเรียนหนัก เรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง ความกดดันจากที่บ้าน พอมาเจอกับความกังวลของยุคนี้ อย่างตลาดงานที่แข่งกันเลือดสาด ความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญฟันธงว่าถ้าไม่รีบร่วมมือกันแก้ไข อัตราการดร็อปเรียนเพราะใจพังอาจจะพุ่งสูงขึ้นอีก ทั้งในอเมริกาและบ้านเรา

ในเมื่อปัญหานี้เป็นที่จับตามองในระดับโลกแล้ว ทั้งครอบครัวและคนในแวดวงการศึกษาไทยเองก็ต้องหันมาส่งเสริมให้มีการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกันอย่างเปิดอก ช่วยกันลดอคติด้วยการสร้างความเข้าใจ และผลักดันให้เกิดสมดุลระหว่างการเรียน การพักผ่อน และการมีสังคมอย่างจริงจัง บทเรียนที่ชัดเจนขึ้นทุกวันคือ การลงทุนกับสุขภาพใจสำคัญไม่แพ้ความเป็นเลิศทางวิชาการ เพื่ออนาคตที่สดใสและความเข้มแข็งของนักศึกษา ซึ่งก็คือความเจริญของประเทศชาตินั่นเอง

สำหรับน้องๆ นักศึกษาไทย คำแนะนำที่ทำได้จริงคือ อย่าอายที่จะขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะจากศูนย์ให้คำปรึกษาในมหา’ลัย อาจารย์ที่ไว้ใจ หรือกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนในชุมชน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ต้องปรับปรุงบริการด้านสุขภาพจิตให้ดีขึ้น ส่วนคนกำหนดนโยบายก็ต้องแน่ใจว่าเรื่องงบประมาณสำหรับการดูแลใจนักศึกษาต้องถูกจัดเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในการปฏิรูปการศึกษา เมื่อนั้นแหละ คำมั่นสัญญาของการศึกษาระดับอุดมศึกษาถึงจะเป็นจริงได้สำหรับนักศึกษาทุกคน ทั้งในไทยและทั่วโลก

แหล่งข้อมูล: El Adelantado, Journal of Affective Disorders, Bangkok Post, WHO Thailand